31/03/2026
เจาะลึก Parts of Speech ทั้ง 8 ชนิด
1. Noun (คำนาม) คือ "คำที่ใช้เรียก"
อะไรก็ตามในโลกนี้ที่ตั้งชื่อให้มันได้ คือคำนามทั้งหมด แบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ ที่ต้องรู้คือ:
Common Noun (นามทั่วไป): ไม่เฉพาะเจาะจง สะกดด้วยตัวพิมพ์เล็กธรรมดา เช่น: singer (นักร้อง), concert (คอนเสิร์ต), song (เพลง), app (แอปพลิเคชัน)
Proper Noun (นามเฉพาะ): ชื่อเฉพาะของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ต้องขึ้นต้นด้วย "ตัวพิมพ์ใหญ่" เสมอ! (จุดนี้เด็กชอบลืมเวลาสอบค่ะ) เช่น: Tate McRae (เทต แมคเร), NuNew (นุนิว), Benson Boone (เบนสัน บูน), TikTok, YouTube
💡 ตัวอย่างประโยค:
NuNew released a new song.
(นุนิว ปล่อยเพลงใหม่ออกมา — NuNew เป็นนามเฉพาะ / song เป็นนามทั่วไป)
2. Pronoun (คำสรรพนาม) คือ "คำที่ใช้แทน"
มีหน้าที่เอาไว้ใช้เรียกแทน Noun เพื่อที่เวลาเราพูดหรือเขียน จะได้ไม่ต้องพูดชื่อซ้ำๆ จนน่าเบื่อ
ประธาน (คนทำ): I, You, We, They, He, She, It
กรรม (คนโดนทำ): me, you, us, them, him, her, it
💡 ตัวอย่างประโยค:
Benson Boone is a star. He writes songs by himself.
(เบนสัน บูน เป็นดารา เขาเขียนเพลงด้วยตัวของเขาเอง — ใช้ He และ himself แทน Benson)
3. Verb (คำกริยา) คือ "คำแสดงการกระทำหรือสถานะ"
เป็นหัวใจของประโยคเลยครับ ถ้าไม่มี Verb ประโยคจะทำงานไม่ได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ:
Action Verb (กริยาแสดงอาการ): มองเห็นได้ว่าขยับตัวทำอะไร เช่น: sing (ร้องเพลง), dance (เต้น), stream (สตรีมเพลง), record (อัดเสียง)
State / Helping Verb (กริยาบอกสถานะหรือกริยาช่วย): บอกความรู้สึก หรือช่วยทำประโยคให้สมบูรณ์ ช่น: is/am/are (เป็น, อยู่, คือ), love (รัก), like (ชอบ)
💡 ตัวอย่างประโยค:
Tate McRae dances very well.
(เทต แมคเรเต้นเก่งมาก — dances เป็น Action Verb)
4. Adjective (คำคุณศัพท์) คือ "คำขยายคำนาม"
มีหน้าที่คอยบอกลักษณะ รูปร่าง หน้าตา หรือคุณสมบัติของ Noun เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น มักจะวางไว้ 2 ที่คือ หน้า Noun หรือ หลัง Verb to be (is, am, are)
คำศัพท์ที่เด็กๆ ชอบ: famous (โด่งดัง), viral (เป็นกระแสไวรัล), talented (มีความสามารถ), cool (เจ๋ง), cute (น่ารัก)
💡 ตัวอย่างประโยค:
This is a viral song on TikTok.
(นี่คือเพลงที่เป็นกระแสไวรัลบน TikTok — viral ขยายคำว่า song)
NuNew is very talented.
(นุนิวเป็นคนมีความสามารถมาก — talented อยู่หลัง is เพื่อขยาย NuNew)
5. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) คือ "คำขยาย Verb, Adj หรือ Adv ด้วยกันเอง" มีหน้าที่บอกว่า กริยานั้นๆ ทำอย่างไร (How), ทำที่ไหน (Where), ทำเมื่อไหร่ (When) หรือทำบ่อยแค่ไหน (How often) ส่วนใหญ่คำที่บอกว่า "ทำอย่างไร" มักจะลงท้ายด้วย -ly ครับ
เช่น: beautifully (อย่างไพเราะ), quickly (อย่างรวดเร็ว), always (เสมอๆ), very (มาก)
💡 ตัวอย่างประโยค:
She sings beautifully.
(เธอร้องเพลงได้อย่างไพเราะ — beautifully ขยายกริยา sings เพื่อบอกว่าร้องอย่างไร)
The concert ticket is very expensive.
(ตั๋วคอนเสิร์ตแพงมาก — very ไปขยาย Adjective คือ expensive เพื่อบอกระดับความแพง)
6. Preposition (คำบุพบท) คือ "คำเชื่อมบอกตำแหน่ง/เวลา"
คำเล็กๆ ที่ขาดไม่ได้ เอาไว้บอกความสัมพันธ์ระหว่างคำ เพื่อให้รู้ว่า อะไร อยู่ที่ไหน หรือเกิดขึ้นเมื่อไหร่
บอกสถานที่ (Place): in (ใน), on (บน), under (ใต้), at (ที่), behind (ข้างหลัง)
บอกเวลา (Time): in (ใช้กับเดือน/ปี), on (ใช้กับวัน), at (ใช้กับเวลาเฉพาะเจาะจง)
💡 ตัวอย่างประโยค:
The concert will start at 7 PM on Saturday.
(คอนเสิร์ตจะเริ่มตอนทุ่มตรง ในวันเสาร์)
7. Conjunction (คำสันธาน) คือ "คำเชื่อมประโยค" ทำหน้าที่เหมือนสะพานหรือกาว เชื่อมคำ กลุ่มคำ หรือประโยคเข้าด้วยกัน ตัวที่เด็ก ป.6 ต้องจำให้ขึ้นใจคือกลุ่ม FANBOYS (For, And, Nor, But, Or, Yet, So) แต่ตัวที่เจอบ่อยสุดๆ คือ:
And (และ): คล้อยตามกัน
But (แต่): ขัดแย้งกัน
Or (หรือ): ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
Because (เพราะว่า): บอกเหตุผล
💡 ตัวอย่างประโยค:
I want to go to the concert, but the tickets are sold out.
(ฉันอยากไปคอนเสิร์ตนะ แต่ตั๋วเต็มหมดแล้ว)
8. Interjection (คำอุทาน) คือ "คำแสดงอารมณ์"
คำที่หลุดออกมาเพื่อแสดงความรู้สึก ตกใจ ดีใจ เสียใจ มักจะมีเครื่องหมายตกใจ (Exclamation mark !) ตามหลังเสมอ หรือมีลูกน้ำ (,) คั่น
เช่น: Oh! (โอ้), Wow! (ว้าว), Oops! (อุ๊ย), Ouch! (โอ๊ย), Yay! (เย้)
💡 ตัวอย่างประโยค:
Wow! The new music video is amazing!
(ว้าว! มิวสิกวิดีโอตัวใหม่สุดยอดไปเลย!)
#เรียนพิเศษ #ภาษาอังกฤษ #อุบลราชธานี #สอนพิเศษภาษาอังกฤษ #เรียนออนไลน์ #เรียนพิเศษภาษาอังกฤษอุบลราชธานี #ประถมศึกษา #สอบเข้าม1 #ภาษาอังกฤษประถมศึกษา #ภาษาอังกฤษมัธยมศึกษา