08/28/2026
ยอมรับตามตรงว่า ผมไม่ค่อยชอบการตีความบุคลิกของอิเอะยะสุในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของซีรีส์เรื่องนี้เท่าไรนัก แม้ถ้าเรากางบันทึกทางประวัติศาสตร์ออกมาดู ก็พอจะเห็นอิเอะยะสุในมุมของคนที่ขี้ระแวง ตื่นกลัว ลังเล และไม่ใช่คนที่ชอบเสี่ยงโดยธรรมชาติอยู่เหมือนกัน แต่อาจเป็นเพราะผมอ่านเรื่องของชายคนนี้มาเยอะเกินไป จนภาพของอิเอะยะสุในหัวมันไม่ได้มีเพียงมุมนี้...
ผมเคยดูไดกะดราม่าเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ตอนที่ไปเรียนหลักสูตรเสนาธิการกิจอยู่ที่โตเกียว ซึ่งทุกวันอาทิตย์ ก่อนเวลา 2 ทุ่ม ผมต้องตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ เพื่อเตือนตัวเองว่าได้เวลาดูละครแล้ว ทั้งที่ปกติไม่ค่อยได้เปิดโทรทัศน์ในหอพักเลย...
ภาพที่ยังจำได้จนถึงวันนี้คือ เปิดทีวี ฟังเพลงอินโทรของเรื่องไปด้วย แล้วก็ยืนล้างจานไปด้วย เป็นกิจวัตรเล็ก ๆ ในชีวิตช่วงหนึ่งที่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะจำมันได้นานขนาดนี้...
พอกลับมาดูเรื่องนี้อีกครั้งในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมกับเมื่อกว่า 2 ปีก่อน คือความรู้สึกอบอุ่นในแบบที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเหมือนกัน มันเป็นความอบอุ่นจากโทนของเรื่อง จากภาพ จากดนตรี และจากบรรยากาศของญี่ปุ่นในยุคที่ผมหลงใหล
ที่สำคัญคือ โปรดักชันของเรื่องดีมาก หลายฉากทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยเขียนไว้ในเพจนี้เกี่ยวกับอิเอะยะสุ เช่น เรื่องที่ว่า แม่ทัพในสนามรบจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใส่เกราะที่อลังการที่สุด เกราะสวย ๆ เครื่องประดับเยอะ ๆ ธงที่ใหญ่โต หรือเครื่องแต่งกายที่โดดเด่น บางครั้งมันก็มีหน้าที่มากกว่าการป้องกันตัว มันคือการประกาศว่าฉันคือใคร หรือถ้าจะเรียกแบบภาษาชาวบ้านหน่อยก็คือ Aura farming นั่นแหละ ...
รวมถึงเรื่องที่ผมเคยเขียนว่า อิเอะยะสุไม่ได้เป็นยอดคน เขาไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง ไม่ได้กล้าหาญที่สุด ไม่ได้ฉลาดที่สุด และไม่ได้มีความสามารถรอบด้าน เขากลัวเป็น ลังเลเป็น ถอยเป็น และบางครั้งก็ตัดสินใจผิดพลาดเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้อิเอะยะสุแตกต่าง คือเขารู้จักตัวเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือ เขารู้จักใช้คน...
อิเอะยะสุสามารถรายล้อมตัวเองด้วยบุโชที่มีความสามารถสูง และปล่อยให้แต่ละคนทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ซึ่งถ้ามองอิเอะยะสุเพียงคนเดียว เราอาจไม่เห็นว่าเขาเก่งที่สุดตรงไหน แต่ถ้ามองอิเอะยะสุพร้อมกับคนที่อยู่รอบตัวเขา ภาพมันจะเปลี่ยนไปทันที และบางที นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้โดดเด่นที่สุดในสนามรบ สามารถอยู่รอดผ่านยุคสงครามกลางเมือง และสุดท้ายเป็นผู้ชนะเหนือทั้งศัตรูและโชคชะตา...
ซีรีส์ยังทำให้ผมนึกถึงอีกหลายเรื่องที่เคยสงสัยตอนอ่านประวัติศาสตร์ อย่างเช่น ทำไมหลังยุทธการโอะเคะฮะซะมะ อิเอะยะสุซึ่งครองปราสาทโอะกะซะกิอยู่แล้ว จึงเลือกเดินไปอยู่ข้างโอะดะ โนะบุนะงะ ซึ่งคำตอบมันไม่ได้มีแค่เรื่องใครแข็งแกร่งกว่า แต่มีทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง ความอยู่รอดของตระกูล การประเมินตัวละคร และการมองไปข้างหน้า...
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้ผมชอบดูประวัติศาสตร์ผ่านละคร เพราะบางครั้งหนังสือบอกเราว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ภาพยนตร์หรือละครที่ดี ทำให้เราลองจินตนาการได้ว่า ตอนที่มันเกิดขึ้น คนเหล่านั้นรู้สึกอย่างไร และนั่นทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง...
โพสต์นี้ไม่ได้มีเจตนาโฆษณาหรือเกี่ยวข้องกับ Netflix ในทางการค้าแต่อย่างใดนะครับ เพียงแค่อยากขอบคุณที่นำซีรีส์เรื่องนี้กลับมาให้ผมได้ดูอีกครั้ง เพราะในช่วงชีวิตที่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ไม่มีเวลานั่งเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อะไรให้คนติดตามเหมือนเมื่อก่อน อย่างน้อยในวันหนึ่ง ผมก็ยังได้กลับไปอยู่ในโลกที่ตัวเองชอบ โลกของญี่ปุ่นโบราณ โลกของสงคราม โลกของซามูไร และโลกของชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า โทะกุกะวะ อิเอะยะสุ
จากคนที่เคยเดินทางตามรอยชายคนนี้จริง ๆ ตั้งแต่ปราสาทโอะกะซะกิ ปราสาทฮะมะมัตสึ ปราสาทซุนปุ ปราสาทเอะโดะ ไปจนถึงทุ่งเซคิกะฮะระ...
จากคนที่เคยนั่งอ่านเรื่องชีวิตของอิเอะยะสุผ่านตัวหนังสือ จนบางครั้งเรื่องราวของชายคนนี้เข้าไปอยู่ในหัวมากเสียจนเอากลับไปฝันได้ การได้กลับมานั่งดูเรื่องนี้อีกครั้ง จึงไม่ใช่แค่การดูละครสำหรับผม แต่มันเหมือนการได้กลับไปเดินในสถานที่เดิม ๆ กลับไปเปิดหนังสือเล่มเดิม ๆ และกลับไปพบกับตัวละครที่เราคุ้นเคยอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษ แต่กำลังมีชีวิตอยู่ตรงหน้าเรา...
ใครที่ชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะยุคเซนโกะคุ แนะนำให้ดูครับ อาจมีหลายมุมที่เราเห็นต่างกันได้ ไม่ตรงกับที่เราเคยอ่านมา แม้แต่ผมเองก็มีหลายฉากที่ตีความแบบขัดใจขัดกับการรับรู้ผ่านตัวหนังสือเหมือนกัน แต่ถ้าถามผมว่า ดูแล้วรู้สึกอย่างไร ก็คงตอบสั้น ๆ ว่า มันดีต่อใจจริง ๆ...
https://www.facebook.com/share/1GdyHXHr2K/?mibextid=wwXIfr