Nuestra Región NR

Nuestra Región NR มีหนังดีๆมากมายที่นี่อย่าลืมดูนะครับทุกคน NR Medios. Portal Regional Informativo y agencia digital publicitaria.

"แม่ลำบากมาเยอะ เธออย่ามางกกับเงินแค่นี้เลย"ประโยคนี้ของวีรภัทรดังก้องอยู่ในหัวฉัน ขณะที่ฉันยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตูห้อง...
08/18/2026

"แม่ลำบากมาเยอะ เธออย่ามางกกับเงินแค่นี้เลย"

ประโยคนี้ของวีรภัทรดังก้องอยู่ในหัวฉัน ขณะที่ฉันยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตูห้องนอนที่แง้มไว้เพียงนิดเดียวในบ้านย่านบางนา
ฉัน—มณีรัตน์ จิรวัฒนกุล วัยสามสิบห้าปี—ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่เคยคิดเลยว่าการแต่งงานกับผู้ชายที่ฉันรักจะกลายเป็นกรงขังที่มองไม่เห็น

ฉันรีบกลับมาจากออฟฟิศเพราะคิดว่าวีรภัทรเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดและคงเหนื่อย
แต่ภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินกลับทำให้ฉันชาไปทั้งตัว
เงินก้อนสุดท้ายที่ฉันตั้งใจจะใช้จ่ายในครอบครัวถูกโอนออกไปจากบัญชีร่วมโดยที่ฉันไม่รู้เห็น

วีรภัทร—สามีของฉัน—นั่งหันหลังให้ประตู คุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกับปลายสายที่ฉันรู้ดีว่าเป็นใคร—คือคุณอรุณี แม่ของเขาเอง
"ครับแม่ เดี๋ยวผมโอนเพิ่มไปให้อีกเดือนละสามหมื่นครับ... ไม่ต้องห่วงเรื่องทางนี้ มณีรัตน์เขาดูแลได้อยู่แล้ว เขาเข้าใจครับว่าแม่สำคัญที่สุด"

ในขณะที่ฉันยืนฟังอยู่ตรงนี้ รองเท้าแตะของฉันยังเปียกฝนจากข้างนอก
บนโต๊ะอาหารไม่มีกับข้าวรออยู่ เพราะฉันรีบกลับมาหวังว่าจะได้ทานมื้อค่ำด้วยกัน

ตั้งแต่แต่งงานกันมาห้าปี ฉันต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้านเพียงลำพัง
ค่าผ่อนบ้านย่านบางนา ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าประกันชีวิต
ไม่ใช่ว่าวีรภัทรไม่มีเงิน เขาเป็นวิศวกรที่มีรายได้มั่นคงและเงินเดือนสูงพอตัว
แต่รายได้เกือบทั้งหมดของเขานั้น ถูกส่งไปให้แม่ของเขาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวทางฝั่งนั้นโดยที่ฉันแทบไม่ได้รับส่วนแบ่ง
คุณอรุณีเองก็มักจะพูดเสมอว่า "ลูกชายต้องกตัญญู"

การกระทำนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก และชีวิตนี้แทบไม่มีความหมายอะไรในสายตาของวีรภัทรและครอบครัวเขาเลย
หลายครั้งที่ฉันพยายามจะพูดเรื่องนี้ แต่ก็มักจะถูกเขาโต้กลับด้วยประโยคเดิมๆ ว่า "เธออิจฉาแม่ผมเหรอ? เธอเห็นแก่ตัวนะ"
ประโยคเหล่านั้นกลายเป็นคมมีดที่กรีดแทงหัวใจของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฉันยืนมองเขาวางสายพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แต่รอยยิ้มนั้นดูขมขื่นสำหรับฉันอย่างมาก
ฉันไม่เดินเข้าไปในห้องในตอนนั้น แต่หมุนตัวเดินกลับลงมาชั้นล่างอย่างเงียบเชียบ

เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ด้านนอก เหมือนพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจของฉันเช่นเดียวกัน
ความอดทนที่ฉันมีมาตลอดห้าปีนี้ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว
ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว แต่ฉันคือคนที่ถูกมองข้ามและถูกใช้ประโยชน์อย่างเลือดเย็น
โลกใบนี้ไม่มีที่ให้ฉันยืนอีกต่อไปแล้วเหรอ?

ฉันไม่ได้โวยวาย ฉันไม่ได้ทะเลาะกับเขาในตอนนั้น
แต่ในวินาทีนั้น ความคิดบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นมาในหัว
ถ้าเขาคิดว่าแม่เขาสำคัญที่สุด และฉันมีหน้าที่แค่หาเงินมาเลี้ยงดูเขา
ฉันก็ควรจะทวงคืนชีวิตของฉันกลับมา และแสดงให้เขาเห็นว่าความ "เห็นแก่ตัว" ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร!

ฉันเดินไปที่ตู้เย็น เปิดมันออกเพื่อดูความว่างเปล่าข้างใน แล้วตัดสินใจหยิบเฉพาะนมกล่องเดียวขึ้นมาดื่ม
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และฉันจะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันอีกต่อไป!

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเองลงจนเกือบหมด เพื่อให้ชีวิตคู่กับ วรเมธ อินทรประสิทธิ์ เดินหน้าต่อไปได้เสียง...
08/18/2026

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเองลงจนเกือบหมด เพื่อให้ชีวิตคู่กับ วรเมธ อินทรประสิทธิ์ เดินหน้าต่อไปได้

เสียงหยดน้ำจากเครื่องปรับอากาศในห้องนอนที่เงียบสนิทดังบาดหูขึ้นเรื่อยๆ

หน้าจอโทรศัพท์ของเขาที่วางคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะข้างเตียงสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งตอนตีสอง

ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาพร้อมกับสติกเกอร์รูปหัวใจสีแดงสดและประโยคที่ว่า "ถึงคอนโดแล้วนะครับ พรุ่งนี้อย่าลืมทานมื้อเช้านะคะ"

ฉันนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ร่างกายหนักอึ้งจากการอุ้มท้องได้เจ็ดเดือนเต็ม

มือที่สั่นเทาของฉันค่อยๆ เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

รหัสผ่านคือวันเกิดของ เลขาสาวคนสนิท ของเขา ไม่ใช่วันเกิดของเราสองคน

ฉันกดเข้าไปดูประวัติการโทรและแชททั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้อย่างดี

ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตาเดียว แต่แปลกที่ฉันไม่รู้สึกอยากร้องไห้

มันมีความรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาดเข้ามาแทนที่ เหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ที่ทับอกมานานได้ถูกยกออกไป

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ฉันคือคนที่คอยซัพพอร์ตทุกอย่างของเขา เป็นทั้งแม่บ้าน ภรรยา และที่ปรึกษาทางธุรกิจ

บริษัทสตาร์ทอัพของเขาในย่านเอกมัยเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะเงินลงทุนจากน้ำพักน้ำพักน้ำแรงของฉัน

แต่พอเขาลืมตาอ้าปากได้ สิ่งที่เขาตอบแทนกลับมาคือการเปลี่ยนไปและคบซ้อนและการดูถูกเหยียดหยาม

"เธอท้องแล้วก็อยู่เฉยๆ ไปเถอะ อย่ามาทำตัวเป็นภาระให้ฉันรำคาญ" นี่คือประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับฉันก่อนจะเดินออกจากบ้านไปเมื่อเช้า

วินาทีที่เห็นแชทเหล่านั้น ฉันตัดสินใจได้ทันทีว่าฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว

ฉันจะไม่ยอมให้ลูกที่กำลังจะเกิดมาต้องมาเห็นพ่อที่ไร้ความรับผิดชอบและแม่ที่ยอมโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฉันเริ่มดำเนินการทุกอย่างอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

ทุกการเคลื่อนไหวของฉันนับจากนี้ไปคือการเตรียมตัวเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเองและลูก

ฉันไม่โวยวาย ไม่ทะเลาะ ไม่เรียกร้องความสนใจจากเขาอีกต่อไป

เพราะฉันรู้ดีว่า คนที่หมดใจไปแล้ว ต่อให้ร้องขอแค่ไหนก็ไม่มีทางกลับมา

เช้าวันถัดมา วรเมธกลับมาที่บ้านในตอนสายด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เขาทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นแล้วพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า

"ทำไมวันนี้ยังไม่แต่งตัวอีก ฉันบอกให้โทรจองร้านอาหารริมแม่น้ำสำหรับมื้อเที่ยงนี่นา"

ฉันเดินเข้าไปหาเขาแล้วยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้โดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ

ในซองนั้นไม่ใช่จดหมายรัก แต่มันคือหมายศาลในคดีฟ้องหย่าและเอกสารเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรก้อนใหญ่พร้อมหลักฐานทางการเงินที่ฉันแอบรวบรวมไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เขาอ้าปากค้าง มองฉันสลับกับเอกสารในมือด้วยความตกตะลึง

ฉันรู้ว่าเขากำลังคิดว่านี่เป็นแค่การเล่นละครเรียกร้องความสนใจของฉันเหมือนที่ผ่านๆ มา

"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน นันทิชา!"

เขาตะคอกใส่หน้าฉันด้วยความโกรธเกรี้ยว

"ฉันไม่หย่า เธออย่ามาเรียกร้องอะไรไร้สาระแบบนี้"

ฉันส่งยิ้มเย็นๆ กลับไปให้เขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

"เอกสารพวกนั้นผ่านการตรวจสอบจากทนายความเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวรับหมายเรียกจากศาลได้เลยค่ะ คุณวรเมธ"

ฉันหันหลังเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องนอนเพื่อเก็บเสื้อผ้าและข้าวของส่วนตัวที่จำเป็น

ปล่อยให้เขานั่งตะโกนโวยวายอยู่คนเดียวที่ชั้นล่าง

การที่เขาคิดว่าฉันยังคงเป็นผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมทนทุกอย่างคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

ก่อนเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบ ฉันหยิบกรอบรูปแต่งงานของเราสองคนที่ตั้งอยู่บนชั้นวางของขึ้นมา

ฉันไม่ได้ทิ้งมันไป แต่ฉันวางมันคว่ำหน้าลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ แล้วเดินออกมาที่รถแท็กซี่ที่จอดรออยู่หน้าบ้าน

รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาในย่านเอกมัย

ฉันมองกระจกหลัง เห็นวรเมธวิ่งออกมาหน้าบ้านด้วยท่าทางกระวนกระวาย แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ยืนมองรถฉันแล่นหายไปลับตา

การเดินทางครั้งใหม่ของฉันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ฉัน—พรรณราย อินทรประสิทธิ์—ผู้หญิงที่เคยถูกมองข้าม จะสร้างชีวิตใหม่ด้วยตัวเอง

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ?

กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อ trong คอมเมนต์แรก 👇

"พรุ่งนี้เราไปจดทะเบียนหย่ากันนะนรินทร์ เรื่องจะได้จบๆ สักที"ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังบานประตูห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ เส...
08/13/2026

"พรุ่งนี้เราไปจดทะเบียนหย่ากันนะนรินทร์ เรื่องจะได้จบๆ สักที"

ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังบานประตูห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ เสียงนั้นดังชัดเจนมาจากห้องรับแขกที่เชื่อมต่อกัน เสียงที่คุ้นหูที่สุดในชีวิตแต่กลับสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ฉันกำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที เสียงพัดลมเพดานตัวเดิมที่เคยหมุนเอื่อยๆ ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ

ฉันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือจนเอกสารบางส่วนร่วงลงพื้น เสียงกระดาษกระทบพื้นดังก้องในโถงทางเดินที่เงียบสงัด

วนิดา วัยสามสิบสามปี ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ฉันเป็นพนักงานบัญชีที่ทำงานในย่านสุขุมวิทมาตลอดเจ็ดปี ชีวิตที่ดูเรียบง่ายของฉันพังทลายลงในประโยคเดียว

นรินทร์ สามีวัยสามสิบห้าปีที่เป็นนายทหารสัญญาบัตร เขาเป็นคนที่ฉันเคยเชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้นำที่มั่นคง แต่คำพูดเมื่อครู่คือคำตัดสินที่รุนแรงกว่าการประกาศสงครามใดๆ ที่เขาเคยผ่าน

ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานตัดกับความร้อนรุ่มที่ลามไปทั่วอก ฉันไม่ได้หย่าเพราะหมดรัก แต่ฉันหย่าเพราะเพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ความพยายามของฉันเป็นเพียงลมหายใจที่เขาไม่เคยต้องการ

"ใครโทรมาหรือเปล่า?"

นรินทร์เดินออกมาจากห้องทำงาน ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยเหมือนทหารที่เตรียมพร้อมรับคำสั่งเสมอ เขาหยุดมองฉันที่ยังคงยืนตัวแข็งถือแฟ้มเอกสาร

"ไม่ได้ยินเสียงใครเลยค่ะ" ฉันโกหกคำโต มือสั่นเทาที่แอบซ่อนไว้หลังแฟ้ม

เขามองดูฉันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์เพื่อรินน้ำดื่ม จังหวะที่เขาวางแก้วลง แรงกระแทกนั้นเบากว่าที่เขาเคยทำปกติ

นรินทร์ไม่ได้สังเกตว่าแฟ้มในมือฉันไม่ใช่เอกสารบัญชีบริษัท แต่มันคือรายงานความเคลื่อนไหวทางเงินที่ผิดปกติจากบัญชีลับที่เราไม่เคยรู้เรื่อง

ความเงียบเริ่มกดดันขึ้นเรื่อยๆ จนฉันได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวเหมือนกำลังจะทะลุออกมาจากอก

ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขาที่ยืนหันหลังให้อยู่ "นรินทร์ เรื่องที่คุยเมื่อกี้... หมายความว่ายังไง"

เขาหมุนตัวกลับมา สายตานั้นไม่มีความลังเล "วนิดา ผมว่าเราคุยกันเรื่องนี้หลายรอบแล้วนะ เรื่องของเรามันก็แค่ข้อตกลงที่จบลงแค่นี้"

ข้อตกลงที่จบลงแค่นี้

เขาพูดเหมือนเรื่องของเราคือโครงการทหารที่ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ

ฉันเดินผ่านเขาไปยังห้องเก็บของเล็กๆ หลังบ้าน ที่นั่นมีกล่องใบเก่าที่เขาบอกว่าเป็นที่เก็บของใช้ทหาร แต่ฉันรู้อยู่เต็มอกว่าอะไรอยู่ข้างในนั้น

ฉันเปิดกล่องออก กลิ่นอับของกระดาษและเอกสารเก่าๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก

ใต้กองเสื้อผ้าเครื่องแบบทหารที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบ มีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ่อนอยู่

ฉันหยิบมันขึ้นมา ปกสมุดมีชื่อผู้หญิงคนหนึ่งสลักไว้ด้วยลายมือที่สวยงาม ลายมือที่นรินทร์ไม่เคยใช้เขียนถึงฉันแม้แต่ครั้งเดียวในรอบห้าปีที่แต่งงานกัน

บัญชีธนาคารต่างชาติที่เขาใช้โอนเงินเข้าออกทุกเดือนปรากฏอยู่บนหน้าแรกของสมุด

นรินทร์เดินตามเข้ามาที่ห้องเก็บของ เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นฉันถือสมุดบันทึกเล่มนั้นในมือ

"วางมันลงซะ วนิดา" เสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มันเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ฉันไม่เคยเห็น

"บัญชีนี้... เงินก้อนนี้โอนไปที่ไหนนรินทร์" ฉันถามพลางเปิดหน้าสมุดไปเรื่อยๆ จนหยุดอยู่ที่หน้าที่ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นชื่อเดียวกับชื่อบนปกสมุด

เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากตัวเขา แววตาของนรินทร์ดูเหมือนจะแตกสลายหรือบางทีเขาอาจจะแค่โกรธที่ความลับถูกเปิดเผย

ภาพของใบเสร็จการโอนเงินจำนวนหลายล้านบาทที่ระบุชื่อธนาคารในต่างประเทศสะท้อนเข้าตาฉันชัดเจน

👇 ถ้าเป็นคุณ คุณจะให้อภัยไหมคะ? คอมเมนต์บอกหน่อยนะคะ

📖 อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์แรกค่ะ tạo ảnh

ใบประกาศนียบัตรสถาปัตยกรรมสีทองหรูหราบนผนังห้องทำงานในย่านสุขุมวิทสะท้อนเงาความเหนื่อยล้าของพิณพิไลวัยยี่สิบแปดปีที่ทุ่ม...
08/13/2026

ใบประกาศนียบัตรสถาปัตยกรรมสีทองหรูหราบนผนังห้องทำงานในย่านสุขุมวิทสะท้อนเงาความเหนื่อยล้าของพิณพิไลวัยยี่สิบแปดปีที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจออกแบบโครงการรีสอร์ทหรูให้กับบริษัทรับเหมาของครอบครัวอภิรักษ์มาตลอดสามปีเต็มจนถึงวินาทีที่ซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะทำงานเปิดเผยความจริงอันน่าสยดสยองเกี่ยวกับข้อความแชทในโทรศัพท์มือถือเครื่องสำรองของว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในอีกสามวันข้างหน้าที่โรงแรมหรูริมหาดป่าตองจังหวัดภูเก็ตว่าตัวเธอเป็นเพียงแค่ฉากหน้าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบังหน้าความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเขากับทิพย์อสรพิษสาวสังคมคนสนิทของมารดาเขาโดยมีกำหนดการจดทะเบียนสมรสและตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวเตรียมไว้ให้เธอเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันทีหลังเสร็จพิธีการจอมปลอมนี้ในขณะที่เสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ของแม่สามีดังมาจากห้องรับแขกชั้นล่างเมื่อพูดถึงสินสอดห้าล้านบาทที่โอนเข้าบัญชีบริษัทของลูกชายเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีใครคาดคิดว่าเอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินแปลงสำคัญของโครงการรีสอร์ทนั้นเป็นชื่อของพิณพิไลแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่เริ่มต้น

มือที่ถือปากกาหมึกซึมราคาแพงสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้สัก

เสียงกระดาษพลิกดังเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานส่วนตัว

สายตาของพิณพิไลจับจ้องไปที่ตราประทับสีแดงบนสัญญาโอนย้ายหุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลิลลี่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับงานมงคลลอยอบอวลเข้ามาทางช่องลม

ประตูกระจกบานใหญ่สะท้อนภาพหญิงสาวในชุดสูททำงานสีเทาเรียบเนย

สมุดบัญชีเงินออมธนาคารกสิกรไทยเล่มหนาวางอยู่ข้างกองเอกสารสำคัญทางกฎหมาย

เสียงโทรศัพท์มือถือของอภิรักษ์สั่นครืดคราดอยู่บนโซฟาหนังแท้ฝั่งตรงข้าม

หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นพร้อมข้อความจากเลขานุการส่วนตัวที่ส่งรายงานยอดเงินสดในบัญชีสำรอง

พิณพิไลกวาดสายตามองกระดาษแผ่นสุดท้ายในแฟ้มสีน้ำตาลเข้มอย่างพินิจพิเคราะห์

รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของสถาปนิกสาวผู้กุมชะตากรรมทั้งหมดของบริษัทนี้ไว้ในมือ

กุญแจรถยนต์หรูยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูสีดำเงางามถูกหยิบขึ้นมาถือไว้หลวมๆ

เสียงฝีเท้าของแม่สามีเดินใกล้เข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูปิดสนิท

จดหมายยกเลิกสัญญาจ้างจัดงานแต่งงานฉบับจริงถูกสอดเก็บไว้ในกระเป๋าเอกสารหนังอย่างเรียบร้อย

ยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารแสดงตัวเลขศูนย์บาทสำหรับค่าใช้จ่ายในงานพิธีวันพรุ่งนี้

ไม่มีเสียงร้องไห้ฟูมฟายและไม่มีแม้แต่คำถามใดๆ หลุดออกจากปากของพิณพิไลในวินาทีนั้น

แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบสันแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มบนโต๊ะทำงาน

👇 ถ้าเป็นคุณ คุณจะให้อภัยไหมคะ? คอมเมนต์บอกหน่อยนะคะ

📖 อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์แรกค่ะ

"ถ้าเธอไม่เคลียร์บัญชีบริษัทให้เรียบร้อยภายในวันนี้ ฉันจะให้คุณแม่จัดการเรื่องเอกสารหยหย่าแล้วไสหัวเธอออกไปจากบ้านหลังนี...
08/13/2026

"ถ้าเธอไม่เคลียร์บัญชีบริษัทให้เรียบร้อยภายในวันนี้ ฉันจะให้คุณแม่จัดการเรื่องเอกสารหยหย่าแล้วไสหัวเธอออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ" เสียงทุ้มต่ำของสามีดังลอดผ่านบานประตูไม้สักที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่งจากห้องทำงานชั้นสองของบ้านหรูย่านราชพฤกษ์

ฉันยืนนิ่งถือถาดใส่แก้วกาแฟอุ่นอยู่ตรงมุมบันได

ความเย็นจากราวบันไดเหล็กดัดแทรกซึมผ่านปลายนิ้วขึ้นมาจนชา

ลมเครื่องปรับอากาศจากโถงชั้นบนพัดปะทะใบหน้าจนรู้สึกวูบวาบ

ปกรณ์ วัฒนากุล สามีวัยสามสิบห้าปีของฉันกำลังยืนหันหลังคุยโทรศัพท์มือถือเครื่องส่วนตัวอีกเครื่องที่ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้แตะต้อง

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและเยือกเย็นอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดเจ็ดปีที่แต่งงานกันมา

เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังลอดออกมาจากปลายสายพร้อมกับเสียงหัวอกที่เต้นระรัวในอกของฉัน

ฉันชื่อศจี อายุสามสิบเอ็ดปี ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและดูแลภาพรวมทั้งหมดของบริษัทนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ของคุณแม่สามี

ตั้งแต่แต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลวัฒนากุล ฉันก้มหน้าก้มตาทำงานหนักหามรุ่งhหามค่ำเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรกับลูกชายคนโปรดของตระกูลผู้ดีเก่า

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาดดูถูกจากคุณหญิงดารารัตน์แม่สามีและคำสั่งแกมบังคับจากสามีที่ไม่เคยปกป้องฉันเลยสักครั้ง

บรรยากาศในบ้านหลังใหญ่หลังนี้เงียบเชียบจนน่าอึดอัด ทุกซอกทุกมุมอบGอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกฎเกณฑ์เคร่งครัดที่ห้ามใครฝ่าฝืน

—รายงานการเงินเดือนนี้ผิดพลาดตรงไหนทำไมยอดเงินในบัญชีถึงหายไปสองล้านบาท— ปกรณ์พูดเสียงลอดไรฟันใส่โทรศัพท์ในมือ

ฉันขยับตัวถอยหลังอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าแอบฟังบทสนทนาอันตรายนี้

สายตาเหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มวางทับอยู่บนโต๊ะทำงานตัวเล็กหน้าห้องโถง

บนหน้าปกแฟ้มมีชื่อของบริษัทคู่ค้ารายใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเมื่อสัปดาห์ก่อนพร้อมลายเซ็นอนุมัติวงเงินก้อนโต

ปกรณ์หันขวับมาทางประตูเพราะได้ยินเสียงขยับตัวเบา ๆ ของฉันที่ยืนถือถาดกาแฟอยู่

—ใครอยู่ตรงนั้น— ปกรณ์ตะคอกเสียงดังลั่นพร้อมกับปัดโทรศัพท์มือถือคว่ำหน้าลงกับโต๊ะ

แววตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นฉันยืนอยู่ตรงนั้น

—กาแฟของคุณค่ะ ปกรณ์— ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบพยายามซ่อนมือที่กำลังสั่นเทาไว้ใต้ถาด

คุณหญิงดารารัตน์เดินออกมาจากห้องรับแขกด้วยท่าทางเชิดหน้าชูตาพร้อมไม้เท้าหัวเงินคู่ใจ

—ยืนเกะกะอะไรตรงนั้นยัยศจี ไม่มีงานการทำหรือไงถึงได้มาเดินเงี่ยหูฟังเรื่องของคนอื่นเขา— แม่สามีเอ่ยปากเหน็บแนมตามเคย

ฉันไม่ตอบโต้คำดูถูกนั้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่สายตากลับจ้องมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของปกรณ์ที่สว่างวาบขึ้นมาพอดี

ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารกสิกรไทยเด้งขึ้นมาโชว์ยอดเงินโอนออกสามล้านบาทไปยังบัญชีชื่อบุคคลอื่นที่ไม่คุ้นเคย

ปกรณ์รีบคว้าโทรศัพท์คว่ำหน้าลงทันทีด้วยใบซีดเผือดที่พยายามปั้นแต่งให้เป็นปกติ

—ออกไปได้แล้ว ไปจัดการงานที่ค้างไว้ซะ อย่ามาทำหน้าซื่อตาใสใส่ฉัน— ปกรณ์ไล่เสียงแข็งพร้อมโบกมือไล่

ฉันวางถาดกาแฟลงบนโต๊ะข้างทางเดินอย่างช้า ๆ โดยไม่ละสายจากท่าทางพิรุธของสามี

ในกระเป๋าเสื้อคลุมของฉันตอนนี้มีสำเนาเอกสารการโอนเงินที่แอบถ่ายเก็บไว้เมื่อคืนซ่อนอยู่

ความฝันประหลาดที่ฉันเห็นติดต่อกันมาสามคืนซ้อนเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ที่ถูกยึดและฉันถูกไล่ออกไปอย่างไร้เยื่อใยเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่มันคือแผนการทั้งหมดที่พวกเขากำลังร่วมมือกันทำลายฉันเพื่อให้พ้นทาง

—ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวไปเคลียร์บัญชีต่อค่ะ— ฉันบอกเสียงเรียบแล้วหันหลังเดินลงบันไดทีละขั้นอย่างมั่น

เสียงฝีเท้าของปกรณ์เดินตามมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียงชั้นสองพร้อมกับเสียงตะโกนไล่หลังลงมา

—จำไว้ว่าถ้าเรื่องนี้พลาด เธอต้องรับผิดชอบคนเดียวทั้งหมด ห้ามดึงฉันกับคุณแม่เข้าไปเกี่ยวเด็ดขาด—

ฉันหยุดเดินที่ชานพักบันไดแล้วเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังที่บอกเวลาสิบโมงเช้าพอดี

ในหน้าจอโทรศัพท์มือถือของฉันมีข้อความจากทนายความส่วนตัวส่งเข้ามานัดหมายเซ็นเอกสารสำคัญในบ่ายวันนี้

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

"เซ็นชื่อในเอกสารใบนี้ให้หมด แล้วอย่าหวังว่าจะมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากผมอีก"เขาสะบัดกระดาษปึกหนาลงบนโต๊ะไม้สักขัดเงาจนเก...
08/13/2026

"เซ็นชื่อในเอกสารใบนี้ให้หมด แล้วอย่าหวังว่าจะมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากผมอีก"
เขาสะบัดกระดาษปึกหนาลงบนโต๊ะไม้สักขัดเงาจนเกิดเสียงดังสนั่น

นรีนันท์ในวัย 32 ปี ยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงานของอภิรักษ์ใจกลางย่านสีลม
มือของเธอที่กำแก้วกาแฟเย็นค้างไว้แน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อแก้วที่เต็มไปด้วยหยดน้ำ
เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานหรูดูจะเงียบสนิทลงไปถนัดตา
ประกายตาของอภิรักษ์ที่มองมาดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง
เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพงเหมือนไม่เคยเห็นความหมายของคำว่าครอบครัวอยู่ในสายตา

ในขณะที่แม่สามีอย่างคุณหญิงรัดดาที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามขยับแว่นสายตาแล้วถอนหายใจยาว
ท่านปัดนิ้วไปมาบนหน้าจอแท็บเล็ตราวกับกำลังตรวจสอบยอดกำไรของธุรกิจขายอัญมณีของตระกูล
ไม่มีใครในห้องนี้สนใจเลยว่านรีนันท์คือผู้ดูแลบัญชีและจัดการระบบหลังบ้านให้กับธุรกิจนี้มานานถึง 7 ปี
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอคือคนที่คอยเก็บกวาดทุกอย่างที่พวกเขาทำพลาด

นรีนันท์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
เสียงกระทบของก้นแก้วกับพื้นผิวไม้ฟังดูประหลาดในความเงียบงัน
"เอกสารนี่มีรายละเอียดของหุ้นส่วนทั้งหมดในบริษัทหรือไม่คะ?" เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อภิรักษ์แค่นหัวเราะแล้วยืดตัวขึ้นช้าๆ
"คุณไม่มีสิทธิ์ถามอะไรทั้งนั้นหน้าที่ของคุณคือทำให้ทุกอย่างจบไปโดยไม่สร้างความวุ่นวาย"

รอยแดงจางๆ บนข้อมือของเธอจากการทำงานหนักตลอดทั้งคืนยังไม่ทันจางหาย
เธอมองเห็นบัญชีรายชื่อธนาคารที่อภิรักษ์เพิ่งสั่งพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์
มันคือหลักฐานความผิดพลาดที่เขากำลังพยายามโยนมาให้เธอรับผิดชอบเพียงคนเดียว
ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลังเมื่อเธอเหลือบเห็นรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในไฟล์เอกสารชุดนั้น

คุณหญิงรัดดาขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้ามาใกล้
ท่านจ้องมองนรีนันท์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการดูแคลน
"อย่าพยายามยื้อเวลาเลยนรีนันท์ เงิน 5 ล้านบาทในบัญชีสำรองนั่นมันหายไปไหน คนอย่างเธอจะเอาไปทำอะไรได้นอกจากเรื่องส่วนตัว"
นรีนันท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่ดวงตาของเธอกลับไปหยุดอยู่ที่ตู้เซฟขนาดเล็กที่ถูกเปิดทิ้งไว้เพียงครึ่งเดียว

อภิรักษ์เดินอ้อมโต๊ะเข้ามาประชิดตัว
เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบที่แฝงไปด้วยคำขู่
"ถ้าไม่อยากให้ชื่อของคุณต้องไปปรากฏในคดีฉ้อโกงของบริษัท ก็รีบเซ็นชื่อซะ"
นรีนันท์ก้มมองกระดาษในมือ
รายชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้นิ้วของเธอสั่นระริก

มันไม่ใช่ชื่อของเธอ และไม่ใช่ชื่อของอภิรักษ์
บรรยากาศในห้องทำงานที่เคยดูเป็นระเบียบกลับรู้สึกคับแคบลงทันที
เธอเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเลขในบันทึกการโอนเงินผ่านระบบธนาคารที่เธอเพิ่งกดอนุมัติไปเมื่อเช้า
บางอย่างในเอกสารกองนี้ไม่ได้ตรงกับสิ่งที่อภิรักษ์บอกเธอแม้แต่น้อย

"พี่อภิรักษ์คะ ถ้าความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย พี่คิดว่าใครจะเป็นคนแรกที่จะเดินออกจากบ้านหลังนี้ไม่ได้?"
นรีนันท์ถามพร้อมกับหยิบปากกาหมึกซึมเล่มประจำของเขาขึ้นมาถือไว้
อภิรักษ์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวลงมาดูว่าเธอกำลังจะทำอะไร

เธอยังไม่เซ็นชื่อ แต่สายตาของเธอจ้องเขม็งไปที่รอยประทับตราบนเอกสารหน้าสุดท้าย
มันเป็นตราประทับที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น เพราะมันเป็นตราประทับของบริษัทที่เคยถูกสั่งให้ยกเลิกใช้งานไปนานแล้ว

นรีนันท์เห็นบางอย่างที่มุมกระดาษ ลายเซ็นนั้นไม่ใช่ของอภิรักษ์
มันคือลายเซ็นของบุคคลที่ทุกคนในตระกูลต่างเข้าใจว่าจากไปต่างประเทศแล้วเมื่อหลายปีก่อน

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

งานแต่งงานที่ฉันฝันไว้กลับกลายเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับความโชคร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อเพื่อนสนิทดันส่ง...
08/12/2026

งานแต่งงานที่ฉันฝันไว้กลับกลายเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับความโชคร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อเพื่อนสนิทดันส่งรูปมือที่สามมาให้ดูในวันฉลองครบรอบแต่งงานสามปี—แต่แทนที่จะฟูมฟายกลับเป็นฉันที่เตรียมเอกสารโอนย้ายทรัพย์สินทิ้งไว้บนโต๊ะรอเวลาที่เขาจะพลาดท่าเสียที

เสียงดนตรีแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านอาหารหรูใจกลางสุขุมวิทหายไปในพริบตาเมื่อฉันเห็นข้อความเด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์

มือที่ถือแก้วไวน์ของฉันหยุดชะงักกลางอากาศ

ดวงตาของฉันไม่ได้มองไปที่สามีที่กำลังนั่งยิ้มให้คู่สนทนาโต๊ะข้างๆ แต่มองไปที่เงาสะท้อนของเขาในกระจกหน้าต่าง

พนักงานเสิร์ฟเดินผ่านไปพร้อมกับถาดอาหารที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลแต่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกมวนท้องอย่างบอกไม่ถูก

ฉันชื่อสุวรรณนารี วัย 32 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินในกรุงเทพฯ ที่มักจะเตือนลูกค้าเสมอให้เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตคู่ของเราดูเหมือนจะราบรื่น แต่ภาพฝันในหัวที่ฉันเห็นซ้ำๆ เกี่ยวกับวันที่ความลับถูกเปิดเผยมันชัดเจนยิ่งกว่าความเป็นจริง

ฉันวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเบาๆ โดยไม่ให้เสียงกระทบดังจนใครหันมามอง

ความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศทำให้ฉันกระชับเสื้อคลุมไหล่ให้แน่นขึ้น

ไม่มีความโกรธ ไม่มีน้ำตา เพราะคนที่ทำงานกับตัวเลขทุกวันอย่างฉันรู้ดีว่าความพังทลายของความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

สามีของฉัน คุณอภิรักษ์ ชายวัย 35 ปี ที่ทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์มักจะพูดเสมอว่าเราทั้งคู่คือทีมเดียวกัน

แต่สิ่งที่เขาไม่เคยรู้คือ ทีมนี้มีคนหนึ่งที่เริ่มปิดบัญชีของตัวเองไปเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน

เขายังคงจิบไวน์ด้วยท่าทางสบายใจโดยไม่เฉลียวใจเลยว่าแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือของเขาได้ถูกเชื่อมต่อเข้ากับบัญชีลับที่เขาคิดว่าไม่มีใครรู้อยู่แล้ว

บรรยากาศในร้านอาหารวันนี้อบอวลไปด้วยความสุขจอมปลอมที่รายล้อมไปด้วยคู่รักที่กำลังฉลองวันพิเศษ

อากาศรอบตัวฉันหนักอึ้ง แต่ฉันกลับรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดเมื่อเห็นกระเป๋าเอกสารที่วางอยู่ใต้โต๊ะ

ภายในนั้นมีแฟ้มเอกสารสำคัญเกี่ยวกับสิทธิการถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่เขาพยายามโอนย้ายออกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขามั่นใจมากว่าความฉลาดในเรื่องงานจะช่วยให้เขารอดพ้นจากการจับได้ แต่เขาลืมไปว่าคนสอนให้เขาบริหารจัดการทรัพย์สินคือฉัน

เขามองมาที่ฉันแล้วส่งยิ้มที่แสนอบอุ่น ซึ่งเป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เขาใช้ปิดบังความลับมาตลอดสามปี

ฉันยิ้มตอบกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนกำลังเล่นบทบาทในละครฉากใหญ่

กระดาษใบหนึ่งในแฟ้มนั้นคือคำสั่งศาลที่ฉันเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพตั้งแต่วันที่ฝันร้ายนั้นกลายเป็นจริง

เขาไม่ได้ระแวงเลยว่าการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเราในฐานะสามีภรรยา

แผนการที่เขาวางไว้เพื่อยึดครองกรรมสิทธิ์บ้านทุกหลังกำลังถูกรื้อถอนทีละชั้น

โทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้นมาบนโต๊ะ เขารีบคว้ามันไปดูด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อยก่อนจะแอบพิมพ์ข้อความตอบกลับด้วยความเร็วสูง

รอยยิ้มของเขากลับมาอีกครั้งเมื่อหันมามองฉัน แต่ในสายตาของฉัน รอยยิ้มนั้นคือจุดจบของความไว้ใจทั้งหมดที่มี

เขายังไม่รู้ตัวว่าทุกธุรกรรมที่เขาทำในวันนี้ถูกบันทึกไว้ในหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการฟ้องหย่า

การเฝ้าดูคนหนึ่งคนที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปตกหลุมที่ตัวเองขุดไว้ช่างเป็นภาพที่น่าดูชม

ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ระหว่างเราเริ่มรุนแรงขึ้น แต่เขาไม่ทันสังเกตเห็นถึงรังสีแห่งการท้าทายที่ฉันส่งออกไป

ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ บอกเขาว่าจะขอไปจัดการธุระที่ห้องพักผ่อนก่อนจะกลับมาดื่มต่อ

เขาพยักหน้าอย่างว่าง่ายโดยไม่สงสัยอะไรแม้แต่นิดเดียว

หน้าจอโทรศัพท์ของเขายังคงเปิดค้างอยู่ที่แอปพลิเคชันธนาคารที่โชว์ตัวเลขยอดเงินในบัญชีที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมโอนย้ายเข้าสู่บัญชีที่เขาแอบเปิดไว้

ฉันก้มลงมองหน้าจอนั้นในจังหวะที่เขาหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบริกร

ตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอนั้นทำให้ฉันเห็นรหัสลับที่เขาใช้ยืนยันธุรกรรมสุดท้าย

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันต้องการเพื่อทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนจะปิดฉากความรักจอมปลอมนี้ลง

อ่านต่อตอนที่ 2 ในคอมเมนต์แรก 👇👇

ฉันยอมปล่อยให้ทีมบริหารของแผนกการตลาดเข้าใจผิดตลอดหกเดือนเต็มว่าฉันเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดไร้เส้นสายที่ยอมทำงานล่วงเวลาฟร...
08/12/2026

ฉันยอมปล่อยให้ทีมบริหารของแผนกการตลาดเข้าใจผิดตลอดหกเดือนเต็มว่าฉันเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดไร้เส้นสายที่ยอมทำงานล่วงเวลาฟรีเพื่อแลกกับเงินเดือนหมื่นแปด

แฟ้มเอกสารปกสีน้ำเงินเข้มเล่มนั้นวางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะประชุมไม้พะยุงราคาแพงของอาคารสำนักงานใหญ่ย่านสาทร

หัวหน้าแผนกอย่างวิศรุตถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ ชายวัยสี่สิบห้าปีคนนี้ถอนหายใจยาวพลางมองหน้าฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช

"ณิชา... ผลงานชิ้นนี้มันใหญ่เกินกว่าที่พนักงานระดับปฏิบัติการอย่างเธอจะรับผิดชอบไหว"

เสียงของเขานุ่มนวล แต่มันคือความนุ่มนวลของคนที่กำลังขโมยหยาดเหงื่อแรงงานของคนอื่นอย่างหน้าด้านๆ

ตลอดแปดเดือนที่ผ่านมา ฉันเป็นคนลงพื้นที่ขอนแก่นและเชียงใหม่ด้วยตัวเองเพื่อเก็บข้อมูลตลาด ปรับโครงสร้างแบรนด์เครื่องหอมไทยให้เข้าสู่ตลาดสากล และร่างแผนการลงทุนมูลค่าแปดสิบล้านบาทจนเสร็จสมบูรณ์

แต่ชื่อบนหน้าปกสไลด์การนำเสนอในเช้าวันนี้ กลับถูกเปลี่ยนเป็นชื่อของ 'ณัฐนันท์'

เด็กสาววัยยี่สิบสี่ปีที่เพิ่งเรียนจบจากอังกฤษและเข้ามาทำงานได้เพียงสองสัปดาห์

"คุณวิศรุตคะ" ฉันใช้นิ้วเคาะลงบนเอกสารตรงหน้า "ตารางวิเคราะห์ความเสี่ยงหน้าสิบห้ากับรายงานการเงินหน้ายี่สิบแปด เป็นลายมือและตัวเลขที่ฉันคำนวณเองทั้งหมดตลอดคืนวันอาทิตย์"

ณัฐนันท์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าแผนกหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเธอแหลมเล็กและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในเอกสิทธิ์ที่เธอไม่ได้สร้างมันขึ้นมา

เธอขยับเสื้อสูทแบรนด์เนมตัวหรูพลางยกแก้วกาแฟราคาแพงขึ้นจิบ

"พี่ณิชาคะ... คนเราต้องรู้จักเจียมตัวบ้างนะ" ณัฐนันท์พูดด้วยน้ำเสียงสั่งสอน "งานวิจัยพวกนั้นใครๆ ก็ทำได้ แต่การเชื่อมโยงคอนเนกชันระดับผู้ใหญ่เข้ากับโครงการนี้ มันเป็นเรื่องของศักยภาพเฉพาะบุคคล"

"ศักยภาพที่คุณหมายถึง คือการที่คุณเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของคุณมนตรี กรรมการบริหารใช่ไหมคะ?"

คำพูดเรียบๆ ของฉันทำให้บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดต่ำลงทันที

วิศรุตทุบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนแก้วน้ำสั่นไหว

"ณิชา! หยุดก้าวร้าวเดี๋ยวนี้!" เขากร้าวเสียงใส่ฉัน "ถ้าเธอรับระบบการทำงานขององค์กรใหญ่ไม่ได้ ก็ยื่นใบลาออกไปซะ โครงการนี้คุณมนตรีอนุมัติแล้วว่าให้ณัฐนันท์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และเธอจะเป็นคนนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการในบ่ายวันนี้"

ฉันมองหน้าชายวัยกลางคนผู้โลภมาก กับเด็กสาวที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองของผู้อื่น

ไม่มีคำด่าทอ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากตาของฉัน

ฉันเพียงแค่ยิ้มรับเบาๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา

มือของฉันไม่ได้สั่นเลยแม้แต่น้อยตอนที่กดปุ่มโทรออกด่วนหมายเลขแรกสุด

"สายตรงถึงใครก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอกณิชา" วิศรุตเอนหลังพิงเก้าอี้หนังแล้วแสยะยิ้ม "คุณมนตรีมีหุ้นในบริษัทนี้ถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ ต่อให้เธอไปฟ้องฝ่ายบุคคล หรือฟ้องสหภาพแรงงาน เรื่องก็จบที่โต๊ะท่านอยู่ดี"

เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นสามครั้ง ก่อนจะมีน้ำเสียงเข้มทุ้มที่เต็มไปด้วยอำนาจรับสาย

"ว่าไง ณิชา? สองเดือนมานี้เรียนรู้งานด้านล่างเป็นยังไงบ้าง?"

ฉันเปิดลำโพงโทรศัพท์ทันที เสียงของปลายสายดังฟังชัดไปทั่วห้องประชุมความยาวหกเมตร

"คุณปู่คะ..." ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หนี้สินสี่สิบล้านที่คุณปู่เคยยกเลิกให้ตระกูลของคุณมนตรีเมื่อห้าปีก่อน ตอนนี้สัญญาฉบับจริงยังเก็บอยู่ในตู้เซฟที่บ้านใหญ่ไหมคะ?"

รอยยิ้มบนใบหน้าของวิศรุตเลือนหายไปในทันที

ณัฐนันท์ที่กำลังจะหยิบปากกาสีทองขึ้นมาเซ็นชื่อลงบนเอกสาร ถึงกับชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ

ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดออกมา

"ทำไมเหรอณิชา? มีใครในบริษัทกำลังใช้ชื่อหุ้นสิบสองเปอร์เซ็นต์นั่นข่มขู่หลานสาวคนเดียวของปู่อยู่หรือเปล่า?"

วิศรุตลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้จนมันไถลไปด้านหลังชนเข้ากับผนังกระจกอย่างแรง

แว่นตาของเขาร่วงลงบนโต๊ะ แต่เขาไม่มีแม้แต่เวลาจะก้มลงเก็บ

ดวงตาของหัวหน้าแผนกจ้องมองมาที่ฉันด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"คุณ... คุณคือ..." เสียงของวิศรุตสั่นเครือจนฟังไม่ได้ศัพท์

ฉันมองหน้าเขากลับด้วยสายตาเย็นชา สายตาเดียวกับที่ท่านประธานใหญ่แห่งสิริวัฒนกรุ๊ปใช้มองเหล่าผู้บริหารในห้องประชุมใหญ่เสมอ

"แจ้งคุณมนตรีด้วยนะคะ" ฉันพูดใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท "อีกสิบนาที ให้ไปพบคุณปู่ที่ห้องประธานบริหารชั้นสี่สิบห้า... พร้อมกับสัญญากู้ยืมเงินฉบับนั้น"

ฉันวางสาย แล้วกวาดสายตามองเอกสารโครงการแปดสิบล้านบาทที่วางอยู่ตรงหน้าณัฐนันท์

แฟ้มเอกสารเล่มนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม แต่คนที่ถือสิทธิ์ในห้องประชุมนี้ ไม่ใช่คนที่พวกเขานึกไว้อีกต่อไป

👇 ถ้าเป็นคุณ คุณจะให้อภัยไหมคะ? คอมเมนต์บอกหน่อยนะคะ

📖 อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์แรกค่ะ

สามีของฉันมีรูปร่างหน้าตาตรงกับผู้ชายในอุดมคติที่ฉันคงเลือกเอง หากมีใครยื่นแค็ตตาล็อกมาให้ส่วนสูงพอดีไหล่กว้างมือสวยใบหน...
08/12/2026

สามีของฉันมีรูปร่างหน้าตาตรงกับผู้ชายในอุดมคติที่ฉันคงเลือกเอง หากมีใครยื่นแค็ตตาล็อกมาให้

ส่วนสูงพอดี
ไหล่กว้าง
มือสวย
ใบหน้าคมชัดราวกับถูกแกะสลักอย่างประณีต

ปัญหาเดียวของเขากลับเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะมองข้าม

เขาแทบไม่มีความต้องการทางเพศกับฉันเลย

ฉันกับ Nathan Chen แต่งงานกันมาสามปี

ตลอดสามปีที่ผ่านมา คนที่เป็นฝ่ายเข้าไปใกล้เขาก่อนมักเป็นฉัน

Nathan ไม่เคยปฏิเสธฉัน

แต่เขาก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเรียกร้องหาฉันเช่นกัน

หลังจากนั้นเขาสามารถลุกขึ้นไปอาบน้ำ แต่งตัว แล้วถามฉันด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า

“พรุ่งนี้เธออยากกินข้าวโอ๊ตหรือแซนด์วิช?”

ฉันเคยคิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้น

เย็นชา
ควบคุมอารมณ์เก่ง
ไม่ชอบแสดงความรู้สึก

จนกระทั่งคืนหนึ่ง

ฉันเพิ่งเปลี่ยนเป็นชุดนอนตัวใหม่ และกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำ

จู่ ๆ ตัวอักษรหลายบรรทัดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

พวกมันลอยอยู่กลางอากาศ

เหมือนความคิดเห็นจากผู้ชมที่มองเห็นชีวิตของฉันจากที่ไหนสักแห่ง

“นางรองมาอีกแล้ว เสนอตัวเองให้พระเอกถึงเตียง”

“พระเอกรักแค่แสงจันทร์สีขาวของเขาเท่านั้น”

“นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มกับภรรยา เขากำลังเก็บตัวเองไว้ให้ตัวจริง”

“ทันทีที่ Evelyn Ye กลับจากต่างประเทศ เขาจะหย่าแน่นอน”

“แล้วผู้หญิงคนนี้จะไม่ยอมเซ็นใบหย่า จนสุดท้ายต้องอยู่คนเดียว ป่วย และตายในอพาร์ตเมนต์เช่า”

ฉันยืนนิ่งอยู่หน้ากระจก

มองใบหน้าของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง

จากนั้นจึงค่อย ๆ ผูกสายเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น

ประตูห้องน้ำเปิดออก

Nathan เดินออกมา

ผมสีดำยังเปียก
ผ้าขนหนูพันอยู่รอบเอว
หยดน้ำไหลผ่านแนวกรามลงมาตามลำคอ

เมื่อก่อนภาพตรงหน้าคงเพียงพอที่จะทำให้ฉันเดินเข้าไปหาเขา

แต่คืนนั้น ฉันกลับเดินไปที่เตียงอย่างเงียบ ๆ

Nathan หยุดมองฉัน

“คืนนี้ไม่เหรอ?”

ฉันขยับตัวไปยังฝั่งของตัวเอง

“ไม่อยาก”

คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย

“เมื่อกี้เธอไม่ได้บอกให้ฉันกลับเร็วเหรอ?”

“เปลี่ยนใจแล้ว”

ฉันเอื้อมมือไปปิดโคมไฟ

ไม่กี่นาทีต่อมา Nathan จึงขึ้นเตียง

และเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ฉันทิ้งระยะห่างระหว่างเรา

ปกติฉันมักนอนกอดเขา

แม้กระทั่งหลังทะเลาะกัน

Nathan แทบไม่เคยกอดตอบ

แต่ทุกเช้า ฉันมักพบว่าผ้าห่มถูกจัดวางคลุมไหล่ของฉันอย่างเรียบร้อย

และมีน้ำอุ่นหนึ่งแก้ววางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

ฉันเคยคิดว่านั่นคือความรัก

แต่คืนนี้ ความคิดเห็นเหล่านั้นกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง

“เธอเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว”

“เธอทนได้ไม่ถึงสิบนาทีหรอก เดี๋ยวพอเขาขยับเข้าไปหา เธอก็กลับไปกอดเขาเอง”

ฉันหลับตา

ไม่ขยับ

จากนั้นที่นอนข้างตัวก็ยุบลงเล็กน้อย

Nathan ขยับเข้ามาใกล้

“เธอไม่สบายหรือเปล่า?”

“ไม่”

“ประจำเดือนมาหรือยัง?”

“ยัง”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง

แล้วเขาก็ถามคำถามที่ไม่เคยถามฉันมาตลอดสามปี

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงไม่อยาก?”

ฉันแทบหัวเราะออกมา

สามปี

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสนใจว่าเหตุใดฉันจึงไม่ต้องการเขา

“เหนื่อย”

“งั้นก็นอนเถอะ”

เขาขยับกลับไปยังฝั่งของตัวเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันพบแก้วน้ำอุ่นใบเดิม

Nathan ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า กำลังจัดเนกไท

“อาหารเช้าอยู่ข้างล่าง”

เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ

“คนขับรถไปส่งเธอที่สตูดิโอได้”

ฉันมองเขา

“คืนนี้กลับไหม?”

เป็นคำถามที่ฉันถามเป็นประจำ

เมื่อก่อนถ้าเขาตอบว่าไม่ ฉันจะถามต่อว่าไปไหน อยู่กับใคร เลิกกี่โมง และบางครั้งถึงกับขอรูปถ่าย

Nathan ผูกปมเนกไทเสร็จ

“คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับ”

ความคิดเห็นปรากฏขึ้นแทบจะทันที

“แสงจันทร์สีขาวกลับมาแล้ว”

“เขาเป็นคนจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับเธอด้วยตัวเอง”

ฉันรอ

Nathan หันมามองฉัน

“Evelyn Ye ก็จะมาด้วย”

ชื่อนั้น

ชื่อของรักแรกของเขา

หรืออย่างน้อยความคิดเห็นเหล่านั้นก็บอกเช่นนั้น

“เข้าใจแล้ว”

Nathan มองฉันอยู่ครู่หนึ่ง

เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง

“ไม่มีอะไรจะถามอีกเหรอ?”

“อย่าดื่มมาก”

“อืม”

เขาเดินออกไป

ส่วนฉันกลับไปยังสถานที่ที่ตัวเองทิ้งร้างมานานเกินไป

สตูดิโอแฟชั่นของฉัน

ก่อนแต่งงาน ฉันเป็นคนก่อตั้งแบรนด์ชุดราตรีเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้วยตัวเอง

แต่หลังจากแต่งงาน ผู้ใหญ่ตระกูล Chen เริ่มพูดว่า การเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ “ไม่เป็นผลดีต่อการเตรียมตัวมีลูก”

ฉันจึงลดการเดินทาง

จากนั้นลดการประชุม

จากนั้นลดจำนวนคอลเลกชัน

จนในที่สุด Chloe Cheng หุ้นส่วนของฉันต้องเป็นคนจัดการแทบทุกอย่าง

ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในสตูดิโอ Chloe ถึงกับมองฉันเหมือนเห็นผี

“เธอมาที่นี่ทำไม?”

“มาทำงาน”

“Nathan ไปต่างประเทศเหรอ?”

“เปล่า”

“ถ้างั้น…”

ฉันยิ้มบาง ๆ

“ฉันคิดว่าฉันเอาชีวิตของตัวเองไปใส่ไว้ในตารางเวลาของเขานานเกินไปแล้ว”

บ่ายวันนั้น เรามีประชุมออกแบบคอลเลกชันใหม่

แต่ระหว่างประชุม จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง

หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

หายใจไม่เต็มปอด

มันไม่ใช่ครั้งแรก

Chloe รีบยื่นน้ำให้ฉัน

“ไปหาหมอเถอะ”

ฉันนึกถึงความคิดเห็นเหล่านั้นขึ้นมา

“สุดท้ายเธอจะป่วย”

ฉันตัวเย็นวาบ

“พรุ่งนี้ฉันจะไป”

สี่ทุ่มตรง Nathan ส่งข้อความมา

“งานเลิกแล้ว”

จากนั้นเขาส่งรูปหมู่มาให้หนึ่งรูป

คนมากกว่าสิบคนยืนรวมกัน

Evelyn อยู่ใกล้เขา

แต่มีคนอีกคนยืนคั่นกลางระหว่างทั้งคู่

ก่อนหน้านี้ Nathan แทบไม่เคยส่งรูปมาให้ฉันเอง

แต่คืนนี้ ในวันที่ฉันไม่ได้ถามอะไรเลย เขากลับเป็นฝ่ายส่งมา

ฉันตอบเพียง

“โอเค”

โทรศัพท์ดังขึ้นทันที

ฉันไม่รับ

ข้อความอีกข้อความปรากฏขึ้น

“กลับถึงบ้านหรือยัง?”

“คืนนี้ฉันนอนที่สตูดิโอ พรุ่งนี้มีประชุมเช้า”

“ให้คนขับรถไปรับไหม?”

“ไม่ต้อง”

จากนั้นเขาก็ไม่ส่งข้อความมาอีก

กลางดึก ฉันสะดุ้งตื่นเพราะอาการแน่นหน้าอกกลับมาอีกครั้ง

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

นิ้วเคลื่อนไปยังชื่อ Nathan โดยอัตโนมัติ

แต่ค้างอยู่เหนือปุ่มโทรออก

แล้วฉันก็ดับหน้าจอ

ถ้าความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความจริง

คืนนี้เขาคงมีเรื่องมากมายให้พูดคุยกับ Evelyn

เช้าวันต่อมา ฉันไปแผนกโรคหัวใจ

ผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจเบื้องต้นไม่พบภาวะฉุกเฉิน แต่แพทย์นัดตรวจเลือด ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ และติดตามอาการ เนื่องจากฉันมีอาการแน่นหน้าอกและใจสั่นซ้ำหลายครั้ง

“ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก เป็นลม หรืออาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีนะครับ”

ฉันพยักหน้า

เมื่อเดินออกจากโรงพยาบาล…

ฉันก็เห็น Nathan

และ Evelyn

Evelyn ถือแฟ้มเอกสารทางการแพทย์อยู่ในมือ

Nathan กำลังฟังเธอพูดอย่างตั้งใจ

ความคิดเห็นกลับมาปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง

“เพิ่งกลับมา เขาก็พาเธอไปโรงพยาบาลด้วยตัวเองแล้ว”

“ทนายกำลังเตรียมเอกสารหย่าอยู่”

“หลังจากเป็นคุณนาย Chen มาสามปี ผู้หญิงคนนี้จะไม่ได้แม้แต่บ้านสักหลัง”

ฉันหันหลัง

ตั้งใจจะออกทางประตูอีกด้าน

แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

“Serena Lin”

Nathan แทบไม่เคยเรียกชื่อเต็มของฉัน

เขาเดินเข้ามา

สายตาหยุดอยู่บนใบส่งตรวจโรคหัวใจในมือฉัน

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที

“เธอเป็นอะไร?”

“ไม่มีอะไรสำคัญ”

Evelyn เดินเข้ามาใกล้

เธอผอมกว่าที่ฉันเคยเห็นในรูป

ใบหน้าสวยและสงบนิ่ง

“นาธาน เธอคือภรรยาของคุณเหรอ?”

Nathan ตอบเพียงคำเดียว

“ใช่”

ไม่มีชื่อของฉัน

ไม่มีคำแนะนำใด ๆ

ไม่มีแม้แต่ความอ่อนโยนที่สามีควรมีต่อภรรยา

เมื่อก่อนฉันคงจับแขนเขา แล้วแนะนำตัวด้วยตัวเองอย่างจงใจว่า

“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นภรรยาของเขา”

แต่เช้าวันนั้น ฉันเพียงพยักหน้า

“คุณหมอ Ye”

Evelyn ดูประหลาดใจ

“คุณรู้จักฉันเหรอ?”

“เคยเห็นรูปค่ะ”

Nathan ขมวดคิ้ว

สายตาของ Evelyn เลื่อนไปยังเอกสารในมือฉัน

“แผนกโรคหัวใจ?”

“มาตรวจค่ะ”

โทรศัพท์ของฉันดังขึ้น

Chloe ต้องการให้ฉันกลับไปที่สตูดิโอ

ฉันรับสายและพูดคุยสั้น ๆ

จากนั้นจึงหันกลับมา

“ฉันต้องไปแล้ว”

Nathan ก้าวเข้ามา

“ฉันไปส่ง”

“คนขับรถรออยู่ข้างนอกแล้ว”

ฉันเดินไปถึงประตูรถ

แต่ Nathan กลับยื่นมือมาจับประตูไว้

“Serena”

ฉันมองเขา

“ช่วงนี้เธอกำลังหลบอะไรอยู่?”

ฉันเหลือบมอง Evelyn

“คุณกำลังยุ่ง”

“ฉันไม่ได้จำเป็นต้องอยู่กับเธอ”

“แต่คุณมากับเธอ”

สีหน้าของ Nathan เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“Evelyn เป็นหมอ”

“ฉันรู้”

“ถ้าอย่างนั้น…”

“นาธาน”

Evelyn ขัดขึ้นอย่างนุ่มนวล

“ปล่อยเธอไปเถอะ”

Nathan ไม่ตอบ

ฉันขึ้นรถ

ระหว่างที่รถเคลื่อนออกไป ฉันมองผ่านกระจกมองหลัง

Nathan ยังคงยืนอยู่ริมถนน

Evelyn เดินเข้าไปหาเขาและพูดบางอย่าง

แต่ Nathan ไม่ได้หันไปมองเธอ

บ่ายวันนั้น ความคิดเห็นปรากฏขึ้นอีกครั้ง

แต่คราวนี้มีข้อความหนึ่งทำให้มือของฉันหยุดค้างเหนือแบบร่างชุด

“น่าสงสารจริง ๆ นางรองยังไม่รู้ว่าสัญญาที่ทนายเตรียมไว้ไม่ได้มีไว้สำหรับการหย่า”

ฉันนิ่งงัน

บรรทัดต่อไปค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

“มันมีไว้เพื่อโอนหุ้นครึ่งหนึ่งของ Nathan ให้เธอ ก่อนที่การผ่าตัดของเขา…”

ข้อความหยุดลง

จากนั้นหายไป

ฉันจ้องพื้นที่ว่างตรงหน้า

หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด

แต่เพราะคำถามเดียวที่ผุดขึ้นในใจ

ถ้าเอกสารนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับการหย่า…

แล้ว Nathan กำลังจะซ่อนอะไรจากฉันกันแน่?

👇 ถ้าเป็นคุณ คุณจะให้อภัยไหมคะ? คอมเมนต์บอกหน่อยนะคะ

📖 อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์แรกค่ะ

Address

3582 Maple Avenue
Boise, ID

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Nuestra Región NR posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share

Category