08/24/2026
ฉันยอมปิดปากเงียบและแกล้งทำเป็นคนโง่ที่ยอมสละทุกอย่างในชีวิตแต่งงานมาตลอดสิบปีเต็ม
เสียงกระแทกปากกาลงบนโต๊ะกระจกในห้องรับแขกคฤหาสน์หรูย่านแจ้งวัฒนะดังสนั่น
แผ่นสลิปโอนเงินห้าร้อยล้านบาทปลิวหล่นลงมาแตะที่ปลายเท้าของฉันอย่างเย็นชา
ฉันชื่อ นันทิชา พิพัฒน์ไพศาล วัยสามสิบสองปี ผู้เคยเป็นอดีตนักออกแบบตกแต่งภายในที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อมาเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัวให้ตระกูลใหญ่ในย่านแจ้งวัฒนะมานานกว่าสิบเอ็ดปี
ตรงหน้าฉันคือ ปองพล พิพัฒน์ไพศาล สามีวัยสี่สิบสี่ปี ประธานกรรมการบริหารเครือโรงแรมหรูระดับประเทศ
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฉันตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมอาหาร คอยดูแลลูกสาววัยเก้าขวบอย่างทะนุถนอม และคอยเป็นหลังบ้านที่คอยซัพพอร์ตเขาทุกอย่าง
แต่สิ่งที่ฉันได้รับตอบแทน คือความเฉยชา และการที่เขานำผู้หญิงคนใหม่อย่าง เพ็ญพิชชา วัยยี่สิบสามปี เข้ามามีบทบาทในครอบครัว
แม้กระทั่งลูกสาวที่ฉันอุ้มท้องมาเก้าเดือน ก็ยังถูกพวกเขาสอนให้มองแม่แท้ๆ เป็นเพียงคนรับใช้ที่น่ารำคาญ
กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นไม้กฤษณาในห้องโถงใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะอบอวลไปด้วยความอึดอัดดั่งม่านหมอกหนาทึบ
"นันทิชา เซ็นใบหย่าฉบับนี้ซะ แล้วรับเช็คเงินสดห้าร้อยล้านบาทกับบัตรธนาคารใบนี้ไป"
ปองพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความผูกพัน
"นี่คือความเมตตาสุดท้ายที่ฉันจะให้เธอ ส่วนสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก จะต้องตกเป็นของตระกูลพิพัฒน์ไพศาลแต่เพียงผู้เดียว"
ฉันมองหน้าลูกสาวตัวน้อยที่กำลังยืนเกาะแขนเพ็ญพิชชาด้วยความรักใคร่
"หนูไม่อยากอยู่กับแม่หรอกค่ะ น้าเพ็ญพิชชาสวยกว่า ใจดีกว่า แล้วก็พาหนูไปเที่ยวต่างประเทศได้ ไม่เหมือนแม่ที่วันๆ อยู่แต่ในครัว"
คำพูดไร้เดียงสาที่ถูกปลูกฝังอย่างเลือดเย็น เปรียบเสมือนของมีคมที่กรีดลงบนหัวใจของฉันจนแหลกสลาย
ฉันก้มลงมองเอกสารข้อตกลงหย่าร้างตรงหน้า
ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น และไม่มีการอ้อนวอนขอความเห็นใจ
ฉันหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา จรดลายเซ็นสละสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนกลางทั้งหมดของตระกูลลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและหนักแน่น
ฉันรับบัตรธนาคารและเช็คเงินสดห้าร้อยล้านบาทใส่กระเป๋าผ้าใบเก่า
"ฉันเซ็นให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ปองพล" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราสองคนไม่มีอะไรติดค้างกันอีก"
ฉันหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะมาแต่ตัว พร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็กเพียงใบเดียว
โฉนดที่ดินผืนป่าริมลำธารในต่างจังหวัดยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ก้นกระเป๋าเดินทางของฉัน
ฉันตัดสินใจเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในชนบท นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปรีโนเวทบ้านไม้หลังเก่าของตระกูลเดิมให้กลายเป็นโฮมสเตย์เล็กๆ ท่ามกลางหุบเขา
ฉันเริ่มต้นทำสวน ปลูกดอกไม้ ทำอาหารต้อนรับนักเดินทาง และได้สัมผัสกับคำว่าชีวิตของตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ
ชีวิตที่ปองพลคิดว่าจะสมบูรณ์แบบหลังจากการหย่าร้าง กลับเริ่มพังทลายลงอย่างช้าๆ
เพ็ญพิชชาไม่เคยตื่นมาทำอาหารเช้า ไม่เคยดูแลเสื้อผ้า และผลาญเงินทองไปกับงานสังคมหรูหรา
ลูกสาวตัวน้อยเริ่มงอแง ร้องไห้คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่และนิทานก่อนนอนที่ไม่มีใครเล่าให้อีกต่อไป
ธุรกิจโรงแรมหรูของปองพลเริ่มประสบปัญหาการจัดการภายในอย่างหนักหน่วง เมื่อระบบบัญชีและการจัดซื้อหลังบ้านที่ฉันเคยวางรากฐานไว้เริ่มเกิดความโกลาหล
จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง รถยุโรปคันหรูสีดำสนิทป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ ขับเข้ามาจอดเทียบหน้าโฮมสเตย์ริมธารของฉัน
ปองพลเปิดประตูก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าที่ซูบเซียวและแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
เขาก้าวเดินเข้ามาในบริเวณสวนดอกไม้ สบตากับฉันที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อย่างสงบ
"นันทิชา... ฉันมารับเธอกลับบ้าน..."
ปองพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงสดตรงมาข้างหน้า
"ลูกต้องการเธอ... และบริษัทของเราก็ต้องการเธอ... เรากลับไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่เถอะนะ"
ฉันวางบัวรดน้ำลงบนโต๊ะไม้ สบตากับอดีตสามีด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ปราศจากเยื่อใย
ทว่า ในจังหวะที่ปองพลกำลังจะก้าวเข้าประชิดตัวฉัน
สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นป้ายไม้สักทองขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกนำมาส่งและวางพิงอยู่ข้างระเบียงเรือนพัก
บนแผ่นไม้นั้น สลักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลดั้งเดิมและข้อความการรับรองกรรมสิทธิ์สัมปทานแหล่งต้นน้ำผืนใหญ่ที่สุดของจังหวัด
ร่างสูงของปองพลพลันแข็งทื่อไปในทันที ลมหายใจสะดุดหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกสุดขีดกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ?
กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ
📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇