14/07/2025
ปฏิบัติธรรม ตอน002 คนเราเกิดมาทำไม?
เชื่อว่าคงมีใครสักคนถามตัวเองแบบนี้ว่า "ฉันเกิดมาทำไม?" แล้วก็วิเคราะห์เอาเองว่า "อ๋อ ก็เพราะพ่อแม่แต่งงานกัน จึงเกิดฉันมา" แล้วก็จบไป เพราะความเป็นตัวฉัน จะถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมและสังคมว่า ฉันต้องเรียน, ฉันต้องทำงาน, ฉันต้องมีครอบครัว, ฉันต้องแก่และตายในที่สุด ก็จะจบไปอีกชีวิตหนึ่ง หากใครมีความเชื่อแบบนี้ก็เท่ากับว่า ความดีที่ฉันทำ, ความชั่วที่ฉันทำ, ทุกอย่างที่ฉันสร้างขึ้นมา, มันจะจบลงตอนที่ฉันหมดลมหายใจ, แล้วก็ตายไปอีกชีวิตหนึ่ง
แต่มีผู้ที่บันลือสีหนาทประกาศตนเองว่า "ท่านคือผู้ที่รู้จริงที่สุดในโลก นามว่าพุทธะ" ท่านกล่าวว่าทุกชีวิตที่มีการเกิด-การตายนี้ ตกอยู่ในระบบ"สังสาระ" คือทุกชีวิตที่เกิดมานี้ไม่ว่าจะเป็นคน, สัตว์, หรือสิ่งที่มีการเวียนเกิด-เวียนตายอื่นๆ ตกอยู่ในระบบของการเวียนว่าย-การเวียนวน สังสาระนี้ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด และทุกชีวิตที่เวียนว่าย-เวียนวนอยู่ในสังสาระนี้ท่านเรียกชื่อรวมทั้งหมดว่า"ผู้ยึดติด" (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ นิทานวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๖ หน้า๒๑๙ ข้อที่๔๓๘, บาลีสยามรัฐ มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๙ หน้า๕๔๑,๕๕๐ ข้อที่๑๖๙๘,๑๗๑๖) เหตุที่เรียกชื่อว่าผู้ยึดติดเพราะ"สิ่งสิ่งนี้" มีความไม่รู้เป็นเครื่องกั้น มีความอยากเป็นเครื่องผูก จึงท่องเที่ยวไปมาอยู่ บางคราวแล่นจากโลกนี้สู่โลกอื่น บางคราวแล่นจากโลกอื่นสู่โลกนี้
ภาษาดั้งเดิมท่านกล่าวว่า "อวิชชานีวะระณานัง สัตตานัง ตัณหาสัญโญชะนานัง" คำว่า"สัตตะ, สัตตา, สัตโต, สัตตานัง นี่เอง ที่แปลออกมาเป็นภาษาไทยได้ว่า"ผู้ยึดติด"นั่นเอง คุณสมบัติของผู้ยึดติดคือ มีความไม่รู้เป็นเครื่องกั้น "ความไม่รู้"คือ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เข้ามายึดติดนั้น โดยเนื้อแท้แล้วมันยึดติดไม่ได้อยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น
เหตุที่เรียกว่าผู้ยึดติด ผู้ยึดติด (สัตโต สัตโตติ)นี้ เพราะว่าผู้ยึดติดนี้ โดยตัวมันเอง ที่ยังเวียนว่าย-เวียนวนอยู่ ก็เพราะมีความพอใจ(ฉันทะ), มีความกำหนัด(ราคะ), มีความเพลิน(นันทิ), และมีความอยาก(ตัณหา) ในขันธ์๕อยู่(ไปติดตามได้ใน ปฏิบัติธรรมตอน ต้นเหตุแห่งการเวียนว่าย) เพราะการที่ตัวมันเอง ติดแล้ว ข้องแล้ว ในขันธ์ทั้ง๕นี้ จึงถูกเรียกว่าผู้ยึดติด ผู้ยึดติดดังนี้ ภาษาดั้งเดิมท่านกล่าวว่า "รูเปโย ฉันโทโย ราโคยา นันทิยา ตัณหา ตัตตะระสัตโต ตัตตะระวิสัตโต ตัสสมา สัตโตติ วุจจติ ดังนี้ ดังนี้นี่เอง (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๗ หน้า๒๓๒ ข้อที่๓๖๗)
เมื่อผู้ยึดติดยังมีความพอใจ, ยังมีความกำหนัด, ยังมีความเพลิน, ยังมีความอยาก, ย่อมมีการเข้าถึง(อุปายะ), ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน), ในขันธ์ทั้ง๕ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องนำไปสู่สถานที่เกิด(ภะวะ)(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๗ หน้า๒๓๓ ข้อที่๓๖๘) เมื่อมีสถานที่เกิด การเกิด(ชา-ติ)ย่อมมีขึ้น การเกิดของผู้ยึดติดก็เพราะยังมีความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)เป็นเชื้ออยู่ ยังมีความอยาก(ตัณหา)เป็นเชื้ออยู่นั่นเอง(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย เล่ม๑๘ หน้า๔๘๕ ข้อที่๘๐๐) ต่อให้ผู้ยึดติดทิ้งกายนี้ หรือตายไปจากกายนี้แล้ว ไปบังเกิดขึ้นเป็นกายอื่น ก็ไปด้วยเชื้อแห่งความอยากนี้นั่นเอง
การเกิดของคน, สัตว์, หรือสิ่งที่มีการเวียนเกิด-เวียนตายอื่นๆ มีลักษณะของการกำเนิด๔แบบคือ เกิดในไข่, เกิดในครรภ์, เกิดในของสกปรก, และผุดเกิดขึ้นเอง(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย เล่ม๑๒ หน้า๑๔๖ ข้อที่๑๖๙) ฉะนั้นการเกิดนี้ มีต้นเหตุมาจากผู้ยึดติด มีความไม่รู้เป็นเครื่องกั้น มีความอยากเป็นเครื่องผูก นี่คือต้นเหตุ นี่คือสาเหตุ ของการเวียนว่าย-เวียนวนอยู่ในสังสาระ มิใช่วิญญาณไปเวียนว่ายตายเกิด โลกในยุคปัจจุบันหลงเชื่อกันไปแบบนี้ ถูกสอนบอกต่อกันมาแบบผิดๆแบบนี้ ทั้งๆที่พระพุทธองค์ไม่ได้สอนไว้เช่นนี้เลย ในสมัยพุทธกาลมีภิกขุชื่อสาติกล่าวสอน บอกต่อผู้อื่น ไปแบบผิดๆ จึงถูกตถาคตตำหนิว่าเป็นโมฆบุรุษ เธอเป็นผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า เธอจะประสบกับสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก จักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน(พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย เล่ม๑๒ หน้า๔๗๕ ข้อที่๔๔๒)
ภิกขุสาติกล่าวว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป หาใช่สิ่งอื่นใดไม่, วิญญาณนี้นั่นแหละ เป็นสภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้, วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่วในที่นั้นๆ,
ตถาคตกล่าวว่าท่านไม่เคยกล่าวไว้แบบนี้ ท่านกล่าวว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น(ไปติดตามได้ใน ปฏิบัติธรรมตอน เพราะสิ่งนี้มีจึงมีสิ่งนี้ เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับตาม) ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี
พระพุทธองค์ถามภิกขุทั้งหลายว่า มีใครเห็นด้วยกับคำกล่าวของสาติบ้างไหม? ภิกขุทั้งหลายตอบว่า ไม่มีเลยพระเจ้าข้า ภิกขุสาติได้ยินดังนั้นจึงนั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏิภาณที่จะพูดต่อ นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ และได้ทรงตำหนิไว้ แต่โลกปัจจุบันกลับไม่รู้เรื่องเลยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันทำให้การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนากลายเป็นสิ่งผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ การเป็นอริยบุคคลจึงยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการบอกสอนต่อๆกันที่ผิดเพียงนิดเดียว แต่ทำให้คนรุ่นหลังที่แสวงหาการหลุดพ้น เนิ่นช้า ยาวนาน ลำบาก กลายเป็นของยาก และบางทีถึงขนาดไม่เชื่อว่าการหลุดพ้นจะมีได้จริง
เพราะการบอกสอนต่อๆกันมา ที่ผิดแม้เพียงนิดเดียว ทำให้คนรุ่นหลังที่ฝึกสมาธิและวิปัสสนาก็ผิดเพี้ยนไปด้วย บางองค์บางท่านฝึกแบบเข้มข้น ฝึกเป็นสิบๆปี ฝึกจนแก่ ก็ยังไม่เห็นผล เพราะเชื่อตามตำราที่บอกสอนกันมาผิดๆ เพราะเชื่อคำครูบาอาจารย์ว่าต้องฝึกหนัก ฝึกนาน ฝึกกันแทบตายแต่ไปโฟกัสผิดที่ว่า จะเอาจิตนี้ไปหลุดพ้น, จะเอาจิตนี้ไปนิพพาน, จะทำจิตนี้ให้ขาวรอบ, จะทำจิตนี้ให้ใสสะอาด, โดยที่ไม่รู้เลยว่าจิตนี้เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นวิญญาณธาตุ เป็นวิญญาณขันธ์ในขันธ์๕ และมันเป็นสังขตธาตุนั่นเอง
ฉะนั้นแล้วผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายเมื่อเข้าใจถึงตรงนี้แล้ว จงเข้าไปทำความเข้าใจในพระสูตรให้แจ่มแจ้งเสียใหม่ทั้งบาลีดั้งเดิมและสำนวนการแปลเป็นไทยของแต่ละสำนักให้ดีว่า พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี
ผู้ใดกล่าวว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป หาใช่สิ่งอื่นใดไม่, วิญญาณนี้นั่นแหละ เป็นสภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้, วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย, ผู้ใดกล่าวแบบนี้ เธอจะประสบกับสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก จักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน จงจำไว้ให้ดีดี