ป.โท และ ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ป.โท และ ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ข้อเสียของการเพิ่มคนทำงาน  #วิจัย
23/07/2026

ข้อเสียของการเพิ่มคนทำงาน #วิจัย

ยิ่งเพิ่มคนในทีม งานยิ่งไม่ได้เร็วขึ้นตามสัดส่วน: บทเรียนจาก Ringelmann Effect เมื่อปัญหาไม่ใช่ “คนน้อย” แต่คือ “การออกแบบทีม”

การเพิ่มคนเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ผู้บริหารใช้บ่อยที่สุดเมื่อทีมเริ่มทำงานไม่ทัน กำหนดส่งใกล้เข้ามา โปรเจกต์เริ่มล่าช้า หรือภาระงานดูมากเกินกว่าที่คนในทีมจะรับไหว เหตุผลก็ตรงไปตรงมา คนมากขึ้นก็น่าจะสร้างผลงานได้มากขึ้น หากสองคนทำงานได้เร็วกว่าอีกคนหนึ่ง ก็น่าจะหมายความว่าสิบคนย่อมทำงานได้เร็วกว่าห้าคน

แต่ประสบการณ์ของหลายองค์กรกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป หลังจากรับคนเพิ่ม งานกลับไม่ได้เดินเร็วขึ้นตามสัดส่วน บางครั้งกลับมีการประชุมมากขึ้น การประสานงานซับซ้อนขึ้น การตัดสินใจช้าลง และที่สำคัญคือความรู้สึกว่า “ไม่มีใครเป็นเจ้าของงานจริง ๆ” เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพราะคนใหม่ไม่มีความสามารถ หากแต่เป็นผลจากกลไกทางจิตวิทยาและโครงสร้างการทำงานที่องค์กรจำนวนมากมองข้าม

🔥 เมื่อทีมใหญ่ขึ้น คนไม่ได้ขี้เกียจขึ้น แต่ระบบทำให้แต่ละคนออกแรงน้อยลง

เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน วิศวกรชาวฝรั่งเศส Max Ringelmann ทำการทดลองง่าย ๆ โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองดึงเชือกและวัดแรงที่แต่ละคนออกได้ จากนั้นจึงให้หลายคนดึงเชือกร่วมกัน ผลลัพธ์กลับสวนทางกับสัญชาตญาณอย่างน่าสนใจ แม้แรงรวมของทีมจะเพิ่มขึ้น แต่แรงที่ “แต่ละคน” ออกกลับลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อจำนวนสมาชิกในทีมเพิ่มขึ้น

คนคนเดียวสามารถออกแรงได้เกือบเต็มศักยภาพ แต่เมื่ออยู่ในทีมขนาดใหญ่ แต่ละคนกลับใช้แรงเพียงบางส่วน ทั้งที่ไม่มีใครตั้งใจอู้หรือหลีกเลี่ยงงาน

งานวิจัยในเวลาต่อมานิยามปรากฏการณ์นี้ว่า Social Loafing ซึ่งหมายถึงการที่คนลดความพยายามลงโดยอัตโนมัติเมื่อทำงานเป็นกลุ่ม ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนนิสัยของบุคคล แต่สะท้อนว่ามนุษย์ตอบสนองต่อโครงสร้างของทีมอย่างไร

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “คนในทีมไม่ทุ่มเท” แต่คือระบบการทำงานทำให้ความรับผิดชอบของแต่ละคนค่อย ๆ เจือจางลง

🔥 เมื่อความรับผิดชอบกลายเป็นของทุกคน มันมักไม่มีใครรับผิดชอบ

งานของ Bibb Latané และนักจิตวิทยาสังคมรุ่นต่อมา ช่วยอธิบายว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากกลไกสำคัญสองประการ

ประการแรกคือ การกระจายความรับผิดชอบ (Diffusion of Responsibility) เมื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น สมองของแต่ละคนจะรับรู้ว่าภาระไม่ได้อยู่ที่ตนเพียงคนเดียว หากตนทำได้น้อยลงเล็กน้อย คนอื่นก็น่าจะช่วยเติมเต็มได้ และหากผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ก็ยากที่จะมีใครรับผิดชอบเพียงลำพัง

ประการที่สองคือ การมองไม่เห็นผลงานรายบุคคล เมื่อความสำเร็จและความล้มเหลวถูกวัดในระดับทีม มากกว่าระดับบุคคล ความเชื่อมโยงระหว่าง “ความพยายามของฉัน” กับ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น” จะอ่อนลงโดยธรรมชาติ แรงจูงใจในการทุ่มเทจึงลดลง แม้แต่กับคนที่มีความรับผิดชอบสูง

สิ่งสำคัญคือ Social Loafing ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ขาดวินัยหรือไม่มีความรับผิดชอบ แต่สามารถเกิดขึ้นกับคนปกติทุกคน หากถูกวางไว้ในระบบที่ทำให้บทบาทและความรับผิดชอบไม่ชัดเจน

🔥 การเพิ่มคนไม่ได้มีเพียงต้นทุนด้านเงิน แต่ยังมีต้นทุนด้านการประสานงาน

แม้ทุกคนจะยังทำงานอย่างเต็มความสามารถ การเพิ่มสมาชิกในทีมก็ยังสร้างต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่มักไม่ปรากฏอยู่ในงบประมาณ นั่นคือต้นทุนของการประสานงาน

แนวคิดที่รู้จักกันในชื่อ Brooks’ Law ซึ่งเสนอโดย Fred Brooks อธิบายว่า การเติมคนเข้าไปในโครงการที่ล่าช้าอยู่แล้ว มักทำให้โครงการล่าช้ามากกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะคนใหม่ทำงานไม่ได้ แต่เพราะทุกคนต้องใช้เวลาในการอธิบายบริบท ถ่ายทอดความรู้ ประสานงาน และตัดสินใจร่วมกัน

ยิ่งทีมมีขนาดใหญ่ จำนวนความสัมพันธ์ที่ต้องดูแลก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คนสองคนมีช่องทางสื่อสารเพียงหนึ่งเส้น แต่เมื่อทีมขยายเป็นหกคน จำนวนช่องทางการสื่อสารเพิ่มเป็นสิบห้าเส้น และจะเพิ่มขึ้นต่อไปในอัตราที่เร็วกว่าจำนวนสมาชิก

เมื่อพิจารณาร่วมกับ Ringelmann Effect จะเห็นว่าการเพิ่มคนสร้างต้นทุนซ่อนอยู่พร้อมกันสองด้าน ด้านหนึ่งคือความรับผิดชอบที่เจือจาง อีกด้านคือภาระในการประสานงานที่สูงขึ้น ทั้งสองปัจจัยล้วนทำให้ผลิตภาพเฉลี่ยต่อคนลดลง แม้ว่าจำนวนคนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

🔥 ทีมที่มีประสิทธิภาพ มักไม่ได้เริ่มจากการมีคนมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ องค์กรที่ทำงานได้รวดเร็วจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบทีมมากกว่าการเพิ่มขนาดทีม แนวคิด Two-Pizza Team ของ Amazon เป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลักการนี้อย่างชัดเจน นั่นคือการทำให้ทีมมีขนาดเล็กพอที่พิซซ่าสองถาดจะเลี้ยงได้ทั้งหมด เป้าหมายไม่ใช่การประหยัดต้นทุน แต่เพื่อให้ทุกคนสื่อสารกันได้ง่าย รับผิดชอบงานของตนอย่างชัดเจน และตัดสินใจได้โดยไม่ต้องผ่านลำดับขั้นที่ซับซ้อน

งานวิจัยด้านการทำงานเป็นทีมก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลิตภาพของทีมจะเพิ่มขึ้นเมื่อแต่ละคนรู้ชัดว่าตนเป็นเจ้าของผลลัพธ์ส่วนใด มีผลงานที่สามารถมองเห็นและติดตามได้ และรับรู้ว่าหากตนไม่ทำ งานส่วนนั้นจะไม่มีใครทำแทนโดยอัตโนมัติ

ความรู้สึกว่า “ตัวเราขาดไม่ได้” ไม่ได้สร้างแรงกดดันเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างความเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่สำคัญกว่าการควบคุมจากภายนอก

🔥 ก่อนเพิ่มคน ลองถามก่อนว่าปัญหาคืออะไร

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าทีมใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือการจ้างคนเพิ่มเป็นการตัดสินใจที่ผิด หลายสถานการณ์มีภาระงานมากกว่ากำลังคนจริง และการเพิ่มทรัพยากรคือคำตอบที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม Ringelmann Effect และ Brooks’ Law เตือนเราว่า การเพิ่มคนไม่ใช่ยาสามัญสำหรับทุกปัญหา เพราะปัญหาหลายอย่างไม่ได้เกิดจาก “จำนวนมือ” แต่เกิดจาก “การออกแบบความรับผิดชอบ” หากบทบาทยังไม่ชัด การสื่อสารยังซับซ้อน และไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์ การเพิ่มคนอาจทำให้ปัญหาเดิมขยายใหญ่ขึ้นแทนที่จะหายไป

บางครั้ง สิ่งที่ทีมต้องการไม่ใช่สมาชิกใหม่ แต่คือโครงสร้างที่ทำให้ทุกคนรู้ว่างานชิ้นไหนเป็นของตัวเอง และรู้ว่าความสำเร็จของทีมเริ่มต้นจากความรับผิดชอบของแต่ละคน

ครั้งต่อไปที่โปรเจกต์เริ่มล่าช้า ก่อนตัดสินใจเปิดรับคนเพิ่ม อาจมีอีกคำถามหนึ่งที่ควรถามก่อนเสมอ

งานนี้กำลังขาดกำลังคนจริง ๆ หรือกำลังขาดคนที่รู้สึกว่า “นี่คือความรับผิดชอบของฉัน”

วัฒนธรรมองค์การ
23/07/2026

วัฒนธรรมองค์การ

เพราะ “ตำแหน่ง” อาจทำให้คนทำตามหน้าที่⁣
แต่ “พฤติกรรม” ต่างหากที่ทำให้คนเคารพด้วยหัวใจ⁣

การสร้าง วัฒนธรรมองค์กร ที่ดี ⁣
ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุมใหญ่⁣
หรือนโยบายที่เขียนไว้บนบอร์ดนิทรรศการ⁣
แต่มันเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ผู้นำ⁣
และทุกคนในทีม “แสดงออก” ร่วมกันในทุกๆ วัน⁣

ตำแหน่งหน้าที่บอกว่าคุณคือใคร...⁣
แต่พฤติกรรมและการกระทำของคุณต่างหาก⁣
ที่จะบอกว่า.. คุณกำลังสร้าง #วัฒนธรรมองค์กร⁣
แบบไหนให้เกิดขึ้นในที่ทำงาน⁣

เพราะความเคารพนับถือ...⁣
ไม่เคยมาพร้อมกับป้ายชื่อตำแหน่ง⁣




A Cup of Culture⁣
──────────⁣
#ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร⁣


───⁣
พูดคุยกับที่ปรึกษาด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร⁣
หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม:⁣
📲 โทร: 064-972-9155⁣
📥 อีเมล: [email protected]

 #องค์การในฝัน
23/07/2026

#องค์การในฝัน

องค์กรในฝัน ไม่ใช่องค์กรที่มีของฟรีเยอะที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ทำให้คนทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

1. เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากทำงานให้ดี

ไม่เริ่มต้นด้วยความไม่ไว้ใจ

* ลดกฎที่เกิดจากความกลัว
* ให้ความไว้วางใจก่อน
* ตรวจสอบเมื่อจำเป็น ไม่ใช่ตลอดเวลา



2. แก้อุปสรรคให้พนักงาน มากกว่าสั่งให้พยายาม

องค์กรไม่พูดว่า

“เราให้เงินเดือน คุณต้องทำให้คุ้ม”

แต่ถามว่า

“มีอะไรที่ขวางการทำงานของคุณอยู่ เราจะช่วยเอาออกได้อย่างไร”



3. รับฟังก่อนตัดสิน

พนักงานจำนวนมากไม่ได้ต้องการให้เห็นด้วย

แต่ต้องการให้มีคนรับฟังอย่างจริงใจ

หลายปัญหาแก้ได้ตั้งแต่ยังเล็ก ถ้าองค์กรฟังเร็วพอ



4. กระจายอำนาจการตัดสินใจ (Distributed Decision Making)

คนที่อยู่หน้างานมักมีข้อมูลดีที่สุด

องค์กรในฝันจึงกำหนดให้ชัดว่า

* เรื่องไหนตัดสินใจเองได้
* เรื่องไหนต้องปรึกษา
* เรื่องไหนต้องอนุมัติ

แทนที่จะให้ทุกเรื่องต้องผ่านผู้บริหาร

การให้อำนาจตัดสินใจ คือการให้เกียรติในความเป็นมืออาชีพ



5. Feedback เพื่อพัฒนา ไม่ใช่ลงโทษ

Feedback มีไว้เพื่อ

* ทำให้งานดีขึ้น
* ทำให้คนเก่งขึ้น

ไม่ใช่ทำให้คนรู้สึกแย่ลง



6. ผิดพลาดได้ แต่ต้องเรียนรู้

องค์กรไม่ถามว่า

“ใครผิด”

แต่ถามว่า

“ระบบตรงไหนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น”



7. ความโปร่งใสในวันที่ทุกอย่างไม่สวยงาม (Radical Transparency)

หลายองค์กรดูดีเฉพาะตอนทุกอย่างราบรื่น

แต่เมื่อเกิดวิกฤต

* ปิดข้อมูล
* ข่าวลือเต็มองค์กร
* คนเริ่มไม่ไว้ใจกัน

องค์กรในฝันเลือกบอกความจริง

แม้ข่าวนั้นจะไม่ดี

เพราะความจริงสร้างความร่วมมือได้

มากกว่าการปิดบัง



8. ไม่ให้การเมืององค์กรเติบโต

ไม่ให้รางวัลกับ

* การประจบ
* การใส่ร้าย
* การแบ่งพรรคแบ่งพวก

แต่ให้รางวัลกับ

* ความร่วมมือ
* การแบ่งปันความรู้
* การช่วยให้องค์กรดีขึ้น



9. วัดผลจากคุณค่า ไม่ใช่เวลาที่นั่งอยู่

การอยู่ถึงดึก

ไม่ใช่หลักฐานของความสามารถ

ผลลัพธ์และคุณค่าที่สร้างต่างหากที่สำคัญ



10. ดูแลไม่ให้คนเก่งหมดไฟ

งานหนักไม่ใช่ปัญหาเสมอไป

แต่งานที่ไม่มีความหมาย

งานที่เต็มไปด้วยอุปสรรค

และงานที่ไม่มีวันจบ

คือสาเหตุของ Burnout

องค์กรในฝันจึงดูแลพลังงานของคน

ไม่ใช่แค่ใช้พลังงานของคน



11. ลงทุนกับการเติบโตของทุกคน

ไม่ใช่ทุกคนอยากเป็นผู้จัดการ

บางคนอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญ

บางคนอยากเปลี่ยนสายงาน

องค์กรในฝันถามว่า

“คุณอยากเติบโตแบบไหน”

แล้วช่วยให้ไปถึงตรงนั้น



12. ผู้บริหารกล้ายอมรับว่าตัวเองผิด

เมื่อผู้นำพูดว่า

“เรื่องนี้ผมตัดสินใจผิด”

ทั้งองค์กรจะเรียนรู้ว่า

การยอมรับความผิด

ไม่ใช่ความอ่อนแอ

แต่คือความเป็นมืออาชีพ



13. การจากลาที่ให้เกียรติ (Exit with Dignity)

องค์กรในฝันไม่ได้ดูแลแค่วันแรกที่เข้ามา

แต่ดูแลจนถึงวันสุดท้าย

การลาออก

ไม่ใช่การทรยศ

แต่เป็นวันที่เป้าหมายของทั้งสองฝ่าย

อาจเดินไปคนละทาง

องค์กรที่ดีจะขอบคุณ

ส่งต่อโอกาส

รักษาความสัมพันธ์

และทำให้ Alumni กลายเป็นเครือข่ายที่แข็งแรง

เพราะคนที่จากไปวันนี้

อาจเป็น

* ลูกค้าในวันหน้า
* พาร์ตเนอร์
* ผู้บริหารบริษัทอื่น
* หรือแม้แต่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง



14. ทำให้ทุกคนรู้ว่างานของตัวเองมีความหมาย

ทุกคนควรตอบได้ว่า

“งานของฉันกำลังช่วยใคร”

เมื่อคนเห็นผลกระทบของงานตัวเอง

แรงจูงใจจะไม่ต้องสร้างจาก KPI เพียงอย่างเดียว



15. มองพนักงานเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ทรัพยากร

องค์กรในฝันเข้าใจว่า

คนทุกคนมี

* ครอบครัว
* สุขภาพ
* ความฝัน
* ความกังวล
* ชีวิตนอกเวลางาน

เป้าหมายจึงไม่ใช่

“จะใช้คนให้คุ้มที่สุด”

แต่คือ

“จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนคนหนึ่ง กลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้อย่างไร”



สรุป

องค์กรในฝันไม่ใช่องค์กรที่มีโต๊ะพูล ห้องเกม หรือกาแฟฟรี

แต่องค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า

* ฉันได้รับความไว้วางใจ
* ฉันได้รับการรับฟัง
* ฉันตัดสินใจได้
* ฉันเติบโตได้
* ฉันทำงานอย่างมีความหมาย
* และแม้วันที่ต้องจากกัน เราก็ยังให้เกียรติกัน

เมื่อองค์กรลงทุนกับ “คน” ก่อน คนจะตอบแทนองค์กรด้วยผลงาน ความรับผิดชอบ และความภักดีที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว

 #ข่าวชาวรัฐประศาสนศาสตร์https://www.facebook.com/share/p/1BGZZTB6Jo/
23/07/2026

#ข่าวชาวรัฐประศาสนศาสตร์
https://www.facebook.com/share/p/1BGZZTB6Jo/

ก.พ. เริ่มมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดข้าราชการพลเรือนสามัญ (Early Retirement) เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการตามนโยบายลดขนาดภาครัฐ
สาระสำคัญของมาตรการ ได้แก่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ ข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป รวมถึงข้าราชการอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป
ก.พ. เปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เงินก้อนสำหรับผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ในอัตราสูงสุด 8-12 เท่า เงื่อนไขยุบเลิกตำแหน่ง ห้ามกลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท และเปิดให้ส่วนราชการจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation ตามอัตราส่วนที่กำหนด
มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลด้านการปฏิรูประบบราชการ ลดภารกิจซ้ำซ้อน และปรับบทบาทภาครัฐให้มีขนาดเล็กลง
อ่านต่อ...https://www.thansettakij.com/economy/664663
#เกษียณอายุก่อนกำหนด #ข้าราชการ #ปฏิรูประบบราชการ

17/07/2026

ขอแสดงความยินดีกับวารสารใหม่ของ TCI ครับ

Web site created using create-react-app

ภาวะผู้นำตามสถานการณ์
12/07/2026

ภาวะผู้นำตามสถานการณ์

ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) ของ Paul Hersey และ Kenneth Blanchard เชื่อมโยงกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งผ่าน 2 แกนหลัก คือ พฤติกรรมสั่งการ (Directive) และพฤติกรรมสนับสนุน (Supportive) ⁣

ซึ่งแบ่งสไตล์การนำออกเป็น 4 รูปแบบ ตามระดับความสามารถ (Competence) และความมุ่งมั่น (Commitment) ของพนักงาน ดังนี้:⁣

─────⁣
◉ Directing (ชี้แนะ-ควบคุม): ⁣

เน้นสั่งการและควบคุมใกล้ชิด เหมาะกับพนักงานใหม่ที่มีแรงจูงใจสูงแต่ทักษะยังน้อย (Low Competence, High Commitment)⁣

◉ Coaching (สนับสนุนพร้อมแนะนำ): ⁣

เน้นสอนงานและเปิดโอกาสให้คิดมากขึ้น เหมาะกับคนที่เริ่มมีทักษะแต่เริ่มหมดไฟหรือขาดความมั่นใจเมื่อเจอความยากของงาน (Low to Some Competence, Low Commitment)⁣

◉ Supporting (สนับสนุนมาก ควบคุมน้อย): ⁣

เน้นให้คำปรึกษาและปล่อยให้ตัดสินใจเองมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีทักษะดีแต่บางครั้งยังขาดความมั่นใจ (Moderate to High Competence, Variable Commitment)⁣

◉ Delegating (ให้อิสระ ทำงานเอง): ⁣

เน้นการมอบหมายและ Empower เต็มที่ ผู้นำคอยอำนวยความสะดวกอยู่เบื้องหลัง เหมาะกับกลุ่มเชี่ยวชาญ (Expert) ที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมเป็นผู้นำ (High Competence, High Commitment)⁣


สรุปบทความฉบับเต็ม ➾⁣ brightsidepeople.com/นำทีมให้ถูกจังหวะ-สูตร/





A Cup of Culture⁣
──────────⁣
#ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมองค์กร⁣


───⁣
พูดคุยกับที่ปรึกษาด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร⁣
หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม:⁣
📲 โทร: 064-972-9155⁣
📥 อีเมล: [email protected]

ปฐมนิเทศ รป.ม19📙📙
11/07/2026

ปฐมนิเทศ รป.ม19📙📙

 #แด่นักศึกษาชาวรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร  #สิงห์ภูพาน ทุกท่าน #ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2569
10/07/2026

#แด่นักศึกษาชาวรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร #สิงห์ภูพาน ทุกท่าน
#ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2569

วีดีโอนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและประชาสัมพันธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศา...

10/07/2026

มาร่วมเปลี่ยนอนาคต ด้วยความรู้กันครับ
หลักสูตร ป.โท-ป.เอก สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร #ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกท่าน ในปีการศึกษา 2569

ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมศึกษาดูงาน  #หลักสูตรคู่เทียบหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.สกลนคร ศึกษาดูงานหลักสูตรคู่เทียบ แลกเ...
05/07/2026

ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมศึกษาดูงาน #หลักสูตรคู่เทียบ

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.สกลนคร ศึกษาดูงานหลักสูตรคู่เทียบ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ณ มหาวิทยาลัยนครพนม

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รป.ม.) รุ่นที่ 18 และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รป.ด.) รุ่นที่ 2 สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ หลักสูตรคู่เทียบ ณ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ภายใต้โครงการศึกษาดูงานการบริหารท้องถิ่นตามหลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาจากทั้งสองสถาบันได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษา การส่งเสริมงานวิจัยและวิชาการ ตลอดจนแนวทางการพัฒนานักศึกษาระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตให้มีสมรรถนะที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการบริหารภาครัฐในยุคปัจจุบัน

การศึกษาดูงานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรของ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รป.ม.) และ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รป.ด.) ของมหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ การผลิตผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาท้องถิ่น และการเตรียมความพร้อมบัณฑิตให้เป็นนักบริหารมืออาชีพที่มีคุณธรรมและจริยธรรม

บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยทั้งสองสถาบันได้ร่วมเสนอแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมการจัดการภาครัฐ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยให้มีมาตรฐานในระดับประเทศและนานาชาติ

กิจกรรมศึกษาดูงานหลักสูตรคู่เทียบในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ในการส่งเสริมการเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีภาวะผู้นำ มีจิตสาธารณะ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการบริหารจัดการภาครัฐและการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลักสูตรในการผลิตนักรัฐประศาสนศาสตร์มืออาชีพที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและประเทศในอนาคต.

#ขอบคุณผู้บริหารและคณาจารย์คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
#ขอขอบคุณภาพจากเพจ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.นครพนม https://www.facebook.com/flasnpu59/

ที่อยู่

680 ถนนนิตโย ต. ธาตุเชิงชุม
Sakhon Nakhon
47000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ป.โท และ ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์