21/11/2021
#ผลการเรียนลูกในยุคออนไลน์
หมอได้ยินเสียงบ่น
เรื่องผลการเรียนที่ได้จากการเรียนออนไลน์ ประมาณว่า
“ครูให้คะแนนการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ด้วยการตอบคำถาม
แต่เด็กบางคนก็ไม่ถูกเรียกตอบ”
“บางบ้าน พ่อแม่ทำการบ้านให้ลูก เราไม่ได้ช่วยลูกทำงานส่ง คงจะได้คะแนนน้อย ไม่ยุติธรรมเลย”
“บางคนเข้าเรียนกับลูกเลย”
“บางบ้านช่วยลูกทำข้อสอบ”
ฯลฯ
ถ้าใครมาถามความเห็นของหมอ หมอก็คงตอบว่า
“ถ้าเครื่องชั่งน้ำหนักที่บ้านเราเสีย เรารู้แล้วว่าน้ำหนักที่ชั่งได้มันเพี้ยน
เราคงจะไม่เอาสาระอะไรกับน้ำหนักที่ชั่งได้จากเครื่องชั่งนี้
เหมือนกับการประเมิน ที่ยังไม่เที่ยง
แล้วเราจะเอาใจไปติดกับตัวเลขที่ได้เพื่ออะไรกัน”
การเรียนที่เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก
โปรแกรมที่ไม่ว่าอย่างไร ก็แทนการได้สบตา เห็นหน้ากันไม่ได้
คุณครูที่ต้องพะวงกับโปรแกรม สื่อการสอน สัญญาณ internet ที่ไม่เสถียร
ตาต้องมองนักเรียน ต้องประคองให้ชั่วโมงการสอน มีบรรยากาศที่ดี
คงไม่สามารถมาวิเคราะห์ได้ทัน ว่าทำเด็กคนไหนใจเสีย เสียใจ เบื่อหน่าย ไปบ้าง
อันนี้ก็ต้องให้อภัยคุณครูด้วย
(ในฐานะที่ต้องสอนออนไลน์ หมอบอกได้เลยค่ะว่าต้องใช้พลังงานเยอะจัดจัด)
เด็กที่บุคลิกไม่เหมือนกัน
บางคนรู้คำตอบแล้วแต่ไม่อยากแย่งเพื่อนตอบ
บางคนฉลาดมาก ล้ำกว่าเพื่อนๆไปแล้ว เรียนออนไลน์ไปได้ช้า ก็เลยหมดความสนใจในชั้นเรียน
บางคนเสียงไม่ชัด ฟังไม่ทัน สมาธิก็หลุดไปก่อน
บางคนชอบตอบคำถาม ยกมือตลอด แต่ครูดันไม่เห็นที่หน้าจอ
บางคนตอบมากไป ครูอยากให้โอกาสคนอื่น เสียใจ น้อยใจไปก็มี
ความพร้อมในการเรียนออนไลน์ของแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกัน
บางคนพ่อแม่ ทำงานที่บ้าน อยู่เป็นเพื่อนลูกได้ก็ดี
หรืออาจจะไม่ดี เพราะเครียดกันทั้งแม่ทั้งลูก
บางคนพ่อแม่ทำงาน ต้องให้อยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งหลานเก่งเรื่องเทคโนโลยีมากกว่า
งานต้องถ่ายส่งคุณครู แต่ละบ้านก็ทักษะการใช้โปรแกรมไม่เหมือนกันอีก
ฉะนั้น ปัญหา มันไม่ได้เป็นประเด็นเรื่อง #ความไม่ยุติธรรม
เพราะ ความยุติธรรม ในอุดมคติคือ ที่จุดตั้งต้น เราต้องอยู่ที่เส้นเดียวกันก่อน
แต่มันคือ #การยอมรับกติกาในสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่
เหมือนเวลาดูรายการประกวด คนที่ชนะ
อาจจะไม่ใช่คนที่เราคิดว่าเก่งที่สุด เราชอบที่สุด
แต่เป็นคนที่ กรรมการ ณ จุดนั้น คิดว่าเหมาะสมที่สุด
ตามมาตรฐานตรงนั้น คนนั้นเข้าเกณฑ์ที่สุด
หมอคิดว่า แค่ลูกไม่ถดถอย
เค้าเรียนออนไลน์มาได้ตั้งเทอม ก็เก่งมากๆแล้วค่ะ
“แล้วแบบนี้จะต้องช่วยลูกมากน้อยแค่ไหน”
อยากให้ลูกได้เรียนรู้ไม่ช่วยลูก แต่คนอื่นช่วยกันหมด
ลูกก็ด้อยกว่าชัดเจน
อันนี้ตอบแทนไม่ได้
เอาเป็นว่า กลับไปถามตัวเองว่าเรา focus ที่ใคร และอะไรเป็นสำคัญ
ตัวหมอเอง
สิ่งที่ focus คือ
ขอให้ลูกยัง #รักที่จะเรียนรู้ ไม่ถูกระบบทำลายความกระตือรือร้นในการเรียนไปเสียก่อน
และคนที่ให้ความสำคัญคือ ลูกของเรา
ดังนั้น อะไรที่พิจารณาแล้วว่า
มันจะทำให้ลูกอ่อนล้า เริ่มเกลียดการเรียน รู้สึกไม่ดี
หมอจะยื่นมือเข้าช่วย แบบไม่เคยลังเล
บางอย่างที่มันไม่ซีเรียส ก็หย่อนบ้าง บางอย่างก็ต้องเป๊ะ
ดูบรรยากาศโดยรวม และสภาพจิตใจลูกเป็นสำคัญ
ตอนสอบก็วางใจ
ให้เค้าสอบเพื่อประเมินว่าตัวเค้าเอง เรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน
ออกตัวไว้ก่อนว่า ลูกสาวหมอเรียนประถมต้น
หมอไม่คิดว่า เกรดเฉลี่ย จะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้
นอกจากเป็น feedback
ว่าเค้าเข้าใจ และครูประเมินว่าลูกเราเป็นอย่างไร
ดีที่ได้เห็นลูก จากมุมมองของคนอื่นด้วยค่ะ
แต่ถ้าลูกอยู่ในช่วงวัยที่
#ผลการเรียนมันสำคัญ เช่น ม.ต้น จะใช้เข้าเรียนม.ปลาย
หรือ ม.ปลาย ต้องใช้เกรดในการเข้ามหาวิทยาลัย
ถ้าเป็นหมอ ในเมื่อการเรียนมันไม่ปกติ
อะไรที่ช่วยลูกได้ ไม่ได้จัดว่าทุจริต หมอก็จะทำนะคะ
อย่างที่บอก ตาชั่งมันเพี้ยน แต่ในเมื่อมันต้องเอาผลนี้มาใช้
ก็ต้องทำให้มันใกล้เคียงกับตัวเลขก่อนหน้า หรือที่คาดว่าจะเป็น
หมอคิดว่า
ในอนาคต การเรียนออนไลน์ ต้องเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และคิดว่า คุณครู คงปรับตัวได้มากขึ้น สนิทกับโปรแกรมมากขึ้น
หลักสูตร ปรับปรุง ให้สอดคล้องกับการเรียน
การประเมิน ที่ทำให้รู้ว่าเด็กแต่ละคน เข้าใจมากน้อยแค่ไหน
การช่วยเหลือที่ต้องเกิดขึ้น เพื่อให้เด็กเข้าถึงสื่อการสอนที่ดี
เอาเป็นว่าตอนนี้
ลูบหัวลูก แล้วบอกว่า หนูพยายามได้ดีมาก
ที่เรียนแบบออนไลน์ ในความไม่พร้อมมาได้ตั้งหลายเดือน
หมอแพม
สุขสันต์วันลอยกระทงค่ะ 19-11-64