ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ธีรพร

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ธีรพร ดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 1.5-4 ขวบ
เด็กๆเรียนรู้ผ่านการเล่น มีพัฒนาการสมวัย มีทักษะ EF และมีความสุข
#เรียนรู้อย่างมีความสุข

07/08/2026
07/08/2026

🥚
วันก่อนเด็กน้อยเห็นแม่ทำกับข้าว
เขาอยากช่วย แม่จึงให้ช่วยปอกเปลือกไข่
นิ้วมือน้อยๆ ค่อยๆ ปอกเปลือกไข่ทีละนิดๆ
แม้จะใช้เวลานานไปหน่อย
แต่เด็กน้อยก็ทำได้สำเร็จ
เนื้อไข่ขาวที่เว้าแหว่งไปบ้าง
แต่สำหรับเด็กน้อยและแม่
ไข่ต้มที่ปอกเปลือกเอง
คือ "โล่ห์รางวัลแห่งความภูมิใจ"
สำหรับการเติบโตวันนี้
**********
🌱➜🌳
"เพราะสิ่งเล็กๆ ที่เด็กทำได้ในวันนี้
ทำให้เขากล้าทำสิ่งใหญ่ๆ ในวันหน้า"
พ่อแม่หวังว่าสักวันหนึ่ง...
ลูกจะกล้าทำสิ่งที่เขาเลือก
และรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นได้
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น
จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่
มักจะมาจากสิ่งเล็กๆ ธรรมดาๆ
แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต
ความมั่นใจในตัวเองของเด็กๆ
เริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ
กินข้าวเอง ถือของเอง ใส่รองเท้าเอง
ไปจนถึงช่วยงานง่ายๆ ในบ้าน
อย่าทำลายโอกาสและความมั่นใจของลูก
ด้วยการทำทุกอย่างให้เขาทันที
เพียงเพราะสะดวก สบาย ง่ายกว่า และทันใจเรา
เพราะสำหรับเด็กเล็ก
เขาภูมิใจในตัวเองเมื่อได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
เมื่อทำเพื่อตัวเองได้
เขาจึงพัฒนาไปสู่การทำประโยชน์ให้กับคนรอบข้าง
"คุณค่าภายในตัวเขาจึงเติบโต"
"โอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลา
ขอเพียงผู้ใหญ่เปิดโอกาส
ไม่ดูถูกศักยภาพเด็กๆ
แต่ขอให้เราอดทน ใจเย็น มั่นคง
ไม่ย่อท้อต่อการสอนและฝึกฝนพวกเขา"
***********
สิ่งเล็กๆ พื้นฐานที่เด็กๆ ควรได้ทำเองและช่วยเราทำ
❤️ (1.) กินข้าวเอง 🥣
หยิบอาหารเข้าปากเองได้
บางทีเขาอาจจะอยากป้อนอาหารใส่ปากพ่อแม่ด้วย
เมื่อมือแข็งแรงพอก็เริ่มใช่ช้อนตัก ใส่ส้อมจิ้ม
เมื่อมือสองมือทำงานประสานกันได้
เขาจะใช้ช้อนส้อม มีดส้อม และตะเกียบกับช้อนพร้อมกันได้
❤️ (2.) เก็บของ-จัดของ-เตรียมของ 🧸
รื้อกระจุย เทกระจาย
แต่ก็เก็บเองได้เสมอ
เล่นแล้วเก็บ
เปิดออกได้ ก็ปิดเองได้
เปิดกระเป๋าแม่ ปิดกระเป๋าแม่
เปิดฝา ปิดฝา
เปิดกล่อง ปิดกล่อง
เปิดตู้ ปิดตู้
เปิดไฟ ปิดไฟ
เก็บของใส่กระเป๋าตัวเอง
สุดท้ายจัดตารางสอน เตรียมของไปโรงเรียน
ไปเข้าค่าย
ไปเที่ยว
และเมื่อเติบใหญ่เก็บของออกเดินทาง
❤️ (3.) เข้าห้องน้ำ 🚽
บอกปวดฉี่-อึ
เดินไปห้องน้ำ
กล้านั่งชักโครก
เข้าห้องน้ำเองได้ทัน
เข้าห้องน้ำเองได้ทุกที่
❤️ (4.) ทำความสะอาดร่างกาย 🛁
เริ่มต้นจากเล่นน้ำป๋อมแป๋ม
ล้างมือ ล้างเท้า
แปรงฟัน ล้างหน้า
อาบน้ำ ถูสบู่ ล้างสบู่
แล้วจึงสระผมเองได้
หวีผม
ตัดเล็บ
สุดท้ายเขาจะดูแลความสะอาดทุกอย่างของตัวเองได้
และในเด็กบางคนอาจจะแต่งหน้าให้สวยงามตามความชอบใจ
❤️ (5.) ถอด-ใส่ 👕👖
เริ่มต้นจากถีบผ้าห่มทิ้ง
ถอดกางเกงออก
ถอดรองเท้า ถุงเท้า
ตามมาด้วยถอดเสื้อ
จากนั้นจึงเรียนรู้ที่จะใส่
ดึงกางกางขึ้น
สวมเสื้อเข้าหัว (แต่ยังไม่ถูกข้างเสียทีเดียว ต้องสอนดูป้าย)
ใส่ถุงเท้า รองเท้า
รูดซิบขึ้น-ลง
แกะกระดุม ติดกระดุม
สุดท้ายเขาจะเลือกแต่งตัวในแบบฉบับของตัวเอง
❤️ (6.) เช็ด-ปัด-กวาด-ถู 🧹🪣
เริ่มต้นจากเช็ดปาก เช็ดหน้าที่เลอะ
เช็ดโต๊ะที่ตัวเองทำเลอะ
ไปจนถึงช่วยงานบ้าน ปัดฝุ่น กวาดเศษผง ถูพื้นให้สะอาดวับ
❤️ (7.) ถือของของตัวเอง 🎒
เตรียมกระเป๋านักเรียนเอง
ถือ สะพายเอง
ของของเขา เขาถือเองได้
เมื่อแข็งแรงพอ เขาจะช่วยเราถือของเข้าบ้านได้
❤️ (8.) เดินเอง วิ่งเอง ไปเอง 🏃🏻‍♀️
ในวัยที่เดินเองได้
ให้เขาเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กับเรา
ด้วยขาทั้งสองของเขาเอง
ให้เขาวิ่งสุดแรงเต็มพลัง
ในที่โล่งกว้างและปลอดภัย
เหนื่อย เมื่อย แวะหยุดพัก แล้วเดินต่อ
เพื่อวันหนึ่งเขาจะเดินไปข้างหน้า
ด้วยร่างกายและหัวใจที่แข็งแรง
เดินไปข้างหน้าในทางที่เขาเลือกเดิน
โดยมีเราสนับสนุนอยู่ข้างหลัง
**********
🌱
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ได้แปลว่าเด็กๆ จะทำได้ดีตั้งแต่แรก
พวกเขาต้องการโอกาสและเวลาในการฝึกฝน
พ่อแม่คือครูคนแรกของพวกเขา
-ทำให้ลูกดู
-พาลูกทำ
-ทำไปด้วยกัน
-และให้เขาทำเอง
เพื่อที่สักวันแม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
เขาจะทำได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นใจ
🌳
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ทรงพระเจริญเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะข้าพระพ...
28/07/2026

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ทรงพระเจริญ
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรสถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กธีรพร

🙏กิจกรรมทำบุญตักบาตร 🪷24-7-2569 #เรียนรู้อย่างมีความสุข #สถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กธีรพร
25/07/2026

🙏กิจกรรมทำบุญตักบาตร 🪷

24-7-2569

#เรียนรู้อย่างมีความสุข
#สถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กธีรพร

24/07/2026

บทความนี้อยากให้ผู้ปกครองทุกคนอ่านค่ะ เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่อยากให้ทำความเข้าใจ

เพราะเดี๋ยวนี้มีเคสที่พ่อแม่ ผู้ปกครองพาเด็กมาปรึกษาหมอในเรื่องปัญหาการใช้งานอุปกรณ์หน้าจอ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต การใช้งานอินเตอร์เน็ตต่างๆ พบมากขึ้นเรื่อยๆ

เคสเหล่านี้เป็นเคสที่รักษาไม่ง่ายเลย เพราะปัญหามักจะสะสมเรื้อรังบานปลาย (ปวดหัวกันไปทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กๆ รวมทั้งหมอเองด้วย)

ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม โซเชียลมีเดีย YouTube TikTok เป็นต้น (เช่น ติดหน้าจอมาก จนไม่ทำกิจกรรมอื่น แยกตัว นอนดึก บางคนไม่ทำการบ้าน งานค้าง ไม่ทำกิจวัตรประจำวัน ทะเลาะกับพ่อแม่ มีปัญหาอารมณ์ หงุดหงิด ก้าวร้าว ฯลฯ)

มีปัญหาทั้งเรื่องการเรียน ความสัมพันธ์ภายในบ้าน ความรับผิดชอบ การดูแลตัวเอง การใช้งานไม่เหมาะสม ถูกมิจฉาชีพในออนไลน์หลอก (เหมือนข่าวเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบที่เพื่อนในอินเตอร์เน็ตบอกให้ส่งรูปโป๊ไปให้ โชคดีที่พ่อมาเห็นก่อน)

เด็กที่หลงไปเล่นพนันออนไลน์ เด็กที่เสียเงินไปกับเกมเป็นจำนวนหลายหมื่นเพราะดูไม่เท่าทัน) ติดเกมจนขดมยเงินพ่อแม่ โกหกต่างๆ นาๆ ถ้าปล่อยทิ้งไว้บางทีกลายเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องไปในอนาคต ฯลฯ

เห็นแล้วรู้สึกเป็นห่วงเด็กๆ และครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง


ส่วนใหญ่พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมา มีสาเหตุจาก สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ที่สะสมบ่มเพาะกันมานาน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

วันนี้หมอจึงอยากเขียนบทความ โดยรวบรวมปัญหาที่มักจะพบในครอบครัว ตามประสบการณ์ของหมอที่ได้คุยกับหลายครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องนี้

คุยไปคุยมาก็เหมือนกรอเทปกลับไปกลับมา เกือบทุกครอบครัวก็มีที่มาของปัญหาคล้ายๆ กัน

ถ้าหากเข้าใจและรู้ที่มาและแก้ตั้งแต่ต้น คิดว่าน่าจะเป็นการป้องกันก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น


10 สิ่งที่หมอมักจะพบในครอบครัวที่เด็กๆ เกิดปัญหาในการใช้งานอุปกรณ์หน้าจอต่างๆ

1. ผู้ปกครองซื้อสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ได้วางแผนตั้งกติกาก่อน(พอซื้อให้เด็กแล้ว เด็กก็บอกว่าเขาเป็นเจ้าของ จะใช้ยังไงก็ได้ตามสบาย พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์บังคับ ตรงนี้ป้องกันได้ด้วยการตกลงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร มีการเขียนสัญญาการใช้งานที่ชัดเจน ซึ่งหมอเคยเขียนบทความรายละเอียดไว้หลายปีก่อน ไปหาอ่านกันได้ แต่ถ้าหาไม่เจอเดี๋ยวจะเอามาแปะให้ในคอมเมนท์) หรือตั้งแล้วแต่ไม่ใช้กติกาจริงจัง ขึ้นลงเปลี่ยนไปตามอารมณ์พ่อแม่

2. ผู้ปกครองไม่ปลูกฝังทักษะในเรื่องระเบียบวินัย การควบคุมตัวเอง การจัดระเบียบชีวิต ให้รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ให้เด็กก่อนจะซื้ออุปกรณ์ให้

3. ผู้ปกครองไม่มีเวลาให้เด็ก สัมพันธภาพพื้นฐานไม่ดี เช่น ช่วงเด็กเล็กๆ ให้ญาติเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ พ่อแม่ทำงานมาก พอจะมาสอนทีหลัง เด็กไม่สนิท ทำให้ไม่เชื่อฟัง มีแนวโน้มต่อต้านได้ง่าย

4. ผู้ปกครองมีภาวะ เครียด กังวล ซึมเศร้า ปัญหาการจัดการอารมณ์ ฯลฯ ทำให้เวลาสอนเด็กทำไม่ได้ดี ขึ้นลงตามอารมณ์ เช่น บางทีใช้การบังคับด้วยอารมณ์รุนแรง บางทีก็ยอมหรือปล่อยเล่นตามใจเด็ก มีปัญหาการตัดสินใจต่างๆที่ไม่แน่นอน ส่งผลต่อการพูดคุย สื่อสารกับเด็ก จะไม่ชัดเจน ทำให้เด็กไม่เชื่อฟัง เด็กสับสน ผู้ใหญ่ก็สับสน

5. ผู้ปกครองเองไม่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้งานให้เด็กเห็น เช่น พ่อแม่ก็ติดอุปกรณ์หน้าจอมาก มีงานวิจัยที่บอกว่าผู้ปกครองที่ใช้หน้าจอมาก เด็กก็จะใช้มากไปด้วย

6. เด็กมีภาวะบางอย่างที่ทำให้เกิดปัญหาการใช้งานได้ง่าย

-ควบคุมตัวเองในการใช้งานได้ไม่ดี บังคับตัวเองไม่ได้ เช่น สมาธิสั้น(เด็กจะมีปัญหาไม่รู้จักวางแผน จัดระเบียบชีวิตก่อนหลัง ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่รักษาเวลา ควบคุมตัวเองไม่ดีฯลฯ)

-เด็กที่มีความเครียด มีปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพจิต (ใช้การเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อช่วยให้สบายใจ หนีจากโลกความเป็นจริง)

-เด็กที่มีปัญหาปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ค่อยมีเพื่อนในชีวิตจริง ทำให้ไปหาเพื่อนในโลกออนไลน์แทน

7. ผู้ปกครองที่กลัวเด็กจะโกรธ โมโห ถ้าไปตั้งกติกาอะไร เด็กกลุ่มนี้ชอบใช้เสียงดัง โวยวาย พ่อแม่ห่วงเด็กจะหงุดหงิด เลยกลายเป็นปล่อยให้เล่น เด็กก็จะจำไว้ว่า ถ้ายิ่งเสียงดังยิ่งโวยวาย พ่อแม่ก็จะยอมตาม แบบนี้ก็จะยิ่งเสียงดัง โวยวาย และพ่อแม่ต้องยอมไปเรื่อยๆ (บางทีจะพบในผู้ปกครองที่มีความรู้สึกผิดในบางเรื่องกับลูก เพราะรู้สึกผิดก็เลยคิดว่าไม่อยากไปบังคับหรือห้ามอะไรมาก)

8. ผู้ปกครองที่ไม่รู้เท่าทันหรือขาดความรู้ความตระหนักในเรื่องการจัดการควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ต

ยกตัวอย่าง ผู้ปกครองคนหนึ่งบอกว่าลูกเล่นมือถือ เกม ยูทูบ จนไม่นอน แต่ถามรายละเอียด พ่อแม่ก็ไม่ได้ไปปิดสัญญาณ WIFI บ้านตอนกลางคืน ไม่ได้ควบคุมเรื่องของซิมอินเทอร์เน็ต ลูกจึงเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอด แถมให้เงินลูกไปเติมเกมโดยไม่จำกัด ตรงนี้จะมีปัญหามากกว่าพ่อแม่ที่รู้เท่าทันและมีการวางแผน

พ่อแม่ที่รู้เท่าทันและวางแผนรอบคอบ ถ้าให้ลูกใช้ซิม ซิมก็จะต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้ หรือถ้าต่อได้ก็จะจำกัดปริมาณการใช้งาน หรือมีเวลาเก็บมือถือ เช่น หลังสามทุ่มต้องเอามือถือมาฝากที่พ่อแม่ ถ้าจะใช้ต้องต่อจาก WIFI เท่านั้น และพ่อแม่จะเป็นเปิดปิด WIFI ทำตามเวลาที่กำหนด กล่องปล่อยสัญญาณต้องอยู่ในห้องนอนพ่อแม่ ที่ลูกเข้าถึงไม่ได้ และไม่ให้เงินไปเติมเกมโดยไม่ควบคุมดูแล

มีกติกาการใช้งาน คือ ต้องเรียนออนไลน์ ทำการบ้านเสร็จแล้ว จึงจะเล่นได้ แต่ก็ต้องนอนเวลากี่โมงๆ ตามนี้ นอกจากนั้นพ่อแม่ที่รู้จักแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ใช้จำกัดการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเช่น Google family link หรือ Screentime ก็จะสามารถป้องกันปัญหาการใช้งานได้ตั้งแต่เนิ่นๆ (แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่เท่าที่หมอเคยคุยด้วยไม่ค่อยรู้จักโปรแกรมแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ค่ะ)

9. ผู้ปกครองที่ใช้อุปกรณ์หน้าจอเป็นเครื่องมือเลี้ยงเด็ก เช่น ผู้ปกครองทำงานยุ่งมาก เลยเปิดจอให้เด็กเล่นและดู เพื่อให้ตัวเองทำงานง่ายขึ้น หรือเป็นการตัดรำคาญเวลาเด็กงอแง ถ้าทำแบบนั้นก็จะต้องทำต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาทีหลัง

10. ผู้ปกครองที่มีปัญหาระหว่างผู้ปกครองด้วยกันเอง ขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ทะเลาะกันบ่อยๆ ตรงนี้เด็กอาจไม่ชอบบรรยากาศเครียดๆ ในบ้านก็เลยไปเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อผ่อนคลาย หนีจากบรรยากาศแย่ๆ แถมผู้ปกครองบางคนอาจทะเลาะกันในเรื่องวิธีการเลี้ยงลูก การควบคุมการใช้งานอุปกรณ์หน้าจอ เช่น พ่อไม่มีเวลาจะไม่มายุ่งเรื่องการเลี้ยงลูก ส่วนแม่มีระเบียบมาก ยายเป็นคนตามใจ ตรงนี้ทำให้ปรับพฤติกรรมเด็กยาก การดูแลเด็กต้องเป็นทีมเดียวกัน แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันและขอให้หาจุดกึ่งกลางที่ทำให้พูดคุยกับเด็กได้เหมือนกัน จะทำให้ปรับพฤติกรรมเด็กได้ง่ายกว่า


หวังว่าบทความนี้จะเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น ตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพราะส่วนใหญ่เวลาที่มาหาหมอมักเป็นจุดที่ไฟลามทุ่งไปแล้ว

ความเสียหายที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาเยียวยานานเลย กว่าจะกลับไปดีเหมือนเดิม และรักษาไม่ง่ายด้วยค่ะ

ให้กำลังใจผู้ใหญ่และเด็กๆ ทุกคน

#หมอมินบานเย็น

🤗 ผู้ปกครองได้ลองนำ “เทคนิค 101 วินัยเชิงบวก” ไปใช้กับลูก ๆ แล้วสนุกหรือมีความท้าทายอะไรเกิดขึ้นบ้างคะเพราะวินัยเชิงบวกไ...
20/07/2026

🤗 ผู้ปกครองได้ลองนำ “เทคนิค 101 วินัยเชิงบวก” ไปใช้กับลูก ๆ แล้วสนุกหรือมีความท้าทายอะไรเกิดขึ้นบ้างคะ

เพราะวินัยเชิงบวกไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในวันเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอและมีเป้าหมาย ด้วยความรัก ความเข้าใจ และการวางขอบเขตที่ชัดเจน Kind but Firm – ใจดีแต่ไม่ใจอ่อน

🙏ขอบพระคุณผู้ปกครองทุกท่านที่ร่วมเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูก ๆ เชื่อว่าทุกก้าวเล็ก ๆ ที่เราทำในวันนี้ จะค่อย ๆ สร้างรากฐานของเด็กที่มีวินัย เห็นคุณค่าในตนเอง และเติบโตอย่างมีความสุขค่ะ 💛

😇 กิจกรรมเรียนรู้เพื่อลูกรัก สำหรับผู้ปกครองธีรพร"สื่อสารประทับ(จิต)ใจลูก“ปรับคำพูด เปลี่ยนพฤติกรรม 🎤 วิทยากร: ดร.ปิยวลี...
13/07/2026

😇 กิจกรรมเรียนรู้เพื่อลูกรัก สำหรับผู้ปกครองธีรพร

"สื่อสารประทับ(จิต)ใจลูก“
ปรับคำพูด เปลี่ยนพฤติกรรม

🎤 วิทยากร: ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร (ครูใหม่ วินัยเชิงบวก)

🗓️ วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569
เวลา 07:30-12:00 น.

📍ห้องประชุม อาคาร 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ธีรพร




#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กธีรพร

06/07/2026

สรุป #ประถม 4.0
#แนวคิดที่ใช้ได้กับลูกทุกวัย

หมออ่านเล่มนี้เมื่อลูก 2 ขวบ
อ่านทบทวนซ้ำเมื่อลูกกำลังจบอนุบาล
อ่านซ้ำอีกรอบเมื่อลูกอยู่ ป. 1
จนตอนนี้ลูกจะจบ ป.1 แล้ว
อ่านอีกรอบเพื่อสรุปส่วนที่สำคัญมิให้ไขว้เขว

อยากให้บ้านที่มีลูกทุกบ้านได้อ่านด้วยกันค่ะ
อ่านแล้วจะเข้าใจว่า
▪️ทำไม “การเล่น” จึงสำคัญกว่า “การเร่งเรียน”
▪️ทำไมเด็กต้องอ่านนิทาน
▪️ทำไมความอยากรู้อยากเห็นจึงสำคัญ
▪️ทำไม EF จึงสำคัญกว่าคะแนนสอบ
▪️ทำไมเด็กเรียนรู้จากการลงมือทำมากกว่าการท่องจำ
▪️และทำไมความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ จึงเป็นรากฐานของการเรียนรู้ทั้งหมด

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้ลูกเก่ง
แต่สอนให้เราเข้าใจว่า
สมองของเด็กเรียนรู้อย่างไร
และเราจะช่วยให้เขาเติบโต
เป็นคนที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองตลอดชีวิตได้อย่างไร

ขออนุญาตสรุป (ยาวมาก)
ประถม 4.0
ผู้เขียน : นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
สนพ : SandClock Books

1. #การเรียนรู้เริ่มต้นจากการที่สมองเลือกสนใจบางสิ่ง ไม่ใช่รับทุกอย่างพร้อมกัน สมองจะคัดเลือกข้อมูลที่สำคัญต่อการอยู่รอดหรือเป้าหมายตรงหน้า และตัดสิ่งรบกวนออกไป

2. Attention ไม่ได้หมายถึงสมาธิเพียงอย่างเดียว
#แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยการตื่นตัว ตั้งใจ คัดกรอง และคัดเลือกข้อมูล เพื่อให้สมองมุ่งไปยังสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้น

3. สมองของมนุษย์ไม่ได้มองหรือรับรู้ทุกอย่างพร้อมกัน #แต่จะเลือกเพ่งไปยังสิ่งที่สนใจ และใช้สมองส่วนหน้าช่วยรักษาความสนใจนั้นไว้ การเรียนรู้จึงเกิดจากการเลือกว่าจะสนใจอะไร มากกว่าการรับข้อมูลทั้งหมด

4. เด็กจะเรียนรู้ไม่ได้เลย หากยังไม่เกิดความตื่นตัวและความตั้งใจ ต่อให้ครูสอนดีเพียงใดก็ตาม
#การเตรียมสมองให้พร้อมเรียนรู้จึงสำคัญกว่าการรีบป้อนเนื้อหา

5. รากฐานของการเรียนรู้เริ่มตั้งแต่วัยเล็ก
#ผ่านการอ่านนิทาน การเล่น และการทำงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยสร้าง working memory และ EF หรือทักษะการบริหารจัดการตนเอง

6. #ความตื่นตัวเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เด็กควรถูกกระตุ้นให้สนใจ สนุก และพร้อมเรียนรู้ เพราะความตื่นตัวที่ต่อเนื่องอาจพัฒนาไปเป็นความหลงใหลหรือ passion ในอนาคต

7. เด็กจะตั้งใจกับเรื่องที่ตนเองสนใจ ดังนั้นหน้าที่ของครูและพ่อแม่ไม่ใช่เพียงสอนตามหลักสูตร แต่ต้องค้นหาว่าเด็กสนใจอะไร แล้วใช้ความสนใจนั้นเป็นประตูสู่การเรียนรู้

8. แม้เด็กจะมองสิ่งเดียวกัน แต่แต่ละคนอาจสนใจคนละเรื่อง สมองจะคัดเลือกเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจของตนเอง หากการเรียนไม่เชื่อมโยงกับความสนใจ เด็กอาจเรียนไม่รู้เรื่องและไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

9. มนุษย์ไม่ได้ทำหลายอย่างพร้อมกันจริง ๆ
แต่ใช้วิธีสลับความสนใจอย่างรวดเร็ว เด็กที่ดูเหมือนเรียนไปเล่นไป จึงอาจไม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่
เพราะสมองกำลังสลับงานอยู่ตลอดเวลา

10. การคิดในใจต้องอาศัย working memory ซึ่งเปรียบเสมือนกระดาษทดในสมอง พื้นที่นี้มีจำกัด ยิ่งวิธีคิดกระชับและเป็นระบบมากเท่าไร สมองก็ยิ่งทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

11. Working memory มีข้อจำกัดหรือคอขวด #สมองจึงไม่สามารถประมวลผลทุกอย่างพร้อมกันได้ การฝึกดนตรี การเล่น และกิจกรรมที่ต้องควบคุมตนเอง ช่วยพัฒนาความสามารถในการยับยั้งและสลับงานของสมอง

12. พัฒนาการของเด็กหลายเรื่องสามารถอธิบายใหม่ได้ผ่าน EF #เด็กไม่ได้คิดผิดเพราะไม่ฉลาดแต่เพราะยังควบคุมความสนใจ ยับยั้งความคิดเดิม หรือเปลี่ยนมุมมองไปสู่ข้อมูลใหม่ได้ไม่ดีพอ

13. การศึกษาที่ดีสามารถเพิ่มศักยภาพของเด็กได้อย่างมาก แม้เด็กจะมาจากสภาพแวดล้อมที่เสียเปรียบ เพราะเป้าหมายของการศึกษาควรเป็นการฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา ควบคุมตนเอง และพัฒนา EF มากกว่าการท่องจำเพื่อสอบ

14. มนุษย์เรียนรู้ผ่านสังคม เด็กไม่ได้เรียนรู้จากหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์
การสบตา การตอบสนอง และการมีความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว

15. #การสบตาเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยทารก เด็กที่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับคนจริงจะเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป

16. การชี้นิ้วเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ เพราะเป็นการบอกให้เด็กรู้ว่าควรสนใจอะไร เด็กจึงเรียนรู้จากคนจริงที่สบตาและชี้ชวนได้ดีกว่าการรับข้อมูลจากวิดีโอเพียงฝ่ายเดียว

17. เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบมากกว่าการฟังคำสั่ง ผู้ใหญ่จึงเป็นแบบอย่างสำคัญ การสบตา การชี้นิ้ว และการทำให้ดู เป็นกลไกพื้นฐานที่มนุษย์ใช้เรียนรู้ร่วมกันมาตลอดวิวัฒนาการ

18. การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการนั่งฟังหรืออ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำ การลองผิดลองถูก และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

19. #เป้าหมายสำคัญของการศึกษาไม่ใช่การสะสมความรู้แต่คือการสร้างวงจรประสาทที่แข็งแรง โดยเฉพาะระบบความจำใช้งานและระบบบริหารจัดการตนเองของสมอง

20. หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ทั้งหมด เริ่มต้นจาก “ความตื่นตัว” เด็กที่ตื่นตัว สนใจ และพร้อมเรียนรู้ จะพัฒนาต่อไปสู่ความตั้งใจ ความอยากรู้ และการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ในอนาคต

21. หลังจากเข้าใจเรื่อง attention แล้ว ขั้นต่อมาของการเรียนรู้คือ engagement หรือการหมายมั่นที่จะเรียนรู้ #เด็กควรถูกสร้างความกระหายอยากรู้ไม่ใช่ถูกเร่งเรียน เพราะความอยากรู้ช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น ทั้งการอ่าน การคิด และคณิตศาสตร์

22. ความอยากรู้เป็นกลไกเอาชีวิตรอดที่ติดตัวสิ่งมีชีวิตมาตั้งแต่แรก สัตว์ต้องสำรวจรอบตัวเพื่อรู้ว่าอะไรอันตราย อะไรกินได้ เด็กก็มีวงจรนี้อยู่ในสมองเช่นกัน หน้าที่ของผู้ใหญ่คือปลุกความอยากรู้นี้ ไม่ใช่ทำให้ดับลง

23. สมองให้รางวัลกับข้อมูลใหม่ด้วยสารโดปามีน ความอยากรู้อยากเห็นจึงทำให้การเรียนรู้มีความสุข แต่หากข้อมูลล้นเกินจากหน้าจอหรือออนไลน์ อาจกลายเป็นการเสพติดข้อมูล มากกว่าการเรียนรู้ที่แท้จริง

24. เมื่อเด็กอยากรู้อยากเห็น สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับรางวัล ความสุข และความจำจะทำงานมากขึ้น ความสนุก เสียงหัวเราะ และการเรียนรู้จึงเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง

25. ภาษาเป็นภาชนะของความจำและความคิด เมื่อเด็กอยากรู้ สมองส่วนความจำจะทำงานดีขึ้น และเมื่อเด็กมีภาษามากขึ้น เขาก็ยิ่งมีเครื่องมือคิดมากขึ้น อ่านมากขึ้น และเรียนรู้ได้ไกลขึ้น

26. การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเริ่มจากความตื่นตัว ความสนใจ ความตั้งใจ การคัดกรอง และการคัดเลือก หากข้ามขั้นเหล่านี้ไป สิ่งที่เหลืออาจเป็นเพียง “การเรียนหนังสือ” ไม่ใช่ “การเรียนรู้”

27. เด็กจะรักษาความอยากรู้ไว้ได้ เมื่อเขารู้ว่าตนเองยังไม่รู้อะไร และช่องว่างของความรู้นั้นไม่กว้างเกินไป ไม่ยากเกินไป และไม่ช้าเกินกว่าจะข้ามไปถึงคำตอบ

28. #การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ต้องทำให้เด็กรู้ว่าตนเอง “ยังไม่รู้อะไร” ความสามารถนี้ต้องอาศัยภาษา กรอบความคิด จินตนาการ และการได้ลงมือแก้ปัญหาจริง

29. การอ่าน เล่น และทำงานในวัยเด็ก เป็นรากฐานของภาษา จินตนาการ การคิด และความสามารถในการกำกับตนเอง โดยเฉพาะการอ่านเอาเรื่อง ไม่ใช่เพียงอ่านออก

30. คำพูดที่ตัดตอนคำถาม เช่น “ถามอะไรโง่จริง” หรือระบบเรียนที่ยาว น่าเบื่อ และบังคับมากเกินไป อาจทำให้ความอยากรู้ของเด็กเหือดแห้ง #เด็กอาจยังเรียนหนังสือได้แต่หมดแรงอยากค้นหา

31. เด็กจะอยากรู้มากขึ้นเมื่อผู้ใหญ่ไม่ป้อนคำตอบสำเร็จรูป แต่ชวนเขาค้นหาคำตอบ เช่น ครูบอกว่า
“ครูก็ยังไม่รู้เหมือนกัน พวกเรามาช่วยกันหา” เด็กไม่ได้ด้อยความสามารถ แต่ต้องการโจทย์ที่ทำให้เขาอยากค้นหา

32. ความอยากรู้จะมีพลังมากขึ้น เมื่อเด็กเห็นว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง หน้าที่ของครูคือทำให้ความรู้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เช่น สิทธิ เสรีภาพ เศรษฐกิจ โรคระบาด หรือปัญหาสังคม

33. #เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด
ความผิดพลาดไม่ควรถูกใช้เพื่อตำหนิ แต่ควรใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าผิดตรงไหน และจะปรับอย่างไร

34. เกรดไม่ใช่ feedback ที่ดี เพราะเกรดบอกเพียงผลรวม แต่ไม่บอกว่าเด็กผิดอย่างไรหรือควรแก้ตรงไหน เกรดที่ไม่ดีอาจทำลายความมั่นใจ ส่วนเกรดที่ดีเกินไปอาจทำให้เด็กหยุดพัฒนา

35. สมองเรียนรู้เมื่อพบช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่คาดไว้” กับ “ผลลัพธ์จริง” ความผิดพลาดจึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สมองปรับตัวและสร้างความเข้าใจใหม่

36. ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
เด็กต้องได้รับ feedback ที่ชัดเจน พอดี ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป เพราะเด็กแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือไม่เท่ากัน

37. สมองชอบความประหลาดใจ เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามคาด สมองจะตื่นตัวและเรียนรู้ เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ หากได้ลงมือทำในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงนั่งนิ่ง ฟัง และสอบ

38. เด็กประถมต้องเรียนความรู้พื้นฐานบางอย่าง แต่ไม่ควรถูกอัดเนื้อหามากเกินไป การเรียนควรคำนึงถึงวัย ความพร้อม และความแตกต่างของเด็กแต่ละคน

39. สมองมนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้พื้นที่ ปฏิสัมพันธ์ จำนวนนับ ภาษา ตรรกะ และนามธรรม เด็กจึงควรได้เรียนรู้ผ่านการทดลอง ลงมือทำ และสร้างระบบสัญลักษณ์ ไม่ใช่ท่องจำเพียงอย่างเดียว

40. การเรียนรู้เกิดเมื่อเด็กได้ทำนาย ทดลอง แล้วพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับที่คิด เช่น ช้อนตกเสียงดัง แต่กระดาษตกเงียบ เด็กต้องได้พบความต่างและเติมช่องว่างด้วยตนเอง

41. การสอบอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ได้ หากใช้เพื่อทบทวนเรื่องสำคัญและให้ feedback แต่ปัญหาคือการสอบที่มากเกินไป สอบเรื่องใหม่ตลอด สอบเรื่องไม่สำคัญ หรือสอบเพื่อแข่งขันมากกว่าสอบเพื่อเรียนรู้

42. สมองเรียนรู้เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ทำนาย หากทุกอย่างตรงตามคาดเสมอ สมองจะไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ การผิดคาดจึงเป็นหัวใจของการเรียนรู้

43. เด็กเริ่มอ่านด้วยการสะกดทีละตัว แต่เมื่อฝึกมากพอ การอ่านจะค่อย ๆ กลายเป็นอัตโนมัติ เด็กจึงอ่านได้ลื่นไหลและอ่านเอาเรื่อง ไม่ใช่เพียงอ่านออก

44. การนอนช่วยตกผลึกความจำ ฮิปโปแคมปัสจะทบทวนประสบการณ์ระหว่างวัน และจัดเก็บเป็นความจำ เด็กที่อ่านหรือเรียนรู้ก่อนนอน แล้วได้นอนเพียงพอ จึงจดจำได้ดีขึ้น

45. เมื่อการอ่านกลายเป็นอัตโนมัติ สมองส่วนหน้าจะมีพื้นที่ว่างมากขึ้นสำหรับการคิด วิเคราะห์ วางแผน และควบคุมตนเอง การอ่านคล่องและอ่านเข้าใจจึงช่วยพัฒนา EF

46. #การฟังนิทานก่อนนอนช่วยให้เด็กนำคำ ภาพ และความหมายไปตกผลึกระหว่างหลับ การนอนควรเป็นการผ่อนคลาย ไม่ใช่การบังคับ เพราะสมองต้องการความสงบเพื่อจัดเก็บความรู้

47. การเรียนรู้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ จดจ่อ หมายมั่น รับ feedback และตกผลึก เด็กต้องการครูและพ่อแม่ที่ช่วยสร้างความตื่นตัว ความอยากรู้ feedback ที่ดี และการฝึกฝนจนทักษะใช้ได้จริง

48. #เด็กไม่ใช่ผ้าขาวหรือฟองน้ำที่รอดูดข้อมูล แต่เกิดมาพร้อมพื้นฐานบางอย่างและสมองที่ยืดหยุ่น เด็กเรียนรู้จากการสำรวจ ความผิดพลาด การปรับตัว และการนอนหลับ

49. เด็กมีศักยภาพตั้งแต่แรก เขาสังเกต ทดลอง และเข้าใจเจตนาของผู้ใหญ่ได้ สมองเด็กพัฒนาและตัดแต่งวงจรอยู่ตลอดเวลา ผู้ใหญ่จึงต้องคิดให้ดีว่าจะใส่อะไรลงไปในชีวิตเด็ก

50. สิ่งแวดล้อมของเด็กควรอุดมด้วยสิ่งเร้าที่มีคุณภาพ เด็กควรได้ออกไปสำรวจโลกจริง เช่น เดินป่า เดินรอบโรงเรียน เล่นกับธรรมชาติ และได้ฟังภาษาที่หลากหลายผ่านนิทานและการพูดคุย

51. ผู้ใหญ่ควรสร้างสิ่งเร้าที่ดี และตัดสิ่งรบกวนออก เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้เอง แต่ยังมีหลักสูตรหรือเป้าหมายเป็นเส้นทางนำทาง #โรงเรียนควรเป็นพื้นที่สนุกไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้เด็กหมดไฟ

52. เด็กมีศักยภาพเรียนรู้ลึกกว่าที่ผู้ใหญ่คิด หากเด็กสนใจเรื่องใด ควรพาเขาเรียนให้ลึก เชื่อมโยงหลายวิชา และใช้ความสนใจนั้นเป็นประตูสู่ความรู้ โดยครูเป็นผู้นำทาง ไม่ใช่ผู้ควบคุม

53. เด็กประถมไม่ได้เรียนรู้จากการท่องจำเป็นหลัก แต่เรียนรู้ผ่าน “ภาพ” และ “เสียง” ซึ่งเป็นหน่วยสำคัญของความจำใช้งาน หรือ working memory

54. ความจำใช้งานเป็นส่วนสำคัญของ EF ร่วมกับการควบคุมตนเอง และการคิดยืดหยุ่น เด็กจึงควรไปโรงเรียนเพื่อพัฒนาระบบคิดและการกำกับตัวเอง มากกว่าไปเพื่อรับความรู้เพียงอย่างเดียว

55. เด็กที่มี EF ดี จะค่อย ๆ รู้จักประเมินตนเอง รู้ว่าตนจำได้แค่ไหน ทำได้แค่ไหน และต้องใช้วิธีใดช่วยให้ตนเองทำสำเร็จ

56. เด็กที่ดู “ช้า” ไม่ได้แปลว่าช้าทุกเรื่อง หรือพัฒนาไม่ได้ บางคนอาจมีข้อจำกัดด้านความจำจากเสียง แต่ยังมีความจำด้านภาพ การวางแผน และการแก้ปัญหาที่พัฒนาได้ดี

57. #เด็กที่ถูกมองว่าเรียนไม่ทันอาจไม่ได้ขี้เกียจหรือดื้อ แต่มีข้อจำกัดของกลไกบางส่วนในสมอง เช่น working memory, response inhibition หรือ cognitive flexibility

58. เด็กกลุ่มนี้ต้องการความเข้าใจ ไม่ใช่การตีตราว่าโง่ ขี้เกียจ หรือสมาธิสั้น เพราะหากได้รับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เขายังพัฒนา EF ได้

59. การเล่นและการทำงานจริง ช่วยพัฒนาสมองส่วน prefrontal cortex, hippocampus และ anterior cingulate gyrus ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผน ความจำ และการควบคุมตนเอง

60. เด็กบางคนจำคำสั่งหลายขั้นตอนไม่ได้ เช่น ให้อาหารหมา อาบน้ำ จัดกระเป๋า ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อฟัง แต่เพราะความจำใช้งานสั้นเกินกว่าจะถือคำสั่งทั้งหมดไว้ได้

61. การช่วยเด็กแบบนี้ควรใช้ EF ภายนอก เช่น
เช็กลิสต์ กระดาษโน้ต ตารางภาพ หรือการพูดทวนคำสั่ง เพื่อช่วยพยุงระบบกำกับตนเองของเด็ก

62. การพูดกับตัวเองเป็นเครื่องมือสำคัญของ EF เด็กที่พูดทวนกับตัวเองว่า “ตื่นแล้ว ไปอาบน้ำ” หรือ “เสร็จแล้ว ไปกินข้าว” #กำลังใช้ภาษาเพื่อกำกับพฤติกรรมของตนเอง

63. พ่อแม่สามารถสร้าง self-directed speech ให้ลูกได้ตั้งแต่เล็ก ด้วยการพูดกับลูกอย่างสงบ เช่น “ไม่เป็นไร เอาผ้ามาช่วยแม่เช็ด” เด็กจะค่อย ๆ นำคำพูดนี้ไปใช้พูดกับตัวเอง

64. การพูดกับตัวเองช่วยคั่นกลางระหว่างสิ่งเร้ากับปฏิกิริยาตอบโต้ ทำให้เด็กมีเวลาหยุด คิด และเลือกพฤติกรรมอื่นแทนการตอบสนองทันที

65. #สิ่งเร้าบนหน้าจอเร็วเกินไปเด็กจึงมักไม่มีเวลาพูดกับตัวเอง ไม่มีเวลายับยั้ง และไม่มีเวลาคิด ต่างจากสิ่งเร้าจริงในสนามเด็กเล่นหรือธรรมชาติ

66. #การเล่นสมมติช่วยให้เด็กนำโลกภายนอกเข้าสู่ภายในจิตใจ เช่น เอาบล็อกไม้มาแทนโทรศัพท์ นี่คือจุดเริ่มต้นของการกำกับตนเองและการสร้าง EF

67. เด็กที่ควบคุมตนเองไม่ได้ ต้องการผู้ใหญ่เป็น EF ภายนอก คอยหยุด คอยพาเขากลับสู่เป้าหมาย
#ไม่ใช่ลงโทษซ้ำๆโดยไม่เกิดการเรียนรู้

68. การลงโทษ ไทม์เอาต์ หรือรางวัล อาจไม่ได้ผลกับเด็กที่ยังไม่มีวงจรสมองพอสำหรับการยับยั้งตนเอง
สิ่งที่ช่วยได้คือผู้ใหญ่ต้อง “ยืนเฝ้า” และช่วยหยุดเขาอย่างสม่ำเสมอ

69. เมื่อเด็กทำสิ่งที่ไม่อยากทำจนสำเร็จ เขาจะได้สัมผัสความสุขจากความสำเร็จภายใน นี่คือรากฐานของ delayed gratification #หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

70. เป้าหมายของ EF สรุปได้เป็น 2 คำ คือ
▪️goal-oriented กำหนดเป้าหมายได้ และ
▪️self-directed กำกับตนเองไปถึงเป้าหมายนั้นได้

71. การเรียนรู้แบบปลายเปิด เช่น บล็อกไม้ เลโก้ ศิลปะ กีฬา ดนตรี การเล่นเสรี และการทำงานกลุ่ม ช่วยพัฒนา EF มากกว่าการเรียนที่มีคำตอบตายตัวเพียงอย่างเดียว

72. #เด็กไม่ได้เกิดมาเป็นผ้าขาว ทารกมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัตถุ ฟิสิกส์ จำนวน ความน่าจะเป็น ใบหน้า ภาษา และความตั้งใจของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว

73. #เด็กเรียนรู้จากการทดลอง เช่น ขว้างของลงพื้น เล่นทราย ต่อบล็อก ปีนป่าย และสังเกตสิ่งรอบตัว สิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐานตามธรรมชาติ

74. ทารกพร้อมเรียนรู้ภาษาตั้งแต่แรกเกิด การอ่านนิทาน พูดคุย และใช้ภาษาแม่อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นรากฐานสำคัญของสมองและการเรียนรู้

75. #ภาษาแม่ที่แข็งแรงเป็นฐานของภาษาที่สอง
เด็กควรได้ “เล่น” กับภาษา มากกว่าถูกบังคับให้เรียนภาษาแบบท่องจำ

76. ช่วงประถมเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากเด็กที่คิดจากสิ่งที่มองเห็น ไปสู่เด็กที่เริ่มเข้าใจความหมาย คุณค่า ความคิด อารมณ์ และมุมมองของผู้อื่น

77. #โรงเรียนประถมจึงไม่ควรเป็นเพียงที่เรียนหนังสือ แต่ควรเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาจริง และทักษะชีวิต

78. การเรียนรู้ที่ดีควรใช้โจทย์ใกล้ตัว มีความหมายกับเด็ก เชื่อมโยงกับชีวิต ครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชน

79. เด็กประถมต้องได้ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น เริ่มจากแข่งขัน ขัดแย้ง ต่อรอง ประนีประนอม และสุดท้ายทำงานร่วมกันได้

80. หากระบบการศึกษาเน้นแพ้คัดออก แข่งขัน และแย่งชิงมากเกินไป เด็กอาจเสียโอกาสพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การต่อรอง การร่วมมือ และการอยู่กับเพื่อนอย่างปลอดภัย

81. แก่นสำคัญของทั้งหมดคือ #เด็กไม่ได้ต้องการการเร่งเรียนมากที่สุด แต่ต้องการการอ่าน การเล่น การทำงานจริง ความสัมพันธ์ที่ดี และผู้ใหญ่ที่เข้าใจพัฒนาการ เพื่อช่วยสร้าง EF และความสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิต
===============================

อ่านจบ … ทำให้ตระหนักว่า
การศึกษาไม่ได้มีไว้เพื่อสอบแต่มีไว้เพื่อใช้ชีวิต
ขอบคุณที่ได้อ่านเพื่อเตือนสติความเป็นพ่อแม่
แม้อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกแต่อย่าลืมมองความสุขที่แท้จริงระหว่างวัยของเขาด้วย

ใครอ่านจบบ้างคะ 🙋🏻‍♀️
หมอใช้เวลาที่ลูกหลับอ่านและสรุปมาหลายคืน
อ่านได้ทีละ 1-2 บท ข้ามไปเล่นเฟส เปิดอินสตาแกรม งื้อ สมาธิสั้นถามหาแล้วด้วยค่ะ

หมอรวงข้าว
กุมารแพทย์

🩷🙏กิจกรรมวันไหว้ครู🥰 #เรียนรู้ผ่านการเล่น #เรียนรู้อย่างมีความสุข   #สถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กธีรพร
29/06/2026

🩷🙏กิจกรรมวันไหว้ครู🥰

#เรียนรู้ผ่านการเล่น
#เรียนรู้อย่างมีความสุข


#สถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กธีรพร

🥚ข ไข่แสนอร่อย 😋"หนูเป็นเด็กรักสุขภาพ รับประทานอาหารดีมีประโยชน์“ 🙏ขอบพระคุณทุกๆครอบครัว สำหรับไข่หลากหลายชนิดค่ะ 🥰 #เรี...
24/06/2026

🥚ข ไข่แสนอร่อย 😋

"หนูเป็นเด็กรักสุขภาพ รับประทานอาหารดีมีประโยชน์“

🙏ขอบพระคุณทุกๆครอบครัว สำหรับไข่หลากหลายชนิดค่ะ 🥰

#เรียนรู้ผ่านการเล่น
#สถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กธีรพร

ที่อยู่

242/3 ถนนห้วยยอด อ. เมือง
Trang
92000

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 17:00
อังคาร 07:00 - 17:00
พุธ 07:00 - 17:00
พฤหัสบดี 07:00 - 17:00
ศุกร์ 07:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ธีรพรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์