Coach Hongyok - Coaching Science for Better Life

Coach Hongyok - Coaching Science for Better Life Hi, I'm Coach Hongyok Chimphan.

ศูนย์รวมความรู้ด้านศาสตร์การโค้ชและองค์ความรู้ในการพัฒนาตัวเองและองค์กรจากทั่วโลก
โดย โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์
Strategic Thinking Partner for Ecosystem Leaders-Professional Certified Coach(PCC)โค้ชที่ได้รับรองโดย International Coaching Federation-ICF) I am interested in SUSTAINABLE Transformation for Humans through LOVE
and by evoking Awareness, Self-Discovery, Learning, Collaboration, and Growth. Ab

out Me
ดิฉัน เชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้
โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชน หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกทางและได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่
จะช่วยให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพและจะกลายเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติได้
ดิฉันจึงมีความตั้งใจอุทิศตัวเองเพื่อทำงานเพื่อสนับสนุนสังคม เด็กและสตรี
ในด้านการศึกษา การพัฒนาตัวเอง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว


Education
- ปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
- หลักสูตรผู้บริหารหญิงยุคใหม่ (Saïd Business School, University of Oxford)

หงส์หยก ฉิมพันธ์

บางครั้ง…เราไม่ได้ติดอยู่เพราะไม่มีความสามารถแต่อาจเพียงยังไม่ได้มีพื้นที่มากพอที่จะหยุด ฟังตัวเอง และมองเห็นสิ่งที่สำคั...
15/08/2026

บางครั้ง…เราไม่ได้ติดอยู่เพราะไม่มีความสามารถ

แต่อาจเพียงยังไม่ได้มีพื้นที่มากพอที่จะหยุด ฟังตัวเอง
และมองเห็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ 🌱

ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว เราต่างมีเรื่องให้คิด ตัดสินใจ และรับผิดชอบมากมาย
การมี “เพื่อนคู่คิด” ที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน ชวนให้เราคิดในมุมที่ไม่เคยมอง
ช่วยให้เราเห็นศักยภาพของตัวเองชัดขึ้น
และสร้างความแตกต่างได้มากกว่าที่คิด

การโค้ชไม่ได้เปลี่ยนคุณให้เป็นคนอื่น
แต่ช่วยให้คุณได้เติบโตเป็น ตัวคุณ…ในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของคุณ

หากโพสต์นี้ทำให้คุณนึกถึงใครบางคนที่อาจได้รับประโยชน์
ฝากส่งต่อให้เขาได้นะคะ 💛

โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์
Coach Hongyok Chimphan, PCC





#โค้ชหงส์หยก
#เพื่อนคู่คิด
#พัฒนาตัวเอง
#ค้นพบศักยภาพ
#เติบโตจากภายใน
#ภาวะผู้นำ
#การเปลี่ยนแปลง
#ชีวิตที่มีความหมาย




ด้วยรักและความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์
โค้ชหงส์หยก (Hongyok Chimphan, PCC-ICF)
Professional Certified Coach (PCC),
International Coaching Federation
Leadership Coach, Coach Educator, Trainer

โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์
Coaching is the Language of Love.™
Helping people discover their unique potential and create meaningful change.

© 2020-2026 Hongyok Chimphan.
All Rights Reserved.

บางครั้ง…เราไม่ได้ต้องการใครมาบอกว่า “ควรทำอย่างไร”แต่อาจต้องการใครสักคนที่ช่วยให้เรา มองเห็นคำตอบของตัวเองได้ชัดขึ้น 🌱ห...
15/08/2026

บางครั้ง…เราไม่ได้ต้องการใครมาบอกว่า “ควรทำอย่างไร”
แต่อาจต้องการใครสักคนที่ช่วยให้เรา มองเห็นคำตอบของตัวเองได้ชัดขึ้น 🌱

หากคุณกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ชีวิต ความสัมพันธ์ การทำงาน หรือบทบาทผู้นำ
โค้ชหงส์หยกพร้อมเป็น เพื่อนคู่คิดอย่างมืออาชีพ และพื้นที่ปลอดภัยที่คุณสามารถคิด สำรวจ และมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนขึ้น

การโค้ชอาจช่วยให้คุณ
✨ สื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น
✨ รับมือกับความขัดแย้ง ความเครียด และสถานการณ์ที่ท้าทาย
✨ มองเห็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และสิ่งที่สำคัญกับชีวิต
✨ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงและบทบาทใหม่อย่างมั่นใจ
✨ เติบโตทั้งในฐานะ “คนคนหนึ่ง” และ “ผู้นำ”

เพราะบางครั้ง คำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่คนอื่น แต่อยู่ในตัวคุณเอง

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่แบบนี้
💬 ส่งข้อความ Inbox มาพูดคุยกับโค้ชหงส์หยกได้ค่ะ

โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์, PCC
Professional Certified Coach (ICF)

Lead from within. Thrive with purpose.

ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่… “โค้ชพิมในวิมานอากาศ” ละครที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่โค้ชแบบเดียวกับ “โค้ช ICF” นะคะช่...
11/08/2026

ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่… “โค้ชพิมในวิมานอากาศ” ละครที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่โค้ชแบบเดียวกับ “โค้ช ICF” นะคะ

ช่วงนี้หลายคนอาจได้ยินคำว่า “โค้ช” บ่อยขึ้น(อีกแล้ว) และเมื่อเห็นใครใช้คำว่า “โค้ช” นำหน้าชื่อ ก็อาจเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าเป็นวิชาชีพเดียวกัน หรือทำงานภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งโค้ชที่ถูกสื่อสารออกมาในสังคมนั้นสร้างความเข้าใจผิดอย่างมากต่อวิชาชีพโค้ชตามมาตรฐานไอซีเอฟ(International Coaching Federation-ICF)

จริง ๆ แล้ว คำว่า “โค้ช” ถูกนำไปใช้ในหลากหลายบริบทมาก ไม่ว่าจะเป็นโค้ชกีฬา โค้ชธุรกิจ โค้ชด้านการขาย โค้ชการเงิน โค้ชด้านความสัมพันธ์ หรือผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่าง ๆ ที่ใช้คำว่า “โค้ช” นำหน้าชื่อ

ดังนั้น ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ ขอชี้แจงว่า

“โค้ชพิมในวิมานอากาศ” ที่ใช้คำว่าโค้ชนำหน้าชื่อ ไม่ได้หมายความว่าเป็น Professional Coach ตามนิยามและมาตรฐานของ International Coaching Federation (ICF) และไม่ควรนำรูปแบบการทำงานของบุคคลที่เรียกตนเองว่า “โค้ช” ไปเหมารวมว่าเป็นวิธีการทำงานของโค้ช ICF

แล้ว “Coaching” ตามความหมายของ ICF คืออะไร?

International Coaching Federation (ICF)⁠ ให้นิยาม Coaching ว่า

“Partnering with clients in a thought-provoking and creative process that inspires them to maximize their personal and professional potential.”

“โค้ชคือการเป็นหุ้นส่วนกับลูกค้าในกระบวนการที่กระตุ้นความคิดและความสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพลังให้ลูกค้าสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านส่วนตัวและวิชาชีพ” (ICF⁠)

คำสำคัญมากในนิยามนี้คือคำว่า Partnering — การเป็นหุ้นส่วน

โค้ชจึงไม่ได้อยู่ “เหนือ” ลูกค้า ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจที่รู้ชีวิตของลูกค้าดีกว่าตัวลูกค้าเอง และไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่า ลูกค้าควรหรือไม่ควรใช้ชีวิตอย่างไร

ในกระบวนการ Coaching ลูกค้าคือผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตนเอง ส่วนโค้ชเป็น Thinking Partner ที่สร้างพื้นที่ให้ลูกค้าได้คิด สำรวจตนเอง มองเห็นสิ่งที่อาจยังไม่เคยเห็น เกิดการตระหนักรู้ใหม่ๆ (Awareness) และตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก

1. โค้ช ICF ทำงานภายใต้มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ

การเป็นโค้ชตามมาตรฐาน ICF ไม่ได้หมายถึงเพียง “พูดเก่ง” “ให้คำแนะนำเก่ง” หรือ “สร้างแรงบันดาลใจเก่ง”

ICF มีทั้ง Code of Ethics และ Core Competencies ที่กำหนดกรอบการปฏิบัติทางวิชาชีพอย่างชัดเจน

ใน 2025 ICF Core Competencies สมรรถนะแรกคือ Demonstrates Ethical Practice ซึ่งครอบคลุมเรื่องความซื่อสัตย์และความมีคุณธรรม การเคารพตัวตน ประสบการณ์ คุณค่าและความเชื่อของลูกค้า การรักษาความลับ ตลอดจนการแยกแยะ Coaching ออกจาก Consulting, Psychotherapy และวิชาชีพช่วยเหลือประเภทอื่น ๆ (ICF⁠)

ขณะเดียวกัน ICF Code of Ethics ยังครอบคลุมเรื่องข้อตกลงกับลูกค้า การรักษาความลับ การปฏิบัติทางวิชาชีพและผลประโยชน์ทับซ้อน การส่งมอบคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ (ICF⁠)

จริยธรรมจึงไม่ใช่ “ส่วนประกอบเสริม” ของการเป็นโค้ช ICF แต่เป็นรากฐานของวิชาชีพ

2. โค้ช ICF ไม่ใช้ความสัมพันธ์เพื่อฉวยโอกาสหรือเอาเปรียบลูกค้า

ความสัมพันธ์ระหว่าง Coach กับ Client มีเรื่องของ Trust และ Power Dynamics เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะลูกค้าอาจเปิดเผยเรื่องส่วนตัว ความกลัว ความเปราะบาง ความสัมพันธ์ การเงิน การงาน หรือการตัดสินใจสำคัญในชีวิต

โค้ชจึงมีความรับผิดชอบที่จะรักษาขอบเขตของความสัมพันธ์อย่างมืออาชีพ ไม่ใช้ความไว้วางใจหรือสถานะของตนเพื่อแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม และต้องตระหนักถึงผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงอำนาจที่อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์

ICF Code of Ethics ให้ความสำคัญกับ Professional Conduct, Conflicts of Interest, Integrity และ Accountability อย่างชัดเจน (ICF⁠)

เพราะ ความไว้วางใจของลูกค้าไม่ใช่โอกาสที่โค้ชจะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เป็นความรับผิดชอบที่โค้ชต้องดูแลอย่างระมัดระวัง

3. โค้ช ICF ไม่ใช่ผู้ “สั่ง” ให้ลูกค้าทำตาม

นี่เป็นอีกเรื่องที่คนทั่วไปมักเข้าใจ Coaching ผิด

Professional Coaching ไม่ใช่การบอกว่า

“คุณต้องทำแบบนี้”
“คุณต้องเปลี่ยนสีห้องอ่านหนังสือของลูกใหม่ทั้งหมด”
“ต้องเลือกทางนี้”
“ทำตามที่โค้ชบอกแล้วชีวิตจะดี”
หรือ “ถ้าอยากสำเร็จ คุณต้องเชื่อฉัน”

เพราะเมื่อโค้ชตัดสินใจแทนลูกค้า กระบวนการกำลังเคลื่อนออกจากความเป็น Partnership และลดทอนความเป็นเจ้าของการตัดสินใจของลูกค้า

บทบาทของโค้ชคือการ ฟังอย่างลึกซึ้ง ตั้งคำถาม สะท้อนสิ่งที่สังเกตเห็น ชวนสำรวจมุมมอง ความเชื่อ คุณค่า อารมณ์ ความต้องการ และความเป็นไปได้ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิด Awareness และสามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับตนเอง

แม้กระทั่งในขั้นตอนการนำสิ่งที่ค้นพบไปสู่การลงมือทำ ICF ยังให้ความสำคัญกับการ ร่วมมือกับลูกค้า และสนับสนุน Client Autonomy หรือความสามารถของลูกค้าในการเลือกและรับผิดชอบต่อเส้นทางของตนเอง (ICF⁠)

โค้ชอาจแบ่งปันสิ่งที่โค้ชสังเกตเห็น (Observation, Intuition) หรือข้อมูลบางอย่างได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าโค้ชมีสิทธิ์ยึดพื้นที่การตัดสินใจของลูกค้าไปเป็นของตนเอง

โค้ชไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ดีที่สุดให้ลูกค้า
แต่ต้องสร้างกระบวนการที่ช่วยให้ลูกค้าค้นพบคำตอบที่มีความหมายสำหรับตนเอง

4. โค้ช ICF ต้องรู้ด้วยว่า “เมื่อไรไม่ควรโค้ช”

การเป็นมืออาชีพของโค้ช (Professionalism)ไม่ได้แปลว่าโค้ชต้องช่วยได้ทุกเรื่อง

ICF กำหนดให้โค้ชเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Coaching กับ Consulting, Psychotherapy และวิชาชีพช่วยเหลืออื่น ๆ รวมถึงส่งต่อผู้รับการโค้ช(Client)ไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น (ICF⁠)

ดังนั้น โค้ชที่มีมาตรฐานไม่ได้พิสูจน์ความเก่งด้วยการพยายามแก้ทุกปัญหา

บางครั้งความเป็นมืออาชีพที่สุด

คือการรู้ว่า

“เรื่องนี้อยู่นอกขอบเขตความสามารถหรือบทบาทของเรา
และลูกค้าควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกว่า”

เพราะฉะนั้น “เรียกตัวเองว่าโค้ช” ≠ “เป็นโค้ช ICF”

ดิฉันไม่ได้กำลังบอกว่าอาชีพอื่นที่ใช้คำว่า “โค้ช” ไม่มีคุณค่า

โค้ชกีฬาอาจมีหน้าที่ฝึก สอน และออกแบบการฝึกซ้อม
Business Coach บางรูปแบบอาจทำหน้าที่คล้ายที่ปรึกษาและให้คำแนะนำทางธุรกิจ
ผู้เชี่ยวชาญบางคนอาจใช้คำว่า Coach เพื่อหมายถึงการสอน การแนะนำ หรือการพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน

ทั้งหมดสามารถมีคุณค่าได้ในบทบาทของตนเอง

แต่เราไม่ควรนำทุกคนที่มีคำว่า “โค้ช” นำหน้าชื่อมาเหมารวมว่าเป็น Professional Coach ตามนิยาม มาตรฐาน และจริยธรรมของ ICF

ดังนั้น หากเห็น “โค้ชพิมพ์ในวิมานอากาศ” ใช้คำว่าโค้ชนำหน้าชื่อ ขออย่าเพิ่งนำพฤติกรรม วิธีคิด หรือวิธีการทำงานของบุคคลนั้นมาเป็นตัวแทนของโค้ช ICF นะคะ

เพราะสิ่งที่ทำให้ Professional Coaching เป็น “วิชาชีพ” ไม่ใช่เพียงคำว่า Coach ที่อยู่หน้าชื่อ

แต่คือ มาตรฐาน สมรรถนะ จริยธรรม ขอบเขตวิชาชีพ และวิธีที่เราเคารพศักดิ์ศรี การตัดสินใจ และความเป็นเจ้าของชีวิตของ Client

ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของโค้ช ICF ไม่ใช่การทำให้ลูกค้า “เชื่อโค้ช”

แต่คือการสร้างพื้นที่และกระบวนการที่ช่วยให้ลูกค้า
มองเห็นตัวเองชัดขึ้น
คิดได้กว้างและลึกขึ้น
ค้นพบทางเลือกของตัวเอง
และมีอิสระที่จะตัดสินใจและรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง

นี่ต่างหากคือหัวใจของ Professional Coaching ตามมาตรฐาน ICF

โค้ชหงส์หยกสนับสนุนการเติบโตและการยกระดับวิชาชีพโค้ชในประเทศไทย

บทความโดย
โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์, ICF-PCC
ประธานสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ สาขากรุงเทพฯ (ประจำปี 2568)

หากบทความนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณ

กดติดตาม Coach Hongyok – Coaching Science for Better Life เพื่อไม่พลาดองค์ความรู้, ข่าวสาร และการอัปเดตมาตรฐานวิชาชีพจาก ICF รวมถึงบทความที่สนับสนุนการเติบโตของโค้ชมืออาชีพ ผู้ที่กำลังพัฒนาตนเองสู่ ACC, PCC และ MCC ตลอดจนผู้ที่สนใจการพัฒนาตนเอง, การทำงาน, ภาวะผู้นำ และการใช้ชีวิต ผ่านมุมมองและหลักการของการโค้ช

เพจ Coach Hongyok – Coaching Science for Better Life มุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และร่วมสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพการโค้ชตามแนวทางของ ICF เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้คน องค์กร และสังคมไทยอย่างยั่งยืน


เกี่ยวกับ “โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์”

Strategic Thinking Partner for Ecosystem Leaders | Executive Coach | Leadership & Organizational Development | Advocate for Ethical & Human-Centered Coaching

โค้ชหงส์หยกมุ่งมั่นสนับสนุนการโค้ชที่มีจริยธรรมและมาตรฐานสากล โดยยึด “ความเป็นมนุษย์” เป็นหัวใจสำคัญ และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความเชื่อมโยงและส่งผลต่อกัน

เมื่อคนหนึ่งคนเติบโต การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาเพียงคนเดียว แต่อาจส่งต่อไปถึงครอบครัว, ทีมงาน, องค์กร, ชุมชน และสังคมที่เขาเป็นส่วนหนึ่ง

การพัฒนามนุษย์จึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้คนหนึ่งคนประสบความสำเร็จ แต่คือการสนับสนุนให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและสังคมรอบตัวได้อย่างยั่งยืน

โค้ชหงส์หยกนำเสนออะไรบ้าง?

🔹 องค์ความรู้ด้าน ICF Coaching
ถ่ายทอดมาตรฐาน แนวคิด และหลักการโค้ชระดับสากล เพื่อให้คนไทยเข้าใจการโค้ชอย่างถูกต้อง ผ่านภาษาไทยที่เข้าใจง่าย โดยยังคงความลึกซึ้งและสาระสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพ และสังคมในวงกว้างสามารถเข้าถึงการโค้ชได้มากขึ้น

🔹 ศาสตร์การพัฒนาตนเองและภาวะผู้นำ
นำองค์ความรู้ด้านการโค้ช การพัฒนามนุษย์ และภาวะผู้นำ มาสนับสนุนการยกระดับชีวิต การทำงาน และวิชาชีพ ให้เติบโตอย่างมีสติ มีความหมาย และยั่งยืน

✨ หากคุณสนใจการพัฒนามนุษย์จาก “ภายในสู่ภายนอก”
กดติดตามเพจและเปิดการแจ้งเตือน เพื่อไม่พลาดบทความ องค์ความรู้ และมุมมองใหม่ ๆ ที่สนับสนุนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

🤍 และหากบทความนี้ทำให้คุณนึกถึงใครบางคน ฝากกดแชร์ส่งต่อให้เขาได้เลยค่ะ

เพราะการส่งต่อองค์ความรู้เล็ก ๆ อาจช่วยให้ใครอีกคนได้รู้จักและเข้าใจศาสตร์การโค้ชอย่างถูกต้อง และได้รับประโยชน์จากการโค้ชอย่างแท้จริง

การแชร์เล็ก ๆ ของคุณ
อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย 🌱

ขอบคุณที่ร่วมกันส่งต่อองค์ความรู้ดี ๆ
และร่วมกันสร้างการเติบโตที่มีคุณค่าให้กับสังคมไทยค่ะ

#โค้ชICF #โค้ชมืออาชีพ #จริยธรรมการโค้ช #มาตรฐานวิชาชีพโค้ช #การโค้ช #เข้าใจโค้ชให้ถูกต้อง

การสื่อสารของผู้นำ (Leadership Communication): ทำไม “รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ผิดบริบท” จึงอาจทำลายความไว้วางใจ (Trust) ...
28/07/2026

การสื่อสารของผู้นำ (Leadership Communication): ทำไม “รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ผิดบริบท” จึงอาจทำลายความไว้วางใจ (Trust) แม้ผู้พูดไม่ได้มีเจตนาไม่ดี

ในภาวะวิกฤต ผู้นำไม่ได้สื่อสารเพียงด้วยคำพูด แต่สื่อสารผ่านสีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง และสิ่งที่ผู้คนรับรู้ว่า “คุณเข้าใจความร้ายแรงของเหตุการณ์มากเพียงใด”

ช่วงหนึ่งฉันได้เห็นการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยและการสูญเสียชีวิตของเด็กแรกเกิด

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันสนใจในมุมของ การสื่อสารของผู้นำ (Leadership Communication) ไม่ใช่เพียงว่า “ผู้ให้สัมภาษณ์พูดอะไร” แต่คือ

“ผู้คนรับรู้สิ่งที่เขาพูดอย่างไร”

เพราะในระหว่างการให้สัมภาษณ์ มีบางช่วงที่สีหน้าและท่าทีของผู้ให้สัมภาษณ์ดูคล้ายกับการยิ้มหรือหัวเราะ

เราไม่สามารถรู้ได้จากภาพที่เห็นเพียงอย่างเดียวว่า รอยยิ้มนั้นเกิดจากอะไร

อาจเป็นความประหม่า ความเครียด กลไกการตอบสนองอัตโนมัติ หรืออาจไม่ได้สะท้อนความรู้สึกภายในของบุคคลนั้นเลยก็ได้

ดังนั้น เราไม่ควรรีบสรุปว่า

“เขาหัวเราะเพราะไม่รู้สึกเสียใจกับการสูญเสีย”

เพราะนั่นคือการตีความเจตนาของคนอีกคนจากข้อมูลที่เราไม่มี

แต่ในมุมของการสื่อสาร มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

แม้เราไม่ได้ตั้งใจจะสื่อเช่นนั้น แต่ผู้รับสารกำลังรับรู้อะไรจากเรา?

และนี่คือบทเรียนสำคัญมากของการสื่อสารของผู้นำ
เจตนา ≠ ผลกระทบ

(Intent ≠ Impact)

ในการสื่อสาร เรามักให้ความสำคัญกับ เจตนา (Intent) หรือสิ่งที่เราตั้งใจจะสื่อ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจหัวเราะ”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
“ฉันเพียงแค่ประหม่า”
“นั่นเป็นบุคลิกของฉัน”

ทั้งหมดนี้อาจเป็นความจริง

แต่การสื่อสารไม่ได้สิ้นสุดลงที่เจตนาของผู้พูด

เพราะความหมายของการสื่อสารยังเกิดขึ้นในใจของ ผู้รับสาร (Receiver) ด้วย

โดยเฉพาะเมื่อผู้พูดอยู่ในตำแหน่งผู้นำ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นตัวแทนขององค์กร

คำถามจึงไม่ควรมีเพียง

“ฉันตั้งใจจะพูดอะไร?”

แต่ควรรวมถึง

“สิ่งที่ฉันกำลังแสดงออก ทำให้คนเข้าใจว่าอย่างไร?”
เมื่อคำพูดกับภาษากายส่ง “คนละข้อความ”

มนุษย์ไม่ได้รับข้อมูลจากคำพูดเพียงอย่างเดียว

เรารับข้อมูลพร้อมกันจากหลายช่องทาง ได้แก่

คำพูด + น้ำเสียง + สีหน้า + ภาษากาย + บริบท

งานวิจัยด้าน ความไม่สอดคล้องระหว่างการสื่อสารด้วยคำพูดและไม่ใช้คำพูด (Verbal–Nonverbal Incongruence) แสดงให้เห็นว่า เมื่อข้อมูลจากคำพูดและสีหน้าไม่สอดคล้องกัน สมองของผู้รับสารสามารถตรวจจับและประมวลผลความขัดแย้งนั้น และความไม่สอดคล้องดังกล่าวสามารถเกี่ยวข้องกับการประเมินความน่าไว้วางใจของผู้ส่งสารได้ [1]

ลองจินตนาการว่า เนื้อหาของคำพูดกำลังสื่อว่า

“เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องร้ายแรง และเราเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น”

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ชมรับรู้สีหน้า น้ำเสียง หรือท่าทางว่าเป็นการ

ยิ้ม — หัวเราะ — ผ่อนคลาย — หรือดูไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของเหตุการณ์

ผู้รับสารจึงได้รับข้อความสองชุดพร้อมกัน

ข้อความจากคำพูด (Verbal Message):
“นี่คือเรื่องร้ายแรงและน่าเสียใจ”

แต่

ข้อความจากภาษากายที่ผู้รับสารรับรู้ (Perceived Nonverbal Message):

“ผู้พูดดูไม่ได้รู้สึกถึงความร้ายแรงเท่ากับสิ่งที่กำลังพูด”

ความไม่สอดคล้องตรงนี้เองสามารถสร้างคำถามขึ้นในใจผู้ฟังว่า

“แล้วฉันควรเชื่อข้อความไหน?”
ปัญหาไม่ใช่ “การยิ้มหรือหัวเราะ”
แต่คือ “ยิ้มหรือหัวเราะเมื่อไร”

เราต้องระมัดระวังไม่ทำให้เรื่องนี้
กลายเป็นข้อสรุปง่าย ๆ ว่า

“ผู้นำที่ดีต้องไม่ยิ้มหรือหัวเราะ”

เพราะนั่นไม่เป็นความจริง

รอยยิ้มในหลายสถานการณ์สามารถสร้าง ความอบอุ่น (Warmth), ความเชื่อมโยง (Connection) และ ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ได้

แม้แต่ในบริบททางการแพทย์ การสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดที่สนับสนุนผู้ป่วย (Supportive Nonverbal Communication), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) , การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) และการสื่อสารที่ชัดเจน (Clear Communication) ล้วนมีความสัมพันธ์กับความไว้วางใจของผู้ป่วย (Patient Trust)

ดังนั้น

ตัวรอยยิ้มไม่ใช่ปัญหา แต่บริบทเป็นตัวกำหนดความหมายของรอยยิ้ม
(Smile itself is not the problem. Context determines its meaning.)

งานวิจัยด้าน การแสดงออกทางอารมณ์ (Emotional Display) ชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าอารมณ์นั้นเป็น “เชิงบวก” หรือ “เชิงลบ”
แต่คือผู้คนมองว่าการแสดงอารมณ์นั้น เหมาะสมกับบริบทหรือไม่ (Perceived Appropriateness)

เมื่อการแสดงอารมณ์ถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ผลกระทบด้านลบสามารถเกิดขึ้นได้
ทั้งต่อผู้แสดงออกและต่อองค์กร

นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้นำ เพราะพฤติกรรมเดียวกันสามารถมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อบริบทเปลี่ยนไป

ยิ้มเมื่อกล่าวต้อนรับ → ความอบอุ่น

ยิ้มเมื่อแสดงความยินดี → ความยินดี

ยิ้มเมื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วย → ความเป็นมิตร

แต่

รอยยิ้มที่ถูกมองว่าเกิดขึ้นระหว่างการพูดถึงความสูญเสีย → อาจถูกตีความว่าเป็นการขาดความจริงจัง หรือขาดความเห็นอกเห็นใจ

แม้ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นเลยก็ตาม
ในการสื่อสารภาวะวิกฤต
ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียง “ข้อมูล”

เมื่อองค์กรเผชิญวิกฤต โดยเฉพาะวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความปลอดภัย ความสูญเสีย หรือความรับผิดชอบขององค์กร

สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ได้มีเพียงคำตอบว่า

“เกิดอะไรขึ้น?”

แต่ยังมีคำถามที่อยู่ลึกลงไปว่า

“คุณเข้าใจสิ่งที่ผู้คนกำลังเผชิญอยู่หรือไม่?”

“คุณใส่ใจหรือไม่?”

“คุณให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องนี้หรือไม่?”

และท้ายที่สุด

“ฉันยังไว้วางใจคุณได้หรือไม่?”

งานวิจัยด้าน การสื่อสารภาวะวิกฤต (Crisis Communication) พบว่า ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารในภาวะวิกฤต และผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภาวะวิกฤตมองว่า องค์กรควรแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ได้รับผลกระทบตลอดกระบวนการตอบสนองต่อวิกฤต

อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า การแสดงความเห็นอกเห็นใจด้วยคำพูด (Verbal Expressions of Empathy) สามารถช่วยลดความเสียหายด้านชื่อเสียงขององค์กร และกระตุ้นให้สาธารณชนเกิดความเห็นอกเห็นใจกลับต่อองค์กรได้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น งานทดลองเกี่ยวกับการสื่อสารของผู้นำในภาวะวิกฤตพบว่า การสื่อสารความเศร้าของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) สามารถเพิ่ม ความเห็นอกเห็นใจของสาธารณชน (Public Empathy) ต่อผู้นำ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อชื่อเสียงองค์กร แม้ว่างานวิจัยจะพบข้อแลกเปลี่ยนบางประการต่อการรับรู้เรื่องความสามารถ (Perceived Competence) ด้วยก็ตาม

นี่สะท้อนสิ่งสำคัญว่า

การสื่อสารภาวะวิกฤตไม่ได้เป็นเพียง “การจัดการข้อมูล” (Information Management) แต่ยังเป็น “การจัดการอารมณ์” (Emotion Management) และ “การจัดการความไว้วางใจ” (Trust Management) ด้วย
บางครั้ง สิ่งที่ต้องสื่อก่อน “คำอธิบาย”
คือการยอมรับและมองเห็นความรู้สึก
ของผู้ได้รับผลกระทบ

มีแนวคิดสำคัญที่เรียกว่า

การรับรู้และกล่าวถึงอารมณ์ของอีกฝ่าย (Emotional Acknowledgment)

Yu, Berg และ Zlatev ศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเรามองเห็นและกล่าวถึงอารมณ์ของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

ผลจากการศึกษาหกชุดพบว่า
การรับรู้และกล่าวถึงอารมณ์ของอีกฝ่าย (Emotional Acknowledgment) สามารถเพิ่ม ความไว้วางใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Trust) และผลดังกล่าวเด่นชัดเป็นพิเศษเมื่อเรายอมรับอารมณ์ด้านลบของอีกฝ่าย

นี่เป็นบทเรียนที่ทรงพลังมากสำหรับผู้นำ

บางครั้งก่อนที่เราจะรีบอธิบายว่า

“เกิดอะไรขึ้น”
“ใครทำอะไร”
“ขั้นตอนคืออะไร”
“กฎระเบียบกำหนดไว้อย่างไร”

เราอาจต้องยอมรับและมองเห็น ความเป็นจริงในฐานะมนุษย์ (Human Reality) ที่อยู่ตรงหน้าเสียก่อน

ตัวอย่างเช่น

“ก่อนอื่น ผม/ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่สูญเสียบุตร เหตุการณ์นี้เป็นความสูญเสียที่ร้ายแรง และเราเข้าใจว่าครอบครัวและประชาชนกำลังมีทั้งความเสียใจ ความกังวล และคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”

นี่ไม่ใช่เพียง เทคนิคการประชาสัมพันธ์

แต่คือการสื่อสารว่า

“ฉันมองเห็นคุณ”
“ฉันรับรู้ถึงความเจ็บปวดของคุณ”
“ฉันเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้”

แล้วจึงค่อยเข้าสู่ข้อเท็จจริง การสอบสวน ความรับผิดชอบ และสิ่งที่จะดำเนินการต่อไป
สำหรับผู้นำ ยิ่งตำแหน่งสูง การสื่อสารยิ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

เมื่อบุคคลทั่วไปประหม่าแล้วเผลอยิ้ม คนอาจเข้าใจว่านั่นเป็นบุคลิกหรือปฏิกิริยาส่วนตัว

แต่เมื่อคุณเป็น

ผู้อำนวยการ
ผู้บริหาร
แพทย์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)
ผู้นำองค์กร
หรือโฆษกขององค์กร (Spokesperson)
ในภาวะวิกฤต

สีหน้า, น้ำเสียง และภาษากายของคุณ
ไม่ได้ถูกอ่านในฐานะ “ตัวคุณ” เพียงอย่างเดียว
อีกต่อไป

คุณกำลังกลายเป็น ตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ขององค์กร

ประชาชนอาจกำลังใช้สิ่งที่เห็น
จากคุณเพื่อประเมินว่า

“องค์กรนี้จริงจังกับเหตุการณ์หรือไม่?”

“องค์กรนี้เห็นอกเห็นใจผู้สูญเสียหรือไม่?”

“องค์กรนี้กำลังแสดงความรับผิดชอบ หรือกำลังปกป้องตัวเอง?”

และที่สำคัญที่สุดคือ

“ฉันยังไว้วางใจองค์กรนี้ได้หรือไม่?”

สำหรับบริบททางการแพทย์ ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ งานทบทวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ปี 2024 พบว่า ความเห็นอกเห็นใจของแพทย์ (Physician Empathy) มีความสำคัญต่อการสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย และสัมพันธ์กับผลลัพธ์ต่าง ๆ เช่น ความพึงพอใจของผู้ป่วย (Patient Satisfaction) และ ความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety)

ขณะที่งานทบทวนอย่างเป็นระบบปี 2026
ซึ่งศึกษางานเกี่ยวกับการสื่อสารของแพทย์และความไว้วางใจระหว่างปี 2021–2025 พบโดยรวมว่า การให้ข้อมูลอย่างชัดเจน (Clear Information) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) การตัดสินใจร่วมกัน (Shared Decision-Making) และพฤติกรรมการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดที่สนับสนุนผู้ป่วย (Supportive Nonverbal Behavior) เชื่อมโยงกับระดับความไว้วางใจของผู้ป่วยที่สูงขึ้น

งานทบทวนอย่างเป็นระบบอีกฉบับในปี 2026 ยังสรุปว่า การสื่อสารความเห็นอกเห็นใจในระบบสุขภาพสามารถสนับสนุน การมีส่วนร่วมของผู้ป่วย (Patient Engagement) การแสดงออกทางอารมณ์ (Emotional Expression) การแก้ปัญหา (Problem-Solving) และการดูแลที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centred Care) ได้

ดังนั้น ความไว้วางใจในระบบสุขภาพไม่ได้เกิดจาก ความสามารถทางคลินิก (Clinical Competence) เพียงมิติเดียว

ผู้คนยังประเมินองค์ประกอบอื่นไปพร้อมกัน ได้แก่

ความสามารถ + ความซื่อตรง + ความปรารถนาดีและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น + การสื่อสาร
เมื่อวิกฤตการสื่อสาร (Communication Crisis) กลายเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ บางครั้งองค์กรอาจกำลังพยายามออกมาชี้แจงเพื่อ “ลดวิกฤต”

แต่หากการสื่อสารไม่สอดคล้องกับ น้ำหนักและความรุนแรงทางอารมณ์ของเหตุการณ์ สิ่งที่ตั้งใจ
ให้เป็น การตอบสนองต่อวิกฤต อาจกลับกลายเป็น วิกฤตการสื่อสารซ้ำซ้อน

กระบวนการอาจเกิดขึ้นประมาณนี้

เหตุการณ์ร้ายแรงหรือความสูญเสีย

ประชาชนเกิด ความกังวล + ความเศร้า + ความโกรธ

ประชาชนคาดหวัง ความเห็นอกเห็นใจ + ความจริงจัง + ความรับผิดชอบ

ผู้นำออกมาสื่อสาร

คำพูดอาจถูกต้อง
แต่สีหน้าและน้ำเสียงถูกมองว่า ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

เกิด การรับรู้ถึงความไม่สอดคล้อง

“เขาเข้าใจความร้ายแรงจริงหรือ?”

การรับรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจลดลง

ความน่าเชื่อถือลดลง

ความไว้วางใจลดลง

ความโกรธเพิ่มขึ้น ↑ ในที่สุด

ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการคลี่คลาย แต่กลับเกิดปัญหาใหม่จากวิธีการสื่อสารเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั้น
การสื่อสารของผู้นำจึงไม่ใช่ “การแสดง”

ตรงนี้สำคัญมาก

ข้อสรุปของบทความนี้ไม่ใช่ว่า ต่อไปเมื่อเกิดเหตุร้าย ผู้นำต้องฝึกทำหน้าเศร้าเพื่อให้ประชาชนเชื่อ

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เรากำลังเปลี่ยนการสื่อสาร
ของผู้นำให้กลายเป็นเพียง การแสดง

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นลึกกว่านั้นคือ

ก่อนที่ผู้นำจะถามว่า “ฉันควรพูดอะไร?”

อาจต้องถามตัวเองก่อนว่า
“ฉันเข้าใจสิ่งที่คนเหล่านี้กำลังเผชิญอยู่
จริง ๆ หรือยัง?”

เมื่อเราเข้าใจความสูญเสีย
เข้าใจความกลัว
เข้าใจความไม่มั่นคง
เข้าใจความโกรธ
และเข้าใจว่าทำไมผู้คนจึงตั้งคำถาม

คำพูด น้ำเสียง สีหน้า และท่าทางของเรามีโอกาสที่จะเกิด ความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวขึ้นเองตามธรรมชาติ

และนี่อาจเป็นหัวใจที่แท้จริงของ
การสื่อสารของผู้นำอย่างจริงแท้

ไม่ใช่การทำให้

“ฉันดูเหมือนมีความเห็นอกเห็นใจ”

แต่คือ

“ฉันเข้าใจคนตรงหน้ามากพอ จนความเห็นอกเห็นใจปรากฏอยู่ในการสื่อสารของฉัน”

#บทเรียนสำหรับผู้นำ

เหตุการณ์เช่นนี้เตือนเราว่า

“ผู้นำกำลังสื่อสารอยู่เสมอ
แม้ในขณะที่ไม่ได้พูดอะไรเลย”

ตำแหน่งที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้คำพูดของเรา
มีน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

แต่มันทำให้

สีหน้า
น้ำเสียง
ท่าทาง
จังหวะการพูด
การเลือกคำ
และแม้แต่รอยยิ้ม

มีน้ำหนักมากขึ้นด้วย

ดังนั้น ก่อนการสื่อสารในสถานการณ์
ที่มีความสูญเสียหรือวิกฤต
ผู้นำอาจถามตัวเอง 5 คำถามง่าย ๆ

1. เกิดอะไรขึ้น?
ฉันเข้าใจข้อเท็จจริงดีพอหรือยัง?

2. ใครกำลังเจ็บปวด?
ใครกำลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้?

3. พวกเขากำลังรู้สึกอะไร?
เขาอาจกำลังรู้สึกอะไรอยู่ในเวลานี้?

4. พวกเขาต้องการได้ยินอะไรจากฉัน?
ผู้ได้รับผลกระทบและสังคมต้องการอะไร
จากผู้นำในเวลานี้?

5. คำพูด น้ำเสียง และภาษากายของฉัน
สอดคล้องกันหรือไม่?

ทุกสิ่งที่ฉันกำลังสื่อออกไป
กำลังส่ง “สารเดียวกัน” หรือไม่?

เพราะในวันที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี
ผู้คนอาจจดจำ สิ่งที่ผู้นำพูด

แต่ในวันที่เกิดวิกฤต ผู้คนอาจจดจำลึกกว่านั้นว่า

“ในวันที่เราเจ็บปวด ผู้นำทำให้เรารู้สึกว่า
เขามองเห็นและเข้าใจความเจ็บปวดของเราหรือไม่”

และบางครั้ง

ความไว้วางใจ (Trust) ไม่ได้พังลงเพราะผู้นำพูดผิดเพียงประโยคเดียว

แต่มันเริ่มสั่นคลอนเมื่อ

“สิ่งที่ผู้นำพูด”

ไม่สอดคล้องกับ

“สิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าผู้นำกำลังสื่อ”

นี่คือเหตุผลที่ การสื่อสารของผู้นำ (Leadership Communication) ไม่ใช่แค่ศาสตร์แห่งการพูดให้ถูกต้อง

แต่เป็นศาสตร์ของ

การตระหนักรู้ (Awareness)
ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
ความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว (Congruence)
ความรับผิดชอบ (Accountability)

และเหนือสิ่งอื่นใด คือการเข้าใจว่า

การสื่อสารไม่ได้วัดจากสิ่งที่เราตั้งใจส่งออกไปเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมนุษย์อีกคนหนึ่งด้วย

#คำถามชวนคิดสำหรับผู้นำ

ครั้งต่อไปที่คุณต้องสื่อสารเรื่องสำคัญ
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังกลัว โกรธ
หรือเผชิญความสูญเสีย

อย่าเพิ่งถามเพียงว่า

“ฉันควรพูดอะไร?”

ลองถามตัวเองเพิ่มอีกหนึ่งคำถามว่า

“ในช่วงเวลานี้ ฉันต้องการให้ผู้คนสัมผัส
และรับรู้ภาวะผู้นำของฉันอย่างไร?”

เพราะบางครั้ง…

ก่อนที่ผู้คนจะเชื่อในคำอธิบายของเรา

เขาอาจต้องรู้สึกเสียก่อนว่า

“เราเข้าใจสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่”

#สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มได้ที่ :

1. Schoofs, L., et al. (2022). Public Relations Review, 48(1), 102150. — Empathy in crisis communication.

2. De Waele, A., et al. (2022). Public Relations Review, 48(2), 102183. — Verbal empathy & organizational reputation.

3. Schoofs, L. & Claeys, A.-S. (2021). Journal of Business Research, 130, 271–282. — Emotional communication & crisis reputation.

4. Yu, A., Berg, J. M. & Zlatev, J. J. (2021). Organizational Behavior and Human Decision Processes, 164, 116–135. — Emotional acknowledgment & trust.

5. Zhang, X., et al. (2024). Health Communication, 39(5), 1027–1037. — Physician empathy & communication.

6. Tan, Z., et al. (2026). Health Communication. — Physician communication & patient trust.

7. Ta, B., et al. (2026). BMC Health Services Research, 26, 929. — Empathy in healthcare communication.

#ผู้นำ #ภาวะผู้นำ #การสื่อสารของผู้นำ #การสื่อสารในภาวะวิกฤต #ความไว้วางใจ #ความเห็นอกเห็นใจ #สื่อสารด้วยใจ #โค้ชหงส์หยก

เรามีมุมมองเกี่ยวกับตัวเองแบบไหน?เมื่อ "การรับรู้ตนเอง" กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์โดย โค้ชหงส์หยก ฉิมพั...
22/07/2026

เรามีมุมมองเกี่ยวกับตัวเองแบบไหน?
เมื่อ "การรับรู้ตนเอง" กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์

โดย โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์
เหตุใดมนุษย์ซึ่งเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน จึงมีวิธีคิด การตัดสินใจ
และผลลัพธ์ของชีวิตแตกต่างกัน

คำถามนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักจิตวิทยา นักปรัชญา นักประสาทวิทยา และนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์พยายามอธิบายมาอย่างต่อเนื่อง

เช้าวันนี้ ผู้เขียนใช้เวลาอยู่กับการศึกษาศาสตร์ด้านการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับ แรงขับเคลื่อนจากภายใน (Innate Drive) และ พลังแห่งเจตจำนง (Willpower)

แม้จะเป็นประเด็นที่ศึกษาและสนใจมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกครั้งที่กลับมาทบทวนองค์ความรู้ ผู้เขียนมักพบว่า ความเข้าใจไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงจากการอ่านงานวิจัยหรือทฤษฎี หากเกิดจากการเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์การทำงาน และการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนผ่านกระบวนการโค้ช

กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า

"สิ่งที่กำหนดทิศทางของชีวิต อาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่คือมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง"

ข้อสังเกตนี้มิได้เกิดจากการคิดเชิงบวกเพียงอย่างเดียว หากสอดคล้องกับองค์ความรู้ร่วมสมัยด้านจิตวิทยา บุคลิกภาพ และการสร้างอัตลักษณ์ (Identity Psychology) ที่ชี้ว่า มนุษย์ไม่ได้ตอบสนองต่อ "เหตุการณ์" โดยตรง แต่ตอบสนองต่อ "ความหมาย" ที่ตนเองมอบให้กับเหตุการณ์นั้น

การรับรู้ตนเอง : จุดเริ่มต้นของการรับรู้โลก

มนุษย์ไม่ได้มองโลกอย่างเป็นกลาง

งานวิจัยด้าน Cognitive Psychology อธิบายว่า สมองของมนุษย์ทำหน้าที่คัดเลือก ตีความ และจัดระเบียบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความเชื่อเดิม ประสบการณ์เดิม และอัตลักษณ์ของตนเองเป็นกรอบอ้างอิง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง

สิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่โลกทั้งหมด แต่คือโลกที่ผ่านตัวกรองของเราแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น

หากบุคคลเชื่อว่า

"ฉันเป็นคนโชคไม่ดี"

สมองจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่สนับสนุนความเชื่อนี้มากกว่าข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม

ในทางกลับกัน

หากบุคคลมองตนเองว่า

"ฉันเป็นคนที่มีโอกาสเรียนรู้"

เขาจะเริ่มสังเกตเห็นโอกาส ความช่วยเหลือ และบทเรียนที่อาจเคยมองข้าม

ดังนั้น

โลกภายนอกอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลง

แต่ "เลนส์" ที่ใช้มองโลกเปลี่ยนไป

และเมื่อเลนส์เปลี่ยน การตัดสินใจ พฤติกรรม และผลลัพธ์ของชีวิตก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตาม

มนุษย์มองตนเองได้หลายแบบ

แม้ศาสตร์แต่ละแขนงจะใช้คำศัพท์แตกต่างกัน แต่สามารถสรุปได้ว่า มนุษย์มักสร้างอัตลักษณ์ของตนเองผ่านกรอบความคิดหลักบางประการ

Victim

"ชีวิตถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอก"

บุคคลมองว่าตนเองไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

Survivor

"แม้ยากลำบาก แต่ฉันจะเดินต่อ"

บุคคลเริ่มพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience)

Warrior

"อุปสรรคคือครู"

ความล้มเหลวกลายเป็นข้อมูลสำหรับการเรียนรู้

Creator

"ฉันสามารถออกแบบชีวิตของตัวเอง"

บุคคลรับผิดชอบต่อการเลือกของตนเอง และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากภายใน

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ Self-Determination Theory ซึ่งเสนอว่า แรงจูงใจภายในจะเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อมนุษย์รู้สึกถึง

ความเป็นเจ้าของการเลือก (Autonomy)
ความสามารถของตนเอง (Competence)
ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ (Relatedness)
งานวิจัยและศาสตร์ต่าง ๆ อธิบายเรื่องนี้อย่างไร
Self-efficacy

Albert Bandura เสนอว่า

ความเชื่อที่บุคคลมีต่อความสามารถของตนเอง เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการลงมือทำ ความพยายาม และความสำเร็จ

กล่าวคือ

ก่อนที่มนุษย์จะลงมือทำ เขามักตอบคำถามในใจว่า

"ฉันเชื่อว่าฉันทำได้หรือไม่"

Growth Mindset

Carol Dweck เสนอว่า

ผู้ที่เชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ จะเปิดรับความผิดพลาดในฐานะข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ มากกว่ามองว่าเป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของตนเอง

Narrative Identity

Dan McAdams เสนอว่า

มนุษย์สร้างตัวตนผ่าน "เรื่องเล่า"

เรื่องเล่าที่เราเลือกเชื่อเกี่ยวกับชีวิตในวันนี้ จะค่อย ๆ หล่อหลอมอัตลักษณ์และการตัดสินใจในอนาคต

Narrative Coaching

Narrative Coaching จึงไม่ได้เริ่มจากการแก้ปัญหา

แต่เริ่มจากการสำรวจว่า

"บุคคลกำลังเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเอง"

เมื่อเรื่องเล่าเปลี่ยน

ความหมายเปลี่ยน

อัตลักษณ์เปลี่ยน

พฤติกรรมจึงเปลี่ยนตาม

ICF Coaching

การโค้ชตามแนวทางของ International Coaching Federation
ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญว่า

ผู้รับการโค้ชเป็นผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตนเอง

บทบาทของโค้ชจึงไม่ใช่การให้คำตอบ

แต่เป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านคำถามทรงพลัง เพื่อช่วยให้บุคคลค้นพบมุมมองใหม่เกี่ยวกับตนเอง

Willpower อาจไม่ใช่การฝืน

Willpower มักถูกเข้าใจว่าเป็นความสามารถในการบังคับตนเอง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยร่วมสมัยเสนอว่า พลังใจที่ยั่งยืนเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เราทำสอดคล้องกับคุณค่า อัตลักษณ์ และเป้าหมายที่มีความหมายต่อชีวิต

เมื่อคำตอบของคำถาม

"ฉันเป็นใคร"

สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังทำ

ความพยายามจะเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น

และความต่อเนื่องจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

บทสรุป

เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งศาสตร์ด้านจิตวิทยา การสร้างอัตลักษณ์ การพัฒนามนุษย์ และศาสตร์การโค้ช จะพบข้อสรุปที่น่าสนใจประการหนึ่ง

มนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตตามข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ชีวิตตามความหมายที่ตนเองมอบให้กับข้อเท็จจริงนั้น

ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนโลกภายนอก หากเริ่มต้นจากการสำรวจมุมมองที่เรามีต่อตนเอง

เพราะเมื่อมุมมองเปลี่ยน

การรับรู้เปลี่ยน

การตัดสินใจเปลี่ยน

พฤติกรรมเปลี่ยน

และท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของชีวิตก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

Reflection for Growth

ก่อนปิดบทความ ผู้เขียนขอฝากคำถามไว้สำหรับการใคร่ครวญ

วันนี้ คุณกำลังเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเอง?
เรื่องเล่านั้นกำลังเปิดพื้นที่ให้คุณเติบโต หรือกำลังจำกัดศักยภาพของคุณ?
หากคุณสามารถเขียนชีวิตของตัวเองขึ้นใหม่ได้อีกหนึ่งบท คุณอยากให้ตัวละครหลักเป็นคนแบบไหน?
และคุณจะเริ่มต้นเรื่องราวบทใหม่ ด้วยประโยคแรกว่าอะไร?
Coach Hongyok Reflection

"การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอไป หากแต่อาจเริ่มต้นจากการมองเห็นคุณค่าและศักยภาพที่มีอยู่แล้วภายในตนเอง เมื่อความสัมพันธ์ที่เรามีต่อตัวเองเปลี่ยน โลกที่เรารับรู้ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนตาม"

------------------

ด้วยความปรารถนาดีต่อการเติบโตของวิชาชีพโค้ชในประเทศไทย,
โค้ชหงส์หยก ฉิมพันธ์, ICF-PCC
Professional Certified Coach(PCC),
ได้รับการรับรองคุณวุฒิโดย International Coaching Federation (ICF)
หากบทความนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณ
กดติดตาม เพื่อไม่พลาดความรู้ ข่าวสาร และการอัปเดตมาตรฐานวิชาชีพจาก ICF รวมถึงบทความที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของโค้ชมืออาชีพ ผู้ที่กำลังเตรียมสอบ ACC, PCC, MCC ตลอดจนผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านอาชีพ การทำงาน ภาวะผู้นำ และการใช้ชีวิต ผ่านมุมมองและหลักการของการโค้ช
เพจ Coach Hongyok-Coaching Science for Better Life
มุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และร่วมยกระดับมาตรฐานวิชาชีพการโค้ชตามแนวทางของ ICF เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้คน, องค์กร และสังคมไทยอย่างยั่งยืน
------------------------

ที่อยู่

Suphan Buri
72000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Coach Hongyok - Coaching Science for Better Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Coach Hongyok - Coaching Science for Better Life:

ทางลัด

แชร์