01/10/2024
โน้ตเพลงไทย บรรเลงทุกวัน เคารพธงชาติ ใครอ่านออกยกมือขึ้นนนน
โรงเรียนดนตรีและห้องบันทึกเสียง ที่มีแมวมาควบรวมกิจการ
01/10/2024
โน้ตเพลงไทย บรรเลงทุกวัน เคารพธงชาติ ใครอ่านออกยกมือขึ้นนนน
08/08/2024
#สิ่งสำคัญกว่ากำลังใจ
ในที่สุด ‘น้องเทนนิส’ ก็คว้าเหรียญทองสมัยที่ 2 ของตัวเองได้สำเร็จ ในการแข่งขันเทควันโดหญิงรุ่นน้ำหนัก 49 กก.
เราคงเห็นภาพในการเฉลิมฉลองเหรียญรางวัลไปแล้ว แต่เบื้องหลังของชัยชนะครั้งนี้มีความน่าประทับใจที่อยู่เบื้องหลัง
มีจังหวะในรอบก่อนหน้าการแข่งขันรอบชิงฯ ที่น้องเทนนิสให้สัญญาณกับ ‘โค้ชเช‘ ว่าเธอเตะถูกคู่แข่ง เมื่อโค้ชเชขอชาเลนจ์ ทำให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น
มันเป็นความเชื่อมั่นและเชื่อใจระหว่างน้องเทนนิสกับโค้ชเช กลายเป็นการประสานงานกันอย่างดี จนนำไปสู่การประสบความสำเร็จ
หมอคิดว่าการทำให้เด็กๆ ที่เราดูแลมีความหวังและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความเชื่อมั่นและเชื่อใจในกันและกัน
ผู้ใหญ่เชื่อมั่นว่าเด็กจะทำได้
เด็กเชื่อใจว่าผู้ใหญ่จะเป็นเซฟโซนของเขาเสมอ
ตรงนั้นเองที่จะทำให้เรากลายเป็นทีมที่จะร่วมกันฝ่าฟันไปในชีวิตข้างหน้าที่มีทั้งกลีบกุหลาบและขวากหนาม
กระทั่งในที่สุดที่เด็กๆ ของเราจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองได้ และมีความหวังกำลังใจด้วยตัวเอง
ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่ผ่านมาและวันนี้ของน้องเทนนิส โค้ชเช และทีมงานทุกๆ คน และขอบคุณที่มอบความสุขให้กับคนไทย
#หมอมินบานเย็น
06/08/2024
ความกลัวและความไม่มั่นใจ คืออุปสรรคชิ้นใหญ่ของการเริ่มลงมือทำ
การที่เด็กรู้สึกว่าตัวเขาทำไม่ได้ แม้จะยังไม่เคยลอง อาจเป็นเพราะกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี หรืออาจเป็นเพราะกลัวว่าจะทำผิดพลาด พ่อกับแม่จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูก
การเพิ่มความมั่นใจอาจเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่ลูกไม่เคยลองทำ แต่ในครั้งนี้พ่อแม่เริ่มลงมือทำไปพร้อม ๆ กับเขา และเสริมความมั่นใจด้วยคำพูดดี ๆ
“ลองทำแบบนี้ดีไหม”
“ลูกลองดูใหม่อีกครั้งได้นะ”
“เดี๋ยวพ่อกับแม่จะลองทำไปพร้อม ๆ กัน”
“ทำเต็มที่แล้ว เก่งมาก”
ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ นี้จะช่วยให้ลูกรู้ว่าในทุก ๆ ความพยายามของเขา ยังมีพ่อแม่ที่เชื่อมั่นและมองเห็นความพยายามนั้นอยู่ เขาจะเริ่มรู้สึกมั่นใจและมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง แล้วการลองลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไป เพราะลูกจะเกิดความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถ ‘ลอง’ ทำได้ และไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร พ่อกับแม่ก็พร้อมที่จะเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
เรื่อง: ณัฐนรี บัวขม
ภาพประกอบ : Arunnoon
#ทุกพิกัดคือการเรียนรู้
05/08/2024
#คำพูดโค้ชที่แสนเรียบง่าย
“เอ็งจะหาประสบการณ์แบบวันนี้ไม่ได้ละนะ เอ็งจะแพ้ชนะไม่เป็นไร เอ็งเอาความรู้ ความรู้สึก เอาความคิด วิธีเล่นในวันนี้เอาไปใช้ เขาคือสุดยอด เราต้องเรียนรู้จากเค้าใช่ป่ะ”
คำพูดของโค้ชเป้คุยกับวิว ในขณะที่กำลังเป็นรอง ในเกมนัดชิงทองแบดมินตัมโอลิมปิก
………………………………………..
ไม่มีคำพูดแนะนำเทคนิคว่าต้องตียังไง
ไม่มีคำพูดว่าต้องพยายามให้มากกว่านี้
ไม่มีคำพูดสร้างความกดดัน
ไม่มีคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดี
ยังไม่นับ ท่าทีที่สบายๆ
ยิ้มให้เสมอเมื่อตีพลาด
เสียงที่บอกว่า “ไม่เป็นไรๆ” กับความผิดพลาดของวิวหลายครั้ง
…………………………..
คำพูดที่แสนเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดาของโค้ชเป้
ทุกคำเต็มไปด้วยการสร้างพลังและ growth mindset
“จะหาประสบการณ์แบบวันนี้ไม่ได้แล้ว”
เน้นการ “ได้ประสบการณ์ มากกว่าผลลัพธ์”
“แพ้ชนะไม่เป็นไร เราเอาความรู้ไปใช้“
เน้น การเรียนรู้ มากกว่าการเอาชนะ
”เขาคือสุดยอด เราได้เรียนรู้จากเค้า“
แทนการแข่งขัน เน้นการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากยอดฝีมือ
คำพูดของโค้ชและพลังงานที่แสนโอบอุ้ม นอกจากจะลดความกดดันทั้งปวง
ยังทำให้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้
กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย
เพราะแค่นี้ก็มาไกลเกินฝัน
และทำมันได้อย่างสุดยอดมากๆ แล้ว
เห็นโค้ชของทีมไทยแล้ว
มั่นใจว่าโอลิมปิกครั้งหน้า
เราน่าจะได้เห็นทีมลูกขนไก่ไทย
เข้ามาในรอบไกลๆ แบบนี้แน่นอน 👏
นักกีฬาที่มีมายเซ็ทดี มีชัยไปกว่าครึ่ง 👍
#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้เชื่อว่าครูที่ดีคือครูที่สร้าง growth mindset
02/08/2024
🎶 เสียงเพลงและดนตรีนอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถช่วยบำบัดความเครียดและทำให้จิตใจสงบได้อีกด้วย นั่นเพราะเสียงเพลงมีอิทธิพลต่อสมองและร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะเพลงที่มีจังหวะช้าและทำนองไพเราะ จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขอย่างโดปามีนและเซโรโทนินออกมา ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้
และนี่คือเพลย์ลิสต์! 5 เพลงช่วยบําบัดความเครียดและเยียวยาความรู้สึกได้ 👇
🎵 เพลง Weightless - Marconi Union ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความผ่อนคลายและลดความเครียด โดยแต่งเพลงด้วยเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จังหวะที่ช้ามากซึ่งจะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ทำนองเรียบง่ายและไพเราะที่ช่วยลดความคิดฟุ้งซ่านและทำให้จิตใจสงบ รวมถึงการใช้ Binaural beats ซึ่งเป็นเทคนิคการใช้เสียงสองความถี่ที่ต่างกันเล็กน้อยในแต่ละหู เพื่อกระตุ้นให้สมองเกิดคลื่นสมองในย่านความถี่ที่ผ่อนคลาย
🎵 เพลง Clair de Lune - Claude Debussy ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงเปียโนที่ไพเราะที่สุดตลอดกาล เพลงนี้นอกจากจะถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ต่างๆ มากมายแล้ว ยังมีคุณสมบัติทางดนตรีหลายประการที่ช่วยให้สามารถบำบัดความเครียดได้
🎵 เพลง Gymnopedie No. 1 โดย Erik Satie นักแต่งเพลงและนักเปียโนชาวฝรั่งเศส โดยเพลงนี้มีจุดเด่นที่ความเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความซับซ้อนทางเทคนิค มีโน้ตสี่ส่วนที่ไหลลื่นเพียงตัวเดียวที่สร้างความรู้สึกเหมือนล่องลอยไปตามกาลเวลา และจังหวะที่ยาวและต่อเนื่องทำให้เกิดความรู้สึกสงบสุข ผู้ฟังจะผ่อนคลายและปล่อยวางจากความเครียด
🎵 เพลง Canon in D โดย Johann Pachelbel เป็นเพลงที่มีจังหวะช้าและคงที่ เมื่อฟังแล้วสมองจะเข้าสู่สภาวะที่ผ่อนคลายมาก และรู้สึกปลอดภัย เพลงนี้จึงมักถูกใช้ในการบำบัดความเครียด การทำสมาธิ รวมถึงช่วยเรื่องการนอนหลับ
🎵 และสุดท้ายคือเพลง Blue Danube Waltz โดย Johann Strauss II เป็นเพลงยอดนิยมที่ถูกเลือกแสดงในคอนเสิร์ตและงานต่างๆ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งไม่เพียงเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองอันงดงามเท่านั้น แต่ยังขึ้นชื่อว่าฟังแล้วช่วยบำบัดความเครียดได้ด้วยการสร้างความรู้สึกรีแล็กซ์และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ช่วยยกระดับอารมณ์ให้ดีขึ้น พร้อมกระตุ้นความรู้สึกเป็นสุขและยินดี
#พลังที่เคียงข้างคุณตลอดไป #ทิพยประกันชีวิต
11/07/2024
#สอนลูกจัดการอารมณ์ให้เหมาะสม
‘หวานใจ’ เด็กหญิงอายุ 8 ขวบ พ่อแม่พามาหาด้วยเรื่องหงุดหงิดง่าย ชอบชักสีหน้าใส่ผู้ใหญ่เวลาที่โกรธ
พ่อแม่เป็นห่วงว่า “อีกหน่อยจะอยู่ในสังคมลำบาก เวลาไม่พอใจ สีหน้าเขามันออกมาชัดมากๆ พยายามบอกพยายามเตือน ว่าอย่าหงุดหงิด อย่าทำแบบนี้ ก็มีแต่จะโวยวายมากขึ้นๆ”
หวานใจเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ร่วมมือในการพูดคุยดีมาก ไม่มีทีท่าก้าวร้าวหรือไม่เป็นมิตร เด็กยอมรับว่า เธอเป็นคนที่คิดอะไรก็แสดงออกหมด อย่างการชักสีหน้า มักจะเป็นเวลาที่โมโห โกรธ ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็เป็นขึ้นมา พอถามว่าเคยมีปัญหากับเพื่อนเรื่องนี้มั้ย หวานใจบอกว่าก็มีโกรธเพื่อนบ้าง แต่เพื่อนก็เป็น ไม่ได้มีทะเลาะกันแรงๆ แต่เวลาอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ชอบว่าเธอเรื่องนี้ เธอเองก็อยากให้หมอช่วยให้เธอไม่ชักสีหน้าเหมือนกัน แต่มันเป็นอะไรที่ห้ามยาก
ฟังแล้วก็เข้าใจหวานใจ เธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมากับความรู้สึก และสิ่งที่ดีคือ เธอรับรู้ว่าตัวเองโกรธและโมโห จึงแสดงออกแบบนั้น
เป็นธรรมดาที่การอยู่ด้วยกันในครอบครัวจะมีการขัดใจ ไม่พอใจกัน ด้วยเรื่องต่างๆ อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดตามมาเป็นธรรมชาติ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจคือ การที่จะสอนให้เด็กไม่ชักสีหน้าเวลาโกรธมันจะต้องมีเทคนิคที่มากกว่า การบอกเขาว่า “อย่าทำแบบนี้นะ ไม่ดี” หรือ “ไม่มีมารยาทเลย”
เทคนิคที่พ่อแม่ควรเข้าใจและใช้ในจุดนี้คือ การสอนให้ลูกมีทักษะการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่การห้ามไม่ให้มีอารมณ์ แต่หมายถึง คนเรามีอารมณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีได้เป็นธรรมดา สิ่งสำคัญคือ เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น สอนให้ลูกตระหนัก (Awareness) และรับรู้ยอมรับอารมณ์ที่มี (Validation) ซึ่งจะนำไปสู่การมีสติรู้ตัวและจัดการอย่างเหมาะสม (Emotional management)
1.ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกชักสีหน้า (หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมใดๆ) พ่อแม่ควรเข้าใจอารมณ์ที่มาของพฤติกรรมนั้นๆ และสะท้อนให้ลูกรู้ว่าเราเข้าใจเขา
ยกตัวอย่างเหตุการณ์ เช่น หวานใจชักสีหน้าตอนที่แม่ปิดทีวีและบอกให้ไปกินข้าว
แม่ควรใช้คำพูดสะท้อนอารมณ์ว่า “แม่รู้ว่าหวานใจโกรธที่แม่ปิดทีวี หนูกำลังดูการ์ตูนสนุกอยู่เลย” อย่าเพิ่งรีบตำหนิว่า “ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว ทำทำไม แม่บอกแล้วว่าให้เลิกดูก็ไม่เชื่อ กี่ครั้งกี่หน สอนไม่จำ แล้วยังมาชักสีหน้าใส่ เดี๋ยวเถอะ” ซึ่งมักจะทำให้เหตุการณ์บานปลายกว่า
2.การพูดสะท้อนอารมณ์ตามข้อแรก จะทำให้ลูกรับรู้ว่าแม่มองเห็น รับรู้ เข้าใจอารมณ์เขา (Emotional validation) เด็กจะเกิด Awareness จากการที่ได้รับ Validation จากแม่ ว่า “อ๋อ ที่เรากำลังรู้สึกอยู่คือความโกรธนะ” สิ่งที่เกิดตามมาคือ พฤติกรรมและการแสดงออกจะคลายความรุนแรงลงไปบ้างไม่มากก็น้อย (หรืออย่างไรก็จะดีกว่าพ่อแม่ต่อว่าหรือตะโกนใส่เด็กต่อเนื่อง)
3.ก่อนจะพูดกับลูก พ่อแม่ต้องมีการตระหนัก เข้าใจอารมณ์ของตัวเองด้วย เพราะพ่อแม่เวลาเห็นลูกชักสีหน้า หรือมีพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมพ่อแม่ก็จะมีความรู้สึกโกรธไม่พอใจ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งพฤติกรรม/คำพูดที่รุนแรงของพ่อแม่เอง ซึ่งตรงนั้นจะยิ่งเป็นการทำให้สถานการณ์บานปลาย (เปรียบเหมือนเป็นกระจกสะท้อนกันไปมา ลูกก็จะซึมซับการจัดการอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมจากผู้ใหญ่ด้วย อย่าลืมว่าถ้าเราอยากให้ลูกเป็นอย่างไรเราต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี) ซึ่งในข้อนี้พ่อแม่บางคนทำยากมาก อาจเพราะว่ามีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เดิม ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องการการรักษาเฉพาะพ่อแม่ก่อน
4.เมื่อพูดสะท้อนอารมณ์ของลูกแล้ว พ่อแม่ควรพูดต่อไปว่า สิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้เกิดขึ้นหรือเด็กจะต้องทำคืออะไร แต่ตรงนี้ให้พูดสั้นๆ กระชับ ไม่ต้องบ่นยาวๆ
เช่น “แม่รู้ว่าหวานใจโกรธที่แม่ปิดทีวี เพราะหนูกำลังดูการ์ตูนสนุกอยู่เลย ... แต่มันถึงเวลาที่เราตกลงกันแล้ว ว่าหกโมงเย็นต้องมากินข้าว”
5.เมื่อเด็กก็จะรับรู้ในข้อตกลงและสิ่งที่ต้องทำ อาจจะอิดออดไม่พอใจบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะทำตาม เมื่อรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงและไม่ตามใจ เมื่อเด็กทำตามในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ เช่น หวานใจก็เดินแบบหน้าบึ้งๆ มากินข้าวดีๆ ก็อย่าลืมใช้โอกาสนี้ชมเชยเพื่อเป็นการสร้างกำลังใจและแรงเสริมในการมีพฤติกรรมที่ดีต่อเนื่องไป (ตรงนี้มีความสำคัญคือ ไม่ต้องพูดประชด หรือพูดเหน็บแถมท้าย ถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีที่ผ่านมา เน้นชมในพฤติกรรมดีที่เด็กทำให้เราเห็นตอนนั้นเลย - “หนูเดินมากินข้าวตามเวลา ทั้งที่อยากดูการ์ตูนต่อ แม่ชื่นใจที่หนูทำได้” แต่อย่าพูดว่า “ต้องให้แม่บอกแบบนี้กี่รอบ กว่าจะเดินมากินได้ พิธีการเยอะเหลือเกินนะ หัดดูน้องเป็นตัวอย่างบ้าง น้องไม่เคยต้องให้แม่เรียกเลย ตัวเองเป็นพี่แท้ๆ”)
6.เด็กที่จัดการอารมณ์ได้ดีมักจะมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การออกกำลังกาย วาดรูป ศิลปะ ไม่ควรให้เด็กอยู่กับหน้าจอนานเกินไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
7.แต่ถ้าเขายังมีการชักสีหน้าอยู่ ไม่ต้องไปเพ่งเล็งตรงจุดนั้นมากเกินไป ส่วนใหญ่เมื่อเด็กโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้น การควบคุมการแสดงออกก็จะดีขึ้น ให้ใช้วิธีชมเชยในเวลาที่เขาหงุดหงิดแต่สามารถจัดการอารมณ์ได้ดี ไม่แสดงออกทางสีหน้ามากเกินไป อย่าไปเน้นแต่จะตำหนิเวลาเขาชักสีหน้าจะดีกว่า
8.การจะปรับพฤติกรรมเด็กไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น สำคัญที่สุดต้องมีรากฐานคือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกต้องดีก่อน เด็กจึงจะร่วมมือและเกิดการต่อต้านน้อยลง ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องมีความตระหนักและทำเป็นอย่างแรก
9.เด็กบางคนอาจจะมีการจัดการอารมณ์ที่ไม่ดีนัก เนื่องจากพื้นอารมณ์เดิม เช่น เด็กที่เลี้ยงยาก หรือเด็กที่มีปัญหาสุขภาพติดอยู่เดิม เช่น เด็กที่เป็นสมาธิสั้น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีความเครียด เป็นต้นซึ่ง ตรงนั้นอาจจะต้องมีการดูแลรักษาเพิ่มเติม
สรุปคือ: การสอนให้เด็กมี Emotional management ที่ดีต้องเริ่มจาก Awareness, validation และ ผู้ใหญ่ต้องทำให้ได้ก่อนจะไปสอนเด็กๆ เป็น Model ที่ดี รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Relationship ที่ดีระหว่างเด็กและผู้ใหญ่เป็นพื้นฐาน โดยความยากง่ายจะแปรผันตามพื้นอารมณ์เดิมของเด็ก ปัญหาสุขภาพจิตเดิมของเด็ก และผู้ใหญ่ด้วยค่ะ
หมายเหตุ: เรื่องของหวานใจเป็นเรื่องที่หมอสมมติและดัดแปลงมาจากกรณีที่เกิดขึ้นจริงเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม
#หมอมินบานเย็น
#ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก
10/07/2024
ข้อคิดวันเสาร์😊
12/06/2024
หัวใจสำคัญของการสอนเด็กปฐมวัยและเด็กทุกคนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่คือ "การลงมือทำ" ผู้ใหญ่ต้องทำให้เป็นแบบอย่างและทำไปกับเขาด้วย โดยขั้นตอนการสอนมีดังนี้
1. ทำให้ดู
เด็กจะเห็นแบบอย่าง
2. พาเขาทำ (จับมือเขาทำ)
เด็กจะเห็นการเคลื่อนไหวของตัวเองและจดจำได้ว่าต้องทำเช่นไร
3. ทำด้วยกัน
เด็กได้ฝึกฝนไปกับเรา
4. ปล่อยให้เขาทำเอง โดยมีเราดูอยู่ห่างๆ
เด็กจะมั่นใจว่ามีเราเคียงข้าง
5. ฝึกฝนซ้ำจนเขาทำได้เอง แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
เด็กจะเกิดความมั่นใจและทำสิ่งนั้นได้อย่างยั่งยืน
ถ้าเด็กทำได้เองในขั้นใด เราสามารถเริ่มต้นจากขั้นนั้นได้เลย หากทำไม่ได้ให้ถอยกลับไปขั้นก่อนหน้าเสมอ
***
เพราะการทำให้กับพาทำนั้นต่างกัน
⦿ ถ้า "ทำให้" เด็กจะเรียนรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำมันเอง ถ้าไม่อยากทำ
⦿ ถ้า "จับมือเขาทำ" หรือ "พาเขาทำ" เด็กจะเรียนรู้ว่าเขาจำเป็นต้องทำมันเอง แม้ไม่อยากทำก็ตาม
***
⦿ เด็กทำไม่ได้ ให้เราสอนก่อน ไม่ใช่รู้ใจและทำให้ทันที
⦿ เด็กทำพลาด เราควรให้กำลังใจไม่ใช่ซ้ำเติมหรือลงโทษ
⦿ เด็กทำผิดแล้วอาละวาดให้รอสงบแล้วจึงสอนให้เขารับผิดชอบต่อการกระทำ
⦿ เด็กทำผิดซ้ำๆ ให้ทบทวนว่าเขาไม่เข้าใจหรือเขาต้องการความสนใจ
⦿ เด็กไม่กล้าเผชิญ ให้เชื่อมั่น และการเคียงข้าง แต่ไม่พาหนี
ในวันที่ลูกยังไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้ ให้เราเชื่อมั่นในตัวลูกก่อน
ในวันที่ลูกไม่ยอมทำ ให้เราพาเขาทำ ทำไปด้วยรักจนเรียนรู้ว่าเขาทำเองได้
เพื่อวันใดที่ไม่มีเราอยู่ตรงนั้นลูกจะทำได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นใจ
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
คลิปดีๆสำหรับคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงที่กำลังเตรียมของให้คุณลูกครับ
10/03/2024
#ผมอยากเกิดเป็นแก้วกาแฟของแม่
‘ซูฮัน’ เด็กชายอายุ 15 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.3
เขาเขียนจดหมายฉบับนี้ ในวันที่ตัดสินใจเก็บข้าวของและหนีออกจากบ้าน
ถึงแม่กับพ่อครับ ..
ผมขอโทษที่เกิดมานะครับ
ผมก็อยากได้คะแนนเต็มเหมือนกัน
ผมอยากเรียนเก่งๆ แม่กับพ่อจะได้ดีใจ
ผมขอโทษที่ผมโง่
ถ้าผมไม่อยู่แล้วแม่กับพ่อจะสบายใจ
ผมก็ยินดีครับ
ขอบคุณที่เลี้ยงผมมาตลอดนะครับ
ลาก่อนนะครับ
จาก .. ซูฮัน
ซูฮันเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่
พ่อของซูฮันเป็นศัลยแพทย์ระบบกระดูกประจำโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ส่วนแม่ไม่ได้ทำงาน
หน้าที่ของแม่ก็คือ เลี้ยงลูกและดูแลสามีให้ดี
แม่มีความคาดหวังในตัวซูฮันว่า จะต้องเรียนเก่งและเป็นหมอเหมือนกับพ่อของเขา
แต่ซูฮันไม่ได้เรียนเก่งมากมาย
ทั้งที่เขาก็พยายามแล้วแต่ไม่เคยสอบได้ที่หนึ่งสักครั้ง เรียนสู้เพื่อนสนิทอีกคนที่เป็นลูกสาวของเพื่อนบ้านก็ไม่ได้
แม่พยายามเคี่ยวเข็ญและบอกให้ซูฮันขยัน ตั้งใจเรียน ส่งลูกไปเรียนพิเศษกวดวิชาทุกวัน
บางครั้งซูฮันก็เหนื่อยมาก บางครั้งเขาก็แอบนอนหลับเวลาที่แม่บอกให้อ่านหนังสือหรือทำแบบฝึกหัด ทำให้แม่ดุและโมโหบ่อยๆ
บางครั้งเขาก็รู้สึกแย่จนเผลอเปรียบเทียบตัวเอง กับแก้วกาแฟของแม่
ตอนเด็กๆ ซูฮันเคยเขียนเรียงความส่งครูว่า
“ผมอิจฉาแก้วกาแฟบ้านเรามากกว่าอะไรทั้งนั้น เพราะขนาดมันอยู่เฉยๆ แม่ยังประคบประหงมมันอย่างดี .. แต่ทีกับผมแม่เอาแต่บ่น บ่นให้อ่านหนังสือ ไม่ก็ให้ไปเรียนพิเศษ .. แก้วกาแฟไม่ต้องอ่านหนังสือหรือไปเรียนพิเศษก็ยังมีคนรัก รู้งี้ผมน่าจะเกิดมาเป็นแก้วกาแฟดีกว่า”
ที่ผ่านมาซูฮันพยายามมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งที่แม่โกรธมากเพราะเขาสอบได้คะแนนไม่ดี แม่วิ่งตามเพื่อตีเขาไปทั่วบ้าน
ด้วยความไม่ตั้งใจ เขาวิ่งชนตู้ที่เก็บแก้วกาแฟของแม่ จนมันล้มลงมาแตกหมด
ซูฮันตกใจมาก แต่ก็ไม่เท่าความโกรธของแม่ที่เห็นภาพตรงหน้า
เขาถูกแม่ตะโกนว่าเสียงดังรุนแรงมากมาย
ซูฮันกลัวมาก จึงตัดสินใจเก็บของออกจากบ้านและเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้แม่
เรื่องของซูฮัน มาจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Sky castle ซึ่งเป็นซีรีส์ที่สะท้อนชีวิตครอบครัวที่ไหลไปตามกระแสการแข่งขันเรื่องฐานะ การเรียนของลูก ความหน้ามีตาของพ่อแม่ จนกระทั่งสร้างผลเสียกับลูกและตัวพ่อแม่เอง
หมอเชื่อว่าแม่รักซูฮันมาก ไม่มีทางที่แม่จะรักแก้วกาแฟมากกว่าลูกชายไปได้
แต่เพราะแม่เคร่งเครียดและกดดันเรื่องการเรียนของลูกมาก ทำให้ซูฮันรู้สึกว่าความรักของแม่ต้องมาพร้อมเงื่อนไขเสมอ
เงื่อนไขที่ว่า เขาต้องเรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีๆ แม่ถึงจะรักและพูดดีๆกับเขา
แม่อาจลืมไป หรือไม่ได้แสดงให้ลูกเห็นว่า ถึงลูกชายจะเป็นอย่างไร แม่ก็ยังรักเขาเสมอไม่เปลี่ยนแปลง
ความรักความเชื่อมั่นที่รู้สึกได้ว่าพ่อแม่มีให้ เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกคนหนึ่งมีกำลังใจ
แม้ในวันที่เรียนหนัก เหนื่อยล้า เจอเรื่องแย่ๆ รากฐานในใจตรงนั้นจะทำให้ผ่านไปได้ และทำให้เกิดความไว้วางใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน
ซูฮันคงไม่หนีออกจากบ้าน ถ้าเขารู้สึกมั่นคงปลอดภัยกับความรักที่แม่มีให้
พ่อแม่คงต้องถามตัวเอง ว่าพ่อแม่กำลังแสดงออกกับลูกในลักษณะที่ทำให้ลูกเข้าใจว่า พ่อแม่รักลูกแบบมีเงื่อนไขหรือเปล่า
เช่นพร่ำบอกทุกวันว่า "หนูต้องเรียนเก่งๆ นะ"
หรือแม้กระทั่งไม่ได้พูดออกมาเป็นคำ พ่อแม่กำลังทำให้ลูกรู้สึกเช่นนั้นหรือไม่ ด้วยการตำหนิรุนแรงเมื่อลูกได้คะแนนไม่ดี
หรือพูดเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น ใช้คำพูดตีตราหรือประชดประชัน ตรงนั้นล้วนสร้างผลเสีย ไม่ได้ช่วยให้ลูกพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
ถ้าอยากให้ลูกตั้งใจเรียน พ่อแม่ควรบอกเขาด้วยคำพูดที่ไม่ใช้อารมณ์รุนแรงเกินไป ต้องมีความเข้าใจและคาดหวังอย่างเหมาะสม เน้นที่กระบวนการความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์
การเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันคงไม่ได้เป็นทุกอย่าง และมันไม่มีทางยิ่งใหญ่เกินกว่าความรักของพ่อแม่
หมายเหตุ: หมอไม่ได้รับค่าตอบแทนในการเขียนบทความ เพียงแต่ได้ดูซีรีส์และคิดว่าอยากแบ่งปันข้อคิดให้อ่านกัน เคยเขียนบทความนี้ในเพจเมื่อหลายปีก่อน แต่ขอนำกลับมาปรับและลงใหม่ เพราะพบเด็กแบบซูฮันอยู่บ่อยๆ ค่ะ
#หมอมินบานเย็น
06/03/2024
#ใช่ว่าหนูอยากจะเขียนหนังสือไม่ได้
‘จุ๊บแจง’ เรียนอยู่ ป.4 อายุ 10 ปี แม่พามาตรวจด้วยอาการจดงานบนกระดานไม่ทัน มีปัญหาสะกดคำ เขียนคำผิดบ่อย
แม้เป็นคำที่ง่ายๆ ใช้เวลาเขียนนานมาก และลายมืออ่านยาก ถูกครูเขียนตัวแดงในสมุดบ่อยๆ
จุ๊บแจงชอบวิชาคณิตศาสตร์ ทำคะแนนดีมาก แก้โจทย์เลขยากๆ ได้ แต่จะสอบตกในวิชาภาษาไทย วิชาอื่นๆ ที่ข้อสอบที่ต้องเขียนมากๆ ก็จะทำคะแนนได้ไม่ดี (ถ้าสอบแบบพูดตอบปากเปล่าจะทำได้ดี)
แม่พยายามสอนให้จุ๊บแจงสะกดคำภาษาไทยทุกวัน แต่ก็เหมือนจะจำได้แป๊บเดียวก็ลืม
ตั้งแต่เปิดเทอม การบ้านเยอะขึ้น ครูชั้นเรียนใหม่ค่อนข้างดุ จุ๊บแจงเริ่มหงุดหงิด เครียด บางทีก็บอกแม่ว่า ไม่อยากจะเรียนแล้ว ไม่ชอบเขียนเลย มันยากเกินไป ทำให้ทะเลาะกันกับแม่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาทำการบ้านที่ต้องเขียนมากๆ
แม่และจุ๊บแจงต่างก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจุ๊บแจงจึงมีปัญหาเรื่องเขียน ทั้งที่เรื่องอื่นก็ดูทำได้ดี ค่อนข้างมีความเครียดกันทั้งคู่
จากการซักประวัติ ประเมินเด็ก และให้เด็กไปทำการทดสอบทางจิตวิทยา หมอคิดว่าเด็กมีโรค LD หรือปัจจุบันเรียกว่า SLD - Specific learning disorder with impairment in written expression หรือ โรคภาวะการเรียนรู้บกพร่องเฉพาะด้านชนิดการเขียนสะกดคำ
หมอขอนำรูปถ่ายที่ได้รับการอนุญาตแล้ว นำมาจากหนังสือ จิตเวชศิริราช เป็นรูปถ่ายจากใบงานของเด็กคนหนึ่งที่มีภาวะนี้ มาลงให้ดูเป็นตัวอย่าง
เด็กที่เป็นโรค LD/SLD เป็นความบกพร่องในการทำงานของสมองบางส่วน ถือเป็นปัญหาการเรียนที่พบบ่อยที่ทำให้เด็กที่มีระดับสติปัญญาปกติเรียนหนังสือได้ต่ำกว่าเกณฑ์ พ่อแม่ รวมถึงครูก็มักจะไม่เข้าใจว่า ทำไมนะ เด็กก็ดูฉลาดดี เรื่องอื่นได้หมด แต่เรียนหนังสือไม่ได้
โดยเด็กที่เป็นโรค LD/SLD ตามการวินิจฉัยจะแบ่งเป็นด้านต่างๆ
-การอ่าน
-การเขียนและสะกดคำ
-คำนวน
เด็กบางคนอาจมีปัญหาหลายๆ ด้านพร้อมกัน หรือ บางคนเป็นด้านใดด้านหนึ่ง
วันนี้หมอจะมาเล่าเกี่ยวกับเด็กที่เป็น LD/SLD ด้านการเขียนสะกดคำ(แบบที่จุ๊บแจงเป็น)ว่ามีอาการอะไรที่พบได้บ่อย
แต่ไม่ได้หมายความพบอาการเหล่านี้แล้วจะต้องเป็น LD/SLD เสมอไป อาจเป็นโรคอื่นๆ ก็ได้ จะต้องได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจนจากผู้เชี่ยวชาญ)
- ความสามารถด้านการเขียนด้อยกว่าเด็กคนอื่นในชั้นเรียนเดียวกันอย่างมาก
- เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
- สะกดคำผิดบ่อย แม้แต่คำง่ายๆ
- เขียนตัวหนังสือกลับด้านเหมือนภาพสะท้อนจากกระจกเงา
- เขียนวนหัวพยัญชนะ
- เขียนหัวพยัญชนะสลับด้าน เช่น เขียน ถ เป็นภ เขียน ผ เป็น พ เป็นต้น
- เขียนตัวหนังสือสลับที่กัน เช่น เวลา เป็น วเลา
- เขียนตามเสียงที่อ่าน เช่น รูปภาพ เขียนเป็น รูปพาบ
- วางสระและวรรณยุกต์ไม่ถูกตำแหน่ง
- ลายมือไม่สวย เขียนหวัด ทำให้อ่านยาก
- เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
- เขียนประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยให้รายละเอียด
- เขียนโดยใช้คำเดิมซ้ำๆ เขียนวกไปวนมา
- เขียนแล้วลบบ่อย ไม่มั่นใจในที่เขียน
- สื่อความหมายผ่านการเขียนไม่ดี อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง
- ผัดผ่อน หลีกเลี่ยงการเขียนหนังสือ
การช่วยเหลือและให้ความเข้าใจเด็กที่เป็น LD/SLD มีความจำเป็น สำหรับการวินิจฉัยที่แน่นอนชัดเจนอาจจะต้องพาไปประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น กุมารแพทย์พัฒนยาการและพฤติกรรมเด็ก จิตแพทย์เด็ก (เพราะเด็กที่มีปัญหาการเรียน ก็อาจจะต้องแยกจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สมาธิสั้น สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ ในเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แม้จะได้รับการส่งเสริมช่วยเหลือด้านที่มีปัญหานั้นแล้ว)
การดูแลรักษาคือ การให้เด็กและคนรอบข้างเข้าใจภาวะนี้ ให้การช่วยเหลือด้านการเรียนเป็นรายบุคคล แต่ในเบื้องต้น พ่อแม่และครูก็สามารถให้ความช่วยเหลือเด็กได้เลย คือการ สอนเสริม เรียนพิเศษเสริมในจุดที่เด็กไม่ถนัด (ควรเป็นการสอนตั้งแต่ง่ายๆ ที่พอทำได้ และควรเรียนตัวต่อตัว เพราะถ้าเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ปกติ เด็กมักจะตามเพื่อนไม่ทัน) และควรส่งเสริมความสามารถด้านอื่นด้วย เพื่อทำให้เด็กมีความมั่นใจและมองเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น
เด็ก LD/SLD หลายคนที่พ่อแม่และครูไม่เข้าใจ ทำให้ถูกปฏิเสธไม่ยอมรับ ต้องออกจากระบบการศึกษาไปหลายคน เป็นที่น่าเสียดาย พบว่าเด็กที่มีปัญหานี้และไม่ได้รับความเข้าใจ ช่วยเหลือ อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น ไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ถูกเพื่อนแกล้ง ครูดุ พ่อแม่ไม่เข้าใจ เด็กมีความวิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ
จริงๆ แล้วเด็กเหล่านี้ถ้าครูเข้าใจและช่วย เช่น ถ้าไม่ถนัดเขียน ก็ให้ข้อสอบที่เป็นตัวเลือกกากบาท ถ้าเด็กพอจะอ่านได้ เขาจะทำข้อสอบได้ แต่ถ้าให้มาเขียนเรียงความเยอะๆ เด็กก็คงลำบาก
ถ้าจะพูดให้เห็นภาพเด็ก LD/SLD มากขึ้น เด็กแอลดีก็คือเด็กทั่วๆไปเหมือนเพื่อนๆ แต่เพื่อนๆในชั้นเรียนอาจจะมี ‘จักรยาน’ ในการเดินไปถึงจุดหมาย แต่เด็ก LD/SLD ต้อง ‘เดิน’ ด้วยตัวเอง (บางคนอาจเดินโดยแบกของหนักไปด้วย) ซึ่งแน่นอนว่าคงจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าพอสมควร
สิ่งที่เด็กเหล่านี้ต้องการ คือกำลังใจ ความเข้าใจ รวมถึงโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
หมายเหตุ: รูปภาพและข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ จิตเวชศิริราช DSM-5 บทที่ 39 , เคสจุ๊บแจงที่ยกตัวอย่าง เป็นเคสที่ดัดแปลงจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สามค่ะ
#หมอมินบานเย็น