27/06/2024
การ์ตูนที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กทุกคน ❤️
ส่วนตัวเป็นคนชอบดู animation มาก
เอาตรงๆชอบ inside out ภาคแรกนะ
แต่ไม่โดนเท่าไหร่
จนกระทั่งมาดู inside out 2
ที่เรียกว่า “ชอบ”
จนต้องจ้องดูว่าใครเป็นที่ปรึกษาการเขียนบท
เพราะหนังถ่ายทอดแบบเอาทฤษฎีทางจิตวิทยามาย่อยแบบละเอียด ลึกซึ้ง
เพราะถ้ามองตามสภาพจิตใจแล้ว
คนส่วนใหญ่ชอบปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดีหรือด้านที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเอง
แต่การพัฒนาตัวตนที่เหมาะสม
คือการยอมรับตัวเองว่า
ตนมีทั้งส่วนดีและไม่ดี
และไม่ได้เอาส่วนที่ไม่ดีนั้นมาเหมารวมทั้งหมดว่า
ตัวเองเป็นคนที่ “ไม่ดีพอ”
ถ้าตามทฤษฎีของ self-psychology นี่คือส่วนที่พัฒนา sense of self ซึ่งนับเป็นต้นตอที่ทำให้คนเรามี self-esteem หรือ self-confidence
และถ้ามองตาม ego psychology ในหนังก็สื่อถึงการใช้กลไกการป้องกันทางจิตที่เหมาะสม คือ การไม่เลือกที่จะกดทับ (suppression/repression) หรือปฏิเสธ (denial) หลีกหนี (avoidance) ความรู้สึกหรือความผิดพลาดบางอย่างในอดีต
เมื่อเราใช้กลไกทางจิตที่เหมาะสมในการปรับตัวเข้ากับแต่ละสถานการณ์ นับว่าเรามี ego-function ที่ดี
และรายละเอียดอื่นๆทางจิตวิทยาที่น่าประทับใจ
เราชอบจนไม่ทันได้ฉุกคิดว่าหนังเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของใครบางคนได้มากขนาดนี้
อย่างที่กล่าวมาแล้วหนังมีความลึกซึ้งค่อนข้างมาก
และสามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกโดยเฉพาะตัวละครของ “ความว้าวุ่น (anxiety)"ได้จนคนที่มีอารมณ์นี้เป็นอารมณ์หลักสามารถสัมผัสได้ถึงความอึดอัด บีบรัด หวาดกลัว หรืออาการใจเต้นตึกตักได้เป็นอย่างดี
และถ้าหากเด็กที่มีอาการนี้แต่ยังไม่สามารถพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวตัวตน หรือมีกระบวนการคิดที่ซับซ้อน แน่นอนว่าถึงหนังจะจบแบบ happy ending
เด็กบางคนก็ยังอาจจมอยู่กับความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้ในหนัง จนหลุดออกมาไม่ได้
เสียงที่ก้องดังในหัวเกี่ยวกับตัวเอง
สะท้อนถึง unconscious conflict
หรือ จิตไร้สำนึกที่ตนพยายามปฏิเสธความรู้สึกไม่ดีพอ
แต่หนังกลับสามารถดึงความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างชัดเจน และบางครั้งเด็กก็อาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับความรู้สึกดังกล่าว
จนส่งผลให้เด็กคนหนึ่งอาจคิดวนซ้ำย้ำถึงความรู้สึกไม่ดีพอของตัวเองแม้ว่า เขาจะเดินออกมาจากโรงหนังแล้วก็ตาม
“หนูมันไม่ดีพอ”
“หนูมันไม่ดี”
“หนูมันแย่”
ซึ่งการที่เด็กรู้สึกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนอ่อนแอ แต่หากเป็นการสะท้อนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือบาดแผลบางอย่างที่เขาปกปิดเอาไว้และไม่สามารถสื่อสารออกมาได้
สิ่งที่ผู้ปกครองควรรับมือ
ไม่ควรเป็นการอธิบายถึงกระบวนการหรือความเข้าใจเกี่ยวกับหนัง
แต่หากควรเป็นการโอบกอดความรู้สึกของเด็กคนนี้มาไว้
ค่อยๆยืนยันให้เขาเห็นว่า
“ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็ยังคงเป็นเด็กที่ดีพอสำหรับพ่อและแม่ของเขาเสมอ”
เขาไม่ต้องพิสูจน์อะไร
และอาจจะไม่ต้องมีความสามารถอะไรเลยก็ได้
แค่เขาเป็นเขา
เขามีคุณค่าพอที่จะถูกรักและได้รับความรักจากพ่อแม่
นั่นต่างหากที่ช่วยพัฒนาความเชื่อเกี่ยวกับตัวเขาเอง...
นั่นเป็นสาเหตุที่ Rogers เจ้าของ person-centered approach เลือกที่จะมอบความสัมพันธ์ที่ดีให้กับเคสผ่านความจริงใจ การยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไข และความเข้าใจอย่างเห็นอกเห็นใจที่แท้จริงในการบำบัดหรือให้คำปรึกษา
เพราะถ้าขาดสิ่งนี้ ก็อาจเป็นเรื่องยาก
ที่คนๆหนึ่งจะสามารถพัฒนา self-concept
หรือ “who I am" "what I can do" ขึ้นมาได้
และยากที่จะไปถึง self-actualization ที่จะทำให้เรารู้สึกขอบคุณหรือพึงพอใจกับความเป็นตัวเอง