03/04/2022
ผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ระบายปัญหาของตน กับอาจารย์เซ็นว่า …
หลายปีก่อน สมัยเธอเป็นสาวแรกรุ่น เธอได้แต่งงาน กับสามีที่อายุห่างกัน ประมาณ10 ปี
ในตอนนั้น สามีของเธอดูยิ่งใหญ่มาก ในสายตาของเธอ เธอชื่นชม และยกย่อง สามีของเธอมากแต่หลังจาก อยู่กินกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไป ไม่เหลือความอลังการ น่าเกรงขาม ไม่เหลือซึ่ง ความน่าสนใจ เหมือนครั้งอดีตอีกแล้ว
เธอถามอาจารย์เซ็นว่า เป็นเพราะเหตุใด?
หรือการแต่งงาน คือสุสานของความรัก ใช่หรือเปล่า?
เมื่อเธอเล่าจบ อาจารย์เซ็น จึงบอกกับเธอว่า “เธอจงตามอาตมามา”
อาจารย์เซ็น พาเธอมายืนอยู่ หน้าภูเขาลูกหนึ่ง แล้วถามว่า
“ภูเขาลูกนี้ เป็นอย่างไรบ้าง?”
“สูงใหญ่ ตระหง่าน ตระการตา และสวยงาม เป็นที่สุด” เธอบอก
“ตามอาตมาขึ้นเขาเถอะ!”
อาจารย์เซ็นกล่าว
ตลอดทาง ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่เดินกับเดิน เธอเริ่มเหนื่อย และอ่อนล้า อีกทั้งทางเดินที่ขรุขระ เธอจึงบ่นอะไร เยอะแยะออกมาเมื่อถึงยอดเขา อาจารย์เซ็นบอกเธอว่า...“นี่คือภูเขาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้”
“ภูเขาลูกนี้ไม่สวยเลย ทางเดินก็มีแต่หิน ต้นไม้ ก็ไม่สวย ดูๆแล้ว ภูเขาลูกโน้น สวยกว่าซะอีก!”
เธอระบายความรู้สึกออกมา
อาจารย์เซ็นหัวเราะขึ้นมา และก็กล่าวว่า
“ตอนที่เป็นแฟนกัน ก็เหมือนกับ มองภูเขา จากที่ไกล ในสายตา มีแต่ความชื่นชม เลื่อมใส เมื่อแต่งงานแล้ว ก็เหมือนกับ การขึ้นเขา สิ่งที่เธอได้เห็น คือความปกติธรรมดา ของกันและกัน เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา สายตาของเธอ ก็เห็นแต่ ภูเขาลูกอื่น ไม่เห็นภูเขาลูกเดิม ที่จริงแล้ว ภูเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเธอต่างหาก ที่เปลี่ยน เพราะใจเธอเปลี่ยน แววตาของเธอ จึงเปลี่ยนไป เมื่อหมดซึ่ง ความชื่นชม ภูเขาก็ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป เธอปรักปรำพร่ำบ่น มากเท่าใด ความเสียหาย ก็มีมากเท่านั้น เพราะอะไร เธอจึงสามารถ ยืนอยู่บนยอดเขาลูกนี้ และเห็นภูเขาลูกอื่น? ก็เพราะเธอ เหยียบอยู่บนภูเขาลูกนี้ เธอควรสำนึกคุณ ไม่ใช่ปรักปรำ"
มิใช่เพียง ความรู้สึก ของหญิงผู้นี้ต่อสามี ความรู้สึกของชาย ต่อหญิงก็ทำนองเดียวกัน หรืออาจจะ คิดเปรียบได้อีก มากมาย
เด็กที่มองว่าบิดา มารดา ของผู้อื่นแสนดี แต่กลับมิได้สำนึก ถึงพระคุณของ บุพการีของตนเอง ก็เช่นกัน
อย่ามองข้าม คุณค่า คุณความดี ของผู้ใกล้ชิด กอดกันรักกันให้มากๆวันหนึ่งเมื่อต้องจากกันจะได้มีช่วงเวลาดีๆให้นึกถึงกัน
จงรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เราคบมายาวนานด้วย เพราะมิตรภาพคือของขวัญที่สวรรค์มอบให้
26/03/2022
เช้านี้มาออกกำลังยืดเหยียดกันค่ะ
26/03/2022
คุณคิดว่า ออกกำลัง ก่อนหรือหลังอาหารดีนะ?
25/03/2022
โลกมีสิ่งปลูกสร้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางอันเป็นที่สุดแห่งใหม่ โดยแห่งนี้อยู่ในประเทศที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชีย
สะพานแขวน 1915 Canakkale ที่สร้างมา 5 ปีในตุรกีเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้วโดยจากความยาว 2023 เมตรจึงถือเป็นสะพานแขวนที่ยาวสุดในโลก ณ ปัจจุบัน
24 ปีมาแล้วที่สะพานแขวน Akashi Kaikyo ในญี่ปุ่นที่ยาว 1,991 เมตร ครองตำแหน่งสะพานแขวนยาวที่สุดในโลก แต่แผนสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (Mega Project) โดยเฉพาะด้านการคมนาคมของรัฐบาลตุรกีที่นำโดย Recep Tayyip Erdogan จะทำให้สะพานแขวนในญี่ปุ่นต้องเสียแชมป์
โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า สะพานแขวน 1915 Canakkale อยู่ที่บริเวณทะเล Marmara เชื่อมแผ่นดินฝั่งยุโรปกับเอเชียระหว่างช่องแคบ Dardellers ทางตะวันตกเฉียงเหนือเข้าด้วยกัน โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2017 และมีบริษัทเกาหลีใต้รับหน้าที่หลักในการก่อสร้าง
ล่าสุดเมื่อ 18 มีนาคมสะพานแขวน 1915 Canakkale ที่นำจังหวัดที่ตั้งและปี 1915 ที่กองทัพเรือตุรกียุคจักรวรรดิออตโตมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชนะกองทัพอังกฤษกับฝรั่งเศสมารวมกันเป็นชื่อ ก็เปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยประธานาธิบดี Recep Tayyip Erdogan มาเป็นประธานในพิธีเปิดด้วยตัวเอง
ประธานาธิบดีตุรกีที่อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2014 มั่นใจว่าสะพานแขวนแห่งนี้จะเป็นประโยชน์ในหลายๆ ด้านทั้งการลงทุน การเดินทาง การลำเลียงแรงและสินค้า
รวมไปถึงการนำเข้าและส่งออก พร้อมกันนี้ยังช่วยให้มีเงินเข้าคลังประเทศอย่างต่อเนื่องเพราะผู้ขับรถผ่านต้องจ่ายค่าผ่านทางครั้งละ 13.50 เหรียญสหรัฐ (ราว 450 บาท)
สำหรับสะพานแขวน 1915 Canakkale ยาว 2,023 เมตร ใช้เวลาขับรถบนสะพานเหนือทะเล Marmara ที่อยู่ระหว่างยุโรปกับเอเชียราว 6 นาที จากเดิมที่ต้องข้ามด้วยเรือข้ามฝากกินเวลานานนับชั่วโมง และใช้งบก่อสร้าง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 93,700 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตามพรรคฝ่ายค้านตุรกีก็วิจารณ์ว่าเป็นการเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช้เหตุเพราะตุรกีมีสะพานเชื่อมเอเชียกับยูโรปแล้ว 3 แห่ง
และพรรครัฐบาลของ ประธานาธิบดี Recep Tayyip Erdogan ต้องการใช้โครงการด้านคมนาคมมากมายตั้งแต่สนามบิน รางรถไฟและอุโมงค์ใต้ทะเลลอดชองแคบ Bosphorus เรียกคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งปี 2023 อันจะช่วยให้รั้งอำนาจได้ต่อไป / cnn, wikipedia
Cr:marketeeronline.com
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
24/03/2022
🟥 “กาวตราช้าง” ไม่มีจริง แต่กลับเรียกกันติดปากทั่วประเทศ
พรุ่งนี้ที่โรงเรียนมีจัดบอร์ดความรู้…ซื้อกาวตราช้างมาด้วยนะ
ลูกบิดประตูหลุด ต้องซ่อมแก้ขัดก่อน…หยิบกาวตราช้างให้หน่อยสิ
เด็กใหม่เพิ่งย้ายเข้ามาว่ะ…เอากาวตราช้างไปหยอดเก้าอี้มันหน่อยดิ
บทสนทนาง่าย ๆ ที่เราอาจไม่ได้คิดอะไรมาก พูดคำว่า ‘กาวตราช้าง’ ก็หมายถึงกาวหลอดจิ๋ว เขียนด้วยตัวหนังสือภาษาญี่ปุ่นบ้าง อังกฤษบ้าง มีปลายแหลมสำหรับบีบ เอาไว้ซ่อมพวกของใช้ เชื่อมสิ่งที่ต้องการเข้าด้วยกัน เป็นสุดยอดกาวสามัญประจำบ้านราคายี่สิบบาทที่ทุกคนต่างยอมรับว่าเหนียวหนึบทนนาน
บางคนอาจพอรู้ว่ากาวหลอดที่ตนใช้อยู่ไม่ใช่ตราช้าง แต่เกิดจากการเรียกติดปาก
จากการสื่อสารในช่วงเวลาเข้ามาทำตลาดแรกๆ จนกลายเป็น generic name
แล้วซูเปอร์กลูมาจากไหน ทำไมติดปากเรียก กาวตราช้าง กันทั้งประเทศ?
เดิมทีมันคือ ‘ไซยาโนอะคริเลต’ เป็นสารที่ถูกคิดค้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดย ดร .แฮร์รี่ คูเวอร์ จุดประสงค์เพื่อผลิตศูนย์เล็งปืนจากพลาสติกใส นำไปใช้ประกอบอาวุธให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ถูกใช้ เพราะระดับความเหนียวที่มากไป ไม่เหมาะจะใช้นำไปประกอบศูนย์เล็งปืนที่กำลังค้นคว้าอยู่
ราวสิบปีหลังจากนั้น ดร. คูเวอร์ทำงานอยู่ที่บริษัท Eastman Kodak (แบรนด์กล้องฟิล์มที่เราคุ้นชื่อ) เขาได้รับมอบหมายให้คิดค้นสารอะคริเลตโพลีเมอร์ที่ทนความร้อนได้ดี เพื่อนำไปใช้กับหลังคาเครื่องบินเจ็ต
ไซยาโนอะคริเลตจึงถูกรื้อกลับมา คุณภาพความเหนียวของมันดีจน ดร. คูเวอร์ต้องกลับมาพัฒนามันอีกครั้ง และในปี 1958 อีสต์แมน โกดัก ก็จัดจำหน่ายซูเปอร์กลูในชื่อ Eastman #910
ในขณะที่ซูเปอร์กลูใช้กันอย่างแพร่หลายในฝั่งตะวันตก เจ้ากาวพลังช้างเข้ามาในไทยโดยบริษัท พี. เกรท มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2526 กับผลิตภัณฑ์ กาวช้าง เคนจิ เจ้าซูเปอร์กลูหลอดจิ๋วมีรูปช้างแปะอยู่บนแพ็กเกจจิ้ง และโฆษณาโทรทัศน์ที่แม้แต่เด็กรุ่นใหม่ก็อาจได้เห็นกันมาบ้าง
🟥 ชื่อกาวตราช้างมาจากการสื่อสารของเคนจิ ที่สื่อสารว่ากาวนี้เป็นกาวช้าง คือติดแน่น ทรงพลัง และคำว่ากาวช้าง และรูปช้าง ทำให้คนไทยเรียกแทนกาวช้างตราเคนจิว่ากาวตราช้าง จนกลายเป็น Generic Name
โฆษณากาวตราช้างเคนจิ : https://www.youtube.com/watch?v=aAljud9mrUQ
โดยเนื้อกาวของกาวช้างเคนจินำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น แต่ฐานการผลิตและจำหน่ายอยู่ในประเทศไทย
แล้วแต่ละแบรนด์ที่เราเห็นตามท้องตลาดมาจากไหน มีรายได้เท่าไรกันบ้าง?
มีแบรนด์ซูเปอร์กลูเกิดขึ้นมาหลายเจ้า และพวกเขาพยายามสื่อสารว่า ‘ฉันก็เป็นกาวพลังช้างเหมือนกันนะ’ ด้วยการติดคำว่า ‘Elephant’ และรูปช้างตัวเบิ้มไว้บนแพ็กเกจจิ้ง ที่เรามักเห็นกันตามท้องตลาดก็มีหลายยี่ห้อ เช่น
บริษัท พี. เกรท มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เจ้าของ กาวช้าง เคนจิ เป็นบริษัทผลิตกาวที่มีสินค้าอื่น ๆ เช่น กาวร้อน ไดโก้, กาวช้าง คาโต้, มีดโกนหนวด Glittor รายได้ปี 2563 อยู่ที่ 172 ล้านบาท กำไร 24 ล้านบาท
บริษัท อัลฟ่า ยูนิเทรด จำกัด ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาวยี่ห้อ Alteco แบรนด์ซูเปอร์กลูจาก Alteco Group of Companies บริษัทญี่ปุ่น รายได้ปี 2563 อยู่ที่ 218 ล้านบาท กำไร 13 ล้านบาท
และบริษัท แฮมก้า มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายกาว Hanka (ผลิตโดยบริษัท Hebei chengxin.CO.LTD) รายได้ปี 2563 อยู่ที่ 34 ล้านบาท กำไร 4,000 บาท
บริษัท ซูปา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย SUPA กาวซูเปอร์กลู รายได้ปี 2563 อยู่ที่ 1 ล้าน 6 แสนบาท ขาดทุน 400,000 บาท
Cr:marketeeronline.com
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
23/03/2022
นอนไม่พอไม่ได้ทำให้เบลออย่างเดียวนะ
มันมีอะไรกว่านั้นเยอะเลย!
หากนอนไม่พอติดต่อกันนานวันเข้า ร่างกายก็จะทรุดโทรมลง เริ่มจากหน้าก่อนเลยครับ หน้าโทรม ตาโหล ขอบตาคล้ำ หน้าคล้ำ ผิวพรรณหยาบกระด้างขึ้นจนคนรอบข้างทักว่าโดนของมาหรือเปล่า แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ การนอนไม่พอทำร้ายสุขภาพภายในด้วย
ใครที่ชอบนอนเช้าตื่นเที่ยง นอนดึกตื่นเช้า หรือนอนน้อยกว่าวันละ 6 ชั่วโมงก็จะต้องระวัง 10 อาการต่อไปนี้ให้ดีครับ
#1 ความจำแย่ลง: สมองจะสร้างกระบวนการที่ช่วยให้เราจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นตอนหลับ แต่เมื่อนอนไม่พอก็จะส่งผลเสียต่อความจำระยะสั้นและความจำระยะยาวด้วย
#2 มีปัญหาด้านสมาธิและกระบวนการคิด: เมื่อนอนหลับไม่เพียงพอ สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจจะแย่ลง
#3 อารมณ์แปรปรวนง่าย: ลองสังเกตตัวเองก็ได้ครับ เวลาที่นอนไม่พอเพื่อนๆ จะหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ ในบางคนอาจอารมณ์อ่อนไหว หัวร้อนหรืออารมณ์เปลี่ยนเร็วจนคนอื่นตามไม่ทันด้วย ยิ่งถ้านอนไม่พอสะสมไปเรื่อยๆ อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและหดหู่ได้เลย
#4 ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง: การนอนน้อยทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนอาจจะต่อสู้กับไวรัสบางชนิดไม่ได้ แม้กระทั่งเชื้อไวรัสธรรมดาๆ ที่ทำให้เป็นหวัดก็อาจจะสู้ไม่ได้เหมือนกัน คนที่นอนไม่พอจึงป่วยบ่อยกว่าคนทั่วไปนั่นเองครับ
#5 มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง: หากนอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็จะมีมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่า!
#6 มีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวานสูง: การนอนไม่พอส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนอินซูลินหรือฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อนอนน้อยเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งสูงขึ้นจนอาจกลายเป็นเบาหวานในท้ายที่สุด
#7 น้ำหนักขึ้นง่ายกว่าเดิม: ฮอร์โมนที่ทำให้สมองรับรู้ว่าหิวหรืออิ่มจะแปรปรวนเมื่อเพื่อนๆ นอนน้อย เมื่อสมองไม่รู้ว่าอิ่ม ปากก็จะกินต่อไปและนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักขึ้นนั่นเอง
#8 สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอย: เมื่อร่างกายเริ่มทรุด ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับที่จะไม่อยากทำเรื่องอย่างว่า โดยเฉพาะในผู้ชายที่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะลดลง ความดีดเลยหาย แทบจะกลายเป็นผักเหี่ยวๆ ไปเลย
#9 เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ: อย่างที่บอกไปว่านอนไม่พอจะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น และยังไปกระตุ้นสารเคมีในร่างกายจนทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้นำไปสู่โรคหัวใจได้นั่นเอง
#10 อาจหลับในจนเกิดอุบัติเหตุ: ก็อย่างที่เพื่อนๆ เห็นนั่นแหละครับ พอไม่นอนในตอนกลางคืน ร่างกายก็จะอยากชัตดาวน์ตัวเอง แถมไม่สนใจด้วยว่าเราจะขับรถอยู่ไหม เราจะเดินลงบันไดอยู่หรือเปล่า อยู่ๆ ก็วูบหลับไปจนทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีคนตายเพราะสาเหตุนี้เยอะเลย
แค่นอนไม่พอร่างกายก็พังไปกว่าครึ่ง ฉะนั้น ใครที่มีเวลานอนก็รีบนอน เพราะแก่ตัวไปเราจะนอนหลับยากขึ้นกว่านี้อีกนะครับ เพลาๆ การเล่นมือถือก่อนนอนบ้าง อย่ากินอาหารมื้อดึก และไม่ดื่มคาเฟอีนก่อนเข้านอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง นอนให้มากขึ้นตั้งแต่วันนี้ แล้วสุขภาพของเพื่อนๆ จะดีขึ้นได้แน่นอน
Cr: ลืมป่วย
อ้างอิง:
http://bit.ly/3hoLI9l
22/03/2022
บทความโดย ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม
🟥 ไขปริศนา “ความกลัว” สร้างความต้องการลูกค้า
โลกปัจจุบันเราอยู่กับ “ความกลัว” หลายรูปแบบ ตลอดเวลา จริงไหมครับ
ยิ่งในช่วง 2 ปีที่เจ้าโรคระบาด Covid-19 อาละวาดอย่างไม่รู้ว่าจะหมดฤทธิ์เดชเมื่อไร สร้างความกลัวอย่างมากมาย
กลัวว่าจะติดโรคร้าย กลัวตาย กลัวตกงาน กลัวขาดรายได้ กลัวไปหมด หลายคนกลัวจนกลายเป็นโรคประสาท จิตตก ฯลฯ เรียกว่ากลัวขึ้นสมอง
ความจริงแม้ไม่มีโรคระบาด Covid-19 ความกลัวก็เป็นเรื่องปกติที่หนีไม่พ้น
ความกลัวเกิดได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่มีวันหยุด และเป็นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ไม่เว้นว่าจะนับถือศาสนาใด
นักจิตวิทยาบอกว่า “ความกลัว” สามารถใช้สร้างหรือกระตุ้น “ความต้องการ” ได้มากกว่า “ความอยาก” เชื่อไหมครับ
ลองสำรวจตัวเองดูว่า กลัวสูญเสีย มากกว่าความอยากได้โน่นอยากได้นี่ หรือเปล่า เรามักได้ยินคนบ่นว่า “เสียดายที่สูญเงิน” มากกว่า “ดีใจที่ได้เงิน”
นักการตลาดที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ได้เอา “ความกลัว” มาสร้างหรือกระตุ้นความต้องการ
หลายท่านอาจเคยได้ยินคำว่า FOMO (Fear Of Missing Out) อย่างที่เห็นในโฆษณาหรือเวลาเขาไลฟ์สดขายสินค้า เช่น หากไม่โทรหรือสั่งซื้อในเวลาที่กำหนดท่านจะไม่ได้รับโปรโมชั่นพิเศษ หรือราคาพิเศษนี้เฉพาะผู้ที่ซื้อ 100 ท่านแรกเท่านั้น
เรามาดูพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs)
อับราฮัม เอช. มาสโลว์ คิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1943 โดยระบุว่า มนุษย์มีความต้องการทั้งหมด 5 ขั้นเรียงลำดับจากขั้นต่ำสุดไปหาสูงสุด มนุษย์จะมีความต้องการในขั้นต่ำสุดก่อน เมื่อได้รับการตอบสนองจนพอใจแล้วก็จะเกิดความต้องการขั้นสูงถัดไป
ความต้องการของมนุษย์ 5 ขั้นมี ดังนี้
1.ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการลำดับต่ำสุดและเป็นพื้นฐานของชีวิต ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่พักอาศัย ความอยู่รอดของชีวิต
2.ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety Needs) เป็นความต้องการที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจแล้ว ความต้องการขั้นนี้ถึงจะเกิดขึ้นความต้องการความปลอดภัยมีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เช่น สภาพสิ่งแวดล้อม บ้านปลอดภัย การมีงานที่มั่นคง การมีเงินเก็บออม ความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่
3.ความต้องการความรักและการยอมรับจากสังคม (Belonging and Love Needs) เมื่อมีความปลอดภัยในชีวิตและมั่นคงในการงานแล้ว คนเราจะต้องการความรัก ความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีความต้องการเป็นเจ้าของและมีเจ้าของ ความรักในรูปแบบต่างกัน เช่น ความรักระหว่าง คู่รัก พ่อ แม่ ลูก เพื่อน สามี ภรรยา ได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่ม
4.ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือในตนเอง (Esteem Needs) เมื่อความต้องการความรักและการยอมรับได้รับการตอบสนองแล้ว คนเราจะต้องการสร้างสถานภาพของตัวเองให้สูงขึ้น ความภูมิใจและสร้างความนับถือตัวเอง ชื่นชมในความสำเร็จของงานที่ทำ เช่น ยศ ตำแหน่ง ระดับเงินเดือนที่สูง งานที่ท้าทาย ได้รับการยกย่องจากผู้อื่น
5.ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตน (Self-actualization) เป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์และความต้องการนี้ยากที่จะบอกได้ว่าคืออะไร อาจจะกล่าวได้ว่าคือ ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตน เป็นความต้องการที่ได้รับผลสำเร็จในเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ความสมบูรณ์ของชีวิต ความบรรลุถึงความต้องการทั้งปวง
ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและยอมรับกันมานานแล้ว หลายท่านคงพูดว่าเคยเรียนมาแล้ว ไม่ต้องมาสอนหนังสือสังฆราชให้มากความ
ผมไม่ได้นำเรื่องนี้มาสอนกันใหม่ เพียงแต่นำมาปูพื้นฐานว่าเราสามารถนำ “ความกลัว” มาสร้างหรือกระตุ้นความต้องการเหล่านี้ได้อย่างไร
เริ่มจากท่านต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าลูกค้าเป้าหมายที่ท่านจะใช้ “ความกลัว” กระตุ้นความต้องการนั้นเป็นอย่างไร
1.ลูกค้าเป้าหมายมี pain point อะไร (ใช้คำที่อยู่ในสมัย เขานิยมพูดกัน..สักหน่อย) หากจะพูดแบบไทย ๆ ก็คือ ดูให้ออกว่าเขาอึดอัด ไม่สะดวกสบายอะไร กลัวอะไร กลัวพลาดอะไร เพราะการใช้ “ความกลัว” มาขู่ทุกเรื่อง นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ลูกค้าเป้าหมายไม่เชื่อและไม่อยากฟัง เครื่องดื่มเสริมสุขภาพหรืออาหารเสริมมักจะโฆษณาเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายวัยรุ่นหนุ่มสาวที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่กลัวว่าจะสอบเข้าไม่ได้ สินค้าเหล่านี้มักให้การติว กวดวิชาต่าง ๆ จากอาจารย์ติวชื่อดังแก่ลูกค้าเป้าหมายกลุ่มนี้ แล้วก็แฝงโปรโมตสินค้าของตนเอง
2.จัดลำดับขั้นความกลัวของลูกค้าเป้าหมาย ดูให้ออกว่าเขากลัวเรื่องใดมากที่สุด จัดลำดับจากมากไปหาน้อย เช่น ในช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด ลูกค้าเป้าหมายอาจจะกลัวตกงาน ขาดรายได้ในยามขัดสน ธุรกิจปล่อยเงินกู้ระยะสั้น ประเภทเงินด่วน เงินติดล้อ จะเน้นเอาความกลัวเรื่องนี้มากระตุ้นให้ลูกค้าเป้าหมายมากู้เงินจากธุรกิจของตน ความกลัวเรื่องนี้คงอยู่ในระดับต้น ๆ มากกว่าความกลัวที่จะไม่ได้ไปท่องเที่ยว จริงไหมครับ
3.อธิบายด้วยเหตุผลและความเห็นอกเห็นใจที่จะช่วยให้ลูกค้าเป้าหมายหลุดหรือผ่านพ้นความกลัวนั้น ๆ ไปได้อย่างไร ท่านต้องมีความแนบเนียนในการใช้ความกลัวของลูกค้ามากระตุ้นความต้องการ ไม่ใช่สื่อสารในลักษณะขู่ว่าถ้าไม่ซื้อสินค้าหรือบริการของท่านเขาจะเจอเรื่องร้าย ๆ นั้น เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลควรจะสื่อสารให้ลูกค้าเป้าหมายมาตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำการดูแลสุขภาพในช่วงโรคระบาด Covid-19 มากกว่าที่จะสื่อสารให้ลูกค้าเป้าหมายกลัวการเจ็บป่วยหรือผลร้ายจากการติดโรคระบาดร้ายนั้น
4.จบด้วยการให้รางวัลหรือเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อท่านดำเนินการจากข้อ 1 ถึงข้อ 3 แล้ว คือรู้ว่าลูกค้ากลัวอะไรจากมากไปหาน้อย สื่อสารอธิบายอย่างเห็นอกเห็นใจว่าเขาสามารถหลีกพ้นหรือผ่านความกลัวนั้น ๆ ไปได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ว่าลูกค้าเชื่อว่าท่านเป็นตัวช่วยที่ไว้ใจได้ ท่านก็จบด้วยสิ่งที่ท่านให้ได้ นอกจากจะช่วยขจัดความกลัวแล้ว ท่านยังให้รางวัลหรือโปรโมชั่นพิเศษเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการของท่าน
หลักการง่าย ๆ คือชี้ชัดให้ลูกค้าเป้าหมายตระหนักว่า เขาเสี่ยงที่จะได้รับผลเสียอะไรจากสถานการณ์ที่เขาเป็นอยู่ (สร้างความกลัว) แล้วแนะนำว่าเขามีทางเลือกอะไรบ้างในการขจัดความกลัวนั้น ๆ และให้ข้อเสนอที่ดีกว่าในการใช้สินค้าหรือบริการของท่าน
การใช้ความกลัวมากระตุ้นความต้องการอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก แต่อาจจะยากเมื่อนำไปใช้
เพราะโดยธรรมชาติของคนทั่วไปมักใช้ “ความกลัว” ในลักษณะข่มขู่ มากกว่าใช้ “ความกลัว” ในลักษณะเห็นอกเห็นใจ
ไม่มีใครกลัวแบบไม่รู้จักทำอะไร ไม่สู้ (ต่อต้าน) ก็หนีไปให้พ้น
หากจะเปรียบให้เห็นภาพชัด ๆ ควรมีศิลปะการใช้ “ความกลัว” แบบ พริกไทยที่ช่วยปรุงรสชาติอาหาร มากกว่าใช้ “ความกลัว” แบบพริกป่นที่สร้างความเผ็ดร้อนให้มากขึ้น
อย่าทำให้ลูกค้าเกิดสภาพ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” แล้วมันจะเกิดผลเสียต่อสินค้าหรือบริการของท่านมากกว่าผลดี เผลอ ๆ ท่านอาจจะเจอว่าลูกค้าน่ากลัวกว่าที่ท่านคิดนะครับ
Cr:marketeeronline.com
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
21/03/2022
ทำไมถึงเริ่มต้นด้วย C สงสัยไหม ?
ตั้งแต่จำความได้ ไดรฟ์ที่เราใช้ลง Windows มักจะขึ้นต้นด้วยไดรฟ์ C และก็จะไล่เรียงไปเรื่อย ๆ เช่น D, E, F หากเราใส่ฮาร์ดดิสเพิ่ม ทำไมล่ะ ? ทำไมถึงไม่ยอมเรียงตามตัวอักษร นายตกภาษาหรือ ? คำตอบก็คือ Windows จะสงวนอักษรระบุไดรฟ์อย่าง A หรือ B ไว้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษบางอย่าง ซึ่งก็คือ floppy drives ครับ
แต่หากเพียงแค่คำตอบนี้ ยังไม่ทำให้บางคนพอใจ มาดำดิ่งไปกับเรื่องนี้กัน
ในกรณีของ Windows ฮาร์ดไดรฟ์ที่ใช้เพื่อติดตั้งไฟล์ OS (Windows) และจัดเก็บข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็นพาร์ติชั่นหรือโวลุ่ม พาร์ติชั่นเหล่านี้สามารถฟอร์แมตได้โดยใช้ระบบไฟล์ เช่น NTFS, FAT32 และอื่นๆ ใน Windows จากนั้นพาร์ติชั่นจะเรียกว่าลอจิคัลไดรฟ์และกำหนดอักษรระบุไดรฟ์เช่น C, D หรือ E ไว้
แต่ทำไมไดรฟ์แรกถึงเป็น C ?
อันนี้ต้องย้อนกลับไปถึงตอนที่ IBM ครองตลาดพีซี ซึ่งในตอนนั้นเนี่ยพีซี ไม่ได้มีฮาร์ดไดรฟ์นะ ฟังดูแปลก ๆ ใช่มะ? แล้วมันทำงานยังไงล่ะนั่น เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนนั้น floppy drives ถูกใช้เป็นที่เก็บข้อมูลหลักในคอมพิวเตอร์ floppy drives จึงถูกตั้งค่าโดยกำหนดอักษรระบุไดรฟ์มาตั้งแต่ตอนนั้น
ซึ่งคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นเนี่ย มีฟลอปปีไดรฟ์สองตัวสำหรับใช้งานโปรแกรมและจัดเก็บข้อมูล ฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาจึงจะรองรับ floppy drives สองตัว ดังนั้นอักษรระบุไดรฟ์จึงถูกตั้งค่ามาเป็น A และ B ตามลำดับ
และเมื่อฮาร์ดไดรฟ์เข้ามาในภายหลังจึงถูกกำหนดให้ตั้งค่าเป็นไดรฟ์ C แทน ซึ่งก็เรียงลำดับตามตัวอักษรถูกต้อง
ทีนี้เราสามารถตั้งค่า จาก C ให้เริ่มต้นที่ A ได้ไหม ? คำตอบคือทำได้นะ แต่ในเครื่องเราต้องไม่มีอุปกรณ์ floppy drives เสียบอยู่ (ถ้าใครยังมีก็นับถือ) เพราะหากเสียบ floppy drives อยู่ Windows จะสงวน A กับ B ไว้ให้ floppy drives ครับ แต่หากไม่ได้เสียบก็สามารถเปลี่ยนจาก C ไปเป็น A ได้ ซึ่งมันอาจจะดูแปลก ๆ กว่าชาวบ้านนิดหน่อย ถ้ารับได้ก็โอเคร เพราะหากเวลาลงเกมหรือลงโปรแกรมต่าง ๆ เกมหลาย ๆ เกมจะระบุค่าเริ่มต้นที่ให้ลงกับไดรฟ์ C ซึ่งอาจจะเกิดความยุ่งยากนิดหน่อยเวลาติดตั้ง หากเราไปเปลี่ยนชื่อไดรฟ์
ระบบอื่นเป็นไหม ? ไม่นะ เหมือนจะเป็นแค่ Windows ซึ่ง macOS และ Linux ไม่ได้ใช้วิธีการระบุไดรฟ์สำหรับระบบไฟล์ ใน macOS โวลุ่มระบบหลักจะเรียกง่าย ๆ ว่า Macintosh HD ส่วนบน Linux ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ใต้ /root directory
Cr: techhubknowledge
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
21/03/2022
4 ข้อดี การเป็นโล่น้ำเงินใน LINE OA💙💚
คำถามยอดฮิตที่ผู้ประกอบการนิยมถามกันมากๆ เลย นั่นก็คือ โล่สีน้ำเงินของ Line Official Account คืออะไร แล้วมันดียังไง?
จริงๆ แล้ว “บัญชีโล่สีน้ำเงิน” ก็คือ Verified Account หรือบัญชีรับรองของ Line OA นั่นเองค่ะ
โดยปกติแล้วเวลาที่เราสมัครบัญชีทางการของ LINE สำหรับธุรกิจ (Line OA) เมื่อเริ่มต้นใช้งานเราสามารถที่จะสมัคร Line OA แบบโล่สีน้ำเงินได้เลย หรือหากร้านค้ามีบัญชีโล่สีเทา หรือ บัญชีทั่วไปอยู่แล้ว ก็สามารถยืนยันตัวตนเพื่ออัพเกรดจากโล่สีเท่าไปเป็นโล่น้ำเงินได้เช่นกันค่ะ😍
โดยโล่สีน้ำเงินนี้มันดียังไงล่ะ วันนี้ Digital Tips จะมาบอก
4 ข้อดี ของการเป็นโล่น้ำเงินใน LINE OA กันค่ะ
1. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้า
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้รับโล่น้ำเงินเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าเราคือตัวจริงอยู่บนโลกออนไลน์ หมายถึงมีตัวตนอยู่จริง มีที่อยู่ที่ตรวจสอบได้จริง รวมถึงข้อมูลที่กรอกเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้นั่นเอง ตรงนี้ก็จะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจในร้านค้ามากยิ่งขึ้น
2. โปรไฟล์ร้านค้าค้นหาเจอได้ง่ายผ่าน Website
การเป็น “บัญชีรับรอง” ช่วยให้ร้านค้าจะมีเสมือนหนึ่ง Mini Website ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปที่ลิงก์แล้วจะแสดงโปรไฟล์ร้านค้าให้ทุกคนได้เห็น และช่วยให้ถูกค้นเจอผ่านเว็บไซต์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
3. ได้รับการโปรโมทฟรีบนหน้า Wallet Tab ช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย
โดยการได้รับสิทธิ์นี้แน่นอนว่าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ค่ะ นั่นหมายความว่าร้านค้าได้เพิ่มโอกาสในการขายเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวเลย
4. สร้างโปสเตอร์สำหรับโปรโมทร้านฟรี! ลิขสิทธิ์แท้จาก LINE FRIENDS
เชื่อว่าข้อนี้หลายๆ ร้านค้าน่าจะชื่นชอบกัน และเป็นกิมมิคของทาง Line ซึ่งสามารถให้ร้านค้ามีโปสเตอร์ที่ช่วยโปรโมทร้านได้ดีมากขึ้น โดยโปสเตอร์ตรงนี้จะเป็น Line Character ที่มีทั้งตัวการ์ตูนหมีบราวน์ และน้องกระต่ายโพนี่ รับรองได้เลยว่าถูกต้องตามลิขสิทธิ์อย่างแน่นอนค่า สนใจสร้างโปสเตอร์ สามารถทำผ่าน manager.line.biz ได้เลยน้าาา
โอ้โห! ต้องบอกเลยว่า ข้อดีของโล่สีน้ำเงินน่าสนใจมากๆ เลยนะคะเนี่ย รู้แบบนี้แล้ว ต้องไปสมัครโล่สีน้ำเงินกันเยอะๆ แล้วล่ะค่ะ เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ประโยชน์ดีๆ แบบนี้ ไปสมัครกันเลย >> https://bit.ly/3C0yWsf 💕💕💕
Cr.Digital tips
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
20/03/2022
ไม่มีใคร Perfect ตั้งแต่วันแรก!
ความสม่ำเสมอในการทำคอนเทนต์เป็นสิ่งสำคัญ
สรานี สงวนเรือง (เฟื่อง)
CEO of Flourish Digital
หนึ่งใน Special Guest ที่มามอบเรื่องราวสุดพิเศษในงาน
🎉 Digital Influencer Bootcamp In partnership with YouTube 🎉
ซึ่งนอกจากแง่คิดที่อยู่ใน Quote แล้ว ยังมีอีกหลายๆ เรื่องจากประสบการณ์ของคุณเฟื่อง ที่อยากนำมาให้ฝากเป็นทั้งข้อคิด และกำลังใจดีๆ ค่ะ 😊💞
👍 คนเริ่มต้นทำช่องใหม่ สิ่งที่อยากให้คำนึงถึงคือ !!
นอกเหนือจากคอนเทนต์แล้ว คือเรื่อง “SEO” ควบคู่ไปกับการทำคอนเทนต์คุณภาพดีๆ ออกไป เฟื่องเชื่อว่าสักวันเดี๋ยวมันจะค่อยๆ โตขึ้น แม้จะต้องใช้เวลา แต่ระหว่างทางเราจะเรียนรู้ พัฒนา ปรับปรุงต่อไปเรื่อยๆ และรู้จัก Audience ของเราดีขึ้น เพื่อมอบคอนเทนต์ที่ใช่ ในเวลาที่ถูกต้องค่ะ
👍 เฟื่องมองว่าแพลตฟอร์ม YouTube มีเสน่ห์เฉพาะตัวมาก!!
เฟื่องว่านี่คือโอกาสของทุกคน ขอเพียงแค่ คุณเจ๋งจริง มีใจรักที่จะสร้างคอนเทนต์คุณภาพออกมา ที่จะเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพแจ้งเกิดได้จริงๆ ค่ะ
ก็หวังว่าเรื่องราวดีๆ นี้จะช่วยให้ทุกคนได้กลับไปคิดต่อ เรียนรู้เพื่อลงมือทำจริงๆ โลกยุคนี้เราต้อง "Learning By Doing" อยู่เสมอ เป็นกำลังใจให้กับทุกท่านนะคะ 💞💞
Cr:Digital tips
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
20/03/2022
มีหลายวิธีในการทำธุรกิจ สำหรับอดีตนักชกฝีมือฉกาจชาวอเมริกันคือการพลิกเรื่องฉาวที่คอมวยต่างลืมไม่ลงสู่ของกินเล่นลดเครียด
Mike Tyson อดีตนักชกดังชาวอเมริกัน เริ่มวางจำหน่าย Mike Bite ขนมเคี้ยวหนึบผสมกัญชาในเมืองของสหรัฐ ซึ่งเขาหวังใช้ต่อยอดธุรกิจกัญชาคลายเครียดที่เริ่มมาหลายปี
พร้อมความมั่นใจว่าจะเป็นที่สนใจ เพราะขนมมีรูปร่างเป็นหูแหว่งจากรอยฟันกัด อันต่อยอดมาการชกครั้งหนึ่งในอดีต ที่เขากัดหู Evander Holyfield นั่นเอง
ย้อนไปเมื่อปี 1997 Mike Tyson ซึ่งขณะนั้นอายุ 30 ปี ยังเป็นนักชกเลือดร้อนฟอร์มดุ เกิดคุมอารมณ์ไม่อยู่ระหว่างชกกับ Evander Holyfield
ช่วงยก 3 Mike Tyson กัดหูคู่ชกจนแหว่ง ถูกริบใบอนุญาตชกและปรับเป็นเงิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน)
ไฟต์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในเรื่องฉาวที่ดังไปทั่วโลก ไม่เฉพาะวงการกีฬา และโชคร้ายที่เป็นรอยด่างพร้อยให้กับชีวิตของ Mike Tyson
แต่หลังจากนั้นเขากับ Evander Holyfield ก็ปรับความเข้าใจกันได้และให้ไฟต์ดังกล่าวเป็นอดีต
ข้ามมาปัจจุบัน Mike Tyson ในวัย 55 ปี ถือเป็นตำนานวงการกีฬา แวดวงหมัดมวยและคนดังในสหรัฐ ที่ปรากฏตัวในภาพยนตร์บ้างเป็นครั้งคราว
ขณะเดียวกันเขายังถือเป็นคนดังชาวอเมริกันคนแรกๆที่เข้าสู่ธุรกิจกัญชาเพื่อคลายเครียดแบบถูกกฎหมายอย่างจริงจัง
อดีตนักชกเจ้าของฉายามฤตยูดำ มีไร่กัญชาที่รัฐ California ในชื่อ Tyson Ranch มาตั้งแต่ปี 2017 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจ แต่เขายังเชื่อว่าพืชชนิดนี้ที่ช่วยให้เขาอารมณ์เย็นลงน่าจะทำเงินได้
ล่าสุด Mike Tyson และทีมงานได้พัฒนา Mike Bite ขนมเคี้ยวหนึบทำจากเยลลี่ผสมกัญชาคลุกน้ำตาลออกมา โดยมั่นใจว่าจะเรียกกระแสได้แน่ เพราะขนมทรงหูกัดจนแหว่งสะดุดตานั้น คล้ายหูของ Evander Holyfield ในไฟต์ฉาวปลายยุค 90
Mike Bite เพิ่งวางจำหน่ายในรัฐ California และจะขยายไปในรัฐ Nevada รวมถึงรัฐอื่นในสหรัฐที่ให้ขายผลิตภัณฑ์จากกัญชาถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
ตามรายงานของสื่อในสหรัฐระบุ Mike Tyson ผุดไอเดียทำขนมรูปหูที่พลิกเรื่องฉาวให้เป็นเงินนี้มาตั้งแต่ปี 2019 โดยเขาคุยกับ Evander Holyfield แล้งซึ่งฝ่ายหลังก็ชมว่าเป็นความคิดทางธุรกิจที่เข้าท่าดีเหมือนกัน
จนมาปีนี้ Mike Bite ก็ออกวางตลาดหลัง Mike Tyson ลองชิม Mike Bite แล้วและการันตีว่า หนุบหนับเคี้ยวเพลิน แต่ยังไม่มีรายงานหรือการเปิดเผยว่า Evander Holyfield ร่วมลงทุนด้วยและได้กำไรจาก Mike Bite หรือไม่ / forbes, wikipedia, nyposts
Cr: Marketeer online
#ขนมหนุบหนับ #กัญชาคลายเครียดถูกกฎหมาย #หูแหว่ง #ตำนานนักชก
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์
20/03/2022
Thai NVDR คือใคร ถึงเป็นผู้หุ้นใหญ่ของบริษัทตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัท
ถ้าเราได้เปิดดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์
เราจะเห็นชื่อ บริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่เสมอ
อย่างเช่น KBANK ธนาคารกสิกรไทย , BBL ธนาคารกรุงเทพ ไทย เอ็นวีดีอาร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง
หุ้น BDMS กรุงเทพดุสิตเวชการ , SCC ปูนซีเมนต์ไทย, CPALL ซีพีออลล์, AOT ท่าอากาศยานไทย ไทยเอ็นวีดีอาร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง
และยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับต้นๆ ของบริษัทหลักทรัพย์อีกเป็นจำนวนมากที่เราไม่ได้กล่าวมา
การเข้าไปลงทุนในหุ้นต่างๆ จำนวนมาก ในปัจจุบัน ไทย เอ็นวีดีอาร์ จึงกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับสองในตลาดหลักทรัพย์ไทย
ไทย เอ็นวีดีอาร์ คือใคร ทำไมถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของตลาดหลักทรัพย์ไทย หลายคนอาจจะสงสัย
ความจริงแล้ว ไทย เอ็นวีดีอาร์ เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดทางให้นักลงทุนนักลงทุนต่างชาติให้สามารถซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้มากขึ้น
เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่อง Foreign Limit หรือข้อจำกัดของสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมสัดส่วนผู้ถือหุ้นของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีสัดส่วนถือหุ้นและมีสิทธิ์ออกเสียงมากกว่าคนไทย
โดยไทย เอ็นวีดีอาร์ มีจุดเริ่มต้นมาจาก Pain Point ของตลาดหลักทรัพย์ในปี 2540 เป็นปีที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนเกิดสภาพคล่องด้านเศรษฐกิจการลงทุนที่ลดลงมาก
ในเวลานั้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ติดกับปัญหาเรื่อง Foreign Limit ทำให้ไม่สามารถเข้ามาลงทุนในบริษัทตลาดหลักทรัพย์ไทยได้สะดวกนัก
เมื่อประเทศไทยต้องการเงินลงทุนจากชาวต่างชาติ แต่ติดปัญหาดังกล่าว
ในปี 2543 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงมีข้อกำหนดการซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในรูปแบบ NVDR หรือ Non-Voting Depository Receipt ในแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงในไทย
หุ้นที่ซื้อขายในรูปแบบ NVDR ต้องใช้ชื่อในนามบริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด บริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้ารวมคำสั่งซื้อหุ้นของนักลงทุนที่ซื้อในรูปแบบ NVDR ไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติ
และนักลงทุนจะได้ตราสาร NVDR เป็นเครื่องยืนยันว่านักลงทุนคนนั้นมีสิทธิ์ในหุ้นที่ซื้อไปโดยอัตโนมัติเช่นกัน
ส่วนหุ้นที่ซื้อในรูปแบบ NVDR จะมีเครื่องหมาย -R ต่อท้าย เพื่อให้นักลงทุนทราบว่าหุ้นนี้ซื้อในรูปแบบ NVDR ไม่ใช่การซื้อขายแบบปกติ
การซื้อขายหุ้นในรูปแบบ NVDR จะเป็นการซื้อขายตัวก็ได้ที่อยู่ในกระดานหลักทรัพย์ไทย คิดมูลค่าหุ้นตามมูลค่าซื้อขายหุ้นในราคาอ้างอิงกระดานซื้อขายตามปกติ และได้รับเงินปันผลตามปกติ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติสามารถซื้อได้ แต่จะเน้นชาวชาติเป็นหลักตามวัตถุประสงค์ที่ให้บริการ
แต่หุ้นในรูปแบบ NVDR ไม่สามารถออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นในที่ประชุมได้
ไม่ใช่ว่าหุ้นที่อยู่ในนาม บริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด เราไม่สามารถรู้ว่านักลงทุนรายไหนเป็นนักลงทุนหลักในหุ้นแต่ละตัวที่มีชื่อบริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด ปรากฏอยู่
เพราะเมื่อเราคลิกไปที่ซื้อบริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด ในส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะมีชื่อของนักลงทุนปรากฏให้เห็นอยู่
และส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ตามวัตถุประสงค์หลักของ NVDR
และหุ้นที่อยู่ในชื่อบริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด ยังเป็นตัวบอกกับเราได้ว่าต่างชาติสนใจหุ้นไทยแค่ไหน
แต่สัดส่วนของการซื้อหุ้นจากบริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด ก็มีเพดานที่จำกัดที่ 25% เพื่อป้องกันต่างชาติมีหุ้นในธุรกิจไทยมากเกินไปเช่นกัน
ทั้งนี้การซื้อหุ้นในรูปแบบ NVDR แตกต่างจากหุ้น -F ต่อท้าย หุ้นที่ให้นักลงทุนต่างชาติซื้อขาย ในเรื่องของ NVDR สามารถซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ทุกตัว
แต่หุ้น – F ต่อท้าย จะเป็นหุ้นที่แยกออกมาจากหุ้นหลัก ตามวัตถุประสงค์แต่ละบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ บางบริษัทไม่มีหุ้น -F ออกจำหน่าย
หุ้น -F เป็นหุ้นที่มีชื่อของตัวเองในกระดานซื้อขาย เพื่อให้ชาวต่างชาติซื้อโดยเฉพาะ เช่น SCB-F, KBANK-F ซึ่งราคาหุ้น -F อาจจะมีมูลค่าการซื้อขายแตกต่างจากหุ้นหลัก เพราะถือว่าเป็นหุ้นคนละชื่อกัน
Cr:marketeeronline.com
#คอร์สเรียนออนไลน์
#ตลาดออนไลน์
#ขายออนไลน์
#แม่ค้าขายออนไลน์