09/02/2014
ตอน...ระวังพวก "ปากเป็นเอก"
"ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โบราณว่า
หนังสือเป็นตรี มีปัญญาไม่เสียหลาย
ถึงรู้มากไม่มีปาก ลำบากกาย
มีอุบายพูดไม่เป็น เห็นป่วยการ...ดูเพิ่มเติม
รูปภาพ : ตอน...ระวังพวก "ปากเป็นเอก"
"ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โบราณว่า
หนังสือเป็นตรี มีปัญญาไม่เสียหลาย
ถึงรู้มากไม่มีปาก ลำบากกาย
มีอุบายพูดไม่เป็น เห็นป่วยการ
ถึงเป็นครูรู้วิชา ปัญญามาก
ไม่รู้จักใช้ปาก ให้จัดจ้าน
เหมือนเต่าฝังนั่งทือ ฮือรำคาญ
วิชาการมากเปล่า ไม่เข้าที"
กลอนบทนี้ คงเป็นต้นแบบของคนในสังคมไทยมาช้านาน และดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงแท้ เพราะผู้ที่ใช้ปากเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือหากิน ต่างมีชื่อเสียงเงินทอง ลาภยศสรรเสริญกันหลายต่อหลายคน อย่างนักการเมือง ผู้จัดรายการโทรทัศน์ วิทยุ นักขาย หมดดู ทนาย ฯลฯ ไม่เว้นแต่เฉพาะเมืองไทย แต่ดูจะเป็นเหมือนกันทั่วโลก อันที่จริงการพูดเพื่อให้ผู้อื่นพอใจ เกิดปัญญา โน้มนำไปสู่ความเจริญ ก็นับเป็น "กุศโลบาย" อย่างหนึ่งอย่างที่เราเคยพูดกันไปแล้ว แต่อยากจะย้ำอีกครั้งว่า ต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง ความปรารถนาดี เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง แต่หากผู้พูดมีวัตถุประสงค์นำไปใช้เพื่อการหลอกลวงให้หลงเชื่อ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด แตกแยก จนนำไปสู่ความขัดแย้งทะเลาะวิวาทขาดความสามัคคี มิจฉาทิฐิ เพื่อก่อประโยชน์แก่ผู้พูดหรือพวกพ้องแล้วไซร์ อย่างนี้เป็นมหันตภัย คงต้องเรียกว่าเป็น "อุบาย" หรือ "กลโกง" ที่ต้องระวัง
ปัจจุบันมีผู้ที่มีปากเป็นเอกหลายๆ คน ออกมาพูดกันมาก เถียงกันมาก ผ่านสื่อทั้งหลาย บางครั้งบางเรื่องก่อให้เกิดความสับสนแตกแยก พูดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตัวเอง หรือเพื่อให้เกิดการสนับสนุน ให้เกิดอารมณ์คล้อยตาม ปลุกกระแสมวลชน อย่างนี้ต้องระวัง เพราะมีผลเสีย แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะเดี๋ยวนี้เครื่องมือสื่อสาร ได้เจาะทะลวงสังคมไทย คนไทยทุกเพศทุกวัย จากที่บ้าน...ที่ทำงาน ห้องนอน ... ไปจนถึงห้องส้วม ด้วยเทคโนโลยี่ผ่านดาวเทียม มีสาย Wifi ไร้สาย ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสื่อพิมพ์ Internet มือถือ Tablet, Social Media และอีกมากมายสารพัด จะบรรยาย แต่สุดท้ายคงต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่ตัวเราเอง คนที่มี "ปากที่เป็นเอก อาจจะไม่เป็นเอก" เสียแล้ว และเลขที่เคยเป็นโท เราคงจะต้องเอามาเป็นวิชชาเอก วิชาการที่เป็นสัมมาทิฐิ จะไม่มากเปล่าอีกต่อไป และจะดูเข้าที เพราะสิ่งที่เรารับฟังมาจากพวกปากเป็นเอกทั้งหลาย มีทั้งจริงและเท็จ สุดแต่จะปั้นแต่ง ด้วยวัตถุประสงค์ซ้อนเร้น จำเป็นที่เราจะต้องเอามา ประเมิน และให้คะแนน (1,2,3....) แล้วเปรียบเทียบว่าใคร ฝ่ายไหนได้คะแนนมากกว่าในแต่ละด้าน สรุปคะแนนรวมความเรียกว่า "ความน่าเชื่อถือ" มากกว่ากัน จำเป็นต้องใช้สติ ปัญญา และข้อมูล มาวิเคราะห์ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือหากเชื่อไปแล้ว แต่มีข้อมูลใหม่เข้ามา ก็ต้องมาประเมินใหม่ ไม่ใช่จะตะบี้ตะบันเชื่อมันอย่างงี้ตลอดไปคงไม่ได้ เพราะสุดท้ายเราจะกลายเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือให้เขาแสวงหาประโยชน์ จนอาจทำร้ายตัวเอง พี่น้อง ครอบครัว เพื่อนร่วมชาติและประเทศอันเป็นที่รักของเรา ในฐานะที่เราศึกษาด้าน "กุศโลบาย" กันมาแล้ว คงจะไม่ยอมพลาดหลง "กลอุบาย" ผู้อื่น ที่มากระทำกับเรา เหมือนกับ "หมองู ต้องมาตายเพราะงู" นะครับ