Party Scotel

Party Scotel 📖 เรื่องสั้นคัดสรรคุณภาพ อัปเดตเรื่องใหม่ทุกวัน
✨ รวมเรื่องราวเข้มข้น ทั้งความรัก ดราม่า การหักหลัง และการแก้แค้น
🌐 อ่านเรื่องราวฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของเรา

Umer Nazir born in the "ANAND of kashmir" the pulwama district of Jammu & Kashmir, India (currently residing in District Ganderbal) is famous for his illustrious voice. From classical to pop music, the aura of Umer Nazir has reached to far flung routes of success. At the young age he started his journey, where he was famous for his bewitching voice. After receiving appreciation, his moral boosted

and the immense love towards music made him to enroute to this eternal journey and wore the crown of music. Did Complete his bachelors in Indian Classical Music from Kashmir University. Yet this was the start, mustering all the courage & fear of not loosing any opportunity, Umer Nazir found the Renowned Kashmiri Music Talent Show "MILAY SUR" in 2010 & because of his passion and the captivating voice, he won the title of Milay Sur season 2 . For the undying love towards his Kashmiri culture Umer nazir dedicated his most of time to explore the beauty of kashmiri language. From being invited to many dignified places such as Doordarshan, Radio Kashmir to performing in institutions of Kashmir as well outside Kashmir Umer Nazir started to built his place in the hearts of people. To excel in the field of music, Umer Nazir went to Mumbai to pursue his Masters in Indian Classical Music from "Mumbai University". Gaining experience from Local shows of Mumbai to being performed at Universities, Umer Nazir didn't leave any stone of opportunities let go. The growing love & passion towards his Music didn't let him stop here but made him step in the social hub thus making his own YouTube channel ,where by giving an authentic touch to music which made his aura strengthen. Admired by nature ,the scenery in each of his songs deepens it's taste.. He gave a soothing and reposeful touch to the Kashmiri music. Some of his Famous songs include :"Rinda ho", "Dilbaro", "Haa Sher Sawaro", "Roshay" ,
"Chaani Baapath", and many more.

ฉันยอมปิดปากเงียบและแกล้งทำเป็นคนโง่ที่ยอมสละทุกอย่างในชีวิตแต่งงานมาตลอดสิบปีเต็มเสียงกระแทกปากกาลงบนโต๊ะกระจกในห้องรับ...
08/24/2026

ฉันยอมปิดปากเงียบและแกล้งทำเป็นคนโง่ที่ยอมสละทุกอย่างในชีวิตแต่งงานมาตลอดสิบปีเต็ม

เสียงกระแทกปากกาลงบนโต๊ะกระจกในห้องรับแขกคฤหาสน์หรูย่านแจ้งวัฒนะดังสนั่น

แผ่นสลิปโอนเงินห้าร้อยล้านบาทปลิวหล่นลงมาแตะที่ปลายเท้าของฉันอย่างเย็นชา

ฉันชื่อ นันทิชา พิพัฒน์ไพศาล วัยสามสิบสองปี ผู้เคยเป็นอดีตนักออกแบบตกแต่งภายในที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อมาเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัวให้ตระกูลใหญ่ในย่านแจ้งวัฒนะมานานกว่าสิบเอ็ดปี

ตรงหน้าฉันคือ ปองพล พิพัฒน์ไพศาล สามีวัยสี่สิบสี่ปี ประธานกรรมการบริหารเครือโรงแรมหรูระดับประเทศ

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฉันตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมอาหาร คอยดูแลลูกสาววัยเก้าขวบอย่างทะนุถนอม และคอยเป็นหลังบ้านที่คอยซัพพอร์ตเขาทุกอย่าง

แต่สิ่งที่ฉันได้รับตอบแทน คือความเฉยชา และการที่เขานำผู้หญิงคนใหม่อย่าง เพ็ญพิชชา วัยยี่สิบสามปี เข้ามามีบทบาทในครอบครัว

แม้กระทั่งลูกสาวที่ฉันอุ้มท้องมาเก้าเดือน ก็ยังถูกพวกเขาสอนให้มองแม่แท้ๆ เป็นเพียงคนรับใช้ที่น่ารำคาญ

กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นไม้กฤษณาในห้องโถงใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะอบอวลไปด้วยความอึดอัดดั่งม่านหมอกหนาทึบ

"นันทิชา เซ็นใบหย่าฉบับนี้ซะ แล้วรับเช็คเงินสดห้าร้อยล้านบาทกับบัตรธนาคารใบนี้ไป"

ปองพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความผูกพัน

"นี่คือความเมตตาสุดท้ายที่ฉันจะให้เธอ ส่วนสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก จะต้องตกเป็นของตระกูลพิพัฒน์ไพศาลแต่เพียงผู้เดียว"

ฉันมองหน้าลูกสาวตัวน้อยที่กำลังยืนเกาะแขนเพ็ญพิชชาด้วยความรักใคร่

"หนูไม่อยากอยู่กับแม่หรอกค่ะ น้าเพ็ญพิชชาสวยกว่า ใจดีกว่า แล้วก็พาหนูไปเที่ยวต่างประเทศได้ ไม่เหมือนแม่ที่วันๆ อยู่แต่ในครัว"

คำพูดไร้เดียงสาที่ถูกปลูกฝังอย่างเลือดเย็น เปรียบเสมือนของมีคมที่กรีดลงบนหัวใจของฉันจนแหลกสลาย

ฉันก้มลงมองเอกสารข้อตกลงหย่าร้างตรงหน้า

ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น และไม่มีการอ้อนวอนขอความเห็นใจ

ฉันหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา จรดลายเซ็นสละสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนกลางทั้งหมดของตระกูลลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและหนักแน่น

ฉันรับบัตรธนาคารและเช็คเงินสดห้าร้อยล้านบาทใส่กระเป๋าผ้าใบเก่า

"ฉันเซ็นให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ปองพล" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

"นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราสองคนไม่มีอะไรติดค้างกันอีก"

ฉันหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะมาแต่ตัว พร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็กเพียงใบเดียว

โฉนดที่ดินผืนป่าริมลำธารในต่างจังหวัดยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ก้นกระเป๋าเดินทางของฉัน

ฉันตัดสินใจเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในชนบท นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปรีโนเวทบ้านไม้หลังเก่าของตระกูลเดิมให้กลายเป็นโฮมสเตย์เล็กๆ ท่ามกลางหุบเขา

ฉันเริ่มต้นทำสวน ปลูกดอกไม้ ทำอาหารต้อนรับนักเดินทาง และได้สัมผัสกับคำว่าชีวิตของตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี

ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ

ชีวิตที่ปองพลคิดว่าจะสมบูรณ์แบบหลังจากการหย่าร้าง กลับเริ่มพังทลายลงอย่างช้าๆ

เพ็ญพิชชาไม่เคยตื่นมาทำอาหารเช้า ไม่เคยดูแลเสื้อผ้า และผลาญเงินทองไปกับงานสังคมหรูหรา

ลูกสาวตัวน้อยเริ่มงอแง ร้องไห้คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่และนิทานก่อนนอนที่ไม่มีใครเล่าให้อีกต่อไป

ธุรกิจโรงแรมหรูของปองพลเริ่มประสบปัญหาการจัดการภายในอย่างหนักหน่วง เมื่อระบบบัญชีและการจัดซื้อหลังบ้านที่ฉันเคยวางรากฐานไว้เริ่มเกิดความโกลาหล

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง รถยุโรปคันหรูสีดำสนิทป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ ขับเข้ามาจอดเทียบหน้าโฮมสเตย์ริมธารของฉัน

ปองพลเปิดประตูก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าที่ซูบเซียวและแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

เขาก้าวเดินเข้ามาในบริเวณสวนดอกไม้ สบตากับฉันที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อย่างสงบ

"นันทิชา... ฉันมารับเธอกลับบ้าน..."

ปองพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงสดตรงมาข้างหน้า

"ลูกต้องการเธอ... และบริษัทของเราก็ต้องการเธอ... เรากลับไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่เถอะนะ"

ฉันวางบัวรดน้ำลงบนโต๊ะไม้ สบตากับอดีตสามีด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ปราศจากเยื่อใย

ทว่า ในจังหวะที่ปองพลกำลังจะก้าวเข้าประชิดตัวฉัน

สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นป้ายไม้สักทองขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกนำมาส่งและวางพิงอยู่ข้างระเบียงเรือนพัก

บนแผ่นไม้นั้น สลักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลดั้งเดิมและข้อความการรับรองกรรมสิทธิ์สัมปทานแหล่งต้นน้ำผืนใหญ่ที่สุดของจังหวัด

ร่างสูงของปองพลพลันแข็งทื่อไปในทันที ลมหายใจสะดุดหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกสุดขีดกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ?

กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

**ในวันที่ 29 ของช่วงเวลาพิจารณาไตร่ตรองการหย่า... การหย่าคุณเป็นคนเอ่ยปากเอง อย่ามาโทษว่าฉันไม่ยอมหันหลังกลับ**ตอนที่เข...
08/24/2026

**ในวันที่ 29 ของช่วงเวลาพิจารณาไตร่ตรองการหย่า... การหย่าคุณเป็นคนเอ่ยปากเอง อย่ามาโทษว่าฉันไม่ยอมหันหลังกลับ**

ตอนที่เขาเอ่ยปากบอกว่าอยากหย่า ฉันเพิ่งจะคีบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วเข้าปากพอดี

“เราหย่ากันเถอะ”

เจียงอวี่วางตะเกียบลง น้ำเสียงของเขาราบเรียบประหนึ่งกำลังบอกว่าพรุ่งนี้เขาต้องไปดูงานต่างจังหวัด

ฉันกัดเนื้อหมูเข้าไปคำหนึ่ง เคี้ยวสองสามทีแล้วกลืนลงคอ

“ได้ค่ะ”

เขาชะงักไป ตะเกียบหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

เขารออยู่ห้าวินาที แล้วก็นิ่งต่อไปอีกห้าวินาที

ฉันยังคงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป

หมูตุ๋นสุกกำลังพอดี น้ำซอสข้นคลั่ก เป็นเมนูที่ฉันใช้เวลาเคี่ยวนานถึงสี่สิบนาที

ตั้งแต่นาทีนั้นจนจบมื้ออาหาร เขาไม่แตะต้องตะเกียบอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ฉันกินเนื้อชิ้นสุดท้ายจนหมด แล้วจึงลุกขึ้นเก็บถ้วยชาม

จังหวะที่เดินผ่านตัวเขา เจียงอวี่ก็เอื้อมมือมาคว้าข้อมือฉันไว้กะทันหัน

“เยี่ยชิง เธอได้ยินชัดไหม? พี่บอกว่าเราหย่ากัน”

ฉันหลุบตามองมือของเขา จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ

“ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าได้”

มือของเขาคลายออก

ฉันก้าวเดินเข้าไปในครัว เปิดก๊อกน้ำ

เสียงสายน้ำไหลซ่ากลบทุกสรรพสิ่ง

รวมถึงแรงดิ้นถีบเบาๆ ภายในท้อง ยามที่ฉันเลื่อนมือไปแตะหน้าท้องส่วนล่าง

ก๊อกน้ำถูกปิดลง ห้องครัวพลันกลับสู่ความเงียบสงบในทันที

ฉันเช็ดมือจนแห้ง หยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน

ข้อความจากซูม่านยังคงสว่างอยู่บนหน้าจอ ส่งมาเมื่อสามนาทีก่อน:

*“ใบอนุญาตประกอบธุรกิจได้รับการอนุมัติแล้วนะ พรุ่งนี้ไปรับเอกสารได้เลย”*

ฉันตอบกลับไปเพียงคำสั้นๆ ว่า “ตกลง” จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าตามเดิม

เจียงอวี่ยืนพิงกรอบประตูห้องอาหาร สองมือกอดอก

“แค่นี้เหรอ? เธอจะไม่ถามสักคำเลยเหรอว่าทำไม?”

ฉันถอดผ้ากันเปื้อนออก พับอย่างเรียบร้อยแล้ววางไว้ข้างเตา

ผ้ากันเปื้อนผืนนี้เป็นของขวัญที่เขาซื้อให้ในวันครบรอบแต่งงานปีแรก ผ้าฝ้ายผสมลินินสีขาวครีม ตรงมุมหนึ่งปักลายดอกเดซี่เล็กๆ

สามปีผ่านไป เส้นด้ายที่ปักไว้เริ่มหลุดลุ่ยไปตามกาลเวลา

“ไม่ถามค่ะ” ฉันตอบ

สันกรามของเขาขบแน่นขึ้นเล็กน้อย

ฉันรู้จักเจียงอวี่มาหกปี ย่อมเข้าใจสีหน้าท่าทางแบบนี้ของเขาเป็นอย่างดี

เขากำลังรอให้ฉันร้องไห้ รอให้ฉันอาละวาดสร้างเรื่อง รอให้ฉันกระชากแขนเสื้อของเขาแล้วเค้นถามว่า:

*คุณมีคนอื่นข้างนอกใช่ไหม?*

*แม่ของคุณมาพูดอะไรเป่าหูคุณอีกแล้วใช่ไหม?*

เพื่อที่เขาจะได้กระแทกประตูปิดใส่หน้าแล้วเดินจากไป พร้อมกับทิ้งประโยคคลาสสิกไว้ว่า:

“เธอเป็นคนไร้เหตุผลเสมอเลยนะ”

บทละครฉากนี้ฉันร่วมแสดงมาตลอดสามปี จำบทพูดได้ขึ้นใจทุกถ้อยคำ ทว่าในวันนี้... ฉันไม่ขอแสดงอีกต่อไปแล้ว

“งั้น... วันจันทร์นี้ไปสำนักงานเขต?” เขาเอ่ยหยั่งเชิง

“ได้ค่ะ เช้าหรือบ่ายล่ะคะ?”

“ตอนเช้าแล้วกัน เก้าโมง”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้”

ฉันเดินผ่านตัวเขา กลับเข้าไปในห้องนอน

ที่จริงแล้ว จะเรียกว่า ‘ห้องนอน’ ก็คงไม่ถูกนัก หลังจากการทะเลาะกันครั้งใหญ่เมื่อสามเดือนก่อน เขาก็ย้ายไปนอนที่ห้องทำงาน ปล่อยให้ฉันนอนคนเดียวในห้องนอนใหญ่

บ้านหลังนี้กว้างถึงหนึ่งร้อยสี่สิบตารางเมตร เราสองคนแบ่งกันครอบครองคนละครึ่ง ระหว่างเรามีเพียงทางเดินอันยาวไกล... และความเงียบงันยาวนานสามเดือน

ฉันล็อกประตูห้องนอน ดึงลิ้นชักที่อยู่ลึกสุดในตู้เสื้อผ้าออกมา

ที่ก้นลิ้นชักมีซองเอกสารซองหนึ่ง

ข้างในนั้นมีสัญญาเช่าอะพาร์ตเมนต์ที่เพิ่งเซ็น บัตรเอทีเอ็มที่ฉันแอบเก็บออมเงินไว้ตลอดสามปี เล่มทะเบียนบ้านเล่มใหม่เอี่ยม และผลตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองความสมบูรณ์ของทารกที่ฉันเพิ่งไปตรวจมาเมื่อช่วงบ่ายวันนี้

บนแผ่นฟิล์มอัลตราซาวด์ สิ่งมีชีวิตตัวน้อยกำลังนอนขดตัว มือและเท้าปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

สามสิบสองสัปดาห์... แปดเดือนเต็ม

ฉันวางฝ่ามือทาบลงบนหน้าท้องส่วนล่าง ภายใต้ชุดอยู่บ้านตัวหลวมโคร่ง หน้าท้องของฉันนูนป่องขึ้นมาอย่างเด่นชัด

แต่เจียงอวี่ไม่มีวันสังเกตเห็นหรอก เพราะตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาไม่เคยชายตามองฉันอย่างจริงจังเลยสักครั้งเดียว

วันจันทร์ ณ สำนักงานเขต

แบบฟอร์มคำร้องขอเข้าสู่ช่วงเวลาพิจารณาไตร่ตรองการหย่าวางอยู่บนขอบหน้าต่าง เราสองคนกรอกคนละหนึ่งฉบับ

เจียงอวี่เขียนเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วเลื่อนเอกสารส่งมาให้ฉัน

เขาใช้ปากกา Montblanc ด้ามนั้น... ของขวัญวันวาเลนไทน์ปีกลายที่ฉันต้องไปยืนต่อคิวรอนานถึงสามชั่วโมงเพื่อซื้อรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันมาให้

ตอนได้รับของขวัญ เขาเพียงแค่ปรายตามองแล้วพูดว่า:

“เก็บกล่องไว้ให้นะ พี่จะเอาปากกาไปไว้ที่ออฟฟิศ”

ปากกาเอาติดตัวไป ส่วนกล่องกลับทิ้งไว้ให้ฉันดูแล มาจนถึงตอนนี้ฉันถึงได้รู้สึกว่ามันช่างน่าขันและตลกร้ายเหลือเกิน

ฉันหยิบปากกาลูกลื่นธรรมดาบนเคาน์เตอร์ของสำนักงานเขตขึ้นมาเซ็นชื่อ

เจ้าหน้าที่เก็บเอกสารไป เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย:

“ช่วงเวลาพิจารณาไตร่ตรองมีกำหนดสามสิบวันนะคะ เมื่อครบกำหนด ทั้งสองฝ่ายต้องมาแสดงตัวพร้อมกันเพื่อรับใบสำคัญการหย่าค่ะ”

พอก้าวเดินออกมาจากสำนักงานเขต ลมหนาวเดือนพฤศจิกายนก็พัดแทรกเข้ามาทางคอเสื้อทันที ฉันดึงเสื้อโค้ตกระชับตัวแน่น

เสื้อตัวนี้ใหญ่กว่าไซส์ปกติของฉันถึงสองไซส์ ทรงหลวมโคร่งสีดำ สวมแล้วดูเหมือนคลุมธงผืนใหญ่ เป็นเสื้อที่ซูม่านตั้งใจเลือกให้เมื่อสองเดือนก่อน

“พรางพุงได้มิดชิด ใครจะไปมองออกกันล่ะ?”

ตอนที่พูดคำนี้ เธอกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าห้องลองเสื้อในห้างสรรพสินค้า คอยส่งไซส์เสื้อผ้าเข้ามาให้ฉัน

เจียงอวี่ยืนอยู่ในลานจอดรถ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง มองดูฉัน

“ให้พี่ไปส่งไหม?”

“ไม่จำเป็นค่ะ”

ฉันเปิดโทรศัพท์กดเรียกรถ เขาก้าวเดินเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว

“เยี่ยชิง ช่วงนี้เธอ... ดูอ้วนขึ้นหรือเปล่า?”

หัวใจของฉันกระตุกวูบไปชั่วครู่... เพียงจังหวะเดียวเท่านั้น

“กินหม้อไฟบ่อยไปหน่อยน่ะค่ะ”

รถที่เรียกไว้แล่นมาถึง ฉันเปิดประตูเบาะหลัง ก่อนจะก้าวขึ้นรถ ฉันหันกลับไปมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่ใช่เพราะความอาลัยอาวรณ์ ฉันเพียงแค่อยากจดจำภาพนี้เอาไว้

เขายืนอยู่ใต้ป้ายขนาดใหญ่ของสำนักงานทะเบียนสมรส สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผมของเขาจนยุ่งเหยิง บนใบหน้าของเขาปรากฏแววสับสนมึนงงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ตลอดสามปีของชีวิตแต่งงาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองฉันด้วยสีหน้าแบบนี้

ไม่ใช่เพราะอาลัยอาวรณ์ แต่เป็นเพราะความไม่เข้าใจ

สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ: *ทำไมครั้งนี้เธอถึงไม่ยอมเล่นตามบทเดิมของฉัน?*

วันที่สามของช่วงเวลาพิจารณาไตร่ตรองการหย่า

ฉันเก็บข้าวของในห้องนอนใหญ่ เสื้อผ้าในตู้แบ่งออกเป็นสี่แถวตามฤดูกาล สองแถวฝั่งซ้ายเป็นของฉัน สองแถวฝั่งขวาเป็นของเจียงอวี่

เสื้อเชิ้ตของเขา ฉันเคยรีดจนเรียบกริบไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง สีฟ้าอ่อนสำหรับใส่ในงานทางการ สีขาวสำหรับใส่ไปพบลูกค้า สีเทาสำหรับวันที่ต้องอยู่ทำงานล่วงเวลา ปกคอเสื้อและข้อมือเสื้อไม่เคยมีรอยยับแม้แต่น้อย

ฉันปลดเสื้อผ้าสองแถวของตัวเองลงมา พับอย่างเรียบร้อยแล้วเก็บใส่กระเป๋าเดินทาง

มีไม่มากนัก กระเป๋าเดินทางสองใบก็เพียงพอแล้ว

แต่งงานมาสามปี ข้าวของทั้งหมดที่ฉันนำเข้ามาในบ้านหลังนี้ รวมกันแล้วจุได้แค่สองกระเป๋าเท่านั้น

ส่วนสิ่งที่ฉันทิ้งไว้ในบ้านหลังนี้...

ภาพพิมพ์ในห้องนั่งเล่นที่ซื้อมาจากตลาดของเก่าเป็นฉันที่นำมาแขวนไว้ ต้นพลูด่างที่ระเบียงเป็นฉันที่ปลูก ตะกร้าเก็บของใต้โต๊ะน้ำชา ขวดเครื่องเทศที่จัดแยกหมวดหมู่ในครัว ขวดครีมบำรุงในห้องน้ำที่จัดวางตามประโยชน์การใช้งาน ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ฉันทุ่มเทจัดแจงด้วยสองมือตัวเอง

แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่ตามฉันไปด้วย

พวกมันเป็นของบ้านหลังนี้ ไม่ใช่ของฉัน

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เป็นสายจากแม่สามี ‘จ้าวฟาง’

ฉันลังเลอยู่สองวินาทีก่อนจะกดรับสาย

“ชิงชิงเหรอ ได้ยินว่าพวกเธอสองคนกำลังจะหย่ากันแล้วเหรอจ๊ะ?”

น้ำเสียงของเธอฟังดูเบาสบายและรื่นเริง ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง

“ค่ะ”

“ก็ดีแล้ว ก็ดีแล้ว เธอยังเด็ก อยากจะหาผู้ชายคนใหม่ก็คงไม่ยากหรอก”

เธอหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงพลันกดต่ำลง

“อ้อ จริงสิ บัตรเครดิตที่เธอถืออยู่ วงเงินเท่าไหร่แล้วนะ? ห้าหมื่นใช่ไหม? จ่ายหนี้หมดแล้วก็อย่าลืมยกเลิกบัตรด้วยล่ะ”

ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไร

บัตรเครดิตใบนั้นเป็นชื่อของฉัน วงเงินก็เป็นของฉัน ตลอดสามปีที่ผ่านมารูดใช้ไปทั้งหมดหนึ่งแสนเก้าหมื่นหยวน ซึ่งในจำนวนนั้น มีหนึ่งแสนสองหมื่นหยวนเป็นค่าคอร์สดูแลสุขภาพและแพ็กเกจตรวจร่างกายของเธอทั้งสิ้น

“ได้ค่ะ” ฉันตอบ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอวางสายนะคะ”

วางสายเสร็จ ฉันนั่งยองๆ อยู่ข้างกระเป๋าเดินทาง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด เพียงแต่จู่ๆ ก็รู้สึกตัวเบาหวิว ราวกับในที่สุดก็ได้ปลดแอกโซ่ตรวนที่คล้องคอตัวเองมาเนิ่นนานโดยไม่รู้ตัว

ลูกในท้องดิ้นถีบเบาๆ อีกครั้ง

ฉันก้มหน้าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน:

“แม่จะพาหนูไปเองนะ”

วันที่ห้าของช่วงเวลาพิจารณาไตร่ตรองการหย่า

เจียงอวี่กลับมาที่บ้านหนึ่งครั้ง

เขายืนอยู่หน้าประตูห้องนอนใหญ่ มองดูกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้าอยู่บนพื้นแต่ไม่ได้ก้าวเข้ามาข้างใน

“เธอจะย้ายออกไปจริงๆ เหรอ?”

“ค่ะ”

“ย้ายไปไหน?”

“ไปอยู่กับเพื่อนค่ะ”

เขายืนพิงกรอบประตู ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

ฉันเก็บของต่อไป หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้บนโต๊ะหัวเตียงใส่ลงกระเป๋า

จู่ๆ เขาก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า:

“เยี่ยชิง เธอคิดว่าพี่ทำผิดต่อเธอเหรอ?”

ฉันยืนตัวตรง สบตาเขา

“เจียงอวี่ คนที่เอ่ยปากขอหย่าคือคุณนะคะ”

เขาไม่ตอบ

เนิ่นนานหลังจากนั้น เขาจึงพูดขึ้นมาว่า:

“แม่ของพี่บอกว่าช่วงนี้เธอ...”

“แม่ของคุณจะพูดอะไร มันไม่สำคัญหรอกค่ะ”

ฉันรูดซิปปิดกระเป๋าเดินทาง

“ที่สำคัญคือตัวคุณเองคิดอย่างไรต่างหาก”

เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง

แต่สุดท้าย... เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย

เขาหมุนตัวเดินจากไป เสียงประตูปิดลงเบาๆ เบาเสียจนเหมือนกลัวว่าจะไปทำให้ใครบางคนตื่นตระหนก

**สามีทิ้งฉันไว้ที่สนามบินแล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ฉันไม่วิ่งตาม... 8 วันต่อมา เขาโทรมาถามว่าทำไมฉันถึงยังไม่เลิกงานกลั...
08/24/2026

**สามีทิ้งฉันไว้ที่สนามบินแล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ฉันไม่วิ่งตาม... 8 วันต่อมา เขาโทรมาถามว่าทำไมฉันถึงยังไม่เลิกงานกลับบ้าน**

หลังจากนั้น เขาก็หันหลังเดินจากไป

ใช่แล้ว... หันหลังแล้วก้าวเดินจากไปตรงๆ แบบนั้นเลย

ฉันยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองดูเขาเดินสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังลานจอดรถ ชายเสื้อโค้ตของเขาโบกสะบัดไปตามแรงลม ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองฉันเลยสักครั้งเดียว

ในตอนแรก ฉันยังคิดว่าเขาล้อเล่น

ฉันยืนรออยู่ตรงนั้นราวๆ ห้านาที นึกว่าเขาจะหันกลับมาอย่างกะทันหัน แล้วบอกว่าเมื่อกี้แค่แกล้งหยอกฉันเล่นเท่านั้น

แต่เปล่าเลย

ตรงทางออกจากลานจอดรถ แสงไฟหน้ารถสองดวงสว่างวาบขึ้น

รถยนต์สีดำของเขาแล่นผ่านหน้าฉันไป เร่งความเร็ว เลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก แล้วค่อยๆ กลืนหายไปท่ามกลางการจราจรที่คับคั่งของเมืองในยามค่ำคืน

พี่สาวคนหนึ่งที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางอยู่ข้างๆ หันมามองฉัน ในแววตาของเธอแฝงประกายความสงสารและเห็นใจ

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาเขา

เสียงสัญญาณดังอยู่สามครั้ง สายก็ถูกตัดทิ้ง

ฉันโทรซ้ำอีกครั้ง

ก็ยังถูกตัดสายทิ้งเหมือนเดิม

พอถึงครั้งที่สาม... เขาก็ปิดเครื่องไปแล้ว

ฉันสูดหายใจเข้าลึก เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ

เครื่องปรับอากาศในโถงอาคารผู้โดยสารสนามบินเปิดไว้เย็นเฉียบ จนผิวที่แขนของฉันเกิดอาการขนลุกชันขึ้นมาทีละชั้น

ฉันลากกระเป๋าเดินทางไปยังจุดรอรถแท็กซี่ ยืนต่อคิวยาวนานถึงสี่สิบนาทีกว่าจะได้ขึ้นรถ จากนั้นจึงบอกที่อยู่บ้านแก่คนขับ

คนขับมองฉันผ่านกระจกมองหลัง

“แม่หนู เป็นอะไรหรือเปล่า? ทะเลาะกับแฟนมาเหรอ?”

ฉันตอบ:

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เหนื่อยๆ นิดหน่อย”

คนขับพูดขึ้นว่า:

“คนหนุ่มสาวสมัยนี้เนี่ยนะ เอะอะอะไรก็น้อยใจประชดประชันกัน มีเรื่องอะไรทำไมไม่ยอมนั่งลงคุยกันดีๆ ล่ะ?”

ฉันไม่ได้ตอบอะไร

เพียงแต่เอนศีรษะพิงกระจกหน้าต่าง มองดูแสงไฟจากเสาไฟริมถนนที่ค่อยๆ เคลื่อนถอยหลังไปทีละดวงๆ

ฉันไปทำงานต่างจังหวัดที่ปักกิ่งสามวันเต็ม ประชุมติดกันถึงหกครั้ง ในแต่ละวันได้นอนพักแค่สี่ชั่วโมงเท่านั้น

อุตส่าห์ดิ้นรนแทบตายเพื่อให้ทันเที่ยวบินสุดท้ายกลับมา ในหัวคิดเพียงแค่อยากจะรีบกลับบ้าน อาบน้ำอุ่นๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ

แต่ผลลัพธ์ที่ได้...

กลับเป็นการถูกทอดทิ้งไว้ที่สนามบินแบบนี้

ตอนที่กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว

ฉันเปิดประตูเข้าไป

ภายในบ้านมืดสนิท

รองเท้าแตะใส่ในบ้านของเขายังคงวางอยู่ที่ทางเข้า แต่บนชั้นวางรองเท้ากลับมีรองเท้าผ้าใบหายไปหนึ่งคู่

บนโต๊ะน้ำชาในห้องนั่งเล่นมีน้ำเปล่าเหลืออยู่ครึ่งแก้ว ข้างๆ กันคือที่เขี่ยบุหรี่ที่มีก้นบุหรี่ถูกดับทิ้งไว้สามมวน

ฉันลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในห้องนอน และพบว่าตู้เสื้อผ้าถูกเปิดอ้าทิ้งไว้

ข้างในมีเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนของเขาหายไปสองสามชุด

กระเป๋าใส่อุปกรณ์อาบน้ำของใช้ส่วนตัวก็หายไปด้วย

ฉันนั่งลงตรงริมขอบเตียง จ้องมองพื้นที่ว่างเปล่าในตู้เสื้อผ้านั้นอยู่นาน

หลังจากนั้น ฉันก็ไปอาบน้ำ เป่าผมจนแห้ง รินน้ำอุ่นให้ตัวเองหนึ่งแก้ว แล้วนั่งลงบนโซฟาเปิดโทรศัพท์ดู

บนฟีดวีแชต (WeChat Moments) เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของ ‘โจวเหยี่ยน’ เพิ่งจะโพสต์รูปภาพใหม่

เป็นรูปที่ถ่ายในบาร์แห่งหนึ่ง

แสงไฟสลัว บนโต๊ะมีขวดเหล้านอกวางเรียงรายอยู่สองสามขวด

ตรงมุมภาพ สามารถมองเห็นมือของผู้ชายคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน

บนข้อมือของคนคนนั้น สวมนาฬิกาเรือนที่ฉันเคยซื้อให้เป็นของขวัญ

ฉันซูมขยายภาพดู

ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นเขาจริงๆ

ข้างล่างมีคนเข้ามาคอมเมนต์:

【โอ้โห วันนี้พี่เหยี่ยนว่างออกมาเที่ยวด้วยเหรอเนี่ย?】

เขาตอบกลับไปว่า:

【อารมณ์ไม่ค่อยดี ออกมาดื่มคลายเครียดสักหน่อย】

อารมณ์ไม่ค่อยดีงั้นเหรอ

ฉันที่ถูกเขาทิ้งไว้ที่สนามบินยังไม่ทันได้บ่นว่าอารมณ์ไม่ดีเลยสักคำ แต่เขากลับเป็นฝ่ายอารมณ์ไม่ดีก่อนเนี่ยนะ

ฉันปิดหน้าจอโทรศัพท์ ดับไฟ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง

บนผ้าห่มยังคงมีกลิ่นอายประจำตัวของเขาหลงเหลืออยู่

กลิ่นน้ำยาซักผ้าจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่

เมื่อก่อน... ฉันเคยรู้สึกว่ากลิ่นนี้ช่างน่าสบายใจและอบอุ่นเหลือเกิน

แต่ตอนนี้พอได้กลิ่น ฉันกลับรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก

เช้าวันรุ่งขึ้นตอนตื่นนอน มีข้อความวีแชตส่งเข้ามาในโทรศัพท์

เขาส่งมาตอนตีสองกว่าๆ

【สองวันนี้พี่ไม่กลับบ้านนะ เธอหาอะไรกินเองแล้วกัน】

ไม่มีคำอธิบาย

ไม่มีคำขอโทษ

ไม่มีแม้แต่คำพูดส่วนเกินสักคำเดียว

ฉันพิมพ์ข้อความลงไปสองสามประโยค แล้วก็ลบออก

พิมพ์ๆ ลบๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็พิมพ์ตอบกลับไปเพียงคำสั้นๆ แค่คำเดียว:

【ค่ะ】

หลังจากนั้นฉันก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัวออกไปทำงาน

สองวันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ

เขาไม่ได้ติดต่อหาฉัน

และฉัน... ก็ไม่ได้ติดต่อหาเขาเช่นกัน

"เธอโตจนป่านนี้แล้ว เลิกทำตัวเป็นเด็กตัวยักษ์เกาะติดชีวิตฉันสักทีได้ไหม!"เขากระแทกกุญแจรถยนต์ลงบนชั้นวางรองเท้าหน้าประตู...
08/24/2026

"เธอโตจนป่านนี้แล้ว เลิกทำตัวเป็นเด็กตัวยักษ์เกาะติดชีวิตฉันสักทีได้ไหม!"

เขากระแทกกุญแจรถยนต์ลงบนชั้นวางรองเท้าหน้าประตูเสียงดังสนั่น

ละอองฝนที่เกาะอยู่บนเสื้อเชิ้ตของเขากระเด็นเปรอะชายกระโปรงผ้าลินินสีครีมของฉัน

ฉันยืนมองปลายรองเท้าแตะคู่เก่าของตัวเองอยู่ตรงมุมทางเดินคอนโดมิเนียมย่านบางนา

ฉันชื่อ ดวงกมล อารยะสกุล วัยยี่สิบแปดปี สถาปนิกออกแบบภูมิทัศน์ที่ใช้ชีวิตในย่านบางนามาเกือบหกปีนับตั้งแต่เรียนจบ

ตรงหน้าฉันคือ ธีรเดช บุญนาคเจริญ แฟนหนุ่มวัยสี่สิบสี่ปี ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่ฉันคบหาดูใจและทุ่มเทให้มานานถึงหกปีเต็ม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันยอมเป็นฝ่ายถามไถ่ คอยจัดเตรียมอาหาร คอยปรึกษาเขาทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน

ฉันเคยคิดว่าการแชร์ทุกเรื่องราวในชีวิตให้เขาฟัง คือการแสดงออกถึงความรักและความไว้เนื้อเชื่อใจ

แต่คำตอบอันเย็นชาที่ตอกกลับมาในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก ทำให้ฉันตระหนักได้ทันทีว่าสำหรับเขาแล้ว... ฉันเป็นเพียงความน่ารำคาญที่คอยรบกวนเวลาส่วนตัว

กลิ่นควันไอเสียรถยนต์จากถนนใหญ่ด้านล่างลอยพัดเข้ามาปะปนกับกลิ่นชื้นของไอฝนในห้องรับแขกย่านบางนา

ธีรเดชหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างที่ฉันไม่เคยได้รับมานานหลายเดือน

"พรุ่งนี้เช้าผมต้องไปรับน้องกานต์ธิดาไปดูไซต์งานแต่เช้า คุณไม่ต้องตื่นมาทำมื้อเช้าให้ผมหรอกนะ"

ธีรเดชเอ่ยปากบอกโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน

กานต์ธิดา คือรุ่นน้องคนสนิทวัยยี่สิบสามปีที่เพิ่งย้ายเข้ามาฝึกงานในแผนกของเขา

ผู้หญิงที่เขามักจะคอยช่วยเหลืออย่างอดทน คอยขับรถไปรับไปส่ง และคอยตามใจทุกเรื่องอย่างไม่มีข้อยกเว้น

"ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว" ฉันตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบสนิท

"เข้าใจก็ดีแล้ว รู้จักอยู่คนเดียวให้เป็นบ้างนะดวงกมล โตๆ กันแล้ว"

เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินเลี้ยวเข้าห้องนอนใหญ่ไปอย่างไม่ใส่ใจ

ซองเอกสารขออนุมัติย้ายสถานที่ทำงานไปประจำสาขาต่างจังหวัดยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ก้นกระเป๋าสะพายของฉัน

ฉันหยิบใบคำขอย้ายงานฉบับนั้นขึ้นมา ปากกาหมึกซึมในมือจรดลายเซ็นยินยอมอย่างไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

ฉันตัดสินใจที่จะหยุดการเป็นฝ่ายวิ่งตาม หยุดการพึ่งพา และเตรียมตัวเดินออกจากชีวิตของผู้ชายคนนี้อย่างเงียบเชียบที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ แผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลรัตนเวช สาขาบางนา

ฉันเดินทางมาติดต่อทำเรื่องขอนอนพักรักษาตัวเพื่อเข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อเล็กๆ บริเวณช่องท้องตามลำพัง

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ไม่สบาย ฉันจะต้องโทรหาธีรเดชเพื่อขอให้เขาพามาโรงพยาบาลเสมอ

แต่ในวันนี้ ฉันจัดการเซ็นเอกสารยินยอมรับการรักษา จ่ายเงินมัดจำ และเดินเข้าห้องพักผู้ป่วยด้วยสองขาของตัวเอง

ช่วงบ่ายแก่ๆ หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา

เสียงแจ้งเตือนข้อความแอปพลิเคชันจากธีรเดชดังขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน

'ดวงกมล คืนนี้ห้องพักแขกในคอนโด น้องกานต์ธิดาจะขอมาพักด้วยสักสองสามวันนะ พอดีหอพักน้องเขาน้ำท่วม เธอช่วยจัดห้องไว้ให้หน่อย'

ฉันอ่านข้อความนั้นจบแล้วกดปิดหน้าจอลงทันทีโดยไม่พิมพ์ตอบกลับแม้แต่คำเดียว

ห้องพักแขกห้องนั้น... คือห้องที่ฉันใช้เก็บกระเป๋าเดินทางและกล่องสัมภาระส่วนตัวทั้งหมดที่แพ็กไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมย้ายออกในวันพรุ่งนี้

เวลาประมาณทุ่มตรง ธีรเดชเปิดประตูก้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวของโรงพยาบาลรัตนเวชด้วยสีหน้าหงุดหงิด

ข้างกายของเขาไม่มีกานต์ธิดา มีเพียงร่างสูงของเขาที่เดินดุ่มๆ เข้ามาหยุดยืนข้างเตียงคนไข้

"ดวงกมล! ทำไมเธอถึงไม่ตอบข้อความฉัน แล้วทำไมจู่ๆ ถึงหนีมานอนโรงพยาบาลคนเดียวแบบนี้!"

ธีรเดชขึ้นเสียงถามด้วยความไม่พอใจที่เห็นฉันทำอะไรโดยไม่บอกเขา

"ฉันผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก

"ผ่าตัดเหรอ? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกฉันสักคำ! ทำไมไม่โทรหาฉันเหมือนทุกที!"

"คุณบอกเองไม่ใช่เหรอคะ ว่าฉันต้องโตเป็นผู้ใหญ่และหัดอยู่คนเดียวให้เป็น"

คำตอบที่สงบนิ่งของฉันทำให้ธีรเดชชะงักงันไปชั่วขณะ

สายตาของเขาเลื่อนไปมองกระเป๋าเป้ใบเล็กและแฟ้มเอกสารการแพทย์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

สายตาของธีรเดชสะดุดเข้ากับเอกสารใบส่งตัวผู้ป่วยและใบลาออกจากงานที่ถูกลงตราประทับรับรองอย่างเป็นทางการ

ร่างสูงของธีรเดชพลันแข็งทื่อไปในทันที ลมหายใจสะดุดหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกสุดขีดกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

"ถ้าคิดจะอุ้มท้องลูกแฝดเข้ามาเสวยสุขในบ้านหลังนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินสินสอดแม้แต่บาทเดียว"เสียงถ้วยน้ำชาลายครามกระทบจ...
08/24/2026

"ถ้าคิดจะอุ้มท้องลูกแฝดเข้ามาเสวยสุขในบ้านหลังนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินสินสอดแม้แต่บาทเดียว"

เสียงถ้วยน้ำชาลายครามกระทบจานรองกระเบื้องดังสะท้อนก้องในห้องรับแขก

แม่สามีผลักพานดอกไม้สดสำหรับพิธีหมั้นลงไปกองกับพื้นพรมจนกลีบมะลิกระจาย

ฉันยืนประสานมือนิ่งอยู่ตรงมุมโต๊ะรับแขกไม้สักของคฤหาสน์เก่าแก่ย่านสาทร

ฉันชื่อ อัมพิกา กิตติวรากูล วัยสามสิบสี่ปี นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์คลินิกที่ทำงานในสถาบันการแพทย์ชั้นนำย่านสาทรมานานกว่าสิบสองปี

ตรงหน้าของฉันคือ เตชินท์ อนันตชัยกุล คู่หมั้นวัยสามสิบสองปี และแม่ของเขา ปวีณา วัยหกสิบปี ผู้ถือครองธุรกิจนำเข้าเครื่องมือแพทย์รายใหญ่

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันยอมทุ่มเททั้งความรู้และเวลาเพื่อช่วยวางระบบห้องปฏิบัติการวิจัยให้บริษัทของครอบครัวเขาจนเติบโตก้าวหน้า

แต่ในวันที่ฉันตรวจพบว่าตัวเองกำลังมีทารกฝาแฝดอยู่ในครรภ์ ท่าทีของครอบครัวอนันตชัยกุลกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วข้ามคืน

พวกเขากล่าวหาว่าฉันจงใจปล่อยให้ตัวเองมีน้องเพื่อหวังจะจับลูกชายคนเดียวและฮุบเอาทรัพย์สินมรดก

เตชินท์ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากปกป้องฉัน เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ หลบสายตาและปล่อยให้แม่ของเขาขับไล่ฉันออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย

กลิ่นไอฝนยามบ่ายผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศในห้องโถงใหญ่ย่านสาทร ยิ่งทำให้บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

"อัมพิกา เธออย่าคิดว่าการมีเด็กสองคนนี้อยู่ในท้องจะมาบีบบังคับคนอย่างฉันได้"

ปวีณาเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

"ถ้าอยากจะคลอดนัก ก็ออกไปคลอดข้างนอก เลี้ยงดูเอาเองด้วยเงินเดือนนักวิจัยกระจอกๆ ของเธอ ตระกูลอนันตชัยกุลจะไม่ยอมรับเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าพวกนี้เด็ดขาด"

ฉันมองหน้าเตชินท์เป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาว่างเปล่าและขลาดกลัวเกินกว่าจะรับผิดชอบชีวิตใคร

"ฉันไม่เคยต้องการเงินสินสอดของคุณแม่แม้แต่บาทเดียวค่ะ"

ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่น

"และเด็กทั้งสองคนนี้ จะไม่มีวันใช้นามสกุลอนันตชัยกุลอย่างแน่นอน"

ฉันหันหลังเดินออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านสาทรในวันนั้น โดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลย

แฟ้มบันทึกข้อมูลพันธุกรรมรหัสลับถูกฉันเก็บไว้ในตู้เซฟส่วนตัวของห้องปฏิบัติการ

สิบสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ตลอดหนึ่งปีเต็ม ฉันใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในบ้านพักหลังเล็กริมแม่น้ำ เลี้ยงดูลูกแฝดทั้งสองคนด้วยลำแข้งของตัวเอง

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านพักก็ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

เมื่อฉันเดินออกไปเปิดประตู ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ เตชินท์ ปวีณา และทนายความประจำตระกูล

พวกเขายืนอยู่หน้ารถยุโรปคันหรูที่จอดเทียบอยู่ริมถนน พร้อมด้วยพานขันหมากทองคำแท้และโฉนดที่ดินผืนงามย่านสาทร

ใบหน้าของปวีณาที่เคยบึ้งตึง บัดนี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงจนน่าประหลาดใจ

"อัมพิกา... แม่อยู่ไม่เป็นสุขเลยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม่พาตาเตชินท์มารับหนูกับหลานๆ กลับบ้านใหญ่แล้วนะลูก"

ปวีณารีบก้าวเข้ามาจับมือฉัน พลางผายมือให้คนรับใช้ยกพานสินสอดและกล่องเครื่องเพชรเข้ามาวางในบ้าน

"นี่คือโฉนดบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินมูลค่าห้าสิบล้านบาทที่สาทร แม่โอนเป็นชื่อหนูกับลูกแฝดเรียบร้อยแล้วจ้ะ"

เตชินท์เดินเข้ามายืนข้างแม่ของเขา ส่งสายตาอ้อนวอนราวกับสำนึกผิดในสิ่งที่เคยทำไว้

"อัมพิกา... เรากลับมาสร้างครอบครัวด้วยกันเถอะนะ พี่คิดถึงลูก คิดถึงเธอทุกลมหายใจ"

ฉันมองดูพานสินสอดและโฉนดที่ดินตรงหน้าด้วยความรู้สึกสมเพช

คนพวกนี้คิดว่าการโยนเศษเงินและของมีค่าเข้ามา จะลบล้างความเจ็บปวดตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาได้งั้นหรือ

ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน หยิบแฟ้มเอกสารเวชระเบียนหนาปึ้กจากโรงพยาบาลรัตนเวชออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะรับแขกตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคน

ซองเอกสารผลการตรวจวิเคราะห์เซลล์พันธุกรรมวางทับอยู่บนหน้าแรกของแฟ้ม

"เก็บของพวกนี้กลับไปเถอะค่ะ"

ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง

"ก่อนที่คุณแม่กับเตชินท์จะมาร้องขอความเป็นครอบครัว กรุณาเปิดดูเอกสารทางการแพทย์ชุดนี้ให้ละเอียดก่อนค่ะ"

เตชินท์และปวีณาชะงักไปชั่วครู่ด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่เตชินท์จะเอื้อมมืออันสั่นเทาไปเปิดแฟ้มเอกสารนั้นออกดู

สายตาของเตชินท์และปวีณาก้มลงอ่านตัวเลขค่าผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมและรายงานทางการแพทย์เชิงลึกที่ระบุไว้บนแผ่นกระดาษอย่างละเอียด

ร่างของคนทั้งสามพลันแข็งทื่อไปในทันที ลมหายใจสะดุดหยุดนิ่ง สีหน้าของปวีณาและเตชินท์ถอดสีจนกลายเป็นสีเทาเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดกับความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

ฉันยอมตกเป็นผู้หญิงที่ไร้ตัวตนในเงามืดของเขามาตลอดสี่ปีเต็มแก้วกาแฟพอร์ซเลนเนื้อดีถูกวางกระแทกลงบนจานรองเสียงดังกึกปลายน...
08/24/2026

ฉันยอมตกเป็นผู้หญิงที่ไร้ตัวตนในเงามืดของเขามาตลอดสี่ปีเต็ม

แก้วกาแฟพอร์ซเลนเนื้อดีถูกวางกระแทกลงบนจานรองเสียงดังกึก

ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนแฟ้มรายงานผลประกอบการประจำปีอย่างไม่ใส่ใจ

ฉันยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างบานสูงในคอนโดมิเนียมหรูย่านเอกมัย

แสงไฟนีออนยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ส่องสะท้อนผ่านกระจกเข้ามาทาบทับใบหน้าของฉัน

ฉันชื่อ นันทิชา ศรีวิไลรัตน์ วัยสี่สิบเจ็ดปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าอัญมณีและศิลปวัตถุโบราณที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่ายี่สิบปี

สี่ปีเต็มที่ฉันยอมทิ้งชีวิตส่วนตัวและเกียรติยศเพื่อมาอยู่เคียงข้าง วรเมธ สุวรรณเลิศ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเอ็ดปี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันเป็นเพียงผู้หญิงที่เงียบเชียบ ยอมรับข้อตกลงที่ไร้สถานะ และคอยช่วยเหลือเขาในทุกการเจรจาธุรกิจลับหลัง

ฉันเคยคิดว่าความอ่อนโยนและการดูแลเอาใจใส่ของฉันจะทำให้เขามองเห็นคุณค่าในตัวฉัน

แต่บทสนทนาทางโทรศัพท์ที่ฉันเพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้ กลับทำลายภาพลวงตาทั้งหมดลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี

กลิ่นควันกำยานหอมอ่อนๆ ผสมกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องรับแขกย่านเอกมัย

"นันทิชาเหรอ? เธอเป็นคนว่าง่าย รู้ความ และไม่เคยสร้างความวุ่นวายให้ผมเลยสักครั้ง"

เสียงทุ้มต่ำของวรเมธที่พูดคุยกับเพื่อนสนิทผ่านโทรศัพท์มือถือยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท

"ผู้หญิงแบบนี้เหมาะที่จะเก็บไว้ข้างตัว แต่ถ้าจะให้แต่งงานออกหน้าออกตาในตระกูลสุวรรณเลิศ... มันคงเป็นไปไม่ได้"

เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้สัก แล้วหันมาสบตาฉันด้วยรอยยิ้มราบเรียบที่ปราศจากความรู้สึกผิด

"นันทิชา สัปดาห์หน้าผมต้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศ คงไม่ได้แวะมาที่นี่นะ"

"ฉันเข้าใจค่ะ วรเมธ" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

"คุณดูเหนื่อยๆ นะช่วงนี้ ถ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษก็บอกผู้ช่วยผมได้เลย"

"ฉันไม่ต้องขออะไรแล้วค่ะ"

ตั๋วรถไฟเที่ยวเช้าตรู่มุ่งหน้าสู่บ้านเกิดยังคงซ่อนอยู่ในกระเป๋าถือของฉัน

ฉันหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนอน จัดการรูดซิปปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่แอบเก็บสิ่งของจำเป็นไว้จนครบ

ฉันตัดสินใจที่จะยุติความสัมพันธ์อันไร้สาระนี้ และเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในต่างจังหวัด

ที่นั่น แม่ของฉันได้จัดเตรียมการนัดหมายให้ฉันได้พบกับชายคนหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ถูกต้องและมีเกียรติ

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ชานชาลาสถานีรถไฟใจกลางกรุง

ลมหนาวพัดกรูผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าขณะที่ฉันยืนถือกระเป๋าเดินทางรอเวลาออกเดินทาง

วรเมธส่งข้อความมาทางแอปพลิเคชันเพื่อบอกลาตามปกติ โดยไม่รู้เลยว่านี่คือการจากลาอย่างถาวร

'ถ้าคุณคิดจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดสักพัก ผมก็ไม่ห้ามนะ แล้วถ้าคุณคิดจะแต่งงานจริงๆ ผมสัญญาว่าจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้'

ฉันกดลบข้อความนั้นทิ้งทันทีโดยไม่พิมพ์ตอบกลับแม้แต่ตัวอักษรเดียว

ฉันเดินก้าวขึ้นไปบนขบวนรถไฟ หาที่นั่งริมหน้าต่างแล้วทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก

ทว่า ในจังหวะที่ขบวนรถไฟกำลังจะเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา

เสียงฝีเท้าเร่งรีบของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินระหว่างตู้โดยสาร

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแถวที่นั่งของฉัน

ใบหน้าคมคาย ผิวพรรณหมดจด และแววตาอันแสนอบอุ่นที่คุ้นเคยในความทรงจำวัยเด็ก

ณัฐดนัย ภูวนาถเสรี เด็กหนุ่มข้างบ้านในวัยเยาว์ที่เคยเดินตามหลังฉันต้อยๆ ในหมู่บ้านริมคลอง

ณัฐดนัยหยุดยืนนิ่ง สบตากับฉันด้วยประกายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นมานานนับสิบปี

สายตาของฉันเลื่อนไปหยุดอยู่ที่สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือขวาอย่างแน่นหนา

กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขนาดย่อมที่ประดับด้วยตราประจำตระกูลดั้งเดิมของหมู่บ้านเรา

ร่างสูงของณัฐดนัยค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งที่เบาะฝั่งตรงข้าม ลมหายใจของเขาหอบเหนื่อยจากการวิ่งตามหา

แววตาคู่นั้นจับจ้องมาที่ฉันโดยไม่กะพริบ ราวกับกลัวว่าฉันจะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ?

กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

08/24/2026

📖 คำแนะนำสำหรับการอ่านเรื่องราวฉบับเต็ม

กำลังอ่านเรื่องอยู่แต่ยังไม่เห็นตอนต่อไปใช่ไหมคะ? ไม่ต้องกังวลนะคะ 😊 เนื้อหาส่วนที่เหลือของเรื่องได้อัปเดตไว้ในส่วนความคิดเห็นแล้วค่ะ

🔎 วิธีค้นหาตอนต่อไป:

1️⃣ กด “ดูความคิดเห็นทั้งหมด” ที่อยู่ด้านล่างโพสต์

2️⃣ เลื่อนลงมาแล้วมองหา คอมเมนต์ที่มีตัวอักษรสีน้ำเงิน 💙

3️⃣ แต่ละเรื่องจะมีตัวอักษรที่ตรงกับเรื่องนั้นโดยเฉพาะ ดังนั้นให้เลือกตัวอักษรที่ตรงกับเรื่องที่คุณกำลังอ่านอยู่นะคะ

4️⃣ กดที่ ตัวอักษรสีน้ำเงิน เพื่อเปิดเนื้อหาส่วนต่อไปและอ่าน เรื่องราวฉบับเต็มตั้งแต่ต้นจนจบ ได้เลยค่ะ 📖✨

💡 หมายเหตุ: หากยังไม่เห็นตัวอักษรสีน้ำเงินทันที ให้กด “ดูความคิดเห็นทั้งหมด” ก่อนนะคะ เพราะความคิดเห็นบางส่วนอาจยังไม่แสดงให้เห็นทั้งหมด

🥰 ขอให้ทุกคนอ่านเรื่องราวอย่างสนุกสนานและมีความสุขกับการอ่านนะคะ!
❤️ อ่านจบแล้วอย่าลืมแสดงความคิดเห็นหรือแบ่งปันความรู้สึกหลังอ่านให้เราทราบด้วยนะคะ

😻รายละเอียดวิธีการอ่านและวิธีค้นหาตอนต่อไป เราได้เขียนอธิบายไว้ในส่วนความคิดเห็นแล้วนะคะ เพื่อให้ทุกคนทำตามได้ง่ายและหาเรื่องฉบับเต็มได้สะดวกค่ะ 👇👇👇👇👇👇

“ป้าเลี้ยงลูกสาวมา เพื่อให้คอยเกาะผู้ชายรวยๆ กินแค่นั้นเหรอคะ?”เสียงฝ่ามือฟาดฉาดดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยงชั้นสามสิบแ...
08/24/2026

“ป้าเลี้ยงลูกสาวมา เพื่อให้คอยเกาะผู้ชายรวยๆ กินแค่นั้นเหรอคะ?”

เสียงฝ่ามือฟาดฉาดดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยงชั้นสามสิบแปดของโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ

แม่ของฉัน... คุณแม่ลัดดา ในวัยหกสิบปี เซถลาจนหัวไหล่กระแทกเข้ากับขอบโต๊ะอาหารอย่างแรง กล่องไม้ใบเก่าในอ้อมแขนของท่านร่วงหล่นลงพื้น กำไลหยกโบราณคู่หนึ่งกระเด็นหลุดออกมากระทบพื้นหินอ่อนกลิ้งไปไกล

แขกผู้มีเกียรติกว่าสองร้อยชีวิตในงานเลี้ยงต่างเงียบกริบลงในทันตา

คนที่เพิ่งลงมือ คือ ‘แพรวา’ หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีในชุดราตรีสีแดงสดสั่งตัดพิเศษ... เธอคือเมียน้อยของสามีฉัน

เธอยืนกอดอก กวาดสายตามองแม่ของฉันด้วยแววตาเหยียดหยามและเย็นชา

“นี่มันงานเลี้ยงระดับตระกูลวรโชตินะคะ คนขายของในตลาดห้องแถวเก่าๆ ซอมซ่อแบบป้า กล้าดียังไงถึงเอาเศษขยะพรรค์นี้มาเสนอหน้า?”

แม่ของฉันก้มลงเก็บกำไลหยกขึ้นมา น้ำเสียงสั่นเครือ:

“ฉันไม่ได้มาขอเงินใคร... วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของลูกสาวฉัน...”

“ลูกสาวของป้าเหรอคะ?”

แพรวาแค่นหัวเราะเยาะ

“ตำแหน่งคุณนายวรโชติ กำลังจะเปลี่ยนมือแล้วค่ะ”

ฉันยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว กำปั้นทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือจนซีดขาว

สามปีก่อน ฉันแต่งงานกับ ‘ปรเมศวร์’ ทายาทคนโตของตระกูลวรโชติ

วันนี้เดิมทีควรจะเป็นงานเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงานสามปีของเรา และเป็นวันที่คุณปู่จะประกาศแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งประธานกรรมการบริหารเครือวรโชติ กรุ๊ป อย่างเป็นทางการ

แต่ก่อนที่งานจะเริ่ม ปรเมศวร์กลับพาตัวแพรวาเดินเข้ามาประจันหน้ากับฉันต่อหน้าผู้คน

เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและเย็นชา:

“รินรดา เซ็นใบหย่าซะเถอะ อย่าทำให้เรื่องมันดูน่าเกลียดไปมากกว่านี้เลย”

ฉันยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ คุณนายพจนีย์ แม่สามีของฉัน ก็โยนซองเอกสารชุดหนึ่งลงตรงหน้าแม่ฉัน

“คุณลัดดา ลูกสาวคุณเข้ามาเสวยสุขอิ่มหมีพีมันในบ้านตระกูลวรโชติมาสามปีเต็มแล้ว มันมากเกินพอแล้วนะ ช่วยสั่งสอนให้ลูกสาวคุณรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วถอยออกไปซะเถอะ”

แม่ของฉันขอบตาร้อนผ่าวและแดงก่ำ

“ลูกสาวฉันไม่เคยเอาเงินของพวกคุณสักบาทเดียว!”

แพรวายิ้มเยาะทันควัน

“ไม่เอาเงินเหรอคะ? แล้วคอนโดหรูย่านสุขุมวิท รถเบนซ์ เครื่องเพชรพวกนั้น... มันลอยมาจากฟ้าหรือไง?”

“แพรวา พอได้แล้ว”

ฉันเอ่ยปากขัดขึ้น

แพรวาหันขวับมามองฉัน จงใจเอื้อมมือไปควงแขนปรเมศวร์ไว้แน่น

“พี่ยังกล้ามาวางท่าใส่ฉันอีกเหรอคะ? พี่ปรเมศวร์สัญญาแล้วว่าทันทีที่หย่ากับพี่ เขาจะแต่งงานกับฉันทันที และที่สำคัญ...”

มือของเธอค่อยๆ เลื่อนลงมาลูบที่หน้าท้องของตัวเองอย่างทะนุถนอม

“...ตระกูลวรโชติกำลังจะมีทายาทสืบสกุลคนใหม่แล้วค่ะ”

แม่สามีของฉันคลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในทันที

ทว่าใบหน้าของแม่ฉันกลับซีดเผือดลง

ท่านก้าวเข้าไปหาปรเมศวร์ จ้องมองหน้าลูกเขยตรงๆ:

“สามปีที่ผ่านมา รินรดาคอยช่วยเธอสร้างบริษัทขึ้นมา ในวันที่เธอหมดตัวล้มละลาย ลูกสาวฉันถึงขนาดยอมขายบ้านมรดกที่คุณยายทิ้งไว้ให้เพื่อเอาเงินมาช่วยพยุงเธอ... ตอนนี้เธอถึงกล้าทำกับลูกฉันแบบนี้งั้นเหรอ?!”

ปรเมศวร์ขมวดคิ้วแน่น

“คุณแม่ครับ เรื่องของผัวเมีย คุณแม่ช่วยอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่าครับ”

คำว่า “คุณแม่” ที่ห่างเหินและไร้ความเคารพนั้น ทำให้แม่ของฉันถึงกับน้ำตาคลอ

แพรวาก้าวขึ้นมาอีกก้าว

“เลิกทวงบุญคุณไร้สาระได้แล้วค่ะ! ถ้าไม่มีตระกูลวรโชติ ลูกสาวป้าก็ไม่มีปัญญาเป็นตัวอะไรในสังคมหรอก!”

แม่ของฉันโกรธจัดจนตัวสั่นสะท้าน

“เธอมันก็แค่ผู้หญิงหน้าด้านที่เข้ามาทำลายครอบครัวคนอื่น!”

วินาทีถัดมา ฝ่ามือของแพรวาก็เงื้อขึ้นสูง

*เพียะ!*

ฉันถลาตัวเข้าไปประคองรับร่างของแม่ไว้ทันที

“แม่คะ!”

“ริน... แม่ไม่เป็นไรลูก...”

แม่ฝืนส่งยิ้มให้ฉัน แต่มุมปากของท่านมีรอยแดงช้ำปรากฏขึ้น

ฉันไม่ร้องไห้

ไม่ได้พุ่งเข้าไปตบตีหรือส่งเสียงกรีดร้อง

ฉันเพียงแต่ค่อยๆ ก้มลงเก็บกำไลหยกทั้งคู่ บรรจงวางกลับลงในกล่องไม้อย่างเงียบเชียบ แล้วหันกลับไปจ้องมองสามีของฉันตรงๆ

“คุณเห็นทุกอย่างหมดแล้วใช่ไหม?”

ปรเมศวร์หลบสายตาฉัน

“แพรวาเขาใจร้อนไปหน่อย... เธออย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะริน”

ฉันแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ

“เธอเพิ่งตบหน้าแม่ฉัน... แต่คุณกลับกลัวว่าฉันจะทำเรื่องใหญ่เนี่ยนะ?”

แม่สามีตวาดลั่นทันที:

“รินรดา! วันนี้มีบอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นมาร่วมงานกี่สิบคน เธออยากทำให้ตระกูลวรโชติต้องอับอายขายหน้าหรือไง!”

ฉันปรายตามองแม่สามี

“คนที่ต้องอับอายขายหน้าในคืนนี้... อาจจะไม่ใช่ฉันหรอกค่ะ”

บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงพลันลดฮวบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที

แพรวาขมวดคิ้ว

“พี่หมายความว่ายังไง?”

ฉันไม่ตอบ

ฉันก้มลงช่วยจัดเสื้อผ้าให้แม่จนเรียบร้อย ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ต

ปรเมศวร์ก้าวพรวดเข้ามา

“รินรดา... เธอจะหยิบอะไรออกมา?!”

เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้... ที่ฉันมองเห็นแววตาแห่งความหวาดกลัวและตื่นตระหนกในดวงตาของเขา

ฉันดึง ‘แฟลชไดรฟ์สีดำ’ ตัวหนึ่งออกมาจากกระเป๋า

รอยยิ้มบนใบหน้าของแพรวาแข็งค้างลงทันที

แม้กระทั่งแม่สามีของฉันก็หน้าถอดสีจนขาวซีด

“เธอ... เธอไปเอาของสิ่งนั้นมาจากไหน?!”

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เอ่ยปากตอบ เสียงไม้เท้ากระทบพื้นหินอ่อนพร้อมน้ำเสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจของชายชราก็ดังก้องขึ้นจากด้านหลังของโถงทางเข้า:

“รินรดา... ส่งของสิ่งนั้นมาให้ปู่”

ทุกคนในห้องหันขวับไปมองพร้อมกัน

‘ท่านเจ้าสัวประสิทธิ์’ ประธานใหญ่แห่งตระกูลวรโชติ ยืนถือไม้เท้าหัวมังกรอยู่หน้าประตู ท่านจ้องมองแฟลชไดรฟ์ในมือฉันอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม:

“เธอเป็นคนเปิดตู้เซฟลับในห้องทำงานเก่าใช่ไหม?”

ปรเมศวร์ตะโกนลั่นออกมาด้วยความร้อนรนทันที:

“คุณปู่ครับ! อย่าดูมันเด็ดขาดนะครับ!”

เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง

ฉันจ้องมองสามีของฉัน

ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา ต่อให้เขาจะเย็นชาหรือวางอำนาจใส่ฉันขนาดไหน ฉันไม่เคยเห็นเขาหวาดกลัวจนสั่นเทาขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง

แพรวาตัดสินใจพุ่งพรวดเข้ามาหมายจะแย่งแฟลชไดรฟ์ไปจากมือฉัน!

“เอามานี่นะ!”

ฉันก้าวถอยหลังหลบได้อย่างง่ายดาย

“เธอรู้เหรอ... ว่าข้างในนี้มีข้อมูลอะไรซ่อนอยู่?”

แพรวายืนตัวแข็งทื่อ ปากคอสั่นระริก

ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของฉันก็สั่นเตือนขึ้นมา

ข้อความจากเบอร์ที่ไม่ระบุตัวตนปรากฏเด่นหราบนหน้าจอ:

[อย่าเสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องฉายโปรเจกต์เตอร์เด็ดขาด... แม่ของคุณไม่ได้มางานเลี้ยงในคืนนี้อย่างไร้เหตุผล]

ฉันเงยหน้าขึ้นมองแม่ทันที

“แม่คะ...?”

แม่ของฉันเอื้อมมือมากุมข้อมือฉันไว้แน่น ฝ่ามือของท่านเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง

ใบหน้าของแม่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด

“รินรดา... มีความจริงเรื่องหนึ่ง ที่แม่ปิดบังลูกมาตลอด ยี่สิบหกปีเต็ม...”

ทว่าแม่ยังพูดไม่ทันจบประโยค

ประตูกระจกบานใหญ่ของห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง!

ชายในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เขาวางแฟ้มเอกสารที่ปิดผนึกตราประทับสีแดงสดลงตรงหน้าท่านเจ้าสัวประสิทธิ์

“เรียนท่านเจ้าสัวครับ... ผลการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบดีเอ็นเอและสารพันธุกรรม ออกมาเรียบร้อยแล้วครับ”

ท่านเจ้าสัวเปิดหน้าแรกของเอกสารออกอ่าน

เพียงแค่อ่านข้อความในบรรทัดแรก... มือที่กุมไม้เท้าหัวมังกรของท่านก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!

ท่านเจ้าสัวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองดูแม่ของฉัน... แล้วสลับมามองดูหน้าของฉัน

“เป็นไปไม่ได้...”

ปรเมศวร์หน้าซีดเผือด ละล่ำละลักถาม:

“คุณปู่ครับ... ในเอกสารนั้นมันเขียนว่าอะไรครับ?!”

ท่านเจ้าสัวไม่ได้ตอบคำถามของหลานชาย

ท่านเพียงแต่ค่อยๆ หมุนแฟ้มเอกสารนั้น หันหน้ากระดาษตรงมาทางฉันอย่างช้าๆ

และในวินาทีที่ฉันกำลังจะก้มลงอ่านตัวอักษรบรรทัดแรกนั้น... แม่ที่ยืนอยู่ข้างหลังฉัน ก็กรีดร้องห้ามออกมาทั้งน้ำตา:

“รินรดา... อย่าอ่านนะลูก!”

Address

Cannada
Canada, KY
5066688

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Party Scotel posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The School

Send a message to Party Scotel:

Shortcuts

Share

Category