25/08/2026
วันที่ 19–20 สิงหาคม 2569 มูลนิธิเด็กน้อยพัฒนา ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดย อาจารย์สุณิสา ดีนาง และ อาจารย์หทัยนันท์ สุขรมย์ สังกัดสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พร้อม นางรุ่งนภา คำกอง ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี ร่วมประชุมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้นแบบ นำโดยประธานมูลนิธิเด็กน้อยพัฒนา (คุณเอียน พอร์เตอร์) ณ ห้องประชุมคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเมืองแก และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านบัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนแนวทางการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กต้นแบบ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การโค้ชครู และผู้ดูแลเด็กระหว่างพื้นที่ และวางแนวทางขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่มหาวิทยาลัยราชภัฏ และจังหวัดอื่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1. ประเด็นสำคัญจากผู้บริหารมูลนิธิเด็กน้อยพัฒนา
▪ การลงทุนในเด็กปฐมวัยช่วง 5 ปีแรกของชีวิต คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ เพราะกว่าร้อยละ 90 ของพัฒนาการสมองเกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ ขณะที่ประเทศไทยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 17,000 แห่งทั่วประเทศที่ต้องยกระดับคุณภาพครูและผู้ดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง
▪ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท./อบต.) เป็นภาคีหลักที่มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมมาอย่างยาวนาน
▪ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์แสดงให้เห็นศักยภาพของเครือข่ายราชภัฏอย่างชัดเจน นำไปสู่แนวทางขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 38 แห่งในระยะต่อไป
▪ มีการหารือแนวทางจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อขยายเครือข่ายศูนย์ต้นแบบ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
2. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างโค้ช สุรินทร์–ร้อยเอ็ด
▪ ทีมราชภัฏสุรินทร์ มีคณาจารย์ปฐมวัยร่วมเป็นโค้ช 7 ท่าน ดำเนินงานผ่าน MOU กับอำเภอที่ผ่านการคัดเลือก จัดสรรงบวัสดุอุปกรณ์ และออกแบบการโค้ชทั้งออนไลน์และลงพื้นที่จริงควบคู่กัน
▪ ทีมราชภัฏร้อยเอ็ด เริ่มจากการประสานงานกับท้องถิ่นและทดลองดำเนินงานกว่า 1 ปี ก่อนจัดทำ MOU อย่างเป็นทางการ พร้อมจัดกิจกรรม “มหกรรมปฐมวัย” ระดับตำบล และดึงนักศึกษาคณะครุศาสตร์เข้าร่วมกระบวนการโค้ช
▪ ทั้งสองทีมเห็นตรงกันว่าการคัดเลือกศูนย์นำร่องควรพิจารณาจากความพร้อมและความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นและครูผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ ก่อนขยายผลอย่างเป็นขั้นตอน
3. แนวทางการโค้ชและการขยายเครือข่าย
▪ หลักคิดของการโค้ช มุ่งสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับครูก่อนการ “ถ่ายทอดเนื้อหา” โดยปรับแนวคิดและเครื่องมือให้เหมาะกับบริบทของแต่ละศูนย์
▪ วางแผนลงพื้นที่อย่างเป็นระบบ จัดกลุ่มศูนย์ที่มีบริบทใกล้เคียงกันเพื่อออกแบบการโค้ชร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
▪ ส่งเสริมครูเกษียณอายุหรือผู้มีประสบการณ์ในพื้นที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายสนับสนุน เพื่อรักษาความต่อเนื่องแม้ในช่วงที่โค้ชไม่ได้ลงพื้นที่
▪ ผลักดันบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมูลนิธิฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดบทบาทและงบประมาณให้ชัดเจน
▪ นำหลักการดังกล่าวไปปรับใช้ในการขยายเครือข่ายสู่มหาวิทยาลัยราชภัฏและจังหวัดอื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มพัฒนาโค้ชรุ่นใหม่จากคณาจารย์ปฐมวัยของแต่ละมหาวิทยาลัย
“ การสร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่ครู ผู้ดูแลเด็ก และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนงานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้ยั่งยืน มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงรูปแบบหรือเครื่องมือการทำงาน ”