โครงงานสังคมศึกษา ม.ต้น โรงเรียนพิบูลมังสาหาร

โครงงานสังคมศึกษา ม.ต้น โรงเรียนพิบูลมังสาหาร ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โครงงานสังคมศึกษา ม.ต้น โรงเรียนพิบูลมังสาหาร, โรงเรียน, 29/3 ถนนเทศบาล 2 ต. พิบูล อ. พิบูลมังสาหาร จ. อุบลราชธานี, Ubon Ratchathani.

https://www.facebook.com/share/176iRsAqdd/?mibextid=wwXIfr
30/08/2025

https://www.facebook.com/share/176iRsAqdd/?mibextid=wwXIfr

ชาวกูย
กูย, กวย หรือ ส่วย เอกสารไทยในอดีตเรียก กอยส่วนเอกสารกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียกรวมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในบริเวณเดียวกันว่า เขมรป่าดง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยกระจายตัวในแถบภูมิภาคอีสานใต้ของประเทศไทย บริเวณแนวทิวเขาพนมดงรักกับทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา เรื่อยไปจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง จนถึงบริเวณตอนกลางและตอนใต้ของประเทศลาว
อนึ่งคำว่า "ส่วย" ไม่ใช่ชื่อเรียกของชนชาติพันธุ์ แต่เป็นคำเรียกของฝ่ายปกครองที่ใช้มาตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หมายถึง กลุ่มชนเผ่าหลายเผ่าในพื้นอีสานใต้ในอดีต(อย่างน้อยก็ 4 ชนเผ่าขึ้นไป ได้แก่ ชนเผ่าเขมร กูย ข่า ลาว กุลา ฯลฯ)ที่ต้องส่งสวยหรือถวายเครื่องราชบรรณาการให้ทางการ (กรุงเทพฯ) ในสมัยโบราณ เรียกชนเผ่าแถบอีสานใต้นี้เหมารวมรวมทั้งทุกชนเผ่าว่า "เขมรป่าดง" หรือเรียกอีกอย่างว่า "พวกส่วย" ชาวกูย มักจะถูกชาวกัมพูชาเรียกว่า ชนชาติเดิม
1. กูยหรือกวยเขาพระวิหาร อาศัยอยู่บริเวณเขาพระวิหารและเชี่ยวชาญคล้องช้างป่า ตั้งเเต่สมัยอาณาจักรเจนละบก ตามจารึกศิวะศักติ ปราสาทพระวิหาร พบที่ ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ตำบลสำโรงทาบ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ตำบลตรึม ตำบลตรมไพร อำเภอศีขรภูมิ ตำบลศรีณรงค์ อำเภอศรีณรงค์ และตำบลจอมพระ ตำบลลุ่มระวี ตำบลเป็นสุข อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
กูยหรือกวยอัตตปือเเสนปาง พบที่ ตำบลหนองบัว ตำบลคาละเเมะ ตำบลเเตล อำเภอศีขรภูมิ ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ตำบลบุเเกรง ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ และตำบลพระเเก้ว ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
2. กูยเญอ พบที่ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
3. กูยไม พบที่ อำเภออุทุมพรพิสัย และ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
4. กูยมะไฮ พบที่ อำเภอเมืองจันทร์ ส่วนใหญ่อาศัยในเขต ตำบลเมืองจันทร์ และ บ้านโนนธาตุ ตำบลปราสาท อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ
5. กูยปรือใหญ่ พบที่ อำเภอขุขันธ์ เป็นกลุ่มชนชาติพันธ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแถบพื้นที่เหนือพนมดงรักมานานแล้ว โดยเฉพาะตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
การเดินทางค้าขายและการขยายถิ่นฐาน
ปลายพุทธศตวรรษที่ 19-20 เคยเป็นอาณาจักรหนึ่ง ชื่อว่าอาณาจักร "ตะบองคะมุน" ถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนเหนือของเมือง กำปงธม ประเทศกัมพูชา
ราชอาณาจักรกูย,กวย มีพื้นที่กว้างขวาง ปรากฏในพงศาวดารนครจำปาสักว่า ทิศตะวันตกจรดแดนอยุธยาที่ลำกะยุงพิมาย ทิศตะวันออกจดแดนญวนที่เทือกเขาบรรทัด ทิศใต้คงจะถึงเชียงแตงหรือสตึงเตรง ที่โปรดให้ท้าวสุดไปปกครอง ทิศเหนือถึงสาละวันที่โปรดฯให้ท้าวมั่นไปปกครอง ดินแดนที่อ้างถึงนี้สันนิษฐานว่าเป็นราชอาณาจักรกูย,กวยที่นางแพงปกครองอยู่ก่อน แล้วมอบเวนอำนาจให้กับเจ้าหน่อกษัตริย์ต่อมา ปรากฏในพงศาวดารนครจำปาสักตอนเจ้าศรีสร้อยสมุทรพุทธรางกูรตั้งเจ้าเมือง
พ.ศ. 1976 พระอัยการลักษณะอาญาหลวงระบุมิให้คนสยามยกลูกสาวให้ชาวฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา กับปิตัน กุลา มลายู แขก กวย และแกว ซึ่งเป็นคนต่างชาติต่างศาสนา
พุทธศตวรรษที่ 20 เคยส่งทูตมาค้าขายกับอยุธยา เคยช่วยกษัตริย์เขมรปราบกบฏ ต่อมาเขมรได้ใช้ทางการทหารรบกับชาวกูยและผนวกรวมดินแดนเป็นส่วนหนึ่งกับเขมร (ต้องรอการศึกษาต่อไป) ด้วยความชอบความอิสระและชอบการผจญภัย ได้อพยพขึ้นเหนือ เข้าสู่เมืองแขวงอัตตะปือ แขวงจำปาศักดิ์ และสาละวัน ทางตอนใต้ของลาว ตามแม่น้ำโขงมาตั้งรกรากอยู่แถบอิสานทางด้านแก่งสะพือ อำเภอโขงเจียม ได้แยกย้ายตั้งรกรากปลูกบ้านเรือนอยู่แถบนี้
พุทธศตวรรษที่ 21-22 อพยพมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง อาศัยหนาแน่นในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ แต่ก็มีชาวกูยอาศัยในอิสานใต้มาก่อนแล้วเช่น กูยปรือใหญ่ พบที่ อำเภอขุขันธ์ เป็นกลุ่มชนชาติพันธ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแถบพื้นที่เหนือพนมดงรักมานานแล้ว ไม่ได้อพยพมามาที่อื่น
พ.ศ. 2200 เป็นต้น มา จนถึงปลายอยุธยาตอนปลายปรากฏว่ามีชุมชนกวยเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีจนถึงจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือชนชาวกูยที่บ้านเมืองที บ้านโคกยาง(สังขะ) บ้านกุดหวาย (รัตนะบุรี) และบ้านโคกลำดวน(เมืองขุขันธ์) จังหวัดศรีสะเกษ
การแต่งกายของชาวกูย หญิงสูงอายุจะนุ่งผ้าที่มีลายใส่เสื้อคอกระเช้า ใส่สร้อยคอลูกปัดเงิน นิยมใส่ดอกไม้หอมไว้ที่ติ่งหู ชาวกูยนิยมทอผ้า เช่น ผ้าจิกกะน้อย เป็นผ้าที่มีลักษณะคล้ายผ้าหางกระรอกมีสีเดียวเป็นผ้าสำหรับผู้ชายนุ่งในพิธีสำคัญๆ ลักษณะการนุ่งจะนุ่งพับจีบด้านหน้า เหมือนการนุ่งโสร่ง ผ้านุ่งสตรีนิยมทอหมี่คั่นเป็นทางแนวดิ่งยืนพื้นสีน้ำตาล มีหัวซิ่นพื้นสีแดงลายขิด ตีนซิ่นสีดำมีริ้วขาวเหลืองแดงผ้าจะกวี ผ้าที่สตรีใช้นุ่งในงานสำคัญๆ

ความเชื่อทางศาสนาของชาวกูยมีลักษณะผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและการนับถือผี (animism) และมีความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูบ้าง เช่น การบายศรีสู่ขวัญ การขึ้นบ้านใหม่ การแต่งงาน และอื่นๆ ภายในชุมชนชาวกูยจะมีทั้งวัดและศาลผีประจำหมู่บ้าน ชาวกูยบูชาผีบรรพบุรุษ ซึ่งเรียกว่า “ยะจัวะฮ” บนบ้านจะมีหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษ มีธูปเทียนและกรวยที่เย็บจากใบตอง บางบ้านก็จะสร้างเป็นศาลผีบรรพบุรุษไว้ใกล้กับศาลเจ้าที่ บ้านที่ไม่มีหิ้งหรือศาลก็อาจจะไปไหว้ผีบรรพบุรุษที่หิ้งหรือศาลของญาติพี่น้อง บ้านส่วนใหญ่จะมีหิ้งบูชาพระพุทธรูปไว้ในบ้านและจะสร้างศาลผีบรรพบุรุษไว้ใกล้บ้าน การเซ่นบรรพบุรุษจะกระทำอย่างน้อยปีละครั้ง ชาวบ้านจะเริ่มพิธีโดยเอาข้าวที่สุกแล้ว กรวยใบตอง ผ้า สตางค์ หมากพลู เอามาวางไว้ใต้หิ้งบูชา ทำพิธีเซ่นโดยเอาน้ำตาลโรยบนข้าวสุก จุดเทียนปักลงที่ข้าว แล้วกล่าวขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครองให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง ในขณะที่กล่าวก็เอาเหล้าค่อย ๆ รินลงขันอีกใบ เหมือนการกรวดน้ำเสร็จแล้วก็หยิบของที่ใช้เซ่นอย่างละนิดไปวางบนหิ้ง ที่เหลือก็เอาไว้รับประทานและใช้เอง

การเซ่นผีบรรพบุรุษนี้อาจจัดขึ้นในวาระอื่นๆ เช่น เมื่อมีเด็กคลอดได้ ๒-๓ วัน ก็จะทำพิธีดับไฟ โดยเชิญหมอตำแยและญาติผู้ใหญ่มาร่วมพิธี จัดขนม กล้วย ข้าวต้มมัด มาเซ่นผีบรรพบุรุษบอกว่ามีลูกมีหลานมาเกิดใหม่ เด็กเมื่อคลอดแล้ว จะมี “ครูกำเนิด” ซึ่งเป็นครูประจำตัว จะต้องจัดเครื่องสักการบูชาครูไว้บนหัวนอนของตนเองเสมอ ครูจะช่วยคุ้มครองให้มีความสุข ความเจริญ หากมีการผิดครูจะเป็นอันตราย นอกจากนี้อาจจัดให้มีการเซ่นผีบรรพบุรุษเมื่อมีแขกมาเยือนและพักอยู่ที่บ้าน เจ้าของบ้านจะต้องจัดเหล้า ขนม มาเซ่นไหว้และบอกกล่าวขออนุญาตผีบรรพบุรุษให้แขกเข้าพัก มีการบอกกล่าวว่าแขกเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร เมื่อแขกมาถึง ก็มีการผูกข้อมือด้วยด้ายที่ย้อมสีเหลืองด้วยขมิ้นพร้อมให้ศีลให้พร

นอกจากวิญญาณของบรรพบุรุษแล้ว ชาวกูยยังเคารพนับถือวิญญาณทั่วไป ได้แก่ ภูติผีปีศาจ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เป็นต้น เมื่อจะประกอบการงานใดที่สำคัญเกี่ยวกับความสุขความเจริญจะต้องทำพิธีขจัดปัดเป่า ด้วยความกลัวว่าผีสางเทวดาจะให้โทษหรือมาขัดขวางการกระทำ เป็นที่น่าสังเกตว่าในพิธีกรรรมต่างๆเกือบทั้งหมดจะมีข้าวเป็นองค์ประกอบในการเซ่นสังเวยอยู่เสมอ เพราะข้าวเป็นอาหารหลักที่มีบุญคุณและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในการเพาะปลูกข้าวเกือบทุกขั้นตอนจะมีการจัดพิธีกรรม สวดสรรเสริญหรือแสดงความเคารพข้าว (นิคม วงเวียน ๒๕๓๓) ชาวกูยยังมีความเชื่อในเรื่องผีปอบ จะเห็นได้ในกรณีที่เด็กคลอดแล้ว ต้องเอารกไปฝังไว้ใต้ถุนบ้าน เอาหนามไปวางทับไม่เช่นนั้นผีปอบจะเอาไปกิน แม่เด็กและทารกก็จะตาย นอกจากนี้ชาวกูยยังเชื่อเรื่องขวัญ หรือภาษากูยเรียกว่า “ระเวี๋ยย” ซึ่งเป็นคำรวมเรียกทั้งขวัญและวิญญาณ เช่น เด็กทารก จะมีข้อห้ามไม่ให้อุ้มออกไปเดินผ่านเนินดินเผาผี (บลุฮ กระโมจ) ซึ่งเป็นเนินทุ่งนาใช้เผาศพคนทั่วไปแห่งหนึ่ง บางหมู่บ้านจะมี บลุฮ กระโมจ ๒ แห่ง สำหรับเผาศพคนทั่วไปแห่งหนึ่ง และอีกแห่งหนึ่งใช้เฉพาะเผาศพคนที่มีความสำคัญที่เป็นที่นับถือกันในหมู่บ้าน ถ้าอุ้มเด็ก ผ่านเนินดินนี้ต้องเรียกขวัญให้กลับมา เรียกว่า “มาเยอขวัญเอย” แล้วบอกชื่อเด็ก เดินไปพูดไป ถ้าไม่เรียกขวัญ ขวัญจะอยู่แถวนั้นไม่ตามเด็กไป เด็กก็จะไม่สบาย การทำพิธีสู่ขวัญมักจะพบในวาระที่สำคัญต่าง ๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งามศพ เมื่อทารกแรกเกิด การรักษาคนเจ็บเป็นต้น

ในหมู่บ้านจะมีแม่เฒ่าที่ทำหน้าที่ดูว่าความเจ็บไข้ หรือปัญหาที่มีเกิดจากอะไร โดยให้นำข้าวสาร ๑ ถ้วย และสตางค์ ๑ บาท วางบนข้าวแล้วนำไปวางไว้หน้ามาเฒ่า แม่เฒ่าจะเอาข้าวสารนั้นโปรยไปรอบข้างตัวพร้อมพูดคาถาพึมพำ แล้วเอาข้าวสารเล็กน้อยใส่ในฝ่ามือซ้าย แล้วจับฝากระปุกปูนแกว่งค่อยๆ เหนือข้าวสารนั้น แล้วทำนายสาเหตุของปัญหา ถ้าใช่สาเหตุที่ทำนาย ฝากระปุกปูนจะแกว่งแรงขึ้น ชาวกูย เรียกการทำนายนี้ว่า “โปล” นอกจากนี้ก็มีผู้เก่งทางไสยศาสตร์เรียกว่า “ถัม” บางห่งก็เรียกว่า “อาจารย์” ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีคาถาอาคมสามารถดูให้ได้ว่าชาวบ้านไปถูกของอะไรมา และจะแก้ไขได้อย่างไร

การเจ็บไข้อาจทำให้บรรเทาได้โดยการจัดพิธีกรรมรักษาคนป่วย เพราะเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากการกระทำของภูติผี จึงมีการทำพิธีอ้อนวอนให้ภูตผีพอใจ โดยจัดให้มีการรำผีมอ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆรำผีฟ้าของกลุ่มที่พูดภาษาลาว การรำผีมอมีการสืบทอดรับช่วงกันมา ผู้ที่จะเป็นผีมอจะต้องผ่านพิธีไหว้ครูครอบครูเพราะจะทำให้ไม่มีใครกล้าประพฤติหรือเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมที่เคยปฏิบัติกันสืบต่อกันมาเพราะกลัว “ผิดครู”

ที่อยู่อาศัย บ้านของชาวกูยมีลักษณะใต้ถุนสูงด้านหน้าจะสูงเอาไว้เลี้ยงช้างใต้ถุนใช้เป็นที่วางหูกทอผ้าวาง กระด้ง ไหม และวัสดุเครื่องใช้สานด้วยหวายหรือไม้ไผ่ ชาวกูย บางบ้านจะแบ่งส่วนหนึ่งที่ติดตัวบ้านเป็นยุ้งข้าว บางบ้าน สร้างแยกต่างหาก

ชนชาติพันธุ์นี้มักเรียกตัวเองว่า กูย หรือ กวย แปลว่า "คน" ใช้ภาษากูย หรือ "กวย" ซึ่งแตกต่างจากภาษาเขมรโดยสิ้นเชิง เป็นเอกลักษณ์ในการสื่อสารเฉพาะของชนเผ่า กวย พบเจอการใช้สำเนียงและคำควบกล้ำ"ร ล"ที่แตกต่างกันเปรียบเทียบความแตกต่างได้จากตัวอย่างเช่นภาษาไทยกลางจะแตกต่างจากภาษาไทยภาคใต้[ต้องการอ้างอิง] ชาวกูย หรือ กวย นับถือศาสนาพุทธผสมและเชื่อเรืองภูตผีปีศาจ เจ้าที่ ในชุมชุนจะมีศาลผี,เจ้าที่ประจำหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านเรียกว่า"ผละโจ๊ะ" จะมีการบวงสรวงเจ้าที่เรียกว่า "แซนผละโจ๊ะ" (เซ่นผีหรือเจ้าที่)

ชาวกูย นิยมเลี้ยงช้างซึ่งสืบทอดจากบรรพบุรุษ ชาวกูยจะออกไปจับช้างป่าด้วยการคล้องช้าง ด้วยเชือกปะกำ ซึ่งทำจากหนังควาย ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณ เมื่อได้ช้างมาก็จะฝึกเอาไว้ใช้งาน พงศาวดารเมืองละแวกก็มีบันทึกไว้ว่าในพุทธศตวรรษที่ 20 กษัตริย์เขมร ได้ขอร้องให้แจ้งกุยแห่ง ตะบองขะมุม (ชุมชนกุยทางด้านใต้ของนครจำปาศักดิ์) ส่งกำลังไปช่วยปราบกบฏที่เมืองพระนคร ชาวกุยได้ร่วมขับไล่ ศัตรูจนบ้านเมืองเขมรเข้าสู่ภาวะปกติสุข หลักฐานนี้แสดงว่า ขณะที่ชนชาติไทยหรือสยามกำลังทำสงครามขับเคี่ยวกับขอมเพื่อสถาปนานครรัฐสุโขทัยขึ้นมานั้นชาวกุยได้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ บริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และแถบอีสานใต้อย่างเป็นปึกแผ่นแล้ว
อ้างอิง
1. จิตร ภูมิศักดิ์. ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ชนนิยม. 2556, หน้า 259
2. "The Kuy People of Laos". Southeast Asian Peoples Research Center. Retrieved October 8, 2013.

เรียบเรียงโดย แอดมินเพจเกร็ดประวัติศาสตร์ v2

https://www.facebook.com/share/p/1ACfCjwgf4/?mibextid=wwXIfr
30/08/2025

https://www.facebook.com/share/p/1ACfCjwgf4/?mibextid=wwXIfr

• ประวัติศาสตร์อาณาจักรอยุธยา ฉบับไทม์ไลน์

-----

• โพสต์นี้สรุปในรูปแบบแบบไทม์ไลน์เวลา ดังนั้นอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในโพสต์นี้
• ปีที่ใช้คือปีพุทธศักราช (พ.ศ.)

-----

• 1893

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์อู่ทองหรือราชวงศ์ละโว้ครองอำนาจ

สำหรับพื้นเพดั้งเดิมของพระเจ้าอู่ทองนั้น นักประวัติศาสตร์ก็ได้มีการคาดการณ์ไว้หลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นมาจากเมืองลพบุรี (ละโว้) เมืองสุพรรณบุรี, เมืองเพชรบุรี หรืออาจจะเป็นเมืองอโยธยาที่สัณนิษฐานว่าตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาในปัจจุบัน

การปกครองของอาณาจักรอยุธยามีความแตกต่างจากอาณาจักรสุโขทัย ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องพระมหากษัตริย์ให้เป็น "สมมติเทพ" หรือ "เทวราชา" ซึ่งได้รับแนวคิดจากขอม รวมไปถึงระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์ (เวียง, วัง, คลัง, นา) เป็นต้น

-----

• 1912

พระเจ้าอู่ทองสวรรคต สมเด็จพระราเมศวรพระโอรส เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยา

-----

• 1913

ขุนหลวงพะงั่ว (หรือพ่องั่ว) ผู้มีศักดิ์เป็นพี่เขยของพระเจ้าอู่ทอง ยกทัพจากเมืองสุพรรณบุรีชิงราชสมบัติจากพระราเมศวร

ขุนหลวงพะงั่วขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 สถาปนาราชวงศ์สุพรรณภูมิปกครองอยุธยา ขณะที่พระราเมศวรลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองลพบุรี

-----

• 1931

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 สวรรคต พระโอรสคือพระเจ้าทองลันขึ้นครองราชย์

แต่พระเจ้าทองลันก็ครองราชย์ได้เพียงแค่ราว 7 วัน ก็ถูกพระราเมศวรที่ยกทัพจากลพบุรีแย่งชิงราชสมบัติคืน พระเจ้าทองลันถูกสำเร็จโทษ พระราเมศวรและราชวงศ์อู่ทองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

-----

• 1939

พระราเมศวรสวรรคต พระรามราชาธิราชพระโอรสขึ้นครองราชย์ แต่พระรามราชาธิราชไม่เป็นที่โปรดปรานของเหล่าขุนนางมากนัก ด้วยเหตุนี้เหล่าขุนนางจึงได้ทูลเชิญให้เจ้านครอินทร์จากเมืองสุพรรณบุรี ให้มาครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาพระองค์ใหม่แทน

เจ้านครอินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระอินทราชา ราชวงศ์สุพรรณภูมิกลับมามีอำนาจ

-----

• 1967

สมเด็จพระอินทราชาสวรรคต เกิดการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างพระโอรสคือ เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา แต่ปรากฏว่าเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยาได้ทรงชนช้างต่อสู้จนสิ้นพระชนม์ด้วยกันทั้งคู่

ด้วยเหตุนี้พระอนุชาของทั้งสองคือ เจ้าสามพระยาจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาพระนาม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือสมเด็จเจ้าสามพระยา

ในรัชกาลของสมเด็จเจ้าสามพระยา อยุธยาสามารถเอาชนะและเข้ายึดครองอาณาจักรพระนครได้อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้พระองค์ยังได้มอบหมายให้พระราเมศวรพระโอรสไปดำรงตำแหน่งเป็นอุปราชที่เมืองพิษณุโลก (หรือสองแคว) อันส่งผลให้อำนาจของอาณาจักรอยุธยามีกำลังที่เพิ่มขึ้น

-----

• 1991

สมเด็จเจ้าสามพระยาสวรรคต พระราเมศวรอุปราชเมืองพิษณุโลกผู้เป็นพระโอรส จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาพระนาม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

ในรัชกาลของพระองค์ได้มีการปฏิรูปการปกครองไม่ว่าจะเป็น การปกครองแบบจตุสดมภ์, การกำหนดลำดับขั้นของศักดินาและบรรดาศักดิ์, การออกกฎมณเฑียรบาลของราชสำนักและตำแหน่งหน้าที่ของข้าราชการ

ตลอดรัชกาล สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก เนื่องจากในช่วงเวลานั้นกรุงศรีอยุธยาได้ทำศึกกับอาณาจักรล้านนาของพระเจ้าติโลกราช

นอกจากนี้อาณาจักรสุโขทัยยังได้ถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาอย่างเป็นทางการในรัชกาลของพระองค์อีกด้วย

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองราชย์เป็นเวลารวมทั้งสิ้น 40 ปี พระองค์จึงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของอาณาจักรอยุธยา

-----

• 2031

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคต พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3

-----

• 2034

พระบรมราชาธิราชที่ 3 สวรรคต พระอนุชาต่างแม่ของพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

ในรัชกาลของพระองค์ ความสัมพันธ์ของไทยกับชาติตะวันตกได้เริ่มต้นขึ้น ในปี พ.ศ. 2054 ชาวโปรตุเกสได้รับอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนและทำการค้าในอยุธยา และตามหัวเมืองต่าง ๆ ของไทย นอกจากนี้ราชสำนักอยุธยายังได้อนุญาตให้ชาวโปรตุเกสสามารถเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในอยุธยาได้อย่างเสรีอีกด้วย

ในการติดต่อกับโปรตุเกส นอกจากจะทำให้ไทยได้ผลประโยชน์จากด้านการค้าแล้ว ไทยยังได้เรียนรู้ในศิลปะและวิทยาการอันล้ำสมัยของตะวันตกด้วย อาทิ การสร้างป้อมปราการ, การทำปืนไฟ รวมไปถึงยุทธวิธีการรบแบบสมัยใหม่ เป็นต้น

-----

• 2072

สมเด็จพระราชาธิบดีที่ 2 สวรรคต พระหน่อพุทธางกูรพระโอรสขึ้นครองราชย์สืบต่อมาเป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระหน่อพุทธางกูรได้ทรงตั้งให้พระไชยราชาผู้เป็นพระอนุชาต่างแม่ ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เพื่อควบคุมอำนาจของหัวเมืองฝ่ายเหนือ

-----

• 2077

สมเด็จพระหน่อพุทธางกูรสวรรคต พระโอรสของพระองค์คือ พระรัษฎาธิราช พระชนมายุเพียง 5 พรรษา ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา

แต่ทว่าพระรัษฎาธิราชก็ครองราชย์ได้เพียงแค่ราว 5 เดือน พระไชยราชาก็ทรงยกทัพจากเมืองพิษณุโลกชิงราชสมบัติ พระไชยราชาทรงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์อยุธยา ส่วนพระรัษฎาธิราชถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

-----

• 2081

เกิดศึกเมืองเชียงกราน ซึ่งเดิมมีความเข้าใจว่า เป็นศึกครั้งแรกระหว่างไทยกับพม่า แต่จากหลักฐานเพิ่มเติม มีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นการศึกระหว่างอยุธยากับล้านนา (เชียงใหม่)

-----

• 2089

สมเด็จพระไชยราชาสวรรคต พระแก้วฟ้า (บางตำราก็เรียกพระยอดฟ้า) พระโอรสพระชนมายุ 11 พรรษา ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของท้าวศรีสุดาจันทร์ ผู้เป็นพระมารดา

ปรากฏว่า ท้าวศรีสุดาจันทร์กลับมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพันบุตรศรีเทพ ท้าวศรีสุดาจันทร์ได้แต่งตั้งให้พันบุตรศรีเทพเป็นขุนวรวงศาธิราช ควบคุมอำนาจทั้งหมดในราชสำนัก ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2091 พระแก้วฟ้าจะถูกลอบปลงพระชนม์โดยฝีมือของขุนวรวงศาธิราช

หลังจากนั้นขุนวรวงศาธิราชภายใต้การสนับสนุนของท้าวศรีสุดาจันทร์ จึงได้ประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์อยุธยา

แต่ขุนวรวงศาธิราชก็เป็นกษัตริย์อยุธยาได้เพียง 42 วัน ก็ถูกขุนนางกลุ่มหนึ่งจับกุมตัวไปสำเร็จโทษพร้อมกับท้าวศรีสุดาจันทร์ นักประวัติศาสตร์บางส่วนไม่ยอมรับให้ขุนวรวงศาธิราชมีสถานะที่ทัดเทียบกับกษัตริย์อยุธยาพระองค์อื่น ๆ

-----

• 2091

พระเฑียรราชา ผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระไชยราชา และเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญที่โค่นล้มอำนาจของขุนวรวงศาธิราช ได้รับการทูลเชิญจากเหล่าขุนนางให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาพระนาม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

หลังขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงตอบแทนความชอบแก่ผู้คบคิดสำคัญในการกำจัดขุนวรวงศาธิราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับขุนพิเรนทรเทพ

โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงสถาปนาให้ขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาให้ครองเมืองพิษณุโลก และพระราชทานพระธิดาคือพระวิสุทธิกษัตรี ให้เป็นชายาของพระมหาธรรมราชา

หลังจากที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองราชย์ได้ไม่นาน พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งอาณาจักรตองอูได้ทรงนำทัพบุกอยุธยา ซึ่งศึกในครั้งนี้ ก็คือศึกสงครามครั้งแรกระหว่างไทยกับพม่า

ในการศึกกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ไทยได้สูญเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ผู้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จากการที่พระองค์ทรงปลอมตัวเป็นชายเพื่อช่วยเหลือพระสวามีในสมรภูมิรบ จนถูกข้าศึกฟันสิ้นพระชนม์บนคอช้าง

-----

• 2106

พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์องค์ใหม่ของอาณาจักรตองอูได้ทรงทูลขอช้างเผือกจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ทางอยุธยาตอบปฏิเสธ ส่งผลให้พระเจ้าบุเรงนองทรงนำทัพทำสงครามช้างเผือกกับอยุธยา

ผลสุดท้ายพระเจ้าบุเรงนองก็สามารถนำทัพล้อมกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ ไทยต้องเสียช้างเผือก ส่วยช้าง และเงินให้แก่พม่า

นอกจากนี้ พม่ายังได้ขอตัวพระราเมศวร พระโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และพระนเรศวร พระโอรสของพระมหาธรรมราชา ไปเป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองหงสาวดี

-----

• 2111

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคต พระมหินทราธิราช พระโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระสุริโยทัย ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา ท่ามกลางสงครามที่ยังคงมีอยู่กับพม่า

ทว่าหลังจากที่กองทัพพม่าได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานานกว่า 9 เดือน อาณาจักรอยุธยาก็ได้สูญเสียเอกราชให้กับพม่าในปี พ.ศ. 2112 พร้อม ๆ กับจุดสิ้นสุดอำนาจของราชวงศ์สุพรรณภูมิ

ส่วนตัวของสมเด็จมหินทราธิราชก็ถูกพม่านำตัวไปที่กรุงหงสาวดี แต่ทรงประชวรและสวรรคตระหว่างทางเสียก่อน

ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นของพม่า พระเจ้าบุเรงนองก็ได้ทรงสถาปนาให้พระมหาธรรมราชาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยา ในฐานะเจ้าเมืองประเทศราชที่ขึ้นตรงต่อพม่า

และเนื่องด้วยพระมหาธรรมราชาทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ด้วยเหตุนี้พระมหาธรรมราชาจึงทรงสถาปนาราชวงศ์สุโขทัยปกครองกรุงศรีอยุธยา

-----

• 2127

พระนเรศวร อุปราชเมืองพิษณุโลก ผู้เป็นพระโอรสของพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตรี ที่ได้ทรงเป็นตัวประกันอยู่ที่กรุงหงสาวดีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ได้ทรงประกาศอิสรภาพของกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2127 ขณะที่พระชนมายุได้ 29 พรรษา

-----

• 2133

พระมหาธรรมราชาสวรรคต พระนเรศวรทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยา

-----

• 2135

พระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยเหนือพระมหาอุปราชา ที่ดอนเจดีย์ เมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135

ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีนับเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาและชาวไทย หลังจากนั้นพม่าก็ไม่ได้บุกรุกรานไทยอีกเลยเป็นเวลากว่าหลายร้อยปี

ด้วยวีรกรรมในฐานะของผู้กอบกู้เอกราชของชาติไทย พระนเรศวรจึงได้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

-----

• 2149

พระนเรศวรมหาราชสวรรคต พระเอกาทศรถพระอนุชาของพระองค์ จึงได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา

ในสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ ไทยได้มีการส่งคณะราชทูตเดินทางไปยังทวีปยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเป็นคณะราชทูตที่ได้เดินทางไปที่ฮอลันดา เมื่อปี พ.ศ. 2151

-----

• 2153

พระเอกาทศรถสวรรคต พระศรีเสาวภาคย์ พระโอรสของพระเอกาทศรถขึ้นครองราชย์

แต่พระศรีเสาวภาคย์ก็ครองราชย์ได้เพียง 1 ปี 2 เดือน ก็ถูกพระอินทราชา พระโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระเอกาทศรถชิงราชสมบัติ พระศรีเสาวภาคย์ถูกสำเร็จโทษ

-----

• 2154

พระอินทราชาขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ในรัชกาลของพระองค์ ไทยได้ส่งเสริมการค้ากับต่างชาติอย่างกว้างขวาง

โดยในปี พ.ศ. 2155 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้เปิดสัมพันธ์ทางการค้ากับอยุธยา และในปี พ.ศ. 2164 เรือสินค้าของเดนมาร์กก็ได้แวะมาทำการค้ากับท่าเรือของไทยที่เมืองตะนาวศรี

-----

• 2171

พระเจ้าทรงธรรมสวรรคต พระเชษฐาธิราชพระโอรสพระชนมายุ 15 พรรษา ครองราชย์สืบต่อมา

แต่พระองค์ก็ครองราชย์ได้เพียงแค่ 1 ปี ก็ถูกเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ขุนนางผู้กุมอำนาจในราชสำนักสั่งสำเร็จโทษ

-----

• 2172

หลังการสำเร็จโทษพระเชษฐาธิราช เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ได้ทูลเชิญพระอาทิตยวงศ์ ผู้เป็นพระอนุชาของพระเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยา ในขณะที่มีพระชนมายุเพียงแค่ 9 พรรษาเท่านั้น

แต่สุดท้ายพระอาทิตย์วงศ์ก็ครองราชย์ได้แค่ 38 วัน ก็ถูกเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สั่งสำเร็จโทษอีก

หลังจากนั้น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์อยุธยามีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ราชวงศ์สุโขทัยสิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ปราสาททอง

-----

• 2199

พระเจ้าปราสาททองสวรรคต เจ้าฟ้าไชยพระโอรสขึ้นครองราชย์

แต่ปรากฏว่าเจ้าฟ้าไชยครองราชย์ได้เพียงแค่ 5 วัน ก็ถูกพระศรีสุธรรมราชา ผู้มีศักดิ์เป็นพระปิตุลา (อา) และพระนารายณ์ ผู้มีศักดิ์เป็นพระอนุชาต่างแม่ ชิงราชสมบัติ เจ้าฟ้าไชยถูกสำเร็จโทษ

หลังจากนั้นพระศรีสุธรรมราชาจึงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยา แต่สุดท้ายครองราชย์ได้แค่ 2 เดือน ก็ถูกพระนารายณ์ชิงราชสมบัติ และถูกสำเร็จโทษ พระนารายณ์ขึ้นครองราชย์

-----

• 2199 ถึง 2231

รัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคสมัยอันเฟืองฟูของอาณาจักรอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

ในปี พ.ศ. 2228 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้ทรงส่งคณะราชทูตชุดแรกเข้ามาในอยุธยา ตามข้อเสนอที่คณะบาทหลวงฝรั่งเศสในอยุธยาได้เสนอไว้

พระนารายณ์มหาราชโปรดให้จัดการต้องรับคณะราชทูตของฝรั่งเศสที่มี เชอวาลิเย เดอ โชมองต์ เป็นหัวหน้า อย่างใหญ่โตสมเกียรติ

เมื่อคณะราชทูตชุดนี้จะเดินทางกลับฝรั่งเศส พระนารายณ์มหาราชก็ทรงโปรดให้ส่งคณะราชทูตของไทยซึ่งมี ออกพระวิสุทธสุนทร (หรือ โกษาปาน) เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปยังฝรั่งเศสด้วย

ในปี พ.ศ. 2229 คณะราชทูตของไทยก็ได้เดินทางถึงฝรั่งเศส และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซายส์ กรุงปารีส

ต่อมาในปี พ.ศ. 2230 คณะราชทูตฝรั่งเศสชุดที่ 2 ก็ได้เดินทางมาที่อยุธยาพร้อมกับกำลังทหารราว 400 นาย เพื่อเข้ามาเจรจาการค้าดีบุก และขอสร้างป้อมปืนของทหารฝรั่งเศสที่เมืองบางกอก และเมืองมะริด

เมื่อฝรั่งเศสขยายอิทธิพลมากขึ้น คนไทยก็เกิดหวั่นวิตกว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือออกญาวิไชเยนทร์ ขุนนางชาวกรีกที่ทรงอิทธิพลและมีความใกล้ชิดกับพระนารายณ์ กำลังวางแผนนำทหารฝรั่งเศสเข้ายึดอำนาจของอยุธยา

ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มคนไทยที่นำโดยพระเพทราชา ได้นำกำลังเข้าต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส และได้จับกุมตัวของออกญาวิไชเยนทร์ไปประหารชีวิต

ขณะที่เกิดการจลาจลระหว่างคนไทยกับทหารฝรั่งเศส พระนารายณ์มหาราชก็ได้สวรรคตที่เมืองลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2231

หลังจากนั้นพระเพทราชาจึงได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ของอยุธยา สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง และขับไล่ทหารฝรั่งเศส รวมไปถึงชาวยุโรปให้ออกไปจากอยุธยา

-----

• 2246

พระเพทราชาสวรรคต หลวงสรศักดิ์ผู้เป็นโอรสบุญธรรมขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ

พันท้ายนรสิงห์ เรื่องราวของนายเรือผู้เคารพต่อกฎเกณฑ์บ้านเมือง ที่ได้ทูลขอให้พระเจ้าเสือสั่งประหารชีวิตตน ก็เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลของพระเจ้าเสือนี้

-----

• 2251

พระเจ้าเสือสวรรคต พระเจ้าท้ายสระพระโอรสขึ้นครองราชย์

-----

• 2275

พระเจ้าท้ายสระสวรรคต เกิดการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างเจ้าฟ้าพร พระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระ กับเจ้าฟ้าอภัย พระโอรสของพระเจ้าท้ายสระ ผลสุดท้ายเจ้าฟ้าพรเป็นฝ่ายชนะ และได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในขณะที่เจ้าฟ้าอภัยก็ถูกสำเร็จโทษ

ในปี พ.ศ. 2292 พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ทรงส่งคณะสมณทูตเดินทางไปยังศรีลังกา เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรัลังกา ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ จึงได้ประดิษฐานในศรีลังกานับแต่นั้นมา

-----

• 2301

พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต เจ้าฟ้าอุทุมพรพระโอรสขึ้นครองราชย์

แต่พระเจ้าอุทุมพรก็ครองราชย์ได้ไม่ถึงเดือน ก็ทรงถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าเอกทัศ ผู้เป็นพระเชษฐา แล้วจึงเสด็จออกผนวช (ชาวอยุธยาเรียกขานพระเจ้าอุทุมพรว่า ขุนหลวงหาวัด)

-----

• 2303

พระเจ้าอลองพญาแห่งอาณาจักรคองบองได้ทรงยกทัพล้อมกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศน์ได้ทูลขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชเพื่อกลับมาทำศึกช่วยกรุงศรีอยุธยา

โดยพระเจ้าอุทุมพรก็ทรงสามารถช่วยขับไล่กองทัพพม่าให้ออกไปจากกรุงศรีอยุธยาได้ แต่เมื่อเสร็จศึกแล้ว พระเจ้าอุทุมพรก็ทรงออกผนวชอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งกับพระเจ้าเอกทัศน์

-----

• 2310

พระเจ้ามังระโอรสของพระเจ้าอลองพญาทรงนำกองทัพบุกล้อมกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง

ผลสุดท้ายหลังจากที่กองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาได้ราว 1 ปี 2 เดือน กรุงศรีอยุธยาก็ได้เสียเอกราชให้กับพม่าเป็นครั้งที่ 2

พระเจ้าเอกทัศน์ทรงสวรรคตขณะหลบหนีจากกองทัพพม่า ในขณะที่พระเจ้าอุทุมพรก็สวรรคตขณะถูกกองทัพพม่านำตัวไปที่กรุงอังวะ อาณาจักรอยุธยาจึงถึงกาลล่มสลายลง หลังจากที่ดำรงอยู่เป็นเวลารวมกันทั้งสิ้น 417 ปี

ที่อยู่

29/3 ถนนเทศบาล 2 ต. พิบูล อ. พิบูลมังสาหาร จ. อุบลราชธานี
Ubon Ratchathani
34110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โครงงานสังคมศึกษา ม.ต้น โรงเรียนพิบูลมังสาหารผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท