สถาบันสอนทำขนมปังครูออม

สถาบันสอนทำขนมปังครูออม

แชร์

เป็นสถาปนิก ที่ชอบทำขนมไทยและเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ

สถาปนิกที่ชอบทำขนมปังเป็นชีวิต สู่คอร์สเรียนออนไลน์ ขนมปังซาวโดว์ และขนมปังสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยอุปกรณ์พื้นฐานง่าย ๆ
แชร์เคล็ดลับและเทคนิคการทำขนมปัง ด้วยสไตล์เรียบง่าย
ไม่ชอบไทยคำ อังกฤษคำ ทำให้เรื่องขนมปัง เป็นเรื่องใกล้ตัว
ไม่มั่ว แต่ไม่ชอบยุ่งเยอะ

17/06/2026

😱 #ทำไมซาวร์โดของคุณถึงเปรี้ยวจนกินยาก?

หลายคนคิดว่า "ซาวร์โดต้องเปรี้ยว" แต่ความจริงแล้ว ซาวร์โดที่ดีควรมีรสชาติสมดุล มีกลิ่นหอมของธัญพืช เนย และความเปรี้ยวเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่เปรี้ยวจนกลบรสชาติทุกอย่าง

หากขนมปังของคุณเปรี้ยวเกินไป อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้

🔸 1. หมักนานเกินไป ยิ่งหมักนาน จุลินทรีย์จะสร้างกรดสะสมมากขึ้น ทำให้รสชาติเปรี้ยวเด่นขึ้น

✅ วิธีแก้

- ลดเวลา Bulk Fermentation

- สังเกตการขยายตัวของโดมากกว่าดูนาฬิกา

- ใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมระหว่างการหมัก

🔸 2. พักแป้งในตู้เย็นนานเกินไป การ Cold Proof 24–48 ชั่วโมงช่วยเพิ่มกลิ่นหอมได้ แต่ถ้านานเกินไป กรดจะสะสมมากขึ้น

✅ วิธีแก้

- ทดลองลดเวลาพักเย็น

- เริ่มจาก 8–12 ชั่วโมง แล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์

🔸 3. ใช้สตาร์ทเตอร์ที่เปรี้ยวเกินไป สตาร์ทเตอร์ที่หิวอาหารนานเกินไปมักมีกลิ่นเปรี้ยวจัดและมีกรดสะสมสูง

✅ วิธีแก้

- ให้อาหารสตาร์ทเตอร์สม่ำเสมอ

- ใช้สตาร์ทเตอร์ช่วงที่กำลังพีคและฟูเต็มที่

🔸 4. อุณหภูมิหมักต่ำเกินไป แบคทีเรียที่สร้างกรดบางชนิดจะทำงานได้ดีในสภาพอุณหภูมิต่ำ ส่งผลให้ความเปรี้ยวเพิ่มขึ้น

✅ วิธีแก้

- ควบคุมอุณหภูมิการหมักให้เหมาะสม

- หลีกเลี่ยงการปล่อยโดในพื้นที่เย็นเกินไป

🔸 5. สัดส่วนสตาร์ทเตอร์น้อยเกินไป เมื่อใช้หัวเชื้อน้อย โดต้องใช้เวลาหมักนานขึ้น ทำให้เกิดกรดสะสมมากขึ้น

✅ วิธีแก้

- เพิ่มเปอร์เซ็นต์หัวเชื้อในสูตร

- ปรับเวลาให้เหมาะสมกับอุณหภูมิ

🍞 เคล็ดลับสำหรับซาวร์โดรสชาติกลมกล่อม

✔ ใช้สตาร์ทเตอร์ตอนพีค

✔ ควบคุมอุณหภูมิโด

✔ ไม่หมักเกินความจำเป็น

✔ บันทึกเวลาและอุณหภูมิทุกครั้ง

จำไว้ว่า...

"ซาวร์โดที่อร่อย ไม่ได้วัดจากความเปรี้ยว แต่คือความสมดุลของรสชาติ"

12/06/2026

🍞 สตาร์ทเตอร์มีน้ำสีเทาด้านบน ต้องทิ้งไหม?

เปิดกระปุกสตาร์ทเตอร์แล้วเจอของเหลวสีเทา สีชา หรือสีน้ำตาลอ่อนลอยอยู่ด้านบน หลายคนตกใจคิดว่าสตาร์ทเตอร์เสียแล้ว

แต่ข่าวดีคือ...

ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องทิ้ง" ค่ะ!

ของเหลวนี้เรียกว่า H***h เป็นผลพลอยได้จากการหมัก เมื่อยีสต์และแบคทีเรียกินอาหารจนเกือบหมดแล้ว

H***h เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อสตาร์ทเตอร์เริ่มหิว

- ยีสต์ใช้น้ำตาลในแป้งจนหมด

- จุลินทรีย์ผลิตแอลกอฮอล์และกรดออกมา

- ของเหลวจึงแยกชั้นขึ้นมาบนผิว

นี่เป็นสัญญาณว่า

📌 "ถึงเวลาให้อาหารแล้ว"

มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าสตาร์ทเตอร์เสีย

เททิ้งหรือคนกลับลงไปดี?

ทำได้ทั้ง 2 วิธี

เททิ้ง

- เหมาะสำหรับ

- สตาร์ทเตอร์เปรี้ยวจัด

- มีกลิ่นน้ำส้มสายชูแรง

- ต้องการลดความเป็นกรด

ข้อดีคือช่วยให้รสชาติสตาร์ทเตอร์กลับมาสมดุลได้เร็วขึ้น

คนกลับลงไป

เหมาะสำหรับ

- ต้องการรักษาคาแรกเตอร์รสเปรี้ยวของสตาร์ทเตอร์

- สตาร์ทเตอร์ยังแข็งแรงดี

แต่หลังจากนั้นควรให้อาหารทันที

เมื่อไหร่ที่ควรทิ้งจริง ๆ ?

หากพบสิ่งเหล่านี้ ควรทิ้งทั้งกระปุก

❌ เชื้อราสีเขียว

❌ เชื้อราสีดำ

❌ เชื้อราสีชมพู

❌ เชื้อราสีส้ม

❌ มีขนฟูคล้ายสำลี

❌ กลิ่นเน่าเหม็นผิดปกติ

เพราะเป็นการปนเปื้อนที่ไม่ปลอดภัย

วิธีฟื้นฟูสตาร์ทเตอร์หลังมี H***h

เทของเหลวด้านบนออก

เก็บสตาร์ทเตอร์ไว้เพียง 10-20 กรัม

Feed ด้วยอัตราส่วนสูงขึ้น เช่น

1:3:3

1:5:5

ให้อาหารต่อเนื่อง 2-3 รอบ

สตาร์ทเตอร์มักจะกลับมาฟู แข็งแรง และมีกลิ่นหอมขึ้นอย่างชัดเจน

สรุป

💡 น้ำสีเทาหรือของเหลวด้านบน ไม่ได้แปลว่าสตาร์ทเตอร์เสีย

ในหลายกรณี มันเป็นเพียงสัญญาณว่า

"สตาร์ทเตอร์กำลังหิว"

ดังนั้นก่อนจะรีบทิ้ง ลองสังเกตสี กลิ่น และลักษณะโดยรวมก่อน เพราะสตาร์ทเตอร์ส่วนใหญ่สามารถฟื้นกลับมาแข็งแรงได้ด้วยการให้อาหารอย่างเหมาะสม

11/06/2026

#วิธีปรับรสชาติสตาร์ทเตอร์ที่เปรี้ยวจนเกินไปให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง

เคยไหม? เปิดฝาสตาร์ทเตอร์แล้วได้กลิ่นเปรี้ยวแรงคล้ายน้ำส้มสายชู หรือมีกลิ่นฉุนจนรู้สึกว่าผิดปกติ

ความจริงแล้ว "สตาร์ทเตอร์ที่เปรี้ยว" ไม่ได้แปลว่าเสียเสมอไป แต่เป็นสัญญาณว่าจุลินทรีย์ภายในกำลังเสียสมดุล และต้องการการดูแลเพิ่มเติม

ทำไมสตาร์ทเตอร์ถึงเปรี้ยวเกินไป?

สาเหตุหลักมักเกิดจาก

1. ให้อาหารไม่บ่อยพอ

เมื่อยีสต์และแบคทีเรียกินอาหารจนหมด พวกมันจะสร้างกรดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผลลัพธ์คือ

- กลิ่นเปรี้ยวจัด

- มีกลิ่นน้ำส้มสายชู

- ฟื้นตัวช้าหลังให้อาหาร

2. ใช้สัดส่วนอาหารน้อยเกินไป

เช่น Feed 1:1:1 ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

จุลินทรีย์จะมีอาหารใหม่เข้ามาน้อย ทำให้กรดสะสมเร็ว

3. อุณหภูมิสูงเกินไป

สภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดช่วยเร่งการสร้างกรดของแบคทีเรียบางชนิด

โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงกว่า 30°C ต่อเนื่องหลายชั่วโมง

วิธีฟื้นฟูสตาร์ทเตอร์ที่เปรี้ยวเกินไป

✅ เพิ่มสัดส่วนการให้อาหาร

ลองเปลี่ยนจาก

1:1:1

เป็น

1:3:3

1:5:5

ตัวอย่าง

สตาร์ทเตอร์ 20 กรัม

น้ำ 100 กรัม

แป้ง 100 กรัม

วิธีนี้ช่วยลดความเข้มข้นของกรดสะสมได้อย่างรวดเร็ว

✅ ให้อาหารตอนพีคหรือก่อนยุบมากเกินไป

อย่าปล่อยให้สตาร์ทเตอร์หิวเป็นเวลานาน

หากอากาศร้อน อาจต้องให้อาหารถี่ขึ้น

เพื่อรักษาสมดุลของยีสต์และแบคทีเรีย

✅ ทิ้งสตาร์ทเตอร์ส่วนใหญ่แล้วเก็บไว้เพียงเล็กน้อย

เทคนิคที่มืออาชีพนิยมใช้

เก็บหัวเชื้อเดิมเพียง 5-10 กรัม

แล้วให้อาหารใหม่ในปริมาณมาก

เช่น

5 : 25 : 25

หรือ

10 : 50 : 50

ช่วยลดกรดสะสมได้ดีมาก

✅ ควบคุมอุณหภูมิ

สตาร์ทเตอร์ส่วนใหญ่มักทำงานได้ดีที่ประมาณ

24-27°C

หากร้อนเกินไป

ย้ายไปจุดที่เย็นกว่า

ใช้น้ำเย็นขึ้นเล็กน้อยตอน Feed

✅ ทำ Peak-to-Peak Feeding

ให้อาหารใหม่ทันทีเมื่อสตาร์ทเตอร์ถึงจุดพีค

ทำต่อเนื่อง 2-3 รอบ

วิธีนี้ช่วยเพิ่มประชากรยีสต์และลดความเด่นของกรดได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

สัญญาณว่าสตาร์ทเตอร์กลับมาอยู่ในสภาพดีแล้ว

✅ ขึ้นฟูได้ 2-3 เท่าอย่างสม่ำเสมอ

✅ กลิ่นหอมคล้ายโยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือผลไม้สุก

✅ ไม่มีความฉุนคล้ายน้ำส้มสายชูแรง ๆ

✅ ถึงจุดพีคภายในเวลาที่คุ้นเคย

✅ สามารถยกโดให้ขึ้นฟูได้ดี

สรุป

สตาร์ทเตอร์ที่เปรี้ยวเกินไป ส่วนใหญ่ไม่ได้เสีย แต่กำลังบอกว่า "อาหารไม่พอ" หรือ "กรดสะสมมากเกินไป"

วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดคือ

✔️ เพิ่มสัดส่วนการ Feed

✔️ ให้อาหารสม่ำเสมอ

✔️ ลดการปล่อยให้หิวจัด

✔️ ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม

เพียงไม่กี่รอบการให้อาหาร สตาร์ทเตอร์ที่เคยเปรี้ยวจัดก็สามารถกลับมามีกลิ่นหอม นุ่มนวล และพร้อมสร้างขนมปังที่มีรสชาติสมดุลได้อีกครั้งค่ะ 🍞✨

11/06/2026

สตาร์ทเตอร์ฟูสวย แต่ทำไมขนมปังยังไม่ขึ้น?

หลายคนเข้าใจว่า "สตาร์ทเตอร์ฟูดี = ขนมปังต้องขึ้นดี" แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

เคยไหม?
✅ สตาร์ทเตอร์ขึ้น 2-3 เท่า

✅ มีฟองอากาศเต็มกระปุก

✅ ผ่าน Float Test

แต่พออบออกมา กลับได้ขนมปังเนื้อแน่น หนัก หรือ Oven Spring น้อยกว่าที่ควร

สาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่สตาร์ทเตอร์เพียงอย่างเดียว

1. สตาร์ทเตอร์ฟู แต่ "ไม่อยู่ในช่วงพีค"
สตาร์ทเตอร์มีวงจรการเติบโต

- เริ่มขึ้นฟู

- พีคสูงสุด

- เริ่มยุบตัว

หากนำมาใช้เร็วเกินไป ยีสต์ยังมีจำนวนไม่มากพอ

หากนำมาใช้หลังพีคไปนานแล้ว ยีสต์เริ่มหมดอาหารและอ่อนแรง

📌 ช่วงที่เหมาะที่สุดคือ เมื่อสตาร์ทเตอร์ขึ้นถึงจุดสูงสุด หรือเริ่มแบนเล็กน้อยด้านบน แต่ยังไม่ยุบตัว

2. สตาร์ทเตอร์แข็งแรง แต่โดเย็นเกินไป

ยีสต์ในสตาร์ทเตอร์ทำงานได้ดี ไม่ได้แปลว่าโดจะหมักได้เร็วเสมอ

อุณหภูมิโด (Dough Temperature) มีผลอย่างมาก

22°C → หมักช้า

24-26°C → ช่วงที่นิยมสำหรับซาวโด

ต่ำกว่า 20°C → กิจกรรมยีสต์ลดลงมาก

ดังนั้นแม้สตาร์ทเตอร์จะแข็งแรง แต่หากโดเย็นเกินไป Bulk Fermentation อาจไม่สมบูรณ์

3. Bulk Fermentation ยังไม่ถึงจุด

นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด

หลายคนดูแค่เวลา
❌ หมัก 4 ชั่วโมงตามสูตร ❌ หมัก 5 ชั่วโมงตามสูตร

แต่จริง ๆ แล้วควรดู "สภาพโด"

สัญญาณของ Bulk ที่เหมาะสม

✅ ปริมาตรเพิ่มขึ้นประมาณ 30-70%

✅ ผิวโดพองตัว

✅ มีฟองอากาศตามขอบภาชนะ

✅ โดมีความเด้งและเบา

ถ้า Bulk ไม่พอ ขนมปังจะออกมาแน่นแม้สตาร์ทเตอร์จะแข็งแรง

4. โครงสร้างกลูเตนไม่ดี

ยีสต์สร้างก๊าซได้

แต่ถ้ากลูเตนไม่สามารถกักเก็บก๊าซไว้ได้

ก๊าซก็จะหลุดออกหมด

สาเหตุเช่น

- นวดไม่พอ

- Stretch & Fold ไม่เพียงพอ

- แป้งโปรตีนต่ำ

- โดร้อนเกินจนโครงสร้างอ่อนตัว

ผลลัพธ์คือ

ขนมปังแผ่ตัว ไม่ค่อยมี Oven Spring เนื้อแน่นและหนัก

5. หมักเกิน (Overproof)

หลายคนเห็นขนมปังไม่ขึ้น จึงปล่อยหมักต่อ

แต่เมื่อหมักนานเกินไป

ยีสต์จะใช้พลังงานไปมาก โครงสร้างกลูเตนอ่อนตัว

สุดท้ายขนมปังจะ

❌ ไม่พุ่งในเตา

❌ ทรงแบน

❌ เนื้อแน่นหรือยุบตัว

แม้จะใช้สตาร์ทเตอร์ที่แข็งแรงก็ตาม

6. ใช้สตาร์ทเตอร์ที่ฟูจากแบคทีเรียมากกว่ายีสต์

สตาร์ทเตอร์ที่ดูฟูไม่ได้หมายความว่ามียีสต์จำนวนมากเสมอไป

บางครั้งแบคทีเรียสร้างก๊าซจนดูฟูสวย

แต่กำลังการหมักจริงอาจยังไม่ดีพอ

สังเกตเพิ่มเติม

✅ ขึ้นถึงพีคเร็วและสม่ำเสมอ

✅ สามารถเพิ่มปริมาตร 2-3 เท่าได้ทุกวัน

✅ มีกลิ่นหอมคล้ายโยเกิร์ต ผลไม้ หรือกรดอ่อน ๆ

✅ หลังให้อาหารยังฟื้นตัวได้ดี

สรุป

สตาร์ทเตอร์ฟูสวย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของขนมปังที่ดี

ขนมปังจะขึ้นฟูหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับ

✔️ การใช้สตาร์ทเตอร์ในช่วงพีค

✔️ อุณหภูมิโด

✔️ การทำ Bulk Fermentation

✔️ ความแข็งแรงของกลูเตน

✔️ การ Proof ที่เหมาะสม

ดังนั้นครั้งหน้าหากสตาร์ทเตอร์ฟูสวย แต่ขนมปังยังไม่ขึ้น ลองมองภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่โฟกัสที่สตาร์ทเตอร์เพียงอย่างเดียว

10/06/2026

🍞 ทำไมคนทำขนมปังมืออาชีพถึงเช็ก Windowpane Test ก่อนหมัก?

หลายคนถามว่า

"ต้องนวดโดว์นานแค่ไหนถึงจะพอดี?"

คำตอบคือ...

ไม่มีเวลาตายตัวค่ะ

เพราะเครื่องนวด แป้ง อุณหภูมิห้อง และสูตรที่ใช้ ล้วนส่งผลต่อการพัฒนากลูเตน

ดังนั้น คนทำขนมปังมืออาชีพจึงไม่ได้ดูที่เวลา แต่ดูที่ "สภาพของโดว์"

และหนึ่งในวิธีตรวจสอบที่ง่ายและแม่นยำที่สุดก็คือ

Windowpane Test

🔍 Windowpane Test คืออะไร?

เป็นการทดสอบความแข็งแรงของโครงสร้างกลูเตนในโดว์

เพียงดึงโดว์ชิ้นเล็ก ๆ ออกมา แล้วค่อย ๆ ยืดออกด้วยปลายนิ้วทั้งสองข้าง
━━━━━━━━━━━━━━

✅ สัญญาณว่าโดว์พร้อมแล้ว

• ยืดเป็นแผ่นฟิล์มบางได้
• มองเห็นแสงลอดผ่านได้
• ไม่ขาดง่ายขณะดึง
• ผิวโดว์เรียบ เนียน และยืดหยุ่น
• ขอบรอยขาดเรียบ ไม่เป็นรอยหยักมาก

เมื่อโดว์มาถึงจุดนี้ แสดงว่ากลูเตนพัฒนาได้ดี สามารถกักเก็บก๊าซจากการหมักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คือ
🍞 ขนมปังฟูดี
🍞 เนื้อสัมผัสนุ่ม
🍞 โครงสร้างสวย
🍞 ปริมาตรขนมปังดีขึ้น
━━━━━━━━━━━━━━

❌ สัญญาณว่านวดยังไม่พอ

• ดึงแล้วขาดทันที
• ยืดได้ไม่ไกล
• เนื้อโดว์หยาบ
• ผิวไม่เรียบ
• รอยขาดเป็นฟันปลา

โดว์ลักษณะนี้มักให้ขนมปังที่แน่น หนัก และฟูได้ไม่เต็มที่
━━━━━━━━━━━━━━

⚠️ แล้วนวดมากเกินไปล่ะ?

การนวดมากเกินความจำเป็นก็ส่งผลเสียเช่นกัน

สังเกตได้จาก

• โดว์เริ่มอ่อนตัวผิดปกติ
• ผิวเปียกและเหนียวมาก
• ยืดแล้วขาดง่าย
• ขึ้นรูปยาก

เพราะโครงสร้างกลูเตนเริ่มเสื่อมสภาพจากการทำงานหนักเกินไป
━━━━━━━━━━━━━━

💡 สิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม

Windowpane Test ไม่ได้หมายความว่าต้องดึงจนบางเหมือนพลาสติกทุกสูตร

ขนมปังบางประเภท เช่น ซาวโดที่มีโฮลวีทสูง หรือธัญพืชจำนวนมาก อาจไม่สามารถยืดได้บางเท่าโดว์ขนมปังนม

แต่ยังคงต้องมีความยืดหยุ่นและไม่ขาดง่าย
━━━━━━━━━━━━━━

📌 จำไว้ว่า

"เวลานวดเป็นเพียงแนวทาง แต่สภาพของโดว์คือคำตอบ"

ก่อนเริ่มหมักครั้งต่อไป ลองหยิบโดว์ขึ้นมาทำ Windowpane Test ดูสักครั้ง

แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมคนทำขนมปังมืออาชีพถึงใช้วิธีนี้เป็นมาตรฐานในการเช็กความพร้อมของโดว์ทุกก้อน 🍞✨

09/06/2026

🌾 #ใช้แป้งโฮลวีทกี่เปอร์เซ็นต์ดี? แล้วส่งผลต่อรสชาติและความนุ่มของซาวโดอย่างไร

หลายคนคิดว่ายิ่งใส่โฮลวีทมาก ขนมปังก็ยิ่งดีต่อสุขภาพ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ...

"ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์โฮลวีทมากขึ้น เนื้อขนมปังก็จะเปลี่ยนไปด้วย"
มาดูกันว่าแต่ละระดับให้ผลลัพธ์อย่างไร
━━━━━━━━━━━━━━

🌾 โฮลวีท 10-20%

✔ เนื้อขนมปังยังนุ่มฟู

✔ ได้กลิ่นธัญพืชอ่อน ๆ

✔ Open Crumb ยังสวย

✔ เหมาะกับคนเริ่มทำซาวโด

รสชาติ: หวานธรรมชาติจากเมล็ดข้าวสาลี มีกลิ่นหอมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ความนุ่ม: ⭐⭐⭐⭐⭐
━━━━━━━━━━━━━━

🌾 โฮลวีท 30-40%

✔ รสชาติเข้มข้นขึ้น

✔ กลิ่นข้าวสาลีชัดเจน

✔ สีเข้มขึ้น

รสชาติ: เริ่มมีความนัตตี้ (Nutty Flavor) และมีความซับซ้อนมากขึ้น

ความนุ่ม: ⭐⭐⭐⭐

เนื้อจะเริ่มแน่นกว่าสูตรแป้งขาว
━━━━━━━━━━━━━━

🌾 โฮลวีท 50%

✔ ได้รสชาติของโฮลวีทชัด

✔ มีใยอาหารสูงขึ้น

✔ เนื้อสัมผัสเริ่มหนักแน่น

รสชาติ: หอมธัญพืชเข้มข้น มีมิติของรสชาติสูง

ความนุ่ม: ⭐⭐⭐

ต้องเพิ่มการดูดซับน้ำให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นขนมปังจะแห้งง่าย
━━━━━━━━━━━━━━

🌾 โฮลวีท 70-100%

✔ เหมาะสำหรับคนชอบขนมปังโฮลวีทแท้

✔ กลิ่นธัญพืชเด่นมาก

✔ เนื้อแน่นและหนัก

รสชาติ: เข้มข้น หอมข้าวสาลีเต็มที่

ความนุ่ม: ⭐⭐

เนื้อจะไม่เบาและฟูเหมือนซาวโดแป้งขาว
━━━━━━━━━━━━━━

💡 ทำไมโฮลวีทมากขึ้นแล้วขนมปังนุ่มน้อยลง?

เพราะในแป้งโฮลวีทมี

• รำข้าว (Bran)

• จมูกข้าว (Germ)

ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถตัดโครงสร้างกลูเตนได้

เมื่อกลูเตนพัฒนาได้ยากขึ้น

✔ เนื้อขนมปังจะแน่นขึ้น

✔ ความฟูน้อยลง

✔ ความนุ่มลดลง
━━━━━━━━━━━━━━

📌 ถ้าอยากได้ซาวโดที่

"นุ่มหนึบ กินง่าย แต่ยังได้กลิ่นหอมของโฮลวีท"

ช่วงที่เหมาะที่สุดคือ

🌾 โฮลวีท 10-20%

ถือเป็นจุดสมดุลระหว่าง

✔ ความนุ่ม

✔ ความฟู

✔ รสชาติ

✔ คุณค่าทางโภชนาการ
━━━━━━━━━━━━━━

ไม่มีเปอร์เซ็นต์ไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน

เพราะเปอร์เซ็นต์ของโฮลวีทที่เลือกใช้ คือการเลือกระหว่าง "ความนุ่ม" และ "ความเข้มข้นของรสชาติ"

08/06/2026

ถ้าซาวร์โดของคุณอบออกมา #แข็งทื่อ #เคี้ยวเหนื่อย และ #ไม่นุ่มหนึบ สาเหตุมักไม่ได้มาจากการอบอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันค่ะ

1. เพิ่มความชุ่มชื้นของโดว์ (Hydration)

ซาวร์โดที่นุ่มหนึบมักมี Hydration สูงพอสมควร

- มือใหม่ 65-70%

- เนื้อนุ่มหนึบขึ้น 70-75%

- Open crumb มากขึ้น 75%+

แต่ต้องเลือกแป้งที่รับน้ำได้ดีด้วย

2. อย่าหมักนานเกินไป

หลายคนคิดว่าซาวโดยิ่งหมักนานยิ่งดี

แต่ถ้าหมักเกิน

- กลูเตนอ่อนตัว

- เนื้อขนมปังแห้ง

- สัมผัสแข็งกระด้าง

#ให้สังเกตโดว์มากกว่าดูนาฬิกา

3. พัฒนาโครงสร้างกลูเตนให้ดี

ช่วง Stretch & Fold สำคัญมาก

หากกลูเตนไม่แข็งแรง

- โดว์แผ่

- เนื้อแน่น

- ไม่เกิดความหนึบที่ดี

4. ลองใช้ Tangzhong หรือ Yudane

เทคนิคนี้ใช้กับซาวโดได้เช่นกัน

ข้อดี

- เนื้อนุ่มขึ้น

- เก็บความชื้นดีขึ้น

- ขนมปังไม่แข็งเร็ว

หลายร้านซาวร์โดเชิงพาณิชย์ใช้วิธีนี้เพื่อเพิ่มความนุ่ม

5. ลดเปอร์เซ็นต์โฮลวีตลง

ถ้าใช้โฮลวีตเยอะ

เช่น 50-100%

เนื้อจะค่อนข้างแน่นและแข็งกว่าสูตรที่ใช้แป้งขาว

ถ้าต้องการนุ่มหนึบ

- Bread Flour 80-90%

- Whole Wheat 10-20%

กำลังดีมาก

6. อบอย่าให้แห้งเกิน

อาการที่เจอบ่อยคือ

- เปลือกหนา

- เนื้อแห้ง

- เคี้ยวแข็ง

ลองลดเวลาอบช่วงเปิดฝาหม้อลง 5-10 นาที หรือวัดอุณหภูมิแกนกลางให้อยู่ประมาณ 96-98°C ก็พอ

7. พักขนมปังให้เย็นก่อนตัด

ซาวร์โดจะยังคงปรับโครงสร้างภายในหลังออกจากเตา

ควรรออย่างน้อย 2 ชั่วโมง

ถ้าตัดเร็วเกินไป ความชื้นจะระเหยออกมาก ทำให้ขนมปังแห้งเร็ว

#เทคนิคที่ช่วยได้มากที่สุดสำหรับคนทำขาย

ถ้าต้องการซาวร์โดที่ "นุ่มหนึบ กินง่าย ลูกค้าชอบ"

ลองสูตรแนวนี้

- Bread Flour 90%

- Whole Wheat 10%

- Hydration 72-75%

- ใช้ Yudane 10-20% ของปริมาณแป้ง

- Bulk Fermentation จนโดว์ขึ้นประมาณ 50-70%

- Cold Proof 8-12 ชั่วโมง

สูตรลักษณะนี้จะได้ซาวร์โดที่ยังมีเอกลักษณ์ของซาวโด แต่เนื้อจะนุ่มหนึบกว่าแบบ Artisan ดั้งเดิมมากค่ะ

08/06/2026

🍞 #ทำไมขนมปังร้านดังถึงนุ่มข้ามวัน แต่ของเรากลับแข็งภายในไม่กี่ชั่วโมง?

หลายคนคิดว่าปัญหาอยู่ที่ "สูตร"

แต่ความจริงแล้ว ขนมปังที่นุ่มได้นานไม่ได้เกิดจากสูตรเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ

วันนี้มาดูกันว่าร้านขนมปังมืออาชีพมี "ความลับ" อะไรบ้าง

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 1. การพัฒนากลูเตนที่สมบูรณ์
กลูเตนเปรียบเสมือนโครงสร้างของขนมปัง

หากนวดไม่ถึง กลูเตนจะไม่สามารถกักเก็บก๊าซจากการหมักได้ดี เนื้อขนมปังจะแน่น ร่วน และแข็งตัวเร็ว

วิธีเช็กง่ายๆ คือ Windowpane Test

ดึงแป้งออกบางๆ แล้วสามารถยืดเป็นแผ่นฟิล์มได้โดยไม่ขาดง่าย

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 2. ควบคุมอุณหภูมิโดว์อย่างแม่นยำ

สิ่งที่มือใหม่มักมองข้ามคือ "อุณหภูมิหลังนวด"

หากโดว์ร้อนเกินไป • ยีสต์ทำงานเร็วเกิน • การหมักเสียสมดุล • เนื้อขนมปังแห้งเร็ว

หากโดว์เย็นเกินไป • การพัฒนากลูเตนช้าลง • โครงสร้างขนมปังไม่แข็งแรง

อุณหภูมิโดว์ที่นิยมใช้ในการทำขนมปังนุ่มอยู่ที่ประมาณ 24-27°C

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 3. ความชุ่มชื้นในโดว์สำคัญกว่าที่คิด

น้ำไม่ใช่แค่ส่วนผสม

แต่น้ำคือสิ่งที่กำหนดความนุ่มของเนื้อขนมปัง

ร้านขนมปังส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการคำนวณ Hydration อย่างละเอียด

โดว์ที่มีความชุ่มชื้นเหมาะสมจะช่วยให้

• เนื้อนุ่มกว่า • เก็บความชื้นได้นานกว่า • ชะลอการแข็งตัวของแป้ง

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 4. เทคนิค Tangzhong และ Yudane

นี่คือเหตุผลที่ขนมปังเอเชียบางร้านนุ่มข้ามวัน

เมื่อแป้งผ่านการทำให้สุกบางส่วนก่อนนำไปผสมโดว์

เม็ดแป้งจะสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้นหลายเท่า

ผลลัพธ์คือ

✔ เนื้อขนมปังนุ่มกว่า

✔ เก็บความชื้นได้ดีกว่า

✔ อายุการเก็บรักษานานขึ้น

✔ ไม่แห้งง่าย

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 5. อย่าหมักจนเกินพอดี

หลายคนคิดว่า "หมักนาน = นุ่ม"

แต่ความจริงตรงกันข้าม

เมื่อหมักเกินจุดที่เหมาะสม

• โครงสร้างกลูเตนอ่อนตัว • กักเก็บก๊าซได้น้อยลง • เนื้อขนมปังแห้งและหยาบ

ขนมปังที่นุ่มที่สุด คือขนมปังที่หมักได้ "พอดี"
ไม่ใช่หมักนานที่สุด

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 6. อบสุกเกินไป ขนมปังจะแห้งทันที

หลายคนกลัวขนมปังไม่สุก

จึงอบนานเกินความจำเป็น

ทุกนาทีที่อบเกินไป คือการสูญเสียความชื้นออกจากเนื้อขนมปัง
ขนมปังนุ่มควรอบจนแกนกลางมีอุณหภูมิประมาณ 88-93°C

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 7. การเก็บรักษาหลังอบสำคัญไม่แพ้การทำ

ขนมปังเริ่มสูญเสียความชื้นทันทีหลังออกจากเตา

หากปล่อยทิ้งไว้ในอากาศนานเกินไป

เนื้อขนมปังจะแข็งเร็วขึ้น
เมื่อขนมปังเย็นสนิทแล้ว ควรเก็บในภาชนะหรือถุงที่ปิดสนิท

━━━━━━━━━━━━━━

สรุป

ขนมปังนุ่มข้ามวันไม่ได้เกิดจาก "สารลับ" หรือ "สูตรลับ"

แต่เกิดจากการควบคุม

✓ กลูเตน

✓ อุณหภูมิโดว์

✓ ความชื้น

✓ การหมัก

✓ การอบ

✓ การเก็บรักษา

เมื่อทุกอย่างทำงานร่วมกันอย่างถูกต้อง ขนมปังของคุณก็สามารถนุ่มข้ามวันได้เช่นเดียวกับร้านดัง

04/06/2026

การคุมอุณหภูมิของโดระหว่างการนวด สำคัญมาก

โดยเฉพาะขนมปังซาวร์โดและขนมปังที่ใช้การหมักนาน

เพราะอุณหภูมิมีผลโดยตรงต่อการทำงานของยีสต์

การพัฒนากลูเตน และคุณภาพของขนมปัง

#หากโดร้อนเกินไป

ยีสต์ทำงานเร็วเกินไป ทำให้หมักไว ควบคุมเวลาได้ยาก

กลูเตนอาจอ่อนตัวและขาดง่าย

โดเหนียว แฉะ จับทรงยาก

ขนมปังอาจมีรสเปรี้ยวมากกว่าที่ต้องการ

โครงสร้างขนมปังไม่แข็งแรง ทำให้ขึ้นฟูได้ไม่เต็มที่

#หากโดเย็นเกินไป

ยีสต์ทำงานช้า

การพัฒนากลูเตนช้าลง

ใช้เวลาหมักนานขึ้น

เนื้อขนมปังอาจแน่นและปริมาตรไม่ดี

#อุณหภูมิโดที่นิยม

ขนมปังทั่วไป: ประมาณ 24-26°C

ซาวโดส่วนใหญ่: ประมาณ 24-27°C

ถ้าสูงกว่า 28-30°C ควรระวัง เพราะโดจะหมักเร็วมาก

วิธีควบคุมอุณหภูมิ

ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแช่ตู้เย็นในการผสม

ลดเวลานวดหากใช้เครื่องนวดความเร็วสูง

พักโดเป็นช่วง ๆ ระหว่างนวด

วัดอุณหภูมิโดหลังนวดทุกครั้งด้วยเทอร์โมมิเตอร์

สำหรับคนทำซาวโดอย่างสม่ำเสมอ การวัด อุณหภูมิโดหลังนวด

(Final Dough Temperature หรือ FDT) เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุด

เพราะช่วยให้ผลลัพธ์ของขนมปังแต่ละรอบใกล้เคียงกันมากที่สุดค่ะ 🍞🌾

26/05/2026

“จากยีสต์ตัวจิ๋ว… สู่ขนมปังก้อนที่มีชีวิต”
เคยสงสัยไหมว่า…

แค่ “แป้ง + น้ำ” ทำไมถึงกลายเป็นขนมปังที่หอม อร่อย และมีเอกลักษณ์ขนาดนั้นได้?
คำตอบอยู่ในสิ่งที่เล็กมาก…จนมองไม่เห็น
แต่ “มีชีวิต”
นั่นคือ ยีสต์ธรรมชาติ

🌾 Day 0: จุดเริ่มต้นของชีวิตในขวดโหล
คุณผสมแป้งกับน้ำลงไปในขวด
ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่นี่แหละ…คือการเริ่มต้นของโลกใบเล็ก
ในส่วนผสมนี้มีจุลินทรีย์จากอากาศและแป้ง
ค่อยๆ เข้ามาทำความรู้จักกัน
ไม่มีใครรีบ
ไม่มีใครสั่ง
มีแค่ “ธรรมชาติ” ที่ค่อยๆ เริ่มทำงาน

🫧 Day 2-3: ความเงียบที่กำลังเปลี่ยนแปลง
หลายคนคิดว่า “มันยังไม่เกิดอะไรเลย”

แต่จริงๆ ข้างในกำลังเริ่มคุยกันแล้ว
ยีสต์เริ่มปรับตัว
แบคทีเรียดีเริ่มสร้างสมดุล
กลิ่นเริ่มเปลี่ยนจากแป้ง → เป็นกลิ่นเปรี้ยวอ่อนๆ
นี่คือช่วงที่ธรรมชาติกำลัง “ลองสูตร” ของตัวเอง

🌬️ Day 4-5: ฟองแรก = สัญญาณของชีวิต
และแล้ว…สิ่งเล็กๆ ก็เริ่มโผล่ขึ้นมา

“ฟองอากาศ”
มันไม่ได้เกิดขึ้นแบบบังเอิญ
แต่มาจากยีสต์ที่กำลังกินน้ำตาลในแป้ง
แล้วปล่อยก๊าซออกมา
เหมือนขวดโหลกำลัง “หายใจ”

🍞 ขั้นตอนสำคัญ: เมื่อสตาร์ทเตอร์แข็งแรงพอ
เมื่อยีสต์เริ่มแข็งแรง
เรานำมันมาผสมกับแป้งอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่แค่การผสมวัตถุดิบ

แต่มันคือการ “เริ่มการเดินทางรอบใหม่”
โดเริ่มยืด
เริ่มมีแรง
เริ่มฟูขึ้นช้าๆ เหมือนกำลังมีชีวิต

⏳ การพัก + การรอ = หัวใจของซาวร์โด
ซาวร์โดไม่ชอบความรีบ
มันต้องการเวลาให้ยีสต์ทำงาน
ให้โครงสร้างแป้งพัฒนา
ให้รสชาติค่อยๆ ลึกขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ซาวร์โด “ไม่เหมือนขนมปังทั่วไป”
เพราะมันถูกสร้างด้วยเวลา ไม่ใช่ความเร่ง

🔥 เข้าสู่เตาอบ: ช่วงเวลามหัศจรรย์
เมื่อโดพร้อม
มันถูกส่งเข้าเตาอบ
และนี่คือวินาทีที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ก๊าซขยายตัว
ผิวเริ่มกรอบ
กลิ่นหอมเริ่มลอยเต็มบ้าน
จากแป้งก้อนหนึ่ง…กลายเป็นขนมปังที่มีชีวิตสมบูรณ์

💛 ซาวร์โด 1 ก้อน = เรื่องราวของธรรมชาติ
ขนมปังทุกก้อน
ไม่ได้เหมือนกันเลย
เพราะมันมี “ชีวิตของตัวเอง”
มีจังหวะของตัวเอง
และเติบโตต่างกันทุกครั้ง

🌿 และนี่คือเหตุผลที่คนหลงรักซาวร์โด
ไม่ใช่แค่รสชาติ
แต่เป็น “กระบวนการ”
การรอ
การสังเกต
การเข้าใจธรรมชาติที่เล็กมาก แต่ทรงพลัง

✨ ถ้าวันหนึ่งคุณลองเลี้ยงสตาร์ทเตอร์ของตัวเอง
คุณจะรู้ว่า…
มันไม่ใช่แค่การทำขนมปัง
แต่มันคือการ “เลี้ยงชีวิตเล็กๆ” ในครัวของคุณเอง 🥰

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Surat Thani?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


59/110
Surat Thani
84000