WELL in Action: EP.3 การประยุกต์ใช้ WELL สำหรับมลพิษทางอากาศ
📌 เนื้อหามุ่งอธิบายข้อกำหนดของ WELL ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศภายในอาคาร และแนวทางลดผลกระทบจากมลพิษ พร้อมยกระดับสุขอนามัยภายในอาคารผ่านมาตรการสำคัญ เช่น การกรอง PM2.5 การควบคุมเชื้อโรค และการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมในภาวะโรคระบาดหรือวิกฤตมลพิษ เพื่อให้อาคารสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย คุณ เพชรรินทร์ พงษ์เพ็ชรกูล สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ LEED AP BD+C, WELL AP, Fitwel Ambassador, TREES-A NC, ActiveScore AP
RISC มอบของขวัญปีใหม่ ด้วย VDO หลักสูตร WELL in Action ครบ 8 ตอน เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอาคารที่เน้นใช้งานได้จริง และพร้อมรับมือความเสี่ยงยุคใหม่ ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ
WELL in Action: Future-Proof Your Building for Health and Resilience จะพาคุณเจาะลึกมาตรฐาน WELL ตั้งแต่แนวคิดสู่การลงมือทำจริง ช่วยยกระดับอาคารและวางแผนรับมือวิกฤตอย่างเป็นระบบ เพราะวันนี้ “สุขภาวะ” ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น สำหรับทุกคนในวงการอาคาร ตั้งแต่ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนา จนถึงผู้บริหารอาคาร
RISC Well-Being
RISC ศูนย์กลางการคิดค้นนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยเพื่อความยั่งยืน
RESEARCH & INNOVATION FOR SUSTAINABILITY CENTER (RISC)
ศูนย์กลางการคิดค้นนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยเพื่อความยั่งยืน ที่ RISC เราทำการวิจัย คิดค้นเทคโนโลยี แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรม พร้อมเครื่องมือตรวจวัดต่าง ๆ เพื่อทดสอบ สามารถรองรับแนวโน้มการพัฒนาและใช้ชีวิตที่ดีในอนาคต เราเน้นการพัฒนาที่พักอาศัยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสุขภาพที่ดี ความปลอดภัย ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และสร้างประโยช
WELL in Action: EP.2 การประยุกต์ใช้ WELL สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและน้ำท่วม
📌 WELL Building Standard ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เรื่องสุขภาวะ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่ง และความสามารถในการฟื้นตัวของอาคาร (Resilience) ให้พร้อมรับมือภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง ผ่านการวางระบบสำรองและการจัดการภาวะฉุกเฉิน ทั้งไฟฟ้า น้ำ การระบายอากาศ และการสื่อสาร เพื่อให้อาคารสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุ โดยเนื้อหาครอบคลุมการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมชี้ให้เห็นข้อกำหนดใน WELL ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อม การลดความเสียหาย และการรับมือเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรม
โดย คุณ ชนินทร์ กุลสุรกิจ สถาปนิกวิจัยอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญระดับ WELL AP, DGNB international, TREES-A และ DGNB consultant
RISC มอบของขวัญปีใหม่ ด้วย VDO หลักสูตร WELL in Action ครบ 8 ตอน เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอาคารที่เน้นใช้งานได้จริง และพร้อมรับมือความเสี่ยงยุคใหม่ ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ
WELL in Action: Future-Proof Your Building for Health and Resilience จะพาคุณเจาะลึกมาตรฐาน WELL ตั้งแต่แนวคิดสู่การลงมือทำจริง ช่วยยกระดับอาคารและวางแผนรับมือวิกฤตอย่างเป็นระบบ เพราะวันนี้ “สุขภาวะ” ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น สำหรับทุกคนในวงการอาคาร ตั้งแต่ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนา จนถึงผู้บริหารอาคาร
16/01/2026
⏳ นับถอยหลังสู่เวทีใหญ่ครั้งแรกของปี 2026
การรวมตัวของผู้นำอุตสาหกรรมก่อสร้าง วิศวกรรม และอสังหาริมทรัพย์ไทย
เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการ อัปเกรดอาคารสู่อนาคตที่ยั่งยืน
The Nova Expo x 50th EEC Anniversary
“Re:Build – พลิกโฉมอาคารเก่าเพื่อโลกไร้คาร์บอน”
🎯 งานที่รวม องค์ความรู้ ประสบการณ์จริง และโซลูชันที่ใช้งานได้จริง
สำหรับเจ้าของอาคาร ผู้บริหารทรัพย์สิน ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และพันธมิตรอุตสาหกรรม
🔎 เวทีเสวนาไฮไลท์ | Reviving Existing Buildings
มุมมองครบทุกมิติ จากตัวแทนภาคส่วนสำคัญของประเทศ
🔹 ภาคนโยบายพลังงาน
คุณสาร์รัฐ ประกอบชาติ
รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
🔹 ภาคการเงิน
ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Corporate Strategy and Innovation Division, ธนาคารกสิกรไทย
🔹 ภาคอสังหาริมทรัพย์
คุณเรืองราช กรุงทองพัฒนา
หัวหน้าฝ่ายบริหารอาคารเชิงกลยุทธ์และสนับสนุนทางเทคนิค, Asset World Corporation
🔹 ภาคการบริหารทรัพย์สิน
คุณจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand
และเลขาธิการสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
🎙 Moderator
คุณวีณารัตน์ เลาหภคกุล
⭐ Special Session
“10 Building Upgrades ที่ใช้ได้จริงทุกอาคาร”
โดย ดร.เกชา ธีระโกเมน
📅 22 มกราคม 2026 | BITEC
แล้วพบกันวันพฤหัสฯหน้า บนเวทีที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทางวงการอาคารไทย
RISC มอบของขวัญปีใหม่ ด้วย VDO หลักสูตร WELL in Action ครบ 8 ตอน เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอาคารที่เน้นใช้งานได้จริง และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงยุคใหม่ ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ
WELL in Action: Future-Proof Your Building for Health and Resilience จะพาคุณเจาะลึกมาตรฐาน WELL ตั้งแต่แนวคิดสู่การลงมือทำจริง ช่วยยกระดับอาคารและวางแผนรับมือวิกฤตอย่างเป็นระบบ เพราะวันนี้ “สุขภาวะ” ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นสำหรับทุกคนในวงการอาคาร ตั้งแต่ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนา จนถึงผู้บริหารอาคาร
WELL in Action: EP.1 แนวคิด Resilient ในบริบทของ WELL
📌 อธิบายภาพรวมของ WELL Building Standard v2 ครอบคลุมที่มา วัตถุประสงค์ และโครงสร้างของมาตรฐานในรูปแบบ 10 Concepts และระบบคะแนน (Scoring System) พร้อมแสดงให้เห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ WELL v2 เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการออกแบบ และบริหารจัดการอาคาร เพื่อเสริมความยืดหยุ่น (Resilience) รวมทั้งความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้ใช้อาคารอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม
โดย คุณ เพชรรินทร์ พงษ์เพ็ชรกูล สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ LEED AP BD+C, WELL AP, Fitwel Ambassador, TREES-A NC, ActiveScore AP
09/01/2026
🎁 ของขวัญปีใหม่สำหรับเพื่อนในวงการ
จาก ดร.เกชา ธีระโกเมน
ไม่ใช่คำอวยพร แต่คือ แนวทางอัปเกรดอาคารที่ทำได้จริง คุ้มค่า และเห็นผล
🏢 10 Building Upgrades
คัดจากประสบการณ์ตรง เน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับอาคารให้พร้อมอนาคต
มีอะไรบ้างมาดูกันเลย
1. A/C System Upgrade
2. Raised Ceiling Height
3. Indoor Air Quality (IAQ)
4. Vertical Transportation
5. High-Performance Façade
6. MEP–Façade Integration
7. Solar Integration
8. Water & Drainage Upgrade
9. Innovative Systems
10. Biophilic Design
📘 Re:Build Handbook รวมองค์ความรู้การอัปเกรดอาคารและการแก้ปัญหาอาคารเก่า
จากประสบการณ์ตรงกว่า 50 ปีของ EEC
แนวคิดที่ใช้งานได้จริง เทคนิคที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับอาคารให้พร้อมอนาคต
พบกับ เล่มจริง ได้ที่งาน
The Nova Expo x 50th EEC Anniversary
📅 22 มกราคม 2026 | BITEC
(Invitation Only)
07/01/2026
ทรงพระเจริญ
29/12/2025
ปัจจุบัน โลกเราต้องเจอกับปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพของประชากร ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพียงแค่การพัฒนาที่มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่อาจตอบโจทย์ได้อย่างเพียงพออีกต่อไป
แนวคิด Sustainnovation จึงเกิดขึ้นมา โดยเป็นการผสานกันของ Sustainability กับ Innovation เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว Sustainnovation จะช่วยขยายขอบเขตของนวัตกรรมให้กว้างขึ้นด้วยการเพิ่มมิติของ "ความยั่งยืน" เข้าไป หรือก็คือนวัตกรรมต้องสามารถสร้างคุณค่าที่สมดุลระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แนวคิดนี้จึงไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง แต่เริ่มจากความเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์และข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ก่อนนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบทางวิศวกรรม เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีบทบาทอย่างชัดเจนในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ การสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) การสร้างสมดุลระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ ความปลอดภัย และความสบายของทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ แนวคิด Sustainnovation จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ Well-Being อย่างเป็นระบบ โดยสามารถพบการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเหล่านี้ได้ในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล อาคาร ไปจนถึงระดับเมือง
ตัวอย่างนวัตกรรมที่ทาง RISC ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมา มีตั้งแต่...
ระดับบุคคล (Individual Scale): การศึกษาปัจจัยและตัวแปรที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจ อย่างเช่น...
• ระบบเติมอากาศสะอาดสร้างความดันบวก (Positive fresh air unit) สำหรับห้องพัก ช่วยให้อากาศภายในห้องสะอาด ลดการสะสมของ CO2 ฝุ่น กลิ่นอับ และการปนเปื้อนจากภายนอกได้
• เครื่องลดความชื้นและกลิ่นอับในห้องน้ำ (Humi-dryer) สามารถติดตั้งในตำแหน่งราวแขวนผ้าในห้องน้ำเดิม เพื่อทำให้พื้นแห้ง ลดการสะสมความชื้น และลดโอกาสการเกิดเชื้อรา
• เทคโนโลยีฆ่าเชื้อโรคจากผิวพัสดุและบรรจุภัณฑ์ (Dee box) พัฒนาขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเพิ่มความปลอดภัยกับสิ่งของที่เราสั่งเข้ามา และช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในบริบทของสังคมยุคใหม่
• ระบบตรวจจับและวิเคราะห์อารมณ์ผ่านการแสดงออกทางสีหน้า (Facial Emotion Recognition) โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถประเมินและติดตามสภาวะอารมณ์ของคนไทยผ่านการประมวลผลภาพจากกล้อง เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพจิต
ระดับอาคาร (Building Scale): มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของผู้ใช้งานอย่างรอบด้าน อย่างเช่น...
• ประตูระบายอากาศ (Ventilation door) การพัฒนาองค์ประกอบอาคารที่ช่วยส่งเสริมการระบายอากาศ ผ่านการออกแบบประตูที่สามารถถ่ายเทอากาศได้ เพื่อลดการสะสมความชื้น กลิ่นอับ และเพิ่มความรู้สึกสบายให้กับผู้ใช้งานในอาคาร
• การเพิ่มมูลค่าขยะพลาสติก (Upcycled Plastic) การพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่คำนึงถึงวงจรชีวิตของทรัพยากรเป็นองค์ประกอบอาคารอย่างพื้นถนน ทางเดินเท้า และขอบทางเดินเท้า รวมถึงการตกแต่งภายในอาคาร อย่างพรม
• ระบบการจัดการอาคารอัจฉริยะ (Intelligent building) ที่เป็นมากกว่าการประหยัดพลังงาน แต่เน้นไปที่ความเหมาะสมต่อสุขภาพ และความรู้สึกสบายของคนในอาคาร โดยระบบถูกออกแบบให้ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นผ่านการทำงานร่วมกันของเซนเซอร์ชี้วัดด้านสุขภาพและระบบระบายอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
ระดับเมือง (Urban Scale): มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในระดับเมืองผ่านนวัตกรรม อย่างเช่น...
• หอฟอกอากาศในระดับเมือง (Fahsai) ที่ช่วยกรองปริมาณฝุ่นขนาดเล็กในอากาศ ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากฝุ่นให้กับพื้นที่เมือง สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนเมืองได้ออกมาใช้พื้นที่ภายนอก
• พื้นที่สีเขียวเชิงฟื้นฟูระบบนิเวศ (Urban Ecology) ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมในเมือง ลดความร้อนสะสมของเมือง และยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว เปิดโอกาสให้คนเมืองเข้าถึง ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกาย ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพใจ พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีในระยะยาว
Sustainnovation นี้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ MQDC ที่สะท้อนบทบาทของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในมิติใหม่ ที่ไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้ใช้ทรัพยากร หรือผู้ก่อสร้างทางกายภาพ แต่เป็นการตระหนักว่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้สร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้กับเมืองและสังคม ซึ่งที่ผ่านมา MQDC ตั้งใจผสานแนวคิดของ Sustainnovation เข้าไปในทุกขั้นตอนของการพัฒนา ตั้งแต่การวางผัง การออกแบบ การเลือกใช้เทคโนโลยีและวัสดุ ไปจนถึงการบริหารจัดการในระยะยาว แนวทางดังกล่าวจะสะท้อนมุมมอง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศเมืองที่เอื้อต่อสุขภาวะของผู้คนและสิ่งแวดล้อม และวางรากฐานให้เมืองเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว มากกว่าการสร้างผลกระทบเชิงลบต่อทรัพยากรธรรมชาติ หรือชุมชนโดยรอบ
Sustainnovation ถือเป็นกรอบการพัฒนาที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโลกยุคใหม่ จากการเน้นประสิทธิภาพระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมี Well-Being ของมนุษย์และความสมดุลของสิ่งแวดล้อมเป็นเป้าหมายหลัก การพัฒนานวัตกรรมภายใต้กรอบคิดนี้จึงไม่ได้ตอบโจทย์ปัจจุบัน แต่ยังวางรากฐานให้สังคมและโลก ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และมีคุณภาพในอนาคต
สามารถอ่านหนังสือ “Sustainnovation” ได้ที่ https://mqdc.link/risc_sustainnovation
ตามอ่านคอนเทนต์นี้ต่อได้ที่ https://bit.ly/49pQyik
RISC ยังมีคอนเทนต์ดีๆ ให้อ่านอีกเพียบ คลิก https://risc.in.th/th/knowledge
เนื้อหาโดย คุณ ณพล เกียรติก้องมณี สถาปนิกวิจัยอาวุโส แล Building Technology, Intelligent Systems, Innovative Solutions
Today, the world faces a wide range of interconnected challenges—from environmental crises and public health concerns to social inequality and economic uncertainty. Development focused solely on economic growth is no longer sufficient to address the complexity and scale of these issues.
This reality has given rise to the concept of Sustainnovation, which integrates sustainability and innovation to create positive, systematic, and long-term change. Sustainnovation expands the scope of innovation by embedding sustainability at its core—ensuring that innovation generates balanced value for people, society, and the environment simultaneously. Rather than being technology-driven, this approach starts with a deep understanding of real human needs and environmental constraints, and then applies insights from engineering design, technology, and social sciences in an integrated manner.
A key driver of sustainable development is the promotion of well-being and the creation of balance between living beings and the environment. Well-being goes far beyond the absence of illness; it encompasses physical and mental health, safety, comfort, and the quality of the surrounding environment for all forms of life. Sustainnovation therefore plays a crucial role in systematically developing innovations that support well-being across multiple scales—from individuals and buildings to entire cities.
Examples of Sustainnovation in Practice
Research and development conducted by RISC illustrate how Sustainnovation can be translated into tangible solutions across different levels of the built environment.
Individual Scale: Focused on factors influencing physical and mental health, such as:
• Positive Fresh Air Unit for residential spaces, designed to improve indoor air quality by reducing CO₂ accumulation, dust, odors, and external contaminants.
• Bathroom humidity and odor reduction system (Humi-dryer), installed at existing towel rack locations to accelerate floor drying, reduce moisture buildup, and lower the risk of mold growth.
• Surface and package sterilization technology (Dee Box), developed during the COVID-19 pandemic to enhance safety for delivered items and reduce health risks in modern lifestyles.
• Facial Emotion Recognition system, utilizing artificial intelligence (AI) to analyze facial expressions captured by cameras, enabling the assessment and monitoring of emotional states among Thai users to support mental health surveillance.
Building Scale: Focused on creating environments that comprehensively support occupant well-being, including:
• Ventilation doors, architectural elements designed to enhance natural airflow, reduce humidity and odors, and improve overall indoor comfort.
• Upcycled plastic materials, developed using life-cycle thinking and applied to construction components such as road surfaces, walkways, curbs, and interior finishes like carpets.
• Intelligent building systems, which go beyond energy efficiency by prioritizing occupant health and comfort through integrated health-monitoring sensors and optimized ventilation systems.
Urban Scale: Focused on creating safer and healthier urban environments, such as:
• Urban-scale air purification towers (Fahsai), designed to filter fine particulate matter, reduce health risks from air pollution, and create safer outdoor spaces for city residents.
• Urban ecological green spaces, developed to restore ecological balance, reduce urban heat accumulation, expand accessible green areas, and directly support both physical and mental health while contributing to long-term urban well-being.
Sustainnovation in Real Estate Development
Sustainnovation plays a central role in MQDC’s approach to real estate development, reflecting a redefined perspective on the responsibilities of property developers. Rather than viewing themselves merely as resource users or physical builders, developers are repositioned as creators of long-term value and sustainability for cities and society.
MQDC has intentionally integrated the Sustainnovation concept into every stage of development—from master planning and architectural design to technology and material selection, as well as long-term operations and management. This holistic approach reflects the belief that real estate development can serve as a powerful mechanism for improving quality of life, restoring urban ecosystems that support both human and environmental well-being, and laying the foundation for balanced, long-term urban growth—rather than generating negative impacts on natural resources or surrounding communities.
A Framework for the Future
Sustainnovation represents a development framework aligned with the global shift from short-term efficiency toward long-term value creation, with human well-being and environmental balance as its core objectives. Innovations developed under this framework not only address present-day challenges but also establish a strong foundation for society and the planet to thrive sustainably and with quality over the long term.
Read Sustainnovation at https://mqdc.link/risc_sustainnovation
Read more at https://bit.ly/49pQyik
Stay tuned for more RISC articles, click https://risc.in.th/th/knowledge
Story by Napol Kieatkongmanee, Senior Sustainable Designer and TREES-A, Building Technology, Intelligent Systems, Innovative Solutions Specialist, RISC
ขอให้ปีใหม่นี้เต็มไปด้วย
ความสำเร็จและช่วงเวลาแห่งความสุข
Wishing You a New Year
Filled with Success
and Moments of Happiness.
祝您在新的一年
成功与幸福常相随!
23/12/2025
งานวิจัย RISC เราได้มีการศึกษาด้านพฤติกรรมและจิตวิทยา เพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับความต้องการตามพฤติกรรมของกลุ่มคนต่างๆ และได้มีการพัฒนามาสู่การนำศาสตร์ของระบบประสาทวิทยา (Neuroscience) เข้ามาศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการรับรู้ของประสาทสัมผัสของเรา ทั้งการมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น และการสัมผัส ก่อนส่งสัญญาณจากการรับรู้ผ่านระบบประสาทต่างๆ นั้น ไปสู่สมองเพื่อตีความ และเกิดความรู้สึกต่างๆ
การศึกษานี้่ทำให้ RISC เข้าใจการรับรู้ของคนได้อย่างลึกซึ้ง และแม่นยำขึ้น สามารถนำไปสู่การพัฒนาการออกแบบงานสถาปัตยกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ชี้นำให้คนเราเกิดพฤติกรรม รู้สึกสอดคล้อง และส่งเสริมไปกับกิจกรรม หรือวัตถุประสงค์ของห้องนั้นหรืออาคารนั้น ซึ่งเราเรียกศาสตร์นี้ว่า “Neuro-Architecture” หรือ "สถาปัตยกรรมประสาทวิทยา" แม้ยังเป็นศาสตร์ที่ไม่แพร่หลายนักในปัจจุบัน แต่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ปรับปรุงอาคารผ่านความเข้าใจของประสาทการรับรู้เท่านั้น แต่ยังสร้างทิศทางใหม่สำหรับการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ยิ่งปัญหาจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน คงจะดีหากเราสร้างสภาพแวดล้อมกระตุ้นหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้
งั้นเรามารู้จักกับ Neuro-Architecture กัน ว่าส่งผลต่อการทำงานได้อย่างไร?
พื้นที่ทำงานเป็นอีกสถานที่ที่เราใช้เวลาอยู่แทบตลอดวัน หรือบางครั้งมากกว่าที่บ้านเสียด้วยซ้ำ และคงจะดีหากถอดรหัสการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานรู้สึกดี ช่วงที่เร่งงานก็ทำงานได้ดี รวดเร็ว คิดงานออกได้ไว หรือพูดอีกทางคือ “ทำงานมีประสิทธิภาพสูง” ช่วงพักผ่อนสามารถสร้างความผ่อนคลาย และลดความเครียดลงได้แบบไม่ต้องพยายาม
ด้วยเหตุนี้ ทีมนักวิจัย RISC จึงได้ทำงานวิจัยค้นหาคำตอบของสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่มีผลต่อการทำงาน และความผ่อนคลาย โดยทดลองผ่านเครื่องมือ EEG หรือเครื่องมือตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography) โดยตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากเซลล์สมอง และส่งสัญญาณเป็นรูปแบบคลื่น ร่วมกับการมองภาพห้องจำลองผ่าน Virtual reality (VR) รุ่น HTC Vive Pro ที่สามารถจับการมองและเคลื่อนไหวของดวงตา เพื่อหารูปแบบและค่าอุณหภูมิสีของแสง (Correlated Color Temperature) ที่เหมาะสมของห้องทำงาน
ผลการทดสอบพบว่า ไฟส่องสว่างที่มีค่าอุณหภูมิสีของแสง 4000K ค่าความสว่าง 500Lux เหมาะสำหรับห้องทำงาน ผู้ร่วมทดสอบจะรู้สึกคุ้นเคยที่สุด มีความสบายตา มีสมาธิ และมีความพึงพอใจมากที่สุด นอกจากนี้ ห้องที่ใช้แสงระดับนี้ยังมีระดับความเครียดต่ำที่สุด แต่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องรวดเร็วที่สุด และทำงานได้ดีที่สุด ส่วนไฟที่มีค่าอุณหภูมิสีของแสงที่ 1700K ที่ค่าความสว่าง 500Lux เหมาะกับเป็นห้องพักผ่อน คลื่นสมองช่วง High Beta และ Gamma ต่ำที่สุดในช่วงพักผ่อน แม้ห้องนี้จะสามารถทำงานได้ แต่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำงาน จนส่งผลให้เกิด “ความเครียด” สูงที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในปี 2022 โดย ดร. Kropman, D. และทีมนักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รวบรวมและสรุป 7 องค์ประกอบการออกแบบสถานที่ทำงาน ซึ่งส่งผลต่อ 10 ตัวชี้วัดด้านสุขภาพจิตของคนทำงาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมสามารถยกระดับทั้งประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาวะได้ อย่างเช่น...
▪ การจัดกลุ่มโต๊ะทำงาน 2–5 คน จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพการทำงาน แต่หากจัดที่นั่งให้มีจำนวนคนมากขึ้น เป็น 6–20 คน จะส่งผลลบต่อประสิทธิภาพการทำงาน สมาธิ ระดับความเครียด และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน
▪ พื้นที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหว (Vitality Zones) และองค์ประกอบที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหว เช่น ลูกบอลออกกำลังกายและโต๊ะทำงานแบบปรับนั่งหรือยืนทำงานได้ ช่วยลดความเหนื่อยล้าหมดไฟ (Burnout)
▪ พื้นที่ทำงานแบบส่วนตัว (Private Office) ส่งผลดีต่อสุขภาวะ คุณภาพการนอนหลับ ประสิทธิภาพการทำงาน การเพิ่มสมาธิ และการลดความเครียด เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ทำงานแบบนั่งรวมกันและมองเห็นกันตลอดเวลา (Open Plan Office)
▪ สีของห้องทำงาน สีขาวและสีน้ำเงิน มีผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงาน อารมณ์ และระดับความเครียด แม้ความชอบสีของแต่ละคนจะต่างกันก็ตาม
▪ พื้นที่ทำงานที่มีต้นไม้ 1–3 ต้น ต่อ 1 คน หรือต่อ 1 โต๊ะทำงาน โดยวางอยู่ในพื้นที่ทำงานโดยตรง จะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 3–15%, สมาธิ 10–20% และลดความเครียด 4–8%
▪ พื้นที่ทำงานที่มองออกไปด้านนอกได้ จะทำให้คุณภาพการนอน อารมณ์ และสุขภาวะโดยรวมดีขึ้น หากยิ่งวิวด้านนอกน่ารื่นรมย์ เห็นธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดความรู้สึก อ่อนล้า และความเครียดลดลง 4%
▪ การตั้งอุณหภูมิอากาศพื้นที่ทำงาน 20-24 องศาเซลเซียส (ปรับเพิ่ม–ลดได้ 1–2 องศาเซลเซียส) และความชื้นสัมพัทธ์ที่ 40-55%RH จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 30% สมาธิดีขึ้น 26% ความเครียดลดลง 22% ความเหนื่อยล้าลดลง 20% และยังช่วยคุณภาพการนอนหลับ อารมณ์ และสุขภาวะโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย
▪ คุณภาพอากาศในพื้นที่ทำงาน ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตามมาตรฐาน ASHRAE ไม่เกิน 1000 ppm หากระดับ CO₂ สูงกว่าค่าที่กำหนดจะส่งผลเสีย หาก 1000–1400 ppm ประสิทธิภาพการทำงานลดลง 4–12% และหากมากกว่า 1400 ppm ประสิทธิภาพการทำงานลดลง 14–24% และทุกครั้งที่ CO₂ เพิ่มขึ้น 100 ppm ทำให้สมาธิลดลง ความเหนื่อยล้าเพิ่มขึ้น 16%
นี่เป็นเพียงบางส่วนของสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน หากเราเข้าใจและลองนำไปปรับใช้ตาม ได้ผลดีอย่างไร? ส่งผลลัพธ์ดีๆ มาแชร์ให้เราได้ หวังว่าข้อมูลดีๆ เหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนมีพื้นที่ทำงานที่สนับสนุนการทำงาน และสุขภาพกายและใจของเรา
ตามอ่านคอนเทนต์นี้ต่อได้ที่ https://bit.ly/4qnLaTD
RISC ยังมีคอนเทนต์ดีๆ ให้อ่านอีกเพียบ คลิก https://risc.in.th/th/knowledge
เนื้อหาโดย ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ ฝ่ายบูรณาการงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่ และหัวหน้า Happiness Science Hub, RISC
RISC research has long focused on behavioral and psychological studies to design environments that respond to the needs and behaviors of different user groups. Over time, this work has evolved to incorporate insights from neuroscience, allowing for a deeper understanding of how human senses—sight, hearing, smell, and touch—perceive environmental stimuli before these signals are transmitted through the nervous system to the brain, where they are interpreted and transformed into emotions and feelings.
This growing body of research has enabled RISC to develop a more precise understanding of human perception and apply it to architectural design. By creating environments that guide behavior, align emotional responses, and support the intended functions of specific spaces, this approach introduces what we refer to as “Neuro-Architecture.” Although the field is still emerging, it has gained increasing attention for its potential to redefine design through an evidence-based understanding of sensory perception. Beyond improving buildings, Neuro-Architecture offers a new direction for design that enhances quality of life—particularly in today’s economic climate, where environments that stimulate and improve work performance are especially valuable.
This leads us to explore how Neuro-Architecture influences work performance.
Workspaces are environments in which people spend a significant portion of their day—often more time than they spend at home. Ideally, these spaces should be designed to help individuals feel comfortable and supported while working. A well-designed workspace should enhance efficiency, speed, and creativity during periods of intense focus—what may be described as high-performance work—while also enabling genuine relaxation and stress reduction during rest periods, without requiring conscious effort.
With this objective, the RISC research team conducted studies to identify environmental factors that influence both work performance and relaxation. The experiments employed electroencephalography (EEG) to measure electrical signals generated by brain activity, represented as brainwave patterns. These measurements were combined with virtual room simulations experienced through HTC Vive Pro virtual reality (VR) equipment, which also tracked eye movement and gaze direction. The primary aim was to identify optimal lighting conditions and correlated color temperature (CCT) values for workplace environments.
The findings revealed that lighting with a correlated color temperature of 4,000K and an illuminance level of 500 lux is most suitable for workspaces. Under these conditions, participants reported the highest levels of familiarity, visual comfort, concentration, and overall satisfaction. This lighting setup also produced the lowest stress levels while enabling the fastest and most accurate task performance.
In contrast, lighting with a correlated color temperature of 1,700K at 500 lux was found to be more appropriate for relaxation spaces. During rest periods, High Beta and Gamma brainwave activity was lowest under this condition. While work tasks could still be performed in such an environment, they required significantly greater effort and resulted in the highest levels of stress.
A 2022 study by Dr. D. Kropman and a research team from the Netherlands compiled and synthesized evidence on seven workplace design elements that influence ten key mental health indicators among employees. The study demonstrates that environmental design can meaningfully enhance both work performance and overall well-being. Key findings include:
• Workstation grouping: Arranging desks in small groups of 2–5 people increases engagement and work performance. However, larger group sizes of 6–20 people negatively affect performance, concentration, stress levels, and overall well-being.
• Movement-supportive spaces (Vitality Zones): Features that encourage movement—such as exercise balls and sit–stand desks—help reduce fatigue and burnout.
• Private offices: Compared to open-plan offices with constant visual exposure, private offices have positive effects on well-being, sleep quality, work performance, concentration, and stress reduction.
• Workspace colors: White and blue environments positively influence work performance, mood, and stress levels, regardless of individual color preferences.
• Indoor plants: Providing 1–3 plants per person or per workstation within the immediate work area can increase productivity by 3–15%, improve concentration by 10–20%, and reduce stress by 4–8%.
• Access to exterior views: Workspaces with outdoor views improve sleep quality, mood, and overall well-being. Views of nature, in particular, enhance work performance and reduce fatigue and stress by approximately 4%.
• Thermal comfort: Maintaining temperatures between 20–24°C, with user-adjustable variation of ±1–2°C and relative humidity levels of 40–55% RH, can improve work performance by up to 30%, concentration by 26%, reduce stress by 22%, and reduce fatigue by 20%.
• Indoor air quality: According to ASHRAE standards, indoor CO₂ levels should not exceed 1,000 ppm. At concentrations of 1,000–1,400 ppm, work performance declines by 4–12%; above 1,400 ppm, performance drops by 14–24%. For every 100 ppm increase in CO₂, concentration decreases and fatigue increases by 16%.
These represent only some of the many environmental factors that influence work performance. By understanding and applying these insights effectively, workplaces can deliver meaningful improvements in productivity, health, and well-being. We invite readers to reflect on their own experiences and consider how thoughtful environmental design can help create workspaces that truly support both performance and quality of life.
Read more at https://bit.ly/4qnLaTD
Stay tuned for more RISC articles, click https://risc.in.th/th/knowledge
Story by Dr. Sarigga Pongsuwan, Vice President of RISC and Head of Happiness Science Hub
22/12/2025
🔥 เวทีรวม “ตัวจริงระดับประเทศ” บนเวทีเดียว! 🔥
The NOVA Expo x 50th EEC Anniversary
⏳ นับถอยหลัง 1 เดือน
📅 22 มกราคม 2569📍 BITEC บางนา | ห้องประชุม SILK 1–2
🔒 Invitation Only
ร่วมฉลอง 50 ปี EEC วิศวกรรมที่ปรึกษาชั้นนำของไทย กับเวทีความรู้ครั้งสำคัญ
ถ่ายทอดประสบการณ์กว่า 5 ทศวรรษ
สู่เวทีความรู้ที่พาอาคารไทย อัปเกรดได้จริง คุ้มค่า และมุ่งสู่ Net Zero
⭐ ไฮไลต์พิเศษภายในงาน
-🎙ปาฐกถาพิเศษ
ในหัวข้อ “Re:Build Thailand – ความท้าทายและโอกาสของอาคารไทยในยุค Climate Change Act”
โดย
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช
อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
-♻️เวทีเสวนา Re:Build – พลิกโฉมอาคารเก่าเพื่อโลกไร้คาร์บอน
รวมมุมมอง นโยบาย การเงิน อสังหาฯ และการบริหารอาคาร
เพื่อขับเคลื่อน Thailand Net Zero Carbon 2050
🎤 Panel Speakers ระดับประเทศ
ในหัวข้อ “Reviving Existing Buildings”
รวมมุมมองครบทุกมิติจากหลากหลายภาคส่วน
🔹 ภาคนโยบายพลังงาน (Energy Policy)
คุณสาร์รัฐ ประกอบชาติ
รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
🔹 ภาคการเงิน (Financial Sector)
ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Corporate Strategy and Innovation Division
🔹 ภาคอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Development)
ผู้แทนจากภาคอสังหาริมทรัพย์
🔹 ภาคการบริหารจัดการทรัพย์สิน (Property Management)
คุณจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
Head of Property Management, JLL Thailand และเลขาธิการสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
🎙 Moderator
คุณวีณารัตน์ เลาหภคกุล
📌 Special Session
🔸 “10 Building Upgrades ที่ใช้ได้จริงทุกอาคาร”
โดย ดร.เกชา ธีระโกเมน
📘 เปิดตัวครั้งแรก!
Re:Build Handbook
คู่มือองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงของ EEC
เพื่อเป็นแนวทางให้อาคารไทยก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
Save the Date แล้วพบกันบนเวทีแห่งการ Re:Build ประเทศไทย
18/12/2025
RISC ร่วมกับ Thammasat Design School คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดค่ายสถาปัตย์ TDS Discovery Camp
โดยเปิดค่ายหลักสูตรแรกด้วยกิจกรรม “Wellness Architecture & Built Environment” หรือ “การออกแบบเพื่อสุขภาวะ: อนาคตการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน” ด้วยบทบาทของ “สถาปนิกวิจัย” ตลอดทั้งวัน ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกับ “สถาปนิก” ที่ต้องการหาคำตอบคุณภาพชีวิตผ่านงานวิจัย เสริมสร้างประสบการณ์ทั้งการออกแบบ เก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งอุณหภูมิอากาศ ความชื้นในอากาศ ความเร็วลม เสียง แสง และปริมาณฝุ่นในอากาศ รวมทั้งได้ลองสำรวจและเก็บข้อมูลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เพื่อปรับใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม นับว่าเป็นการ “ทดลองเรียนก่อน” ค้นหาตนเอง สร้างประสบการณ์โดยตรงกับพี่นักวิจัย RISC ก่อนจะเลือกทางเดิน และก้าวเข้าสู่การสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.camphub.in.th/tds-discovery-camp-2026/
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
Research & Innovation For Sustainability Center (RISC), Magnolia Quality Development Corporation Limited 695 Moo 12 Bang Kaeo Sub-district, Bang Phli District
Samut Prakan
10540