สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญา

สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญา ฟังธรรม, บทสวดมนต์, ธรรมะสอนใจ, พระไต?

ธรรมะ, ฟังธรรม, ทำบุญ, สมาธิ, นั่งสมาธิ, กรรมฐาน, วิปัสสนา, ทางพ้นทุกข์, ศีล๕ ศีล๘ ศีล๒๒๗ ศีล๓๑๑, มรรคมีองค์8, กรวดน้ำ, บทแผ่เมตตา, บทสวดมนต์, ดูดวง

14/07/2025

ปฏิบัติธรรม ตอน002 คนเราเกิดมาทำไม?

เชื่อว่าคงมีใครสักคนถามตัวเองแบบนี้ว่า "ฉันเกิดมาทำไม?" แล้วก็วิเคราะห์เอาเองว่า "อ๋อ ก็เพราะพ่อแม่แต่งงานกัน จึงเกิดฉันมา" แล้วก็จบไป เพราะความเป็นตัวฉัน จะถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมและสังคมว่า ฉันต้องเรียน, ฉันต้องทำงาน, ฉันต้องมีครอบครัว, ฉันต้องแก่และตายในที่สุด ก็จะจบไปอีกชีวิตหนึ่ง หากใครมีความเชื่อแบบนี้ก็เท่ากับว่า ความดีที่ฉันทำ, ความชั่วที่ฉันทำ, ทุกอย่างที่ฉันสร้างขึ้นมา, มันจะจบลงตอนที่ฉันหมดลมหายใจ, แล้วก็ตายไปอีกชีวิตหนึ่ง

แต่มีผู้ที่บันลือสีหนาทประกาศตนเองว่า "ท่านคือผู้ที่รู้จริงที่สุดในโลก นามว่าพุทธะ" ท่านกล่าวว่าทุกชีวิตที่มีการเกิด-การตายนี้ ตกอยู่ในระบบ"สังสาระ" คือทุกชีวิตที่เกิดมานี้ไม่ว่าจะเป็นคน, สัตว์, หรือสิ่งที่มีการเวียนเกิด-เวียนตายอื่นๆ ตกอยู่ในระบบของการเวียนว่าย-การเวียนวน สังสาระนี้ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด และทุกชีวิตที่เวียนว่าย-เวียนวนอยู่ในสังสาระนี้ท่านเรียกชื่อรวมทั้งหมดว่า"ผู้ยึดติด" (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ นิทานวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๖ หน้า๒๑๙ ข้อที่๔๓๘, บาลีสยามรัฐ มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๙ หน้า๕๔๑,๕๕๐ ข้อที่๑๖๙๘,๑๗๑๖) เหตุที่เรียกชื่อว่าผู้ยึดติดเพราะ"สิ่งสิ่งนี้" มีความไม่รู้เป็นเครื่องกั้น มีความอยากเป็นเครื่องผูก จึงท่องเที่ยวไปมาอยู่ บางคราวแล่นจากโลกนี้สู่โลกอื่น บางคราวแล่นจากโลกอื่นสู่โลกนี้

ภาษาดั้งเดิมท่านกล่าวว่า "อวิชชานีวะระณานัง สัตตานัง ตัณหาสัญโญชะนานัง" คำว่า"สัตตะ, สัตตา, สัตโต, สัตตานัง นี่เอง ที่แปลออกมาเป็นภาษาไทยได้ว่า"ผู้ยึดติด"นั่นเอง คุณสมบัติของผู้ยึดติดคือ มีความไม่รู้เป็นเครื่องกั้น "ความไม่รู้"คือ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เข้ามายึดติดนั้น โดยเนื้อแท้แล้วมันยึดติดไม่ได้อยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น

เหตุที่เรียกว่าผู้ยึดติด ผู้ยึดติด (สัตโต สัตโตติ)นี้ เพราะว่าผู้ยึดติดนี้ โดยตัวมันเอง ที่ยังเวียนว่าย-เวียนวนอยู่ ก็เพราะมีความพอใจ(ฉันทะ), มีความกำหนัด(ราคะ), มีความเพลิน(นันทิ), และมีความอยาก(ตัณหา) ในขันธ์๕อยู่(ไปติดตามได้ใน ปฏิบัติธรรมตอน ต้นเหตุแห่งการเวียนว่าย) เพราะการที่ตัวมันเอง ติดแล้ว ข้องแล้ว ในขันธ์ทั้ง๕นี้ จึงถูกเรียกว่าผู้ยึดติด ผู้ยึดติดดังนี้ ภาษาดั้งเดิมท่านกล่าวว่า "รูเปโย ฉันโทโย ราโคยา นันทิยา ตัณหา ตัตตะระสัตโต ตัตตะระวิสัตโต ตัสสมา สัตโตติ วุจจติ ดังนี้ ดังนี้นี่เอง (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๗ หน้า๒๓๒ ข้อที่๓๖๗)

เมื่อผู้ยึดติดยังมีความพอใจ, ยังมีความกำหนัด, ยังมีความเพลิน, ยังมีความอยาก, ย่อมมีการเข้าถึง(อุปายะ), ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน), ในขันธ์ทั้ง๕ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องนำไปสู่สถานที่เกิด(ภะวะ)(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๗ หน้า๒๓๓ ข้อที่๓๖๘) เมื่อมีสถานที่เกิด การเกิด(ชา-ติ)ย่อมมีขึ้น การเกิดของผู้ยึดติดก็เพราะยังมีความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)เป็นเชื้ออยู่ ยังมีความอยาก(ตัณหา)เป็นเชื้ออยู่นั่นเอง(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๘ หน้า๔๘๕ ข้อที่๘๐๐) ต่อให้ผู้ยึดติดทิ้งกายนี้ หรือตายไปจากกายนี้แล้ว ไปบังเกิดขึ้นเป็นกายอื่น ก็ไปด้วยเชื้อแห่งความอยากนี้นั่นเอง

การเกิดของคน, สัตว์, หรือสิ่งที่มีการเวียนเกิด-เวียนตายอื่นๆ มีลักษณะของการกำเนิด๔แบบคือ เกิดในไข่, เกิดในครรภ์, เกิดในของสกปรก, และผุดเกิดขึ้นเอง(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย เล่ม๑๒ หน้า๑๔๖ ข้อที่๑๖๙) ฉะนั้นการเกิดนี้ มีต้นเหตุมาจากผู้ยึดติด มีความไม่รู้เป็นเครื่องกั้น มีความอยากเป็นเครื่องผูก นี่คือต้นเหตุ นี่คือสาเหตุ ของการเวียนว่าย-เวียนวนอยู่ในสังสาระ มิใช่วิญญาณไปเวียนว่ายตายเกิด โลกในยุคปัจจุบันหลงเชื่อกันไปแบบนี้ ถูกสอนบอกต่อกันมาแบบผิดๆแบบนี้ ทั้งๆที่พระพุทธองค์ไม่ได้สอนไว้เช่นนี้เลย ในสมัยพุทธกาลมีภิกขุชื่อสาติกล่าวสอน บอกต่อผู้อื่น ไปแบบผิดๆ จึงถูกตถาคตตำหนิว่าเป็นโมฆบุรุษ เธอเป็นผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า เธอจะประสบกับสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก จักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย เล่ม๑๒ หน้า๔๗๕ ข้อที่๔๔๒)

ภิกขุสาติกล่าวว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป หาใช่สิ่งอื่นใดไม่, วิญญาณนี้นั่นแหละ เป็นสภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้, วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่วในที่นั้นๆ,

ตถาคตกล่าวว่าท่านไม่เคยกล่าวไว้แบบนี้ ท่านกล่าวว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น(ไปติดตามได้ใน ปฏิบัติธรรมตอน เพราะสิ่งนี้มีจึงมีสิ่งนี้ เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับตาม) ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

พระพุทธองค์ถามภิกขุทั้งหลายว่า มีใครเห็นด้วยกับคำกล่าวของสาติบ้างไหม? ภิกขุทั้งหลายตอบว่า ไม่มีเลยพระเจ้าข้า ภิกขุสาติได้ยินดังนั้นจึงนั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏิภาณที่จะพูดต่อ นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ และได้ทรงตำหนิไว้ แต่โลกปัจจุบันกลับไม่รู้เรื่องเลยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันทำให้การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนากลายเป็นสิ่งผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ การเป็นอริยบุคคลจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการบอกสอนต่อๆกันที่ผิดเพียงนิดเดียว แต่ทำให้คนรุ่นหลังที่แสวงหาการหลุดพ้น เนิ่นช้า ยาวนาน ลำบาก กลายเป็นของยาก และบางทีถึงขนาดไม่เชื่อว่าการหลุดพ้นจะมีได้จริง

เพราะการบอกสอนต่อๆกันมา ที่ผิดแม้เพียงนิดเดียว ทำให้คนรุ่นหลังที่ฝึกสมาธิและวิปัสสนาก็ผิดเพี้ยนไปด้วย บางองค์บางท่านฝึกแบบเข้มข้น ฝึกเป็นสิบๆปี ฝึกจนแก่ ก็ยังไม่เห็นผล เพราะเชื่อตามตำราที่บอกสอนกันมาผิดๆ เพราะเชื่อคำครูบาอาจารย์ว่าต้องฝึกหนัก ฝึกนาน ฝึกกันแทบตายแต่ไปโฟกัสผิดที่ว่า จะเอาจิตนี้ไปหลุดพ้น, จะเอาจิตนี้ไปนิพพาน, จะทำจิตนี้ให้ขาวรอบ, จะทำจิตนี้ให้ใสสะอาด, โดยที่ไม่รู้เลยว่าจิตนี้เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นวิญญาณธาตุ เป็นวิญญาณขันธ์ในขันธ์๕ และมันเป็นสังขตธาตุนั่นเอง

ฉะนั้นแล้วผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายเมื่อเข้าใจถึงตรงนี้แล้ว จงเข้าไปทำความเข้าใจในพระสูตรให้แจ่มแจ้งเสียใหม่ทั้งบาลีดั้งเดิมและสำนวนการแปลเป็นไทยของแต่ละสำนักให้ดีว่า พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ผู้ใดกล่าวว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป หาใช่สิ่งอื่นใดไม่, วิญญาณนี้นั่นแหละ เป็นสภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้, วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย, ผู้ใดกล่าวแบบนี้ เธอจะประสบกับสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก จักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน จงจำไว้ให้ดีดี

03/07/2025

ปฏิบัติธรรม ตอน001 เรื่องเร่งด่วนต้องทำก่อนตาย

คำตรัสของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ “เรื่องเร่งด่วน”
หากใครๆได้ยินประโยคนี้อาจจะคิดกันว่า มันจำเป็นขนาดนั้นจริงเหรอ มันเร่งด่วนขนาดนั้นจริงเหรอ มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตจริงเหรอ

ขอตอบว่า “จริง” และเป็นเรื่องที่ไม่ได้นึกขึ้นมาเองด้วย “แต่เป็นคำที่ออกจากปากของพระพุทธเจ้า”

ท่านพูดไว้ว่าการออกจากทุกข์หรือการหลุดพ้นนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ใครๆก็ตามหากได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ควรกระทำโดยยิ่ง ควรพอใจ ควรพยายาม อุสสาหะ ขะมักเขม้น ไม่ถอยหลัง มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพื่อรู้เฉพาะตามเป็นจริง เพื่อออกจากทุกข์ เพื่อหลุดพ้นเสีย

เป็นเรื่องเร่งด่วน เปรียบเสมือนไฟที่กำลังลุกโพลงๆอยู่บนศีรษะ อยู่ที่เสื้อผ้าของปุถุชนคนหนึ่ง ปุถุชนนั้นก็จะรีบดับไฟนั้นเสีย ก่อนที่ไฟจะลุกท่วมทั้งตัว

แต่การออกจากทุกข์หรือการหลุดพ้นนั้นยังเป็นสิ่งที่เร่งด่วนกว่าไฟที่กำลังลุกโพลงๆอยู่บนศีรษะ อยู่ที่เสื้อผ้าเสียอีก

เป็นสิ่งที่วิญญูชนจะไม่ใส่ใจ จะไม่เอาใจใส่กับไฟที่กำลังลุกโพลงๆอยู่บนศีรษะ อยู่ที่เสื้อผ้านั้น แต่วิญญูชนนั้นจะกระทำโดยยิ่ง จะพอใจ จะพยายาม อุสสาหะ ขะมักเขม้น ไม่ถอยหลัง มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพื่อรู้เฉพาะตามเป็นจริง เพื่อออกจากทุกข์ เพื่อหลุดพ้นเสีย

ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าไฟที่กำลังลุกโพลงๆอยู่บนศีรษะ อยู่ที่เสื้อผ้าเสียอีก

(หลักฐานอยู่ใน มหาวารวัคค์ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๙ หน้า ๕๕๐ ข้อที่ ๑๗๑๗)
ทำไมถึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำก่อนตาย?
ก็เพราะว่าโอกาสในการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นมีน้อยมาก หรือได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วในชีวิตนี้ แต่โอกาสครั้งถัดไปที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งนั้นมีน้อยมากเช่นกัน

ส่วนใหญ่แล้วจะไปเกิดในนรก เดรัจฉาน เปรตวิสัย เสียเป็นส่วนใหญ่

โอกาสน้อยมากขนาดไหนพระพุทธเจ้ากล่าวว่า ฝุ่นนิดหนึ่งที่ท่านช้อนขึ้นมาที่ปลายเล็บนี้ เมื่อนำไปเทียบกับดินทั้งหมดบนโลกนี้ เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบคำนวณเศษส่วนกันได้ยากมาก

“ฝุ่นที่ติดอยู่ที่ปลายเล็บนั้นแหละเปรียบเสมือนสัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์มีน้อยมาก สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากหมู่มนุษย์มีมากกว่าโดยแท้”

เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่กระทำโดยยิ่ง ไม่พอใจ ไม่พยายาม ไม่อุสสาหะ ไม่ขะมักเขม้น ถอยหลัง ไม่มีสติ ไม่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพื่อรู้เฉพาะตามเป็นจริง เพื่อออกจากทุกข์ เพื่อหลุดพ้นเสียในชีวิตนี้
(หลักฐานอยู่ใน มหาวารวัคค์ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๙ หน้า ๕๗๘ ข้อที่ ๑๗๕๗)

การหลุดพ้นคืออะไร?
การออกจากทุกข์ การหลุดพ้น เป็นอย่างไรล่ะ?

การหลุดพ้นนั้น ไม่ใช่หลุดโลก ไม่ใช่หลุดลอยออกไปเคว้งคว้างกลางอวกาศ และก็ไม่ใช่ดินแดนบรมสุข เป็นชั้นนิพพาน อยู่ทางทิศตะวันตก ตามที่คนโบร่ำโบราณเล่าต่อๆกันมา

การหลุดพ้นนี้ผู้ปฏิบัติธรรมจะใช้คำศัพท์ภาษาบาลีคำว่า “นิพพาน” เป็นคำเรียกแทน นิพพานแปลว่า “ดับเย็น” ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับการออกจากทุกข์หรือการหลุดพ้นนั่นเอง

คำอื่นที่พระพุทธเจ้าใช้เรียก "นิพพาน"
แล้วพระพุทธเจ้าก็ยังเรียกชื่อ “นิพพาน” โดยใช้คำอื่นๆอีกหลายคำ แต่มีความหมายเดียวกัน คือการหลุดพ้นนั่นเอง เช่น
ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หรือปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้

ธรรมที่ไม่น้อมไปในสิ่งใด หรือสิ่งใดน้อมไปไม่ได้

ไม่มีสิ่งหมักดองสิ่งเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง

ของจริงเพียงสิ่งเดียว ไม่มีสิ่งที่สองเทียบ

ฝั่งนอกที่สิ่งเศร้าหมองและความทุกข์ตามไปไม่ถึง

สิ่งละเอียดอ่อนสำหรับการศึกษาและปฏิบัติ ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า

อันผู้ไม่สิ้นความยึดเห็นได้ยากที่สุด

ไม่มีความคร่ำคร่าลงโดยประการทั้งปวง

ยั่งยืนมั่นคงไม่แปรผัน

เป็นที่จ้องมองแห่งสัตว์เพื่อการบรรลุถึง

ไม่มีการแสดงออกทางวัตถุ หรือทางตา ผู้อื่นพลอยเห็นด้วยไม่ได้

ไม่มีเครื่องกีดกั้นให้เนินช้าเพราะว่างจากสิ่งเศร้าหมอง

สงบระงับจากการปรุงแต่งเสียดแทงเผาลน

ไม่ตายเพราะไม่มีการเกิด เพราะไม่อยู่ในอำนาจเหตุปัจจัย

ประณีตละเอียด เพราะพ้นไปจากความเป็นรูปธรรมและนามธรรม

สงบเย็นเพราะไม่มีไฟทำให้เศร้าหมองและไฟทุกข์

อิสระจากสิ่งรบกวนทุกชนิด

เป็นที่สิ้นไปแห่งความอยาก หรือภาวะสิ้นสุดแห่งความอยาก

น่าอัศจรรย์ ไม่มีสิ่งใดน่าอัศจรรย์เท่า

ประหลาดควรนำมาบอกกล่าวในฐานะสิ่งที่ไม่เคยบอกกล่าว

ไม่มีเสนียดจัญไร เพราะพ้นดีพ้นชั่ว

มีปกติภาวะไม่มีเสนียดจัญไรเป็นธรรมดา

ไม่มีความเบียดเบียนเป็นสภาวะ

ไม่มีความย้อมติดในสิ่งใด มีแต่จะทำให้คลายออก

บริสุทธิ์หมดจด เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง

เป็นความปล่อยความหลุดจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง

ไม่เป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งสิ่งเศร้าหมองและความทุกข์

เป็นดวงประทีปที่พึ่งของสัตว์ผู้ตกจมอยู่ในความมืด

เป็นเสมือนที่หลบซ่อนจากภัยของสัตว์ผู้หนีภัย

เป็นเสมือนที่ต้านทานของสัตว์ผู้แสวงหาที่ต้านทานข้าศึกศัตรู

เป็นที่แล่นไปสู่แห่งจิตที่รู้สึกว่ามีภัยต้องการที่พึ่ง

เป็นเป้าหมายในเบื้องหน้าแห่งสัตว์ผู้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ

ทั้งหมดนี้อยู่ใน
(สฬายตนวัคค์ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๘/๔๔๑-๔๔๒, ๔๕๐-๔๕๓/๖๗๔-๖๘๔, ๗๒๐-๗๕๑)

🙏 #ภารกิจฟ้ากล่าวโองการเปิดฟ้าดินและอัญเชิญพระวิญญานสมเด็จพ่อตากสินมาประธาน #และประสิทธิ์ความเป็นมงคล🙏 #ร่วมขอขมากรรมและ...
18/03/2023

🙏 #ภารกิจฟ้ากล่าวโองการเปิดฟ้าดินและอัญเชิญพระวิญญานสมเด็จพ่อตากสินมาประธาน
#และประสิทธิ์ความเป็นมงคล
🙏 #ร่วมขอขมากรรมและขนรื้อภพภูมิ
🙏 #ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีส่วนในงานบุญครั้งนี้
🙏 #ขออานิสงค์จงสว่างทั้งโภคทรัพย์และอริยทรัพย์

17/10/2022
🍁 #ยิ่งตระหนักรู้ยิ่งเจออุปสรรค🍁 #ยิ่งใกล้นิพพานยิ่งถูกกรรมตามเช็คบิล เหตุแห่งกรรมนั้นแม้นว่าจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาอีกแล้วแ...
05/09/2022

🍁 #ยิ่งตระหนักรู้ยิ่งเจออุปสรรค
🍁 #ยิ่งใกล้นิพพานยิ่งถูกกรรมตามเช็คบิล

เหตุแห่งกรรมนั้นแม้นว่าจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาอีกแล้ว

แต่ผลจากเหตุที่เคยก่อเอาไว้ก็ยังส่งผลต่อไป

ตามปกติปุถุชนจะถูกกฎแห่งกรรมทยอยส่งผลไปเรื่อยๆ

แต่พระอริยะที่ภพชาติน้อยลงจนใกล้นิพพานกฎแห่งกรรมจะตามส่งผลแบบรวบยอด

เพราะท่านจะไม่ต้องมาชดใช้กรรมอีกต่อไป

เปรียบเสมือนเจ้าหนี้ที่รู้ว่าลูกหนี้กำลังจะหนีหนี้ก็พยายามตามทวงหนี้จนถึงที่สุด

การชดใช้กรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุธรรม

ผลบุญและผลบาปจะเร่งส่งผลอย่างรวดเร็วและรุนแรง

จึงไม่แปลกที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากมายจะเจอกับสิ่งเลวร้ายหลากหลายรูปแบบจากพาหะแห่งกรรม

ไม่ว่าจะเป็นโรคแปลกๆที่รักษาไม่หาย หมอที่ไหนเก่งเพียงใดก็ช่วยอะไรไม่ได้ต้องรอจนกว่าจะหมดกรรม

บางท่านก็เจอคนเลวๆมาเบียดเบียนสารพัดรูปแบบ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลของกรรมกรรม

ปุถุชนจะพยายามระวังไม่ให้ตัวเองทำบาปเพิ่ม

แต่สำหรับพระอริยะต้องระวังมิให้ใครมาเบียดเบียนเพราะจะเกิดหนี้กรรมอันมหาศาลหรือเรียกว่าอนันตริยกรรมต่อผู้ที่เบียดเบียนท่าน

หลายๆท่าน ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเข้าใจ ยิ่งตระหนักรู้ ยิ่งพบกับความยากลำบาก เจ็บป่วย ก็ขอให้เข้าใจว่าเจ้าหนี้กำลังกลัวท่านหนีหนี้เขา

แต่ก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาว่าเราเข้าใกล้จุดหมายแล้ว

สำหรับกฎแห่งกรรมนั้น

จิตที่เข้าใจอย่างแท้จริง

จะไม่หนีหนี้ไม่กลัวการเป็นหนี้ยินยอมใช้หนี้

แต่จะไม่สร้างหนี้กรรมเพิ่มอีก

วิธีรับมือกับผลกรรมที่หนักหน่วงคือการสร้างกรรมดีที่ยิ่งใหญ่กว่าในปัจจุบันมาลดทอนหรืออโหสิกรรมกรรมเก่า

และรับมือด้วยสติที่บริบูรณ์และเข้าใจ

#อาม่า...

🌅 #5ข้อคิดที่คุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น #โลกมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นซ้ำๆรอยเดิมรวมเรียกว่า"สังสารวัฏ"👉1.ไม่ว่าเราได้พบเ...
09/05/2022

🌅 #5ข้อคิดที่คุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น
#โลกมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นซ้ำๆรอยเดิมรวมเรียกว่า"สังสารวัฏ"

👉1.ไม่ว่าเราได้พบเจอใคร เขาเหล่านั้นคือคนที่เราจะต้องได้พบเจอ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเราด้วยเหตุบังเอิญ

👉2.ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวใดๆ ขึ้นในชีวิตเรา มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้าย ไม่มีเรื่องใดที่บังเอิญ เพราะเราก็เคยทำอย่างนี้กับเขามาก่อนเมื่ออดีตชาติ

👉3.เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน เวลาใด นั่นคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ควรเกิด เพราะมันต้องเกิด ต่อให้คุณเตรียมตัวหรือไม่ได้เตรียมตัว เมื่อปัจจัยถึงพร้อม สิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดขึ้นในทันที

👉4.เมื่อปัจจัยจบ ต้องยอมรับว่าจบ อย่าเหนี่ยวรั้ง อย่าเอาแต่อาลัยอาวรณ์ ขอให้รู้ว่าเมื่อสุดมือสอยก็ให้ปล่อยมันไป กล้าเผชิญในสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องดีๆกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า

👉5. ทำความดีในปัจจุบันให้มากที่สุด แล้วไม่ต้องสนใจว่า เราเคยทำกรรมอะไรมาบ้าง เพราะคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เราทำอะไรกรรมเก่าไม่ได้แล้ว แต่ผู้มีปัญญาจะคิดว่า กรรมใหม่ดีๆมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ และควรทำได้บ้าง แล้วจึงทำ สรุป กรรมดีในปัจจุบันสำคัญที่สุด!!!

การนินทาว่าร้าย เป็นเรื่องของเขา การให้อภัย เป็นเรื่องของเรา

การชอบพูดถึงความดีของเขา คือ ความดีของเรา

การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือ ความไม่ดีของเรา

• นี้คือ5สิ่งที่ครูบาอาจารย์เมตตาแนะนำสั่งสอน •
ให้ได้นำไปใช้ในชีวิตของตนเองด้วยไม่ประมาท

🍁น้อมกราบสัจธรรมอันเป็นความจริงสูงสุด🙏🙏🙏

24/03/2022

💥 #จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชีวิตคือการตระหนักรู้
👉จิตใต้สำนึกของคุณ อยู่ในฐานะจิตรกร และจิตสำนึก เป็นภาพวาด ที่คุณระบายสี

👉จิตใต้สำนึกของคุณ คือบุคลิกภาพ ที่สร้างด้วยกระแสกรรม

ส่วนจิตสำนึกของคุณ คือสรีระ ร่างกาย

👉จิตใต้สำนึกคือคุณสมบัติ อุปนิสัยใจคอ อารมณ์ ซึ่ง ซึ่งสั่งสมมา ในแต่ละชาติที่กลับมาเกิด

💥กรรม จะให้คุณซึ่งเป็นจิตรกรได้มีโอกาสวาดชีวิตตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักสับสน ว่าตัวเองคือภาพที่วาด

"ความตระหนักรู้" จะทำให้คุณตื่น ว่าแท้จริงตัวเองเป็นจิตรกรไม่ใช่ภาพเขียน

กรรมทำให้คุณเข้าใจผิดและคิดว่าภาพเขียนนั้นเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ

ทั้งๆที่คุณสามารถลบส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพแล้วเขียนใหม่

คุณสามารถเปลี่ยนแปลงมุมต่างๆของภาพวาดได้ คุณสามารถวาดภาพใหม่ด้วยสีสันที่มีชีวิตชีวาได้แทนที่ความเศร้าหมอง

จงจำไว้ว่า คุณคือผลรวมของประสบการณ์ทั้งมวล ตั้งแต่อดีตชาติ มาถึงวันที่คุณเกิด จนถึงปัจจุบัน

ประสบการณ์เหล่านั้นบันทึกอยู่ในความทรงจำที่เก็บไว้ในข้อมูลจิตใต้สำนึก

ดังนั้นจิตใต้สำนึก จึงทำให้คุณเป็นทุกอย่างอย่างทุกวันนี้

ปัญหาชีวิต ความทุกข์ร้อนล้วนเป็นผลโดยตรงมาจากการชี้นำของสัญชาตญาณ ในจิตใต้สำนึก

กำกับและบงการ ขัดแย้งกับความปรารถนาของตนเองในปัจจุบันเสมอ

ทุกการกระทำมีสิ่งเร้ามาจากกรรมเก่าที่แฝงในจิตใต้สำนึก

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรตื่นจากความหลงของการเป็นภาพวาดมาเป็นจิตรกร

โดยการที่ก่อนที่จะทำอะไรสักอย่างก็ต้องมีการตรึกตรอง นึกคิด

และรู้ว่าถ้าหากเราคิดในแง่ร้ายมากกว่าแง่ดี

เราก็จะสร้างเหตุ และความเป็นจริง หรือวาดภาพ ในแง่ลบ

แต่หากเราคิด ตรึกตรองแต่ในสิ่งที่ดี

เราก็จะสร้างเหตุและความเป็นจริงในแง่บวก

ลองมองดูชีวิตในปัจจุบันนี้ ว่าเรามีความสุข กับสภาพที่เป็นอยู่ไหม

หากไม่มีความสุขก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะลบเปลี่ยนแปลงแก้ไขภาพวาดชีวิตของเราใหม่

ด้วยความตระหนักรู้ในตัวตนที่เป็นจิตรกรหาใช่ภาพวาดไม่

ที่อยู่

Tha Sala

เบอร์โทรศัพท์

0811431746

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์