หลักสูตรเพื่อการพัฒนาตนเอง อุบลราชธานี

หลักสูตรเพื่อการพัฒนาตนเอง อุบลราชธานี ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก หลักสูตรเพื่อการพัฒนาตนเอง อุบลราชธานี, โรงเรียน, Ubon Ratchathani.

ไม่อยากตกยุค การศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 คลิกเลยค่ะขอบคุณที่มีการจัดงานดีๆแบบนี้นะคะ
21/01/2016

ไม่อยากตกยุค การศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 คลิกเลยค่ะ
ขอบคุณที่มีการจัดงานดีๆแบบนี้นะคะ

การสัมมนาทางวิชาการ เรื่องการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 "ปฏิรูปการศึกษาเพื่อ คนเชียงใหม่" ณ ศูนย์ประชุม นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ...

20/01/2016
22/10/2015

เรียนรู้ชีวิตจริง ฝึกทำด้วยตัวเอง เรียนรู้การทำงานเป็นทีม
ส่วนหนึ่งในกิจกรรมดีๆของหลักสูตรเพื่อการพัฒนาตนเอง อุบลราชธานี
เร็วๆนี้พบกันแน่นอน (ขอขอบคุณภาพจากห้องเรียนแห่งอนาคต RAC สาขาแพร่)
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เพราะชีวิตจริงไม่ได้เหมือนในตำราเรียน หลักสุตรพัฒนาตนเอง อุบลราชธานีขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนไทย ให้เรียนรู้โลกกว้าง เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตนเองและพัฒนาสังคมไทยให้ เตรียมพร้อมสู่ AEC
สนใจสอบถามข้อมุลเพิ่มเติมได้ที่ครูเจิน โทร.097-1696594,099-9594295
หรือ Line : 0971696594

09/10/2015

คุณแม่รู้หรือไม่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี
-อ่านต่อที่- http://bit.ly/1Ok0VEU

09/10/2015

ปริญญา เป็นแค่ใบเสร็จรับเงิน ที่บอกจำนวนเงินที่จ่ายมาเพื่อเรียนจบ ... ส่วนชื่อมหาวิทยาลัย ก็คือชื่อบริษัท ที่เราไปจ่ายเงินให้

จริงๆ ปริญญามันก็บอกแค่นั้นนะ ไม่ได้บอกอะไรเลยว่าคนๆ นั้นจะทำงานได้ดีแค่ไหน !!

07/10/2015
05/10/2015

เอะอะก็สมาธิสั้น ตกลงลูกเราแค่ซน ดื้อ ไม่ตั้งใจ หรือเป็นโรคสมาธิสั้นกันแน่.........................................................

จริงๆ ผมรู้สึกมานานแล้วนะครับ เพราะเวลาที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณครู หรือกลุ่มผู้ปกครอง ก็มักจะมีประเด็นของเรื่อง - - สมาธิสั้น - - ขึ้นมาถกกันอยู่เสมอ เด็กคนนั้นก็สมาธิสั้น เด็กคนนี้ก็สมาธิสั้น จนผมงงว่า - - ทำไมเด็กที่สมาธิสั้น นี่มีเยอะกันขนาดนี้เชียวหรือ - -

จนผมต้องตั้งข้อสังเกตว่า เด็กสมาธิสั้นมีจำนวนมาก หรือว่า "ที่มาก คือ เด็กที่ถูกกล่าวหา และตีตราว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น ทั้งๆ ที่จริงแล้วเขาเป็นเพียงเด็กซน (หรือว่าดื้อ หรือแค่ไม่ตั้งใจเรียน) หรือเปล่า" ผมเคยคุยกับคุณครูท่านหนึ่ง แล้วผมรู้สึกตกใจมากๆ เพราะคุณครูท่านนั้นให้ความเห็นว่า - - เด็กในห้องเรียนที่เขาดูแล เขาเชื่อว่ามากกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเด็กสมาธิสั้น - - ผมก็ได้แต่นั่งตั้งคำถามอยู่ในใจว่า "ตกลงมากกว่าครึ่งเป็นเด็กสมาธิสั้น หรือว่ามากกว่าครึ่ง กำลังถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นกันแน่" เด็กสมาธิสั้นนั้นเป็นง่าย หรือมีมากมายขนาดนั้นจริงๆ หรือ

จนผมได้อ่านข่าวๆ นี้ แล้วตามรายงานพบว่า "มีเด็กอยู่ไม่น้อยนะครับ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เขาเป็นเพียงเด็ก เด็กซน เด็กดื้อ เด็กที่ไม่ตั้งใจ เท่านั้น ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และการใช้กติกาในการฝึกนิสัย แต่พวกเขากลับถูกถูกผลักให้ให้กลายเป็นคนป่วย http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/2241791/Children-labelled-hyperactive-really-just-naughty.html ข่าวๆ นี้ ได้รายงานถึงการวิจัย ที่เป็นการวิจัยอย่างละเอียด โดยมีการนำเอาเด็กจำนวน 52 คน ที่ถูกครูคัดกรองเบื้องต้น และเชื่อว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น เมื่อได้รับการทดสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาเด็กเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี กลับพบว่ามีเด็กเพียง 6 คน เท่านั้นครับ คือ จากเด็กที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นทั้งหมด มีเพียง 11.5% เท่านั้นที่เป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆ แล้วอีก 88.5% ล่ะครับ ...

จริงๆ แล้วการจะสรุปว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กสมาธิสั้นแน่ๆ บางครั้งนี่ต้องติดตามอาการสักระยะหนึ่งก่อนนะครับ คุณหมอจึงจะสรุปได้ บางทีแค่พาไปพบคุณหมอครั้งแรก คุณหมอยังไม่กล้าลงความเห็นชี้ชัดเลยนะครับ บางทีคุณหมอสองท่าน ก็มีความเห็นแตกต่างกันก็มี ดังนั้น หากสงสัยว่าลูก หรือเด็กคนไหนเข้าข่ายที่จะเป็น "เด็กสมาธิสั้น" การพาลูกไปพบแพทย์ และติดตามอาการสักระยะ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ อย่าไปกล่าวหาเด็กโดยทันทีทันใดเลยครับว่าเด็กคนนั้นคนนี้เป็นเด็กสมาธิสั้น

อย่างข่าวๆ นี้น่าตกใจมากครับ คือ นับตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2013 (ุ6 ปี) ปรากฎว่ามีการจ่ายยา Ritalin ซึ่งเป็นยาที่ใช้ควบคุมอาการสมาธิสั้น เพิ่มขึ้นถึง 56% จนผู้เชี่่ยวชาญต้องออกมาเตือนครับว่า - - เรากำลังผลักให้เด็กซน หรือเด็กที่พวกเขามีปัญหาด้านพฤติกรรม เป็นเด็กที่ป่วยหรือเปล่า - - (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.independent.co.uk/life-style/health-and-families/features/the-irresistible-rise-in-adhd-diagnoses-hyperactive-or-just-hype-8775164.html) และผู้เชี่ยวชาญก็ได้ให้ความเห็นว่า - - เราตัดสินใจใช้ยาเร็วเกินไปหรือเปล่า เรากำลังใช้ยากับเด็กที่แค่ซนหรือเปล่า เราได้พยายามในวิธีการอื่นๆ ก่อนที่จะใช้ยาหรือเปล่า - - ซึ่งคุณหมอท่านหนึ่งได้เคยพูดแบบติดตลกว่า "คุณแม่ชอบลูกซน หรือชอบลูกซึม" มันก็น่าคิดดีนะครับ

คือ ผมยอมรับครับว่า ในสังคมเรามีเด็กที่เป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆ ครับ จากสถิติเชื่อว่ามีประมาณ 1.7% ของเด็กทั้งหมด (แต่ในรายงานในประเทศไทยโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ระบุว่ามีประมาณ 3-5% ครับ http://www.smartteen.net/attention_deficit_detail.php?id=7) และถ้าแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าเด็กคนดังกล่าวนั้นเป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ได้พยายามใช้วิธีการต่างๆ มาควบคุมอาการแล้ว แต่ไม่สำเร็จ การใช้ยา ก็น่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมที่สุดน่ะครับ (ผมย้ำนะครับว่า ผมไม่ได้บอกว่า เด็กสมาธิสั้น ที่เป็นจริงๆ นั้นไม่ต้องรักษา ไม่ต้องใช้ยา แต่สิ่งที่ผมกังวลคือ เด็กที่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น แต่ถูกหาว่าเป็นนี่ล่ะครับ)

แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมได้อ่านทานมาทั้งหมด (http://www.effectiveparenting.co.za/article_adhd_or_just_plain_naughty.htm และhttp://apps.qlf.or.th/member/UploadedFiles/prefix-07082557-052702-5j1LR1.pdf และ http://apps.qlf.or.th/member/UploadedFiles/prefix-07082557-052703-5m1RcC.pdf) ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ผมขออนุญาตแนะนำ จุดที่ทำให้ฉุกคิดว่า ลูกของเรานั้นแค่ซน แค่ดื้อ แค่ไม่ตั้งใจ หรือว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นกันแน่ ดังนี้ครับ

1) ลูกทำการบ้าน หรือนั่งทำแบบฝึกหัด แล้วไม่ค่อยตั้งใจ ชอบลุกไปเล่น มัวแต่ทำอย่างอื่น
- ถ้าคุณพ่อคุณแม่ กำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น ใน 1 ชั่วโมงให้ทำ 5 ข้อนี้ให้เสร็จ แล้วเขาทำเสร็จได้ ก็ไม่น่าจะห่วงนะครับ
- ถ้าคุณพ่อคุณแม่ กำหนดกติกาว่า ให้ทำแบบฝึกหัดให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปเล่นได้ แล้วเขาทำตาม เชื่อฟัง ก็ไม่น่าจะเป็นห่วงนะครับ
- บางทีการสั่งให้ลูกทำแบบฝึกหัดหลายๆ ข้อ มันก็น่าท้อใจในะครับ ถ้ากำหนดจำนวนข้อให้น้อยลงมา เช่น ทำ 3 - 5 ข้อ แล้วให้พักทีหนึ่ง แล้วลูกทำได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ
- แต่ถ้าทำข้อเดียว เขียนบรรทัดเดียว ก็หันไปทำอย่างอื่นแล้ว ต้องเตือนถึงจะกลับมาทำต่อ พอทำอีกสักบรรทัด ก็หันไปทำอย่างอื่นอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ น่าจะต้องติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งปรึกษาแพทย์นะครับ
- แม้แต่นั่งเล่นอะไรกันบางอย่าง ยังไม่มีสมาธิ อันนี้ก็น่าจะต้องติดตามดูอาการเช่นกันครับ

2) ลูกค่อนข้างพูดมาก โม้เก่ง
- คือ ถ้าเขาโม้กับคนที่เขารู้จัก นี่ไม่น่าจะต้องกังวลมากนักครับ
- แต่ถ้าลูกโม้เก่ง พูดมาก พูดไม่หยุด แม้แต่กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก อันนี้น่าจะต้องติดตามพฤติกรรมสักระยะครับ

3) ชอบแซงคิว ชอบแย่งพูด อันนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีการซักซ้อมกติกา กันชัดเจน เช่น ต้องต่อแถว ใครยกมือก่อนถึงได้ตอบ แล้วเขาทำตามกติกา ก็ไม่น่าจะเป็นห่วงนะครับ แต่ถ้าทั้งๆ ที่เพิ่งซักซ้อมกติกาแล้วแท้ๆ เขาก็เข้าใจรับคำโดยดี แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ยังแซงคิว แย่งคนอื่นพูด แย่งคนอื่นตอบ อันนี้ก็น่าจะต้องติดตามดูอาการต่อสักระยะครับ

4) การที่เด็กจะชอบวิ่งมาแย่งของที่ตนเองอยากได้ เช่น เวลาที่ครู หรือคุณพ่อคุณแม่บอกว่า ใครมาถึงก่อนได้ก่อน อันนี้นี่เป็นเรื่องธรรมดานะครับ แต่ถ้าเด็กวิ่งเข้ามาเพื่อหวังจะได้ของที่ตนเองอยากได้ โดยที่ไม่สนใจสิ่งกีดขวางเลย เรียกได้ว่าไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวจะเป็นแผลเลยอ่ะครับ ประมาณว่าถ้าอยากได้นี่พร้อมวิ่งชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ เหยียบของบนพื้นทุกอย่าง เพื่อลุยเข้ามาเอาของที่ตนเองต้องการเลยครับ ถ้ามีพฤติกรรมลักษณะนี้ น่าจะต้องติดตามดูอาการสักระยะนะครับ

5) การที่เด็กจะไม่พอใจ แล้วมีอาการโกรธ ไม่พอใจ จริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กทุกคนน่ะครับ ถ้าโกรธนาย A ก็ต่อว่า A เข้าไปตี หรือทำร้าย หรือต่อสู้กับ A อันนี้ เบื้องต้นน่าจะเป็นนิสัยเกเรา ที่ต้องอบรมบ่มนิสัยกันครับ แต่ถ้าไม่พอใจ A ทะเลาะกับ A ทั้งๆ ที่ถูกจับแยกมาแล้วแท้ๆ ยังขว้างปาข้าวของ ทำร้ายคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ A หรือพอเวลาผ่านมาสักพักหนึ่งแล้ว หายโกรธแล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็โกรธขึ้นมาอีก พอเจอนาย A ก็เข้าไปทำร้าย A อีก ถ้าเป็นอย่างนี้ นี่ต้องติดตามดูพฤติกรรมสักระยะเช่นเดียวกันครับ

จาก 5 ข้อข้างต้นนี้ เป็นเพียง Guideline เบื้องต้นเท่านั้นนะครับ หากคุณพ่อคุณแม่สงสัย ว่าลูกจะเป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆ ผมคิดว่าควรจะไปพบคุณหมอ หรือผู้เชี่ยวชาญ (อาจจะไปขอความเห็นสัก 2 - 3 ความเห็นก็ดีครับ รวมทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พยายามติดตามดูอาการ และพฤติกรรมสักระยะครับ และพยายามใช้กติกา ในการแก้ไขปัญหาก่อน ที่จะตัดสินใจใช้ยาน่ะครับ)

นอกจการการใช้ "การตกลงกติการ่วมกัน" แล้ว จริงๆ ถ้าเราพบว่าลูกไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน "กีฬา" นี่ช่วยได้มากนะครับ มีงานวิจัยยืนยันนะครับว่า "กีฬา" ช่วยบรรเทาอาการสมาธิสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.theatlantic.com/health/archive/2014/09/exercise-seems-to-be-beneficial-to-children/380844) แต่อย่างไรก็ตามเราต้องเลือกกีฬาให้เหมาะๆ ครับ ซึ่งมีแนวคิดง่ายๆ ในการเลือกกีฬา ดังต่อไปนี้ครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.everydayhealth.com/adhd/best-sports-for-children-with-adhd.aspx)
1. ถ้าเลือกกีฬาที่เล่นเป็นทีมได้นี่จะดีกว่าครับ และควรเลือกกีฬาที่เด็กต้องเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล แต่ถ้าเป็นกีฬาที่ต้องผลัดกันเล่นเป็นรอบๆ อย่ากอล์ฟ เปตอง อย่างนี้ไม่เหมาะครับ ถ้าเป็นแบดมินตัน หรือปิงปอง ก็ต้องมีการกำหนดแต้มให้ยาวเสียหน่อยครับ ถ้าเล่นแบบลูกเดียวออก แบบนี้ไม่เหมาะครับ
2. เอาว่าให้เขาลองเล่นดูครับ เลือกกีฬาที่ขอบชอบ
3. พยายามให้เขาเล่นกับเพื่อนที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน ถ้าให้เขาเล่นกับคนที่เก่งกว่ามากๆ เขาจะยิ่งเครียด
4. ถ้าลูกไม่พร้อมที่จะยอมรับกับผลของการแข่งขัน ที่ต้องแพ้บ้าง ชนะบ้าง ก็อาจจะเปลี่ยนชนิดกีฬาที่ไม่ต้องแข่งขันครับ เช่น การวิ่ง การขี่จักรยาน แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามปลูกฝังให้เขามีน้ำใจนักกีฬานะครับ คือ ถ้าเวลาที่เขาแพ้ แล้วแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจครับ
- เพื่อนเขาชนะเรา ภายใต้กติกาหรือเปล่าลูก ถ้าใช่ เราก็ต้องยอมรับ
- ที่เราหาว่าเพื่อนเขาโกงเรา เพื่อนเขาตั้งใจโกงเราหรือเปล่า
- ถ้าเราชนะด้วยการโกง เราก็ไม่ภูมิใจใช่ไหม ตกลงเราภูมิใจที่เราใช้ความพยายามในการชนะคู่แข่งขัน หรือเราภูมิใจที่เราโกงคู่แข่งขันได้
- ถ้าเราต้องการที่จะชนะอย่างเดียว งั้นคราวต่อไป เราเล่นแต่กับเฉพาะกับเพื่อนที่เพิ่งหัดเล่นดีไหม เราจะได้ชนะลูกเดียว
- - ผมว่าคำถามแบบนี้ มันจะช่วยให้เขาฉุกคิดได้ครับ และพอเขาเริ่มคิดได้แล้ว ก็ปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองสักพัก ผมเชื่อว่าเขาเข้าใจครับ แต่อาจจะต้องให้เวลาเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และทำใจยอมรับสักพัก ไม่ต้องไปคาดคั้นหรอกนะครับว่า อธิบายเดี๋ยวนี้ เขาต้องเข้าใจเดี๋ยวนี้ - -

สุดท้ายผมขออนุญาตสรุปว่า เด็กสมาธิสั้นที่พบว่าเป็นแน่ๆ นั้นควรได้รับการรักษา และดูแลจากแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญครับ แต่เด็กที่แค่ซน แค่ดื้อ แค่เกเร แค่ไม่ตั้งใจ ไม่ควรจะถูกเหมารวมว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น เราควรจะใช้กติกาในการควบคุม และแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้นก่อนครับ ไม่ใช่ผลักให้เขาเป็นคนป่วยโดยบอกว่าเขาเป็น "เด็กสมาธิสั้น"

#พัฒนาการลูก #เลี้ยงลูก
สนใจให้บุตรหลานเรียนภาษาอังกฤษแบบเน้นการสื่อสาร ในมาตรฐานยุโรป และเรียนคณิตศาสตร์แบบเน้นความเข้าใจ และแก้โจทย์ปัญหาแบบสิงคโปร์ กับซีเอ็ด ติดต่อ www.se-edlearning.com/branches Tel. 0-2739-8888, 08-1832-2299

Credit ภาพ: http://www.lstutors.com/blog

มองหากิจกรรมดีๆให้บุตรหลานช่วงปิดเทอมนี้อยู่หรือเปล่าคะ????จินตะดนตรีขอแนะนำหลักสูตรใหม่ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับบุตรห...
05/10/2015

มองหากิจกรรมดีๆให้บุตรหลานช่วงปิดเทอมนี้อยู่หรือเปล่าคะ????

จินตะดนตรีขอแนะนำหลักสูตรใหม่ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับบุตรหลานของท่านด้วยกิจกรรมดีๆ

หลักสูตรพัฒนาการร้องเพลง Star Singing Camp ในหลักสูตรนี้จะได้เรียนตั้งแต่พื้นฐานการร้องเพลงที่ถูกวิธี จนกระทั่งแสดงผลงานบนเวทีได้อย่างมืออาชีพ เปิดรับน้องๆตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไป สอนโดย Kru NaNa Power Body (เธอคนนี้คือใคร ทำไมถึงต้องเรียนกับเธอ เธอมี Power Body สมชื่อจริงหรือไม่ เชิญพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง)
รับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 18 ตุลาคม 58
เรียน 19-24 ตุลาคม 58 เวลา 10.00-16.00 น.
จบหลักสูตรพร้อมแสดงผลงานและรับเกียรติบัตร

ค่ายพัฒนาทักษะการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ Creative&Learning Camp รับสมัครน้องๆอายุ 6-12 ปี ในค่ายนี้น้องๆจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ทั้งทางด้านวิชาการและทักษะด้านต่างๆที่จะเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่ เด็กยุคศตวรรษที่ 21 ฉีกรูปแบบการเรียนจากห้องเรียนแบบเดิมๆ มาเรียนรู้แบบใหม่ ได้ทั้งความรู้ ความสนุกสนาน และความสามารถเพื่อจะเป็นอนาคตของชาติที่ดีต่อไป
รับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 24 ตุลาคม 58
เรียน26-30 ตุลาคม 58 เวลา 09.00-17.00 น.
จบหลักสูตรพร้อมแสดงผลงานและรับเกียรติบัตร

หลักสูตรดนตรี มีทั้งดนตรีสากล ดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน ขับร้อง เทควันโด สามารถเลือกเรียนได้ตามวันเวลาที่สะดวก เปิดสอน อ.-ศ. เวลา 10.00-18.00 น. และ ส.-อา 9.00-18.00 น.

ทุกหลักสูตรเปิดรับสมัครแล้ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทร.045-246033 ,097-1696594 , 099-9594295
Line ID : 0971696594
Facebook : www.facebook.com/jintadontriubon

05/10/2015

ตอนที่ 342 “เปิดโอกาสให้เด็กทำเอง ได้ผลคุ้มมากกว่าแค่งานเสร็จ”

ชีวิตในแต่ละวัน เด็กๆพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้งานของเขาเองหรือเปล่า?
ตามธรรมชาติแล้ว สิ่งมีชีวิตตัวเล็กต้องเรียนรู้การทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ทีละขั้นตอน จากเรื่องเล็กๆไปสู่เรื่องที่ยากขึ้น

หากเปรียบเทียบกับมนุษย์ เช่น งานเล็กน้อยอย่างการใช้นิ้วมือ
เด็กเรียนรู้การใช้นิ้วมือหยิบของชิ้นเล็กตอนประมาณ 7-8 เดือน
และประมาณ 1 ปีขึ้นเด็กเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น การจับช้อน

หากใครเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกใช้นิ้ว และมือให้คล่องตั้งแต่เล็ก
โดยตัดความกังวลเรื่องอันตรายและความสกปรกออกไป
ด้วยการจัดหาของกินที่สะอาดและชิ้นเล็กไม่ติดคอ
แทนทีจะตัดสิทธิเด็ก ไม่ให้ใช้มือหยิบจับของกิน
หรือไม่ฝึกให้เด็กใช้ช้อนทานอาหารเอง....

เด็กที่มีโอกาสใช้มือทำงานสร้างสรรค์มากกว่า ก็จะมีความภาคภูมิใจ และไม่สนใจที่จะใช้มือทำสิ่งที่น่าโดนเอ็ด โดนดุมากกว่าถูกชม

ต่างจากเด็กที่มือไม่ค่อยทำงานสร้างสรรค์ มักใช้มือโยนของ ปัดของ เคาะของ มากกว่าที่จะสนใจทำงานที่ดูเหมือนยุ่งยาก (ในสายตาเด็ก)

การไม่ฝึกเด็กรับผิดชอบเรื่องของตนเอง...
เป็นการปิดโอกาส...ไม่ให้เด็กรู้จักความสามารถตนเอง...
ทำให้เด็กเข้าใจไปว่า....ตัวเองคงทำไม่ได้(Incompetence)

เมื่อเด็กเติบโตขึ้น เรียนหนังสือมากขึ้น
ผู้ปกครองอาจเผลอมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่างานรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน เด็กอาจได้รับการป้อนอาหารอยู่ ต้องเรียกหลายรอบให้ไปอาบน้ำ ขี้หงุดหงิดเมื่อโดนขัดใจ แต่ลูกอาจเป็นเด็กที่เรียนดี

เราอาจลืมไปว่า......
กิจวัตรประจำวันมีความสำคัญต่อมุมมองของตัวตนเด็กเช่นกัน
และอาจมีผลที่มากเท่าๆกับผลการเรียนด้วยซ้ำไป

หลายคนเรียนดี แต่คุมอารมณ์ไม่ค่อยเป็น
หลายคนเรียนเก่งแต่ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าคิดนอกกรอบ
หลายคนไม่คิดจะพัฒนาทักษะอื่นทำเป็นแต่ไปเรียน และหากว่างก็นึกถึงแต่ทีวีและเกมส์

ความภาคภูมิใจของลูก ไม่ได้อยู่ที่เรียนหนังสือเก่งเพียงอย่างเดียว
ความภาคภูมิใจในเรื่องเรียน อาจไม่ช่วยทักษะชีวิต
ทักษะชีวิตเริ่มต้นมาตั้งแต่เล็กๆ มาจากประสบการณ์จริง....
เริ่มจากเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง ที่ต้องลงมือทำและแก้ปัญหา
และก้าวเข้าสู่การช่วยงานของคนในบ้านต่อไป

ธรรมชาติจัดมาให้ขยับไปทีละนิดตามระดับอายุและความสามารถ
หากเราฝืนกฎธรรมชาติ เราจะลำบากเอง
ตอนลูกเตาะแตะ อยากลองทำหลายๆอย่างเอง
อยากกินเอง อยากใส่เสื้อผ้าเอง
แต่เราไม่มีทักษะในการช่วยเหลือลูก...ให้เขาได้ฝึก
เราปฏิเสธเขา.....

แต่เมื่อถึงอายุที่เขาไม่อยากทำแล้ว รักสบายแล้ว
เข้าใจไปแล้วว่า ชีวิตแค่เรียนให้ดี และรับผิดชอบการบ้านก็พอ
เราจะไปบังคับให้เขาทำ.... เรานั่นแหละที่จะลำบากเคี่ยวเข็ญ
เพราะลำพังเคี่ยวเข็ญเรื่องเรียนและการบ้านก็แทบจะไม่เหลือเวลา

ฝึกลูกตั้งแต่ยังเล็กเถอะ
ตั้งแต่ที่เขายังไม่เข้าเรียน
ตั้งแต่ที่เขายังใส ไร้เดียงสา
ยังไม่ถูกทีวีหรือเกมส์เข้ามาครอบงำแนวคิด
ตั้งแต่ที่เขายังไม่ต้องมีภาระความรับผิดชอบอื่นเพิ่ม
ฝึกไปตามพัฒนาการเขาที่ควรเป็น
ทำตามกฎของธรรมชาติ.....

ให้ลูกคิด ให้ลูกแก้ปัญหา ให้ลูกลงมือทำ
ลูกจะอดทนเป็น ตัดใจเป็น มานะเป็น

เมื่อลูกสามารถ ทำได้ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น
มีประสบการณ์ที่ดีของความสามารถตนเองทุกๆวัน
ความรู้สึกถึงการควบคุมเรื่องต่างๆได้...ก็จะมา (sense of control)

Sense of control ทำให้คนเรา ไม่เป็นฝ่ายถูกควบคุม
เพราะเรารับรู้ศักยภาพของตนเองดี.....และเราจะลงมือ...
ไม่หนีปัญหา ...
และเราจะมั่นใจและภูมิใจที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆต่อไป

หมอเสาวภา

เครดิตภาพhttp://www.parentingideas.com.au/newsletter/pics/siblings_teach.jpg

03/10/2015

วันที่ 2 ตุลาคม 2558 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรแกนกล...

02/10/2015
02/10/2015

ต้องไปซ้อมฟุตบอล ต้องซ้อมเปียโน ต้องไปเรียนพิเศษต้องทำหลายอย่างจังเลย คุณแม่อาจจะเครียดว่า...นี่ตารางเวลาของลูกฉันแน่นไปหรือเปล่านะ

ที่อยู่

Ubon Ratchathani
34000

เบอร์โทรศัพท์

+66971696594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หลักสูตรเพื่อการพัฒนาตนเอง อุบลราชธานีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท