09/14/2026
สำหรับทอร์กในวันสุดท้ายของเทศกาล “S.O.S. Siam On Screen เปิดจอไทยขับเคลื่อนวัฒนธรรม” พาทุกคนเข้าใจอัตลักษณ์ไทยแบบคนรุ่นใหม่ในหัวข้อ “New Age On Screen: วงการภาพยนตร์กับคนรุ่นใหม่” ร่วมพูดคุยโดย แคลร์ - จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้กำกับเรื่อง “แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า” อิฐ - ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับเรื่อง “ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง” และ มูย่า - ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ ผู้กำกับเรื่อง “เทอม 4 ตอนเรือนนางสนม”
ผู้กำกับทั้งสามท่านนี้เป็นตัวแทนของผู้กำกับรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยพูดคุยตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเส้นทางการทำหนังที่มีต้นกำเนิดคล้ายคลึงกันคือการทำหนังประกวด ก่อนท้าทายตัวเองด้วยหนังขนาดยาว นอกจากนี้ยังมีเรื่องของแรงบันดาลใจ และมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
แต่ก่อนที่จะไปถึงแรงบันดาลใจในการทำหนังในยุคสมัยนี้ เสวนาเริ่มด้วยการพูดถึงอุปสรรค ปัญหาที่ต้องเจอ พร้อมกับชี้แจงว่ามีส่วนไหนที่รัฐสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยได้ โดยอิฐ ได้เล่าสิ่งที่ตัวเองพบเจอว่าสิ่งที่เห็นจากคนทำหนังรุ่นใหม่คือ สุขภาพจิตของคนทำ ที่ต้องรับมือทุกครั้งเวลาทำโปรเจกต์ และให้คำแนะนำว่าบางทีโลกไม่ได้เป็นไปตามหวังเสียหมด สิ่งที่เราทำได้คือต้องค่อยๆ ทำไป มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้ในเร็ววัน ชีวิตเรามักโดนปฏิเสธประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ถึงภายนอกคนมักจะเห็นแต่สิ่งที่เราได้ แต่เบื้องหลังทุกคนต้องผ่านสิ่งนี้กันมา
สิ่งที่ทั้งสามผู้กำกับเห็นด้วยคือ สิ่งที่รัฐกำลังทำตอนนี้ดีแล้ว แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ “ความยั่งยืน” ถ้าอุตสาหกรรมถูกสนับสนุนไปเรื่อยๆ ก็จะมีนักทำหนังหน้าใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ และจะกระจายสู่คนตัวเล็ก ความหลากหลายจะเกิดมากขึ้น เปรียบกับป่าสมบูรณ์ที่มีนกใหม่ๆ ที่บินเข้ามา โดยแคลร์กล่าวว่าระบบนิเวศหนังไทยตอนนี้ไม่ค่อยหลากหลาย หากหนังผีได้รับความนิยมก็จะมีแต่หนังผี อุตสาหกรรมไม่ได้สนับสนุนความหลากหลาย และไล่หาเม็ดเงินตลอด ซึ่งมูย่ากล่าวตบท้ายเช่นกันว่าทั้งหมดเป็นเหมือนงูกินหาง พร้อมเสนอว่าอาจต้องมีโครงการ ที่ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้หนังแนวอื่นๆ เข้าถึงคนมากขึ้น อาจต้องควบคุมโรงหนังให้จัดโปรแกรมหนังหลากหลายมากขึ้น
แคลร์เห็นด้วยกับประเด็นเรื่องอายุการฉายของหนัง ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวที่หนังของตัวเองไม่มีโอกาสได้ยืนในโรงนานพอจนคนอยากลองเข้ามาดูหนัง
“โรงหนังพอไม่มีการควบคุมให้หนังไทยมันมีเวลาหรืออายุในการฉายในโรงนานพอ มันทำให้หนังเรื่องหนึ่งถูกลืมไปเลย เช่น หนังถูกลดรอบในสัปดาห์ต่อมาเพราะทำเงินไม่ได้ มันเศร้าเกินไป เพราะหนังมันทำนานมาก แต่มีอายุการฉายน้อย ถ้าเราอยากให้ภาพยนตร์อยู่ต่อไป มันต้องทำยังไงให้คนรู้สึกอยากออกไปดูในโรง เรื่องราคาตั๋วด้วย มันส่งผลหมดเลย เรื่องนี้ไม่ค่อยมีภาครัฐมาดูเลยที่ผ่านมา” แคลร์ กล่าว
ประเด็นต่อมาคือการทำหนังของนักทำหนังรุ่นใหม่ว่ามีความยากง่ายขนาดไหนในการเสนอโปรเจกต์ หรือสูญเสียตัวเองมากน้อยเพียงใด โดยมูย่าให้คำตอบว่าการเริ่มจากศูนย์นั้นมีความยากเสมอ และอาจสูญเสียตัวเองได้ง่าย
“เราว่าทุกที่มันมี agenda ในการปรับคอนเทนต์ หนังที่ขอทุนได้มันต้องเป็นเรื่องที่โลกต้องการพูดถึงตอนนี้ แต่สิ่งที่หายไปคือภาษาในการเล่าเรื่อง การที่เราเป็นวัยรุ่นไม่มีประสบการณ์ที่เพิ่งเข้าวงการ มันถูกคนที่มีประสบการณ์บังคับทิศทางเราได้ง่ายมาก สุดท้ายเราต้องถกเถียงเพื่อหาตรงกลาง หาที่ที่เหมาะกับเรา”
ในฐานะผู้กำกับรุ่นพี่อย่างอิฐ เขาจึงเสนอว่าไม่ว่าเราทำอะไรก็ตาม เสนอต่อนายทุนแค่ไหน ขอให้สิ่งเดียวติดตัวเราไปตลอดคือ “ความเป็นตัวเอง”
“เราว่ามันคือสิ่งที่เราควรยึดมั่นไว้เลย เพราะคนจะตัดสินเราจากหนังเรื่องแรกของเรา ถ้าหนังไม่ใช่ตัวตนของเราแต่แรก นายทุนก็จะเข้าใจว่าเราทำหนังแบบนั้น ซึ่งจะเป็นการฝืนตัวเอง ถ้าเรื่องการตลาดอันนั้นก็อีกเรื่อง แต่น้ำเสียงต้องเป็นของเรา เราอย่ายอมทุกอย่าง”
ส่วนในเรื่องของการเสนอต่อ OTT อย่างแพลตฟอร์ม Netflix หรือ Prime แคลร์ได้เล่าว่าทุกคนมีโอกาสได้ เพราะตอนนี้เหมือนมีโครงการเวิร์กช็อปในการเสนอไอเดีย หากได้เข้ารอบ จะมีการฝึกเขียนบทเพื่อนำไปเสนอช่องทีวี หรือ OTT มานั่งฟัง แล้วเอาไปทำ แต่อิฐเตือนว่า หากเราไม่มีความน่าเชื่อถือมาก่อนทุกอย่างจะทำได้ยาก
“ลองนึกภาพสิ เราจะเชื่อคนนี้ได้ยังไงว่า สิ่งที่เขาพูดจะทำได้สำเร็จ ตอบโจทย์ที่แพลตฟอร์มต้องการ ความน่าเชื่อถือคืออะไร เราต้องมีเรื่องที่ดีและความน่าเชื่อถือ หนังสั้นเรื่องเก่าจึงมีผลมาก ถ้าเราไปคนเดียวแบบไม่มีอะไรเลย เราต้องพร้อม”
“มันเป็นเรื่องจริงของโลก สตรีมมิ่งอยากได้ เขาต้องรู้ว่าคุณทำอะไรมา ไม่ใช่เรื่องดีแล้วเขาเอาไปทำเลย” มูย่า กล่าวเสริม
แต่ผู้กำกับทั้งสามท่านก็ไม่ได้พยายามหยุดฝันของคนทำหนังรุ่นใหม่ แม้ว่าโลกจะโหดร้าย หรือดำเนินไปไม่เป็นดังหวัง แต่ถ้าทั้งหมดเป็นสิ่งที่เรารัก เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการทำฝันให้เป็นจริงได้
“เราทำอย่างอื่น ไม่ดูหนังเลย แต่เมื่อไหร่ที่เราดูหนังที่รู้สึกต่อติดกับเรา เราก็รู้สึกอยากทำอีกแล้ว มันอาจเป็นความรักมั้ง” แคลร์ อธิบาย
“หนังแรกทำอยู่ 7 ปี เพราะมันคือหนังอิสระ ต้องหาเงินเอง แต่เรารู้ว่าทำไปทำไม พอทำไปเรื่อยๆ จนเสร็จ แล้วมองย้อนกลับมา มันก็จะพบความสวยงามของมัน ขออย่าให้เครียด มันไม่มีใครเก่งขนาดนั้นหรอก และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ” อิฐ กล่าว
“ไม่มีความคาดหวังอะไร อยากให้รัฐเข้ามาช่วย มีหนังคนรุ่นใหม่เยอะๆ อย่าตั้งคำถามกับตัวเองเยอะ โลกมันโหดร้ายทุกวงการ ลองหาวิธีการในการปลอบใจ ทำอะไรที่เราอยากทำ อย่ากดดันตัวเอง และทำผลงานเยอะๆ ” มูย่า กล่าวตบท้าย
#กรมส่งเสริมวัฒนธรรม #กระทรวงวัฒนธรรม #สยามออนสกรีน