10/06/2021
“เพศศึกษากับค่านิยมของคนไทย”
ร้อยทั้งร้อยของคนไทยมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศอยู่หลายเรื่อง เพราะเดิมทีสังคมไทยนั้น มักจะกำหนดและปลูกฝังเกี่ยวกับเรื่องเพศว่าเป็นเรื่องสกปรกหยาบคาย หยาบช้า เรื่องราวใต้สะดือถือว่าเป็นเรื่องต่ำจะหยิบยกมาพูดถึงไม่ได้ หากใครที่พูดถึงเรื่องเซ็กส์จะถือว่าเป็นคนที่ไม่ดี ยิ่งถ้าหากเป็นเด็กนำมาพูดคงจะโดนด่าว่าใจแตก ไร้ยางอาย วัน ๆใฝ่แต่เรื่องอย่างว่า
ทั้ง ๆที่จริงเรื่องเพศก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เมื่อคนเราร่างกายเจริญเติบโตขึ้น เข้าสู่วุฒิภาวะทางเพศเป็นธรรมดา เรื่องความรู้สึกทางเพศนี่ก็ย่อมต้องตามมาเป็นของคู่กัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติจริง ๆ มันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทุกคน มีความต้องการ แต่ความต้องการก็ควรที่จะมาในเวลาที่เหมาะสม ความพร้อมและการคำนึงถึงอะไรหลายอย่างในชีวิต แต่กว่าที่ฉันจะรู้มันก็สายเกินจะแก้แล้ว
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สังคมไทยโดนกดหัวกับค่านิยมเดิม ๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ซึ่งก่อนอื่นปัญหาที่ฉันจะไม่พูดถึงคงไม่ได้เลยก็คือ คุณค่าของความเป็นหญิง น้อยคนมากที่จะไม่ถูกค่านิยมในสังคมกำหนดบทบาททางเพศของผู้หญิงให้เหมือนการลดคุณค่า ผู้หญิงมีเซ็กส์กับผู้ชายก่อนวัยอันควร คือผู้หญิงไม่ดี ผู้หญิงควรเก็บความบริสุทธิ์ให้ผู้ชายที่ตัวเองรักในวันแต่งงานและก็ไม่ควรที่จะสามีหลายคน ความเชื่อผิด ๆเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องจมอยู่กับความคิดที่ว่า คุณค่าของตนเองขึ้นอยู่กับพรหมจรรย์ ผู้ใหญ่เมื่อมีความคิดที่ว่า ร่างกายผู้หญิง ไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม จึงเป็นผลเกี่ยวโยงค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องเพศนี่แหละ ที่เป็นชนวนทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายในสังคม
ผู้ปกครองหลายคนไม่กล้าพูดสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาให้กับเด็กฟังเพราะกลัวว่าถ้าฟังแล้วเขาจะนำเอาไปปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่าง เด็กจะประพฤติผิดทางเพศ ออกนอกลู่นอกทางจนไม่สนใจการเรียน ฉันเองก็อยู่ในครอบครัวที่เคร่งในเรื่องของค่านิยมเดิม ๆ พ่อและแม่ต่างก็เห็นควรว่า ห้ามคบกับเพื่อนต่างเพศในเชิงชู้สาว ห้ามทุกอย่างต่างๆ นานาแต่ไม่เคยอธิบายเหตุผลว่าทำไม ฉันไม่เคยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันหรือเรียนรู้เพศศึกษาเชิงลึกเลย เป็นเนื้อหาที่ครอบครัวไม่เคยสอน หรือแม้แต่โรงเรียนก็ไม่กล้าที่จะสอน
จนวันหนึ่งฉันคบหากับแฟนในแบบวิถีของเด็กวัยรุ่นตามที่ควรจะเป็น และในวันที่ฉันทำตามอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง ฉันยอมรับว่าฉันก็ผิดเองที่ตัดสินใจยอมเขาในวันนั้น ฉันเองที่ไม่เรียนรู้ ศึกษา หาข้อมูลให้ดี ฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน ส่วนเขาเองก็รบเร้าที่จะทำจนเกิดการข้ามผ่านกรอบที่ครอบครัวกำหนดจนเกิดพลาดตั้งครรภ์ในวัยเรียน ก่อนก็เคยคิดว่าการพลีกายให้แฟนคนที่ตัวเองรัก จะทำให้เขารักเรา นั่นก็เป็นความคิดแบบโง่ๆของฉันเอง ทำให้ปัจจุบันฉันกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันพ่อกับแม่จะยอมรับในตัวฉันได้แล้วแต่ฉันก็รู้ว่าพวกท่านก็คงเสียใจไม่น้อย
ในเมื่อฉันไม่อาจที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตหรือปรับปรุงตัวเองได้ สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงแค่การออกมาเตือนให้เหล่าวัยรุ่น ไม่ว่าจะเพศหญิง เพศชาย หรือเพศไหนๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ที่ควรจะได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์อย่างเปิดกว้าง ไม่ต้องแอบปิดบังจนเกิดปัญหาจนทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปแบบที่ฉันเจอ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากวันนึง มีครอบครัวที่สามารถพูดเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาได้อย่างเปิดเผยกับลูก คนเป็นลูกจะมีความสุขมากขนาดไหนที่ครอบครัวเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกที่พวกเขาเจอ
ฉันอยากให้ความคิดที่ว่าการพูดเรื่องเพศอย่างเปิดเผยควรเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา ไม่ได้ผิดหรือน่าอาย น่ารังเกียจอย่างที่ใครพูดกัน การมีอารมณ์ทางเพศเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ซึ่งหากไม่อยากผิดพลาดในวันที่ยังไม่เหมาะสม หรือวัยที่ไม่สมควร ครอบครัวก็ควรที่จะมีส่วนช่วยในการสื่อสารให้วัยรุ่น ได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ควรที่จะสอนให้วัยรุ่นมีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติและพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องเหมาะสมมากกว่าที่จะกดดันให้พวกเขาอยู่ในกรอบแคบ ๆ
แหล่งอ้างอิง
กมลชนก ขำสุวรรณ. (2556). ยายสอนแม่ แม่สอนลูก ลูกรู้เรื่องเพศอย่างไรถึงจะพ้นภัย. จดหมายข่าวประชากรและการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล.
คณิตรา พฤทธสาโรช. (2548). ประสิทธิผลของโปรแกรมการสื่อสารเรื่องเพศระหว่างมารดาและบุตรสาววัยรุ่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรหมาบัณฑิต สาขาวิชาเอกพยาบาลสาธารณสุข.
ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย. (2548). จิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
สุรีย์พร กฤษเจริญ, และ กัญจนีย์ พลอินทร์. (2551). การสอนเรื่องเพศของพ่อแม่และความต้องการเรียนรู้เรื่องเพศของลูก. สงขลานครินทร์เวชสาร(26(1)), 61-71.
Wilson EK, & Grad JC. (2010). Parent's Perspectives on Talking to Preteenage Children about S*x. Perspectives on S*xual and Reproductive Health(42(1)), 56-63