Learning English with P.J.

Learning English with P.J. เรียนภาษาอังกฤษกับ ศ.ดร.ภรศิษฐ์ จิราภรณ์, อาจารย์ภาคการเงิน, Pennsylvania State University, School of Graduate Professional Studies.

เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาดูข่าวการเมืองหรือการทูตระดับโลก ฝรั่งมักใช้คำว่า "Save face" (รักษาหน้า) หรือ "Lose face" (เสีย...
09/08/2026

เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาดูข่าวการเมืองหรือการทูตระดับโลก ฝรั่งมักใช้คำว่า "Save face" (รักษาหน้า) หรือ "Lose face" (เสียหน้า) กันบ่อย

แต่รู้ไหมครับว่า ในภาษาอังกฤษดั้งเดิม “ไม่เคยมีแนวคิดและคำศัพท์นี้อยู่เลย”

คำว่า to lose face และ to save face เป็นคำที่โลกตะวันตกยืมตรง ๆ มาจากภาษาจีน (丢脸 และ 留面子) ในช่วงศตวรรษที่ 19 เพราะภาษาอังกฤษที่มีศัพท์เป็นแสนคำ ไม่มีคำไหนอธิบายกลไกนี้ได้ตรงตัวเลย

ทำไมฝรั่งถึงไม่มีคำนี้แต่แรก?

ในวัฒนธรรมตะวันตก ศักดิ์ศรีคือ "เรื่องส่วนตัว" (Honor หรือ Reputation) ถ้าคุณผิดพลาด คุณก็แค่อับอาย (Humiliated)

แต่ในเอเชีย "หน้าตา" คือ "สกุลเงินทางสังคม" (Social Currency)

เราไม่ได้แค่ "มีหน้า" แต่เราสามารถ "ไว้หน้า", "ให้หน้า" หรือ "ฉีกหน้า" กันได้ ภาษาอังกฤษดั้งเดิมไม่มีคำที่สื่อถึง "หน้าที่ของฝ่ายชนะ ที่ต้องช่วยปกป้องภาพลักษณ์ให้ฝ่ายแพ้"

Realistic Examples in English: ฝรั่งนำไปใช้อย่างไรในชีวิตจริง?

* In Diplomacy & Politics:

"We must provide them an off-ramp to save face, otherwise they will never agree to a ceasefire."

(ถ้าไม่เปิดทางถอยให้เขาได้รักษาหน้า เขาจะไม่มีวันยอมหยุดยิง เพราะการยอมแพ้แบบหมดรูปรับไม่ได้ในทางการเมือง)

* In Corporate Boardrooms:

"Instead of proving the CEO wrong publicly, the consultant allowed him to save face by framing the mistake as a market shift."

(แทนที่จะฉีกหน้าซีอีโอกลางที่ประชุม ที่ปรึกษาเลือกช่วยรักษาหน้าโดยอธิบายว่าตัวเลขคลาดเคลื่อนเพราะตลาดเปลี่ยน)

* In Everyday Conflict:

"He knew he was defeated, but he was just trying to lose as little face as possible."

(เขารู้ตัวว่าแพ้แล้ว แต่ตอนนี้แค่พยายามหาทางลงเพื่อเสียหน้าน้อยที่สุด)

การที่ภาษาอังกฤษต้องยืมคำว่า "Face" ไปใช้ จึงไม่ใช่แค่การยืมคำแปลกใหม่ แต่มันคือการยอมรับว่า ความจริงอย่างเดียวไม่พอ ศิลปะในการเว้นทางถอยให้คนอื่นคือกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุด

แล้วในมุมมองของทุกท่านล่ะครับ... ระหว่าง "การพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อความโปร่งใส" กับ "การยอมประนีประนอมความจริงบางส่วนเพื่อรักษาหน้าความสัมพันธ์" คุณคิดว่าวัฒนธรรมแบบไหนสร้างความก้าวหน้าในระยะยาวได้มากกว่ากัน?

01/02/2026

🟪 Sulking. ( ซอลคิง ) การงอน

She is sulking because I forgot her birthday.
เธองอนเพราะฉันลืมวันเกิดเธอ
( ชี อิส ซอลคิง บิคอส ไอ ฟอร์กอท เฮอร์ เบิร์ดเดย์ )

*เป็นอาการงอนแบบน้อยใจ ไม่พอใจ เงียบใส่ ทำตัวห่างเหิน **

🟪 Pouting. ( พาวทิง)
การงอนแบบทำปากยื่นๆ เบะๆปาก หรือใช้ในการอ้อนแบบน่ารักๆก็ได้

Stop pouting and talk to me.
( สต็อพ พาว-ทิง แอนด์ ทอล์ค ทู มี )
เลิกงอนได้แล้ว มาคุยกันเถอะ

🟨 Being upset. เสียใจ ไม่สบายใจ หงุดหงิด
( บีอิง อัพเซท )

Don’t be upset. I didn’t mean to upset your feelings.
อย่าน้อยใจเลย ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกแย่
( โดนทฺ บี อัพเซท ไอ ดิดดึนทฺ มีน ทู อัพเซท ยัวร์ ฟิลลิง )

ตัวอย่างประโยคการงอน 🙁

Don’t be upset. Let’s talk.
( โดนท์ บี อัพ-เซ็ท เลท’ส ทอล์ค )
อย่าเสียใจเลย มาคุยกันเถอะ

Stop sulking and tell me what’s wrong.
( สต็อพ ซัล-คิง แอนด์ เทล มี ว็อท’ส รอง ) เลิกงอนเงียบแล้วบอกฉันหน่อยว่ามีอะไร

He started pouting when I said no.
( ฮี สตาร์-ทิด พาว-ทิง เว็น ไอ เซด โน )
เขาเริ่มงอนตอนฉันปฏิเสธ

สรุปความแตกต่างค่ะ 😊

pouting → งอนน่ารัก เห็นจากหน้า/ปาก
sulking → งอนเงียบ ไม่พูด ไม่คุย
upset → เสียใจหรือไม่พอใจจริงจัง



🔹 ประโยคเกี่ยวกับการงอน / น้อยใจ

I’m upset with you.
ไอ’ม อัพ-เซ็ท วิธ ยู
ฉันงอนคุณ / ฉันไม่พอใจคุณ

Why are you ignoring me?
วาย อาร์ ยู อิก-นอ-ริง มี
ทำไมคุณเมินฉัน

I feel hurt.
ไอ ฟีล เฮิร์ต
ฉันรู้สึกเสียใจ / น้อยใจ

You didn’t text me back.
ยู ดิ-ดึ่น เท็กซ์ท มี แบ็ก
คุณไม่ตอบข้อความฉันเลย

I’m not in the mood to talk.
ไอ’ม น็อท อิน เดอะ มูด ทู ทอล์ก
ฉันไม่อยากคุยตอนนี้

You made me feel unimportant.
ยู เมด มี ฟีล อัน-อิม-พอร์-แทนท์
คุณทำให้ฉันรู้สึกไม่สำคัญ

🔹 ประโยคงอนแบบน่ารัก / ใช้กับคนสนิท

I’m not mad, just a little sad.
ไอ’ม น็อท แมด จัสท์ อะ ลิท-เทิล แซด
ฉันไม่ได้โกรธ แค่น้อยใจนิดหน่อย

You should have told me.
ยู ชูด แฮฟ โทลด์ มี
คุณน่าจะบอกฉันนะ

I thought you cared more.
ไอ ธอท ยู แคร์ด มอร์
ฉันคิดว่าคุณจะแคร์มากกว่านี้

I’m feeling a bit left out.
ไอ’ม ฟีล-ลิง อะ บิท เลฟท์ เอ๊า
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเมิน

You didn’t notice me at all.
ยู ดิ-ดึ่น โน-ทิส มี แอท ออล
คุณไม่สนใจฉันเลย

บทเรียนภาษาอังกฤษวันนี้: “Off the Charts” — ฉีกกราฟกันไปเลย!⸻ความหมาย:สำนวน “off the charts” หมายถึง บางสิ่งที่ สูงมาก เ...
05/16/2025

บทเรียนภาษาอังกฤษวันนี้: “Off the Charts” — ฉีกกราฟกันไปเลย!



ความหมาย:

สำนวน “off the charts” หมายถึง บางสิ่งที่ สูงมาก เกินระดับปกติ หรือ ทะลุเพดาน เช่น ความนิยม พลังงาน คะแนน หรือยอดขาย พูดง่ายๆ คือ กราฟธรรมดาไม่สามารถวัดได้!



ที่มาของสำนวน (Origin):

คำว่า “off the charts” มาจากโลกของ วิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูล
ในอดีต นักวิเคราะห์จะใช้กราฟเพื่อวัดค่าต่างๆ เช่น ความดัน อุณหภูมิ หรือคะแนนดัชนี

เมื่อค่าที่วัด สูงเกินกว่าช่วงที่กราฟสามารถแสดงได้ เราจะพูดว่า “off the chart” หรือ “out of range” เพื่อสื่อว่ามัน ทะลุกราฟออกไปเลย

ต่อมาคนจึงนำคำนี้มาใช้ในเชิงเปรียบเทียบ เพื่ออธิบายสิ่งที่ ดีมาก แรงมาก หรือเกินคาด



ตัวอย่างที่ 1 (ไทย > อังกฤษ):

ไทย: กระแสของละครเรื่องนี้แรงมาก ฉีกกราฟความนิยมไปเลย
อังกฤษ: The popularity of this drama is off the charts!



ตัวอย่างที่ 2 (อังกฤษ > ไทย):

อังกฤษ: His energy at the concert was totally off the charts.
ไทย: พลังของเขาในคอนเสิร์ตนี่แรงทะลุเพดานจริงๆ



สำนวนไทยที่ใกล้เคียง:

• แรงจัดปลัดบอก
• แรงจนฉุดไม่อยู่
• เกินต้าน
• สุดทุกทาง
• ทะลุเพดาน



เคล็ดลับการใช้:

ใช้ “off the charts” ได้ทั้งเชิงบวกและลบ (แต่ส่วนใหญ่จะใช้ในเชิงบวก) เช่น

• ความน่ารักของน้องแมวนี่ off the charts!

• ระดับความเผ็ดของต้มยำนี้ off the charts!



สรุปสั้นๆ:

“Off the charts” = สูงเกินมาตรฐาน ดีหรือแรงเกินคาด

ใช้ในบริบทที่ต้องการจะบอกว่า “ดีแบบไม่ธรรมดา” หรือ “เกินกว่าที่จะวัดได้ด้วยเครื่องมือทั่วไป”

พูดไทยให้เก๋ๆ ก็ใช้ว่า “ฉีกกราฟ”, “แรงไม่ไหว”, “ทะลุเพดาน” ได้เลย!

วันนี้เราจะมาเรียนรู้สำนวนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจและใช้บ่อยมากๆ สำนวนหนึ่ง นั่นก็คือ "to pass with flying colors" ครับสำนวน...
05/15/2025

วันนี้เราจะมาเรียนรู้สำนวนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจและใช้บ่อยมากๆ สำนวนหนึ่ง นั่นก็คือ "to pass with flying colors" ครับ

สำนวนนี้มีความหมายว่า "สอบผ่านฉลุย", "ทำได้ดีมากๆ", หรือ "ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม" ครับ เวลาที่เราใช้สำนวนนี้ จะเน้นว่าผลลัพธ์นั้นดีเกินความคาดหมาย และประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นเลยทีเดียว

ที่มาของสำนวน (Origin):

ที่มาของสำนวนนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวครับ เชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเดินเรือในสมัยก่อน เมื่อเรือรบชนะการรบและกลับสู่ท่าเรือ พวกเขาจะชักธงชาติและธงชัย (colors) ขึ้นสู่ยอดเสาอย่างเต็มภาคภูมิ เป็นสัญลักษณ์ของการได้รับชัยชนะอย่างสวยงามและไม่มีข้อกังขา การ "pass with flying colors" จึงเปรียบเสมือนการกลับมาพร้อมธงที่โบกสะบัดอย่างสง่างาม หลังจากการทำบางสิ่งบางอย่างได้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยมครับ

ตัวอย่างจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ:

1. เขาอ่านหนังสืออย่างหนักและสอบผ่านฉลุยเลย.

English: He studied really hard and passed the exam with flying colors.

2. ทีมของเราทำงานกันอย่างหนักและโปรเจกต์ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม.

English: Our team worked incredibly hard and the project passed with flying colors. / Our team worked incredibly hard and the project was a resounding success.

3. ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย เธอก็สามารถทำภารกิจนี้สำเร็จอย่างงดงาม.

English: Despite many obstacles, she managed to pass this mission with flying colors.

ตัวอย่างจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย:

1. She didn't just pass the driving test; she passed with flying colors.

Thai: เธอไม่ได้แค่สอบใบขับขี่ผ่าน เธอสอบผ่านฉลุยเลย

2. The new restaurant received rave reviews; it passed its opening week with flying colors.

Thai: ร้านอาหารใหม่ได้รับการรีวิวที่ดีมาก เปิดตัวสัปดาห์แรกได้อย่างงดงาม

3. Our presentation was so well-received; we passed with flying colors.

Thai: การนำเสนอของเราได้รับการตอบรับดีมาก เราประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ:

สำนวน "to pass with flying colors" ไม่ได้หมายถึงแค่การทำอะไรให้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำเร็จที่โดดเด่น เกินความคาดหมาย เหมือนธงที่โบกสะบัดอย่างสวยงามหลังได้รับชัยชนะ ดังนั้น เวลาที่เราใช้สำนวนนี้ จะช่วยเพิ่มสีสันและความน่าสนใจให้กับภาษาอังกฤษของเราได้มากเลยทีเดียวครับ!

หวังว่าบทเรียนวันนี้จะสนุกและมีประโยชน์นะครับ! ลองนำสำนวนนี้ไปใช้ในการพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษกันดูนะครับ 😊

#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #สำนวนภาษาอังกฤษ #ภาษาไทย #แรงบันดาลใจ #ความสำเร็จ

วันนี้เราจะมาเรียนรู้คำภาษาไทยที่น่าสนใจมากๆ คำหนึ่ง นั่นคือคำว่า "ปลง" ในความหมายของการ "ยอมรับสภาพ" หรือ "ทำใจ" นะครับ...
05/15/2025

วันนี้เราจะมาเรียนรู้คำภาษาไทยที่น่าสนใจมากๆ คำหนึ่ง นั่นคือคำว่า "ปลง" ในความหมายของการ "ยอมรับสภาพ" หรือ "ทำใจ" นะครับ

คำว่า "ปลง" ในบริบทนี้ หมายถึง การยอมรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป และปล่อยวางความรู้สึกเสียใจหรือกังวลเกี่ยวกับมันครับ ในภาษาอังกฤษ เราอาจใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงได้หลายคำ ขึ้นอยู่กับบริบท เช่น resigned, accept, come to terms with, let go, reconcile oneself to.

มาดูตัวอย่างประโยคกันนะครับ:

ตัวอย่างจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ:

1 สถานการณ์มันเป็นแบบนี้แล้ว ก็ต้องปลงแหละ.
◦ English: The situation is like this now, so we just have to be resigned to it. / We just have to accept the situation.

2 หลังจากพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายเขาก็ปลง.
◦ English: After trying his best but still failing, he finally became resigned. / He finally accepted defeat. / He came to terms with the failure.

3 เธอเสียใจกับการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ในที่สุดก็ปลงได้.
◦ English: She was sad about the great loss, but eventually she was able to resign herself to it. / She eventually came to terms with the loss. / She eventually let go of her sadness.

ตัวอย่างจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย:

1 He was resigned to the fact that he would never be a professional athlete.
◦ Thai: เขาปลงแล้วว่าเขาจะไม่มีวันได้เป็นนักกีฬามืออาชีพ

2 She accepted that her plans had to change.
◦ Thai: เธอปลงแล้วว่าแผนของเธอต้องเปลี่ยนแปลง

3 It took him a long time to come to terms with his illness.
◦ Thai: เขาใช้เวลานานกว่าจะปลงกับอาการป่วยของเขาได้

หวังว่าบทเรียนสั้นๆ นี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจความหมายและการใช้คำว่า "ปลง" ในภาษาไทยได้ชัดเจนขึ้นนะครับ😊

#เรียนภาษาไทย #ภาษาไทย #คำศัพท์ภาษาไทย #ปลง

Make a simple and funny manga. Accurate text. In English.

วันนี้เราจะมาสนุกกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสุภาษิตที่มาจากประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งและน่าสนใจมากๆ ครับ 😊🇪...
05/13/2025

วันนี้เราจะมาสนุกกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสุภาษิตที่มาจากประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งและน่าสนใจมากๆ ครับ 😊

🇪🇹 สุภาษิตที่เราจะเรียนกันวันนี้คือ: "When spider webs unite, they can tie up a lion."

มาดูคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่สำคัญในสุภาษิตนี้และลองทำความเข้าใจความหมายของมันไปพร้อมๆ กันนะครับ:

Spider webs: คำนี้หมายถึงใยของแมงมุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูบอบบางและอ่อนแอ

Unite: คำนี้เป็นกริยา หมายถึง การรวมกัน หรือการเป็นหนึ่งเดียวกัน

Tie up: นี่ก็เป็นกริยา หมายถึง การผูกมัด หรือการทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

Lion: คำนาม หมายถึง สิงโต ซึ่งเป็นสัตว์ที่แข็งแรงและน่าเกรงขาม

เมื่อเรานำคำศัพท์เหล่านี้มารวมกันเป็นประโยค "When spider webs unite, they can tie up a lion." ความหมายโดยรวมก็คือ เมื่อใยแมงมุมหลายๆ เส้นมารวมกัน แม้ว่ามันจะดูอ่อนแอ แต่ก็สามารถผูกมัดสิงโตที่แข็งแรงได้

หวังว่าบทเรียนภาษาอังกฤษจากสุภาษิตเอธิโอเปียวันนี้จะเป็นประโยชน์และสนุกนะครับ อย่าลืมลองนำคำศัพท์และแนวคิดที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในการฝึกภาษาอังกฤษของตัวเองนะครับ! 😊

#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #สุภาษิต

บทเรียนคำศัพท์: Emolumentคำว่า "Emolument" เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่อาจไม่คุ้นเคยนักในชีวิตประจำวัน แต่มีความสำคัญ โดยเฉพ...
05/13/2025

บทเรียนคำศัพท์: Emolument

คำว่า "Emolument" เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่อาจไม่คุ้นเคยนักในชีวิตประจำวัน แต่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทกฎหมายและการเมือง

โดยทั่วไปแล้ว คำนี้หมายถึง ค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียม หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งหรือการจ้างงาน มักจะหมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ แต่อยู่ในส่วนของค่าตอบแทนโดยรวม หรือประโยชน์ที่ได้รับจากตำแหน่งนั้นๆ

ในบริบททางกฎหมาย (เช่น ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ) Emolument มักหมายถึงสิ่งที่มีมูลค่าที่ผู้ดำรงตำแหน่งรับมาจากแหล่งที่ถูกห้าม เช่น รัฐบาลต่างประเทศ หรือรัฐภายในประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ตัวอย่างการใช้คำว่า Emolument:

ในความหมายกว้างๆ เกี่ยวกับผลประโยชน์จากงาน:

"Her emoluments as CEO included a large salary, bonuses, and stock options." (ค่าตอบแทนทั้งหมดของเธอในฐานะ CEO รวมถึงเงินเดือนก้อนใหญ่ โบนัส และสิทธิในการซื้อหุ้น)

"The new contract offers better emoluments, including health insurance and a retirement plan." (สัญญาใหม่เสนอค่าตอบแทนที่ดีขึ้น รวมถึงประกันสุขภาพและแผนการเกษียณอายุ)

ในบริบททางกฎหมาย/การเมือง (เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ):

"Accepting a gift from a foreign dignitary could be considered an emolument under the Constitution." (การรับของกำนัลจากบุคคลสำคัญชาวต่างชาติ อาจถือเป็น emolument ภายใต้รัฐธรรมนูญ)

"The official faced questions about whether speaking fees from foreign entities constituted emoluments." (เจ้าหน้าที่เผชิญคำถามว่าค่าธรรมเนียมการกล่าวสุนทรพจน์จากหน่วยงานต่างชาติถือเป็น emoluments หรือไม่)

"The debate centered on whether profits from a business dealing with a foreign government were prohibited emoluments." (การถกเถียงมุ่งเน้นไปที่ว่าผลกำไรจากการทำธุรกิจกับรัฐบาลต่างชาติเป็น emoluments ที่ถูกห้ามหรือไม่)

สรุปคือ แม้ Emolument จะหมายถึงค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์จากตำแหน่งได้กว้างๆ แต่ในบริบททางกฎหมายหรือการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง มักใช้เน้นไปที่การรับสิ่งที่มีมูลค่าจากแหล่งที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์

มาเรียนภาษาอังกฤษจากมุกตลกกันเถอะการเรียนภาษาอังกฤษผ่านมุกตลกเป็นวิธีที่สนุกและช่วยให้เราเข้าใจภาษาได้ดีขึ้น วันนี้มีมุก...
05/12/2025

มาเรียนภาษาอังกฤษจากมุกตลกกันเถอะ

การเรียนภาษาอังกฤษผ่านมุกตลกเป็นวิธีที่สนุกและช่วยให้เราเข้าใจภาษาได้ดีขึ้น วันนี้มีมุกสั้นๆ มาให้ลองอ่าน

Why did the English teacher break up with the math teacher?
(ทำไมครูภาษาอังกฤษถึงเลิกกับครูคณิตศาสตร์?)

Because he said she had too many problems.
(เพราะเขาบอกว่าเธอมี "problems" เยอะเกินไป)

ถอดรหัสความฮา

มุกนี้เล่นคำตรงคำว่า "problems" ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายได้สองแบบ

1. โจทย์/ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (ที่ครูคณิตฯ ใช้)

2. ปัญหาชีวิต/เรื่องยุ่งยาก (ที่ครูภาษาอังกฤษคงเจอ)

ความตลกอยู่ตรงที่ "problems" ถูกตีความไปอีกแบบ ทำให้เกิดความหมายที่ขัดแย้งกันอย่างคาดไม่ถึง

บทเรียน

สิ่งสำคัญคือ "บริบท (Context)" คำหลายคำในภาษาอังกฤษมีหลายความหมาย การเข้าใจบริบทที่ใช้จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายที่ถูกต้องและจับมุกได้

ลองหามุกตลกอื่นๆ ที่เล่นคำแบบนี้ดูนะ รับรองว่าได้เรียนรู้สนุกๆ แน่นอน

#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #มุกตลก #คำศัพท์ #บริบท

บทเรียนภาษาอังกฤษ: เข้าใจคำว่า "ประชด" (Sarcasm / Irony)คนไทยเราคุ้นเคยกับการพูดจา "ประชด" ภาษาอังกฤษก็มีวิธีพูดคล้ายกัน...
05/10/2025

บทเรียนภาษาอังกฤษ: เข้าใจคำว่า "ประชด" (Sarcasm / Irony)

คนไทยเราคุ้นเคยกับการพูดจา "ประชด" ภาษาอังกฤษก็มีวิธีพูดคล้ายกันคือ Sarcasm และ Irony ครับ

1. Sarcasm (คำประชด / เสียดสี)

คือการพูดตรงข้ามกับสิ่งที่เราตั้งใจจะสื่อ เพื่อ เยาะเย้ย, ติเตียน หรือแสดงความไม่พอใจ สิ่งสำคัญคือ น้ำเสียงและบริบท ครับ

ตัวอย่าง:

เพื่อนมาสายมาก: คุณอาจพูดว่า "You're so punctual!" (คุณตรงเวลามากเลยนะเนี่ย!)

ความหมายจริง: คุณมาช้ามาก!

เพื่อนทำพลาดอย่างชัดเจน: คุณอาจพูดว่า "Brilliant!" (ยอดเยี่ยมไปเลย!)

ความหมายจริง: นั่นมันไม่ฉลาดเลย!

2. Irony (การเหน็บแนม / การย้อนแย้ง)

เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า Sarcasm คือการที่ความหมายจริงแตกต่างจากสิ่งที่เราพูด หรือจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ความสัมพันธ์กับ Sarcasm: Sarcasm คือ ประเภทหนึ่ง ของ Irony (โดยเฉพาะ Verbal Irony) ที่มีเจตนาเยาะเย้ยหรือวิจารณ์ที่ชัดเจนและรุนแรงกว่า

ตัวอย่าง Irony (ที่ไม่ใช่ Sarcasm จ๋า):

ฝนตกหนักมากในวันที่จะไปปิกนิก: คุณอาจพูดว่า "What lovely weather we're having!" (อากาศดีจริงๆ เลยนะ!)

ความหมายจริง: อากาศแย่มากสำหรับการปิกนิก!

เคล็ดลับ: การเข้าใจ Sarcasm หรือ Irony ต้องสังเกตน้ำเสียง สีหน้า และบริบทมากๆ ครับ และควรระวังในการใช้ เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย

หวังว่าบทเรียนนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจการใช้คำว่า "ประชด" ในภาษาอังกฤษมากขึ้นนะครับ!

Lesson: เก็บอาการ (to keep a straight face / to hide your emotions)ความหมาย (Meaning):“เก็บอาการ” เป็นสำนวนภาษาไทยที่หมา...
05/08/2025

Lesson: เก็บอาการ (to keep a straight face / to hide your emotions)

ความหมาย (Meaning):

“เก็บอาการ” เป็นสำนวนภาษาไทยที่หมายถึงการควบคุมอารมณ์ ไม่แสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น แม้จะรู้สึกตื่นเต้น โกรธ เสียใจ หรือประหลาดใจมากแค่ไหนก็ตาม

In English, this expression means to hide your emotions or to keep a straight face, even when you are feeling excited, angry, sad, or surprised.



Examples (ตัวอย่าง)

Example 1:

Thai: เขาโกรธมาก แต่ก็พยายามเก็บอาการไม่ให้คนอื่นรู้

English: He was very angry, but he tried to keep a straight face.

Example 2:

Thai: แม้ว่าเธอจะตื่นเต้นมาก แต่เธอก็พยายามเก็บอาการไว้

English: Even though she was very excited, she tried to hide her emotions.

Example 3:

Thai: ผู้จัดการต้องเก็บอาการเมื่อได้รับข่าวไม่ดีต่อหน้าลูกน้อง

English: The manager had to keep his composure when he received the bad news in front of his staff.

Example 4:

Thai: ฉันไม่สามารถเก็บอาการได้เมื่อเห็นของขวัญที่เซอร์ไพรส์

English: I couldn’t hide my emotions when I saw the surprise gift.



Practice (ฝึกฝน)

ลองฝึกใช้สำนวนนี้ในประโยคของคุณเอง เช่น:

• “คุณเคยต้องเก็บอาการในสถานการณ์ไหนบ้าง?”

• “ทำไมบางครั้งเราต้องเก็บอาการ?”

Address

Malvern, PA
19355

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Learning English with P.J. posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The School

Send a message to Learning English with P.J.:

Shortcuts

Share

Category