สรุปย่อกฎหมาย by หนูหญิง

สรุปย่อกฎหมาย by หนูหญิง แชร์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับกฎห?

20/12/2024
17/12/2024
03/12/2024

ฎีกาที่ 69/2566 #วิแพ่ง #ร้องสอด น่าสนใจ (เทียบ ฎีกาปี 25) 🌟🌟🌟🌟
🔥 #ประเด็นมีว่า : โจทก์ฟ้อง 1 ผู้ทำละเมิด (คนขับรถบรรทุก) ***และฟ้อง 2 นายจ้างฯ ให้ร่วมรับผิด และฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ***ต่อมา โจทก์ทราบว่านายจ้างที่แท้จริงมิใช่ 2 แต่เป็นบริษัท จ. **เมื่อโจทก์ทราบ ***จึงขอถอนฟ้อง 2 และยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัท จ. นายจ้างที่แท้จริงเข้ามา **โดยแสดงเหตุที่จะเรียกเข้ามา
🔶 ดังนี้ โจทก์จะขอให้หมายเรียกบริษัท จ. นายจ้างที่แท้จริงของผู้ทำละเมิด เข้ามาในคดีโดยรับอนุญาตจากศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ได้หรือไม่ ?
:

1.🌟🌟โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 #ผู้กระทำละเมิด (ผู้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงในทางการที่จ้างที่ไปก่อเหตุ) #ให้รับผิด และ #ฟ้องจำเลยที่2 ให้ร่วมรับผิด #ในฐานะนายจ้าง และ ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน

2.🌟🌟 #ซึ่งต่อมาโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 #ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยที่2 #แต่เป็นลูกจ้างบริษัทจ.

3.🔥โจทก์ #ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่2 ***พร้อมกับยื่นคำร้อง #ขอให้เรียกบริษัทจ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ***

4.🌟🌟เช่นนี้ #โจทก์แสดงเหตุที่จะเรียกบริษัทจ. จำเลยร่วม ผู้ประกอบการขนส่ง ***ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงในทางการที่จ้างไปก่อเหตุเข้ามาในคดี ***เพื่อการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายโดยให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ตอนท้าย) แล้ว

5. #โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทจ. #นายจ้างที่แท้จริง ของจำเลยที่ 1 #เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)✅
:

❤️‍🔥ข้อสังเกต : ตามฎีกาปี 66 โจทก์ฟ้อง “ผู้ทำละเมิด” มาด้วยตั้งแต่แรก และฟ้องนายจ้างเข้ามาด้วย **แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบ **จึงขอถอนฟ้อง และขอให้หมายเรียกนายจ้างที่แท้จริงเข้ามาเป็นจำเลยร่วม อย่างนี้ จึงขอให้หมายเรียกโดยแสดงเหตุฯ และศาลอนุญาตตามมาตรา 57 (3) ได้✅

💥***เทียบ #แต่หากเปลี่ยนข้อเท็จจริง เป็นว่า #โจทก์มิได้ฟ้องผู้ทำละเมิดมาแต่แรก คงฟ้องแต่นายจ้าง เป็นจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะเจ้าของรถฯและนายจ้างของผู้ทำละเมิด และ ฟ้องผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ เป็นจำเลยที่ 2 เท่านั้น *** #โดยที่โจทก์มิได้ฟ้องผู้ทำละเมิด (คนขับรถยนต์บรรทุกคันที่ก่อเหตุ) #ผู้กระทำละเมิดมาเป็นจำเลยด้วยตั้งแต่แรก ***ต่อมา #โจทก์เพิ่งทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. เป็นเจ้าของรถบรรทุกและ #เป็นนายจ้างที่แท้จริงของผู้ทำละเมิด **จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วม** #โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ดังนี้ **รูปคดี #เป็นเรื่องฟ้องผิดตัว โจทก์จะขอให้ศาลหมายเรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(3) ไม่ได้ ❌ (เทียบ ฎ.1702/2525)
[กรณีตามฎีกาปี 25 นี้ ถือว่าฟ้องผิดตัวไปเลย จะหมายเรียกนายจ้างที่แท้จริงเข้ามาตามมาตรา 57 (3) ไม่ได้ ถามฎีกาไหน ต้องเทียบข้อเท็จจริงแบบละเอียดยิบให้ดี ๆ ]

16/11/2024

#ถอนคืนการให้

จำเลยด่าทอโจทก์ว่า "ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูกเงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม"

คำว่า "ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม" เป็นการกล่าวหาโจทก์ว่าไม่รู้จักชอบชั่วดีไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ทำให้ถูกคนอื่นเกลียดชัง เสียชื่อเสียง

คำว่า "หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม" แสดงว่าโจทก์ไม่มีความละอายแก่ใจ ที่มาอาศัยอยู่กับจำเลยและครอบครัว

อันเป็นถ้อยคำที่ไร้ความเคารพ นับถือ เป็นการลบหลู่เหยียดหยาม อกตัญญต่อผู้มีพระคุณซึ่งรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม

ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง
#เป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567

16/11/2024
05/11/2024
31/10/2024

🌟🌟🌟รวมลิงก์ ประเด็นน่าสนใจ พยานอาญา (Update)
จากฎีกา ที่แอดเคยโพสต์ ลองไว้ทบทวนดูนะครับ 😊

1. มาตรา 84 วรรคท้าย จะถือเป็นถ้อยคำอื่นหรือไม่ ?
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/Y2g3VSFQ65TygHak/?mibextid=WC7FNe

2. พยานซัดทอด/การชั่งน้ำหนักพยาน มาตรา 227/1 และศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนที่ให้การซัดทอดผู้ร่วมกระทำความผิด ประกอบ คำเบิกความพนักงานสอบสวน ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ?
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/19oWK8NpHe/?mibextid=wwXIfr

3. มาตรา 133 ทวิ, มาตรา 226 หลักจากฎีกาน่าสนใจ
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/15UwrvnBxF/?mibextid=wwXIfr

4. กรณีคำเบิกความชั้นพิจารณาที่ขัดแย้ง กลับคำในชั้นสอบสวนและชั้นสืบพยานก่อนฟ้อง (มีข้อสังเกต)
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/NgyqvCCLauNVLXuQ/?mibextid=WC7FNe
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/p/1EkSF3PVG3/?mibextid=wwXIfr

5. เป็นกรณีการสืบพยานเพิ่มเติม ที่ต้องสืบพยานที่ศาลอื่นหรือไม่ ?
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/tGGxuG7bmHp8zUi7/?mibextid=WC7FNe

6. มาตรา 226/3 จะรับฟังพยานบอกเล่าได้หรือไม่ ?
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/eSfTMe656Das4TMf/?mibextid=WC7FNe
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/qGwzH697ZJbUZmHz/?mibextid=WC7FNe

7. มาตรา 229/1 วรรคสี่ คดีที่ไม่มีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานในชั้นฎีกา **จะเข้าข้อยกเว้นที่ “ศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองพยาน หรือจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม หรือเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้น” หรือไม่ ?
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/p/1Ffkqtgvof/?mibextid=wwXIfr

8. จะเป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือไม่ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15
ฎีกา : https://www.facebook.com/share/p/1AfhgHxSyc/?mibextid=wwXIfr

9. ฎีกาอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่แอดสนใจ เช่น
- การแอบบันทึกภาพและเสียงสนทนา #ที่พิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน ปัญหามีว่า เทปบันทึกเสียง, บันทึกการถอดเทป, แผ่นซีดี หรือคลิปบันทึกเสียงจากโทรศัพท์มือถือ ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ได้หรือไม่ ? [ตอบ ****มีทั้งได้ และไม่ได้]
โดยหลัก บทตัดพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 เป็นหลักกฎหมายที่ใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ***แต่ทั้งนี้ ตามมาตรา 226 นั้น #ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา ดังนั้น จึงนำไปใช้บังคับแก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายเป็นผู้ได้พยานหลักฐานนั้นมาจากการกระทำโดยมิชอบด้วย
***ส่วน #เหตุยกเว้น ให้สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ***ตามมาตรา 226/1 เป็นบทบัญญัติข้อยกเว้นให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานได้ แต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดีโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งจะต้อง #เป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย ที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนด้วย
แต่ทั้งนี้ ข้อหา #ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 333) อีกทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาท #ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ที่กระทบความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์ของสาธารณะของประชาชนโดยรวม และการกระทำของนาย ธ. ที่ #แอบใช้มือถือบันทึกเสียงการสนทนา ระหว่างจำเลยกับนาย ธ. #เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของจำเลย ***ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถหาพยานฯ ด้วยวิธีการอื่นได้ ***หากอนุญาตให้รับฟังได้ เท่ากับอนุญาตให้รับฟังเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนำสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจำเลยอย่างเดียว *** #กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย ที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาฯ ตามมาตรา 226/1 (กลับจะเป็นผลเสียมากกว่าฯ) ดังนี้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังบันทึกเสียงสนทนาดังกล่าวได้ (เทียบ ฎีกาที่ 8575/2563 และ 3782/2564)
💥 #ข้อสังเกต
***เทียบ กรณีที่การแอบบันทึก เป็นการกระทำของเอกชน (ไม่ใช่ จพง.เป็นผู้แอบบันทึก) #ที่สามารถรับฟังบันทึกเสียงสนทนาได้ ตามข้อยกเว้นของ ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 เช่น ข้อหา “เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน” ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน (เทียบ ฎีกาที่ 50/2563 ผู้บันทึกเป็นภริยาผู้ต้องหา แอบบันทึกระหว่างจำเลยซึ่งเป็นพนักงานอัยการสนทนากับญาติผู้ต้องหา) เป็นต้น เหล่านี้รับฟังได้ **เป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียฯ เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/1

- คำเบิกความ ซึ่งมาเบิกความภายหลังเกิดเหตุ 14 ปีเศษ ว่าไม่เห็นจำเลยยิง vs บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่ให้การว่าเห็นจำเลยยิง ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า..อย่างไหนน่าจะเชื่อถือและเป็นความจริงมากกว่ากัน ? คำเบิกความเป็นการช่วยจำเลยหรือไม่ ? **หากรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน **จะถือเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีตามมาตรา 227/1 เพื่อลงโทษจำเลย ได้หรือไม่ ?
บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของ พ. #ให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเห็นจำเลยถืออาวุธปืนลูกซองสั้นสีดำ 1 กระบอก อยู่ในมือขวา ผู้เสียหายกับ ว. วิ่งหลบหนีเข้าไปในซอย เมื่อจำเลยวิ่งไปถึงปากซอย ก็หยุดยืน #แล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายกับ ว. 1 นัด
**ส่วนที่ พ. #เบิกความใจขั้นพิจารณาว่า #ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง เป็นข้อกล่าวอัน
ที่เลื่อนลอย เพราะหาก พ. จำไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มผู้เสียหายแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่ พ. จะต้องให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย
** การที่ พ. #มาเบิกความหลังเกิดเหตุแล้วนานถึง14ปีเศษโดยมีข้อเท็จจริงใหม่แตกต่างไปจากเดิมเช่นนี้ #ย่อมจะมีปัจจัยอื่นไปแทรกแซง กดดันให้ พ. ***เบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย *** #จึงเชื่อว่า #คำให้การชั้นสอบสวนของ พ. #เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา
**และการที่ พ. เบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยดังกล่าว *** #ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ***จึงรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ของ พ. เพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง (เทียบ ฎีกาที่ 2427/2565)

- การยื่นบัญชีระบุพยาน กรณีศาลกำหนดให้มีวันตรวจพยาน [ป.วิ.อ. มาตรา 173/1, 173/2 วรรคหนึ่ง, 229/1 วรรคสี่]
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า : พนักงานอัยการโจทก์ ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 7 วัน และไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล แต่กลับเพิ่งยื่นบัญชีระบุพยานในวันตรวจพยาน ศาลชั้นต้นสั่งรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ที่โจทก์เพิ่งยื่นและให้สืบพยานตามบัญชีระบุพยาน ชอบหรือไม่ ?
ข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน #เมื่อถึงวันตรวจพยานหลักฐานปรากฏว่า พนักงานอัยการโจทก์ได้นำส่งพยานเอกสารและภาพถ่ายพยานวัตถุต่อศาลให้จำเลยตรวจ แล้วในวันเดียวกัน พนักงานอัยการ #เพิ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ในวันนั้นเลย (ไม่ได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันตรวจพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน) ซึ่งตามบัญชีพยสนดังกล่าว ***เป็นประจักษ์พยานและพยานหลักฐานอื่นซึ่งโจทก์ต้องนำสืบ***
***ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่า #ในวันตรวจพยานหลักฐาน #โจทก์ได้ส่ง พยานเอกสารและภาพถ่ายพยานวัตถุต่อศาล #เพื่อให้จําเลยตรวจสอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง แล้ว *** #ซึ่งเป็นสาระสําคัญที่จะทําให้จําเลยได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดียิ่งกว่าการยื่นบัญชีระบุพยาน แสดงว่า #โจทก์มิได้มีเจตนาที่จะเอาเปรียบจําเลย
การที่โจทก์ “เพิ่งยื่น”บัญชีระบุพยานในวันตรวจพยานหลักฐาน **จึง #มิใช่เป็นการกระทําเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความไม่เป็นธรรม ***และพยานหลักฐานตามบัญชีระบุพยานโจทก์ดังกล่าวมีทั้งพยานบุคคลซึ่งเป็นประจักษ์พยาน และพยานหลักฐานอื่นที่ต้องสืบ #เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสําคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 วรรคสี่ ดังนี้ #ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคําสั่งรับบัญชีระบุพยานโจทก์ แล้วอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐาน ตามบัญชีระบุพยานดังกล่าว ได้ (เทียบ ฎีกาที่ 3563/2564)

- กรณีการระบุพยานในบัญชีพยาน แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นแต่ละฉบับ แต่ยื่นบัญชีระบุพยานระบุว่า **“บรรดาสรรพเอกสาร” ซึ่งหมายถึงเอกสารหลายฉบับ โดยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นเอกสารอะไรบ้างก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า **“ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้” **จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงสภาพของเอกสารที่จะอ้างแล้ว
เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วตามที่ระบุในคำฟ้อง **ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเอกสารที่โจทก์ประสงค์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าว **ล้วนเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการสอบสวนในคดีนี้ทั้งสิ้น **โจทก์มีอำนาจนำพยานเอกสารดังกล่าว เข้าสืบได้ เมื่อจำเลยซึ่งถูกอ้างเอกสารดังกล่าวมายันย่อมซักค้านได้ และถ้าเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมนำพยานที่เกี่ยวข้องมานำสืบหักล้างพยานเอกสารที่โจทก์นำเข้าสืบได้ มิได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างไร การยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 **ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ (เทียบ ฎ.372/2553)

- การตรวจพิสูจน์ ***ที่ต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือดจากร่างกายของผู้ต้องหา ***ในความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี **ซึ่งต้องได้รับ “ความยินยอม” จากผู้ต้องหานั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131/1 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การให้ความยินยอม **ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น **การให้ความยินยอมจึงอาจทำโดยวิธีอื่นได้ ….การที่ร้อยตำรวจเอก A ร้องขอให้เจาะเลือดของจำเลย จนแพทย์เวรมีคำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยแล้ว ก. เข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด ซึ่งมาตรฐานในการตรวจเลือดของคนไข้จะต้องสอบถามและได้รับความยินยอมจากคนไข้ก่อนทุกครั้ง เมื่อ ก. สามารถสอบถามและเจาะเลือดของจำเลยได้ ***พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยให้ความยินยอมในการเจาะเลือดแล้ว รายงานการตรวจวิเคราะห์จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ (เทียบ ฎ.1514/2565)

***โยง การรับฟังพยานฯผู้เชี่ยวชาญ (แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 243 วรรคสอง
- ในวันนัดพร้อมคุ้มครองสิทธิ สอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน หรือกำหนดวันนัดสืบพยาน (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173/1-173/2) ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า สอบคู่ความถึงพยานที่จะนำสืบแล้ว​ รับข้อเท็จจริงกันได้ว่า พยานโจทก์ตามบัญชีพยาน อันดับที่ 2 และที่ 3​ เป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานปากดังกล่าว และขออ้างส่งผลการชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16​ ธันวาคม 2562 ….เมื่อปรากฎว่าพยานโจทก์ตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวเป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย **ซึ่งถือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่ต้องมาเบิกความต่อศาล **การที่จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย **และโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานดังกล่าว **จึงถือว่าคู่ความไม่ติดใจซักถามพยานผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว **ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังความเห็นของแพทย์ตามผลการชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 243 วรรคสอง (เทียบ ฎ.1418/2565)

:

❤️‍🔥หากเป็นแอด **นอกจากท่องมาตรา 226, 226/1 - 226/5, 232-233 ไปแล้ว *** จะท่อง ป.วิ.อ.มาตรา 237 วรรคสอง, มาตรา 237 ทวิ/ตรี + ดูฎีกา ไปเผื่อด้วย และ ดูมาตรา 173/1 วรรคหนึ่ง + ข้อยกเว้นตามมาตรท 229/1 วรรค 4 (กรณีโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในวันตรวจพยานนั้นเลย และให้จำเลยตรวจพยานโจทก์ด้วย) ไปเผื่อด้วยนะครับ

😊✌️

12/10/2024

จำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
มีอำนาจหน้าที่ ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้าง

เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบล

อันเป็นองค์ประกอบความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา 151 แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2567 ✳️✳️✳️

07/10/2024

#อัปเดตฎีกาใหม่

🚩ประเด็น : โจทก์ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดี ย่อมไม่อาจยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้ และเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไปด้วยตนเอง

✅ ฎีกาที่ 1363/2567 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ชําระหนี้ (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชําระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือคำสั่ง...” มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดี ให้ยื่นคําขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น” และมาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในการบังคับคดี ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษามีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้ตามคําพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือไม่ เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอาจยื่นคําขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคําร้องเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนได้” บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้มีการบังคับคดีถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา โดยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ทั้งนี้ ในการบังคับคดีดังกล่าว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนว่าลูกหนี้ตามคําพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดี แต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือไม่ แต่กฎหมายหาได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนมีการขอให้บังคับคดีไม่ เมื่อโจทก์ยังมิได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีจึงไม่อาจยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้ ทั้งยังเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไปด้วยตนเอง

#เนติบัณฑิต #ผู้ช่วยผู้พิพากษา #อัยการผู้ช่วย

17/08/2024

แม้การโอนหุ้นจะตกเป็นโมฆะ ❌

#แต่ ผู้รับโอนได้ครอบครองหุ้นโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2475-2476 / 2566 🌟🌟

17/08/2024

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6540/2557 🌟✳️🌟✳️

เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 ที่ต้องตกทอดแก่ทายาท โดยธรรมเท่านั้น ไม่อาจตกทอดแก่ทายาทโดยพินัยกรรมได้

เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมให้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูป ที่ดินตกแก่ผู้คัดค้านเพียงผู้เดียว การทำพินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย พินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150

จึงมิใช่กรณีที่ผู้ร้องถูกตัดมิให้รับมรดกด้วยพินัยกรรม ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม และมีสิทธิที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 จึงไม่มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ที่อยู่

Ubon Ratchathani

เบอร์โทรศัพท์

+66877744160

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สรุปย่อกฎหมาย by หนูหญิงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง สรุปย่อกฎหมาย by หนูหญิง:

ทางลัด

แชร์

ประเภท