03/05/2026
www.avpschool.org
#คำสอน…..
“สติปัญญา ความดี ความจริง เท่านั้น
ที่จะสามารถยับยั้ง กิเลสตัณหา ได้”
ดังนี้.....
สติปัญญา คุณธรรมความดี และความจริง เท่านั้น
ที่จะสามารถยับยั้ง กิเลสตัณหา การกระทำความชั่ว ได้
เหตุเพราะ.....
มนุษย์ปุถุชน ผู้ยังไม่ได้เจริญสติปัญญา มักเอาตัวเองเป็นที่ตั้งก่อนเสมอ
ซึ่งเมื่อตัวเองยังดีใจ สบายใจ สุขใจ หรือยังไม่มีความขัดแย้งกับใครด้วยเรื่องอะไร
ก็จะยังคงวางตนเป็นปกติอยู่ ดีอยู่
แต่
เมื่อใด ที่มีผู้ใดหรือสิ่งใด มากระทบ
ที่ทำให้ตัวเองเกิดความรู้สึก ไม่พอใจ ไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ร้อนใจ
เมื่อนั้น ก็จะเอาความคิด ความรู้สึก อารมณ์ของตัวเอง เป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ และจัดการกับผู้นั้นหรือสิ่งนั้น โดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทันที
โดย
เมื่อ มีความโกรธ ความโมโห ความไม่พอใจ
ก็จะระบายความโกรธ ความโมโห ความไม่พอใจ นั้น
โดย ไม่คำนึงถึงเหตุผลหรือความรู้สึกของอีกฝ่าย
ด้วย การแสดง สีหน้า ท่าทาง คำพูด การกระทำ ที่อาจเป็นการประชดประชัน หรือใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจมากหรือน้อยตามแต่เหตุแห่งอารมณ์โกรธของตนเอง
และ
เมื่อ มีความโลภ ความอยากได้ อยากเป็น อยากมี
ก็จะพยายามคิดหาหนทาง ให้ตัวเองได้มาในสิ่งที่ต้องการ นั้น
โดยไม่คำนึงถึงความถูกความผิด หรือความเหมาะความควร
ด้วย การคิดค้น วิธีการ กุศโลบาย กลเด็ดเม็ดพราย ที่อาจทำต่อหน้าหรือลับหลัง อันเป็นการหักหาญน้ำใจ อย่างไม่ชอบธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการณ์อาจใหญ่หรือเล็กตามแต่ที่ตัวเองจะคิดค้นหากลไก
อีกทั้ง
เมื่อ มีความหลง ความยึดติด ความเห็นผิด ความเชื่อ อคติลำเอียง
ก็จะคิดนึกทำ ตามความคิด ความชอบ ความปรารถนา แห่งตน นั้น
โดยไม่มองเหตุผลความเป็นจริง หรือคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล ความรู้สึก ความสบายใจ ของอีกฝ่าย
ด้วย การอาศัย ความคิดความเห็น ความเชื่อความเข้าใจ อันเป็นการละเมิด ทำร้าย กล่าวหา รุกล้ำอำนาจสิทธิเสรีภาพอิสรภาพ กระทบกระเทือนร่างกายจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจหนักหรือเบาตามแต่ที่ตัวเองจะนึก คิด เห็น เข้าใจ จินตนาการไป
ฉะนั้น
ตราบใดที่ มนุษย์ปุถุชนคนใด ยังไม่ได้เจริญสติปัญญาความคิด ในการยึดถือความดีและมองเห็นความจริง
ตราบนั้น มนุษย์ปุถุชนคนนั้น ก็จะไม่มีความสามารถในการยับยั้งสกัดกั้น กิเลสตันหา แห่ง ความโกรธ ความโลภ ความหลง ของตัวเองได้ หากตนเองเกิดความคิดความรู้สึกต้องการสิ่งใด หรือมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด
ดังนั้น
สติปัญญา ในการตระหนักยึดมั่นคุณธรรมความดี และการมองเห็นเหตุผลความเป็นจริง
จึงเป็นสิ่งที่ควรสร้างให้เจริญขึ้นในตัวบุคคล
เพราะมิเช่นนั้น
บุคคลนั้น จะไม่ได้นึกถึงผู้อื่น จะไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ ผลเสีย ผลกระทบ ที่จะตามมากับการกระทำ ตามความอยากความต้องการของตัวเอง
ที่จะเป็นการล่วงละเมิดศีลธรรมความดี กระทำความผิดต่อผู้อื่นอย่างไม่สนไม่แคร์ แม้ผู้นั้นจะเป็นคนใกล้ตัวไกลตัว ที่อาจเป็น พวกพ้อง เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่ง พ่อแม่ผู้มีพระคุณ ก็จะไม่มีเว้นวาย
ทั้งนี้เพราะ
เมื่อใดที่กิเลสตัณหาเข้าครอบงำความคิดจิตใจของผู้ใดที่ไร้ซึ่งสติปัญญา
ผู้นั้นจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใดเหนือไปกว่าตัวเอง อย่างแน่นอน
ทำให้เกิดการกระทำการอย่างขาดจิตสำนึก ไร้ซึ่งคุณธรรมความดี และมิมีสติยับยั้งชั่งใจมองเห็นความเป็นจริงได้ จนกว่าเมื่อถึงกาลระลึกได้ ก็ต่อเมื่อได้เกิดการพลาดพลั้งไปแล้ว หรืออาจสายเกินไปเสียแล้ว
ในสุดท้าย
สติปัญญา ในการยึดถือความดี และการมองเห็นความจริง
จึงเป็นสิ่งที่ควรสร้างให้เจริญขึ้นอย่างหมดจดครบครันในตัวทุกบุคคล
เพื่อ เป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองตนไม่ให้กระทำความผิดต่อผู้ใด ที่เป็นการก่อกรรมให้กับตัวเอง
เพื่อ มอบความสงบสุขให้กับผู้อื่นและสังคม
และ
เพื่อ สร้างความเจริญรุ่งเรือง ให้บังเกิดขึ้นกับตัวเอง อย่างมั่นคงถาวร
ตามที่กล่าวมา
“สติปัญญา ความดี ความจริง เท่านั้น
ที่จะสามารถยับยั้ง กิเลสตัณหา ได้”
จึงสำคัญและเป็นไปด้วยเหตุประการฉะนี้ แล.
ดร.พัชริศร์ หัตถวิจิตรกุล
โรงเรียนอริยวิจิตรบัณฑิตย์
#การศึกษาเพื่อการพัฒนาครบองค์รวม
#โรงเรียนวิถีพุทธธรรม
#โรงเรียนแห่งความสุข