12/03/2026
เตรียมยาดมให้พร้อมครับชาว QA, R&D และจัดซื้อสายแข็งทั้งหลาย! กับปฐมบทคัมภีร์ COA ดูยังไงไม่ให้งง!!!
ในยุคที่วัตถุดิบจาก Secondary Supplier ฝั่งจีนและอินเดียพุ่งทะยานทะลุเพดาน ถ้าเรามัวแต่ก้มหน้าอ่านคำว่า Pass ในใบ COA โดยไม่เหลือบมอง "วิธีการทดสอบ" เราอาจจะกำลังเอาขยะเปียกมาลงถังผสมราคาหลักล้านอยู่ก็ได้ครับ! วันนี้เราจะสวมวิญญาณนักสืบ เดินทัวร์ไปทีละห้องแล็บ เพื่อเทียบสเปกมาตรฐานโลกแบบหมัดต่อหมัดครับ
เริ่มเดินเข้าประตูโรงงาน ด่านแรกที่เราต้องเจอคือ "แผนกทะเบียนราษฎร" หรือข้อมูล Identity & Traceability บนหัวกระดาษ COA ครับ คุณรู้ไหมว่าการที่เซลส์ส่ง COA ที่ไม่มี Lot Number หรือ Batch Number มาให้ มันคือการยื่นเช็คเด้งให้โรงงานเราชัดๆ! ตามกฎหมายและมาตรฐาน ASEAN GMP ถ้ารับของไม่มี Lot เข้ามา แล้วอีก 6 เดือนหรือ 12 เดือนข้างหน้า ครีมในกระปุกลูกค้าเกิดแยกชั้นพังพินาศ เราจะสืบประวัติย้อนหลังหาตัวการไม่ได้เลย ดังนั้นกฎเหล็กคือ ขาด Lot Number หรือ ตีมึน lot เดียวกันตลอดหลายปี ให้ Reject ทิ้งสถานเดียว!
หลังจากนั้นก็ส่องดูวันผลิต Mfg Date และวันหมดอายุ Exp Date ว่าของที่รับเข้าใกล้หมดอายุหรือยัง แต่ถ้าคุณเจอคำว่า "Retest Date" อย่าเพิ่งเอาของไปทิ้งเวลาหมดอายุเน้อ สำหรับสารออกฤทธิ์ที่ความเสถียรเปลี่ยนตามกาลเวลาอย่างพวกอนุพันธ์ Vitamin C ถ้าถึงกำหนด Retest แล้ว QA เอาไปยิงเทสต์ค่าสเปกใหม่แล้วยังเป๊ะ เราสามารถต่ออายุการใช้งานได้แบบหล่อๆ เลยครับ (เผลอทิ้งหล่ะ งามไส้เลย)
ตัวต่อไปคงต้องมาดูพระเอกเจ้าปัญหา คือ เจ้าความหนืด (Viscosity) ค่านี้นี่คือลานประลองที่ดราม่าที่สุดในวงการวัตถุดิบครับ! เราควรต้องรู้ข้อกำหนดต่างๆ ในการวัด เพื่อทำการเปรียบเทียบและตรวจสอบได้อย่างถูกต้อง ถ้าซัปส่งของอ้างอิงฝั่งอเมริกาอย่าง ASTM D2196 อันนี้กราบที่อกได้เลย เพราะกติกาเข้มข้นมาก Std ตัวนี้เค้าบังคับให้ใช้บีกเกอร์ไซส์ยักษ์ 600 mL ทรง Griffin !!!! สวมโครงเหล็กพิทักษ์ (Guard leg) คร่อมในกรณีใช้หัวเข็มเบอร์ 1-2 แะลต้องแช่ในอ่างคุมอุณหภูมิ 25°C ±0.1°C เป๊ะๆ แล้วต้องปั่นทิ้งไว้ 1 นาทีให้ของเหลวมันปรับตัว (Equilibrate) เพื่อแก้จุดอ่อนของสารกลุ่ม Shear thinning แถมแรงบิด Torque ต้องวิ่งช่วง 10-90% ถึงจะอ่านค่าได้
แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายครับ เพราะถ้าคุณไปเจอมาตรฐานจีนอย่าง GB/T 1723 พี่แกจะยืดหยุ่นเรื่องหัวเข็มและความเร็วรอบมาก ซัปหัวหมอก็จะแอบเปลี่ยนหัวเข็มบ้าง หรือ ลดความเร็วรอบลง เพื่อปั่นตัวเลขหลอกเครื่องให้ค่าความหนืดสูงแตะขีด Pass ส่งมาให้เราหน้าตาเฉย! สาย QC จะชำนาญมากในการปรับค่าให้ได้ความหนืดที่ต้องการ โดยเฉพาะสารกลุ่ม Non-Newtonian แต่ถ้าสารกลุ่ม Newtonian ก็จบไวเพราะวัดยังไงก็ได้ใกล้เคียงกัน หนักกว่านั้น คือ อินเดีย BIS IS 6608 ที่เน้นวัดพวก vet oil มีพบในการตรวจสอบ RM อื่นๆ พี่เค้าจะปล่อยฟรีสไตล์ในเรื่องขนาดภาชนะ ทีนี้วัดยังไงค่าก็แกว่งกระจุยกระจาย บางครั้งวิบากกรรมก็ตกอยู่กับคนวัด ต้องปรับเข็ม ความเร็วรอบยังไง ให้มันเท่าใน COA เนี่ย...เหมือนพระเอกหานางเอกที่วิ่งหลบหลังเสาเลยทีเดียว
ทีนี้ถ้าเจอของแพงจากยุโรปที่อิงมาตรฐานเยอรมนี DIN 53019 อันนี้ คือสายเทพตัวจริง เขาใช้ระบบ "ถ้วยและทรงกระบอก" (Cup-and-bob) ที่มีช่องว่างคงที่ 0.5 mm เป๊ะเว่อร์ ทีนี้ส่วนมากในกรณีโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขนาดค่อนข้างใหญ่บางโรงเจอ คือ ส่วนมากเราจะซื้อแค่เครื่อง Brookfield ธรรมดา หน้าตาที่คุ้นเคย เป็น LV บ้าง RV บ้าง นานๆ เจอ HA ซะที ค่าความหนืดที่วัดได้มันจะไม่ตรงกันครับ!
วิชามารหน้างานที่อาจารย์แนะนำคือ ไม่ต้องไปเบิกงบหลักล้านซื้อ Rheometer ใหม่ ให้เดินไปจัดซื้อขอซื้อ "DIN Adapter" หรือ เราเรียกกันว่า Small Sample Adapter (SSA) ราคาแค่หลักหมื่นมาสวมเครื่องเก่า แค่นี้ก็วัดสเปกยุโรปได้เป๊ะ แถมประหยัดสารตัวอย่างเหลือแค่ 10-15 mL โคตรคุ้มครับ!.....ท่านใดเคยใช้เม้นแชร์กันนิดนึงครับ
ต่อมาที่ "การวัดค่า pH" งานที่ดูเหมือนจะหมูที่สุด
แค่เอาแท่งแก้วจุ่มก็จบ... ผิดถนัดครับ! ถ้าเป็นมาตรฐานระดับยาอย่าง USP เขาบังคับสิ่งที่เรียกว่า "Bracketing calibration" คือ คุณต้องตั้งการ์ดใช้น้ำยาบัฟเฟอร์ 2 จุด (เห็นแล้วชอบนึกว่าน้ำหวาน สีสวยจับใจ) ที่ค่าห่างกันไม่เกิน 4 units มาคร่อมค่า pH ของสารตัวอย่างไว้เสมอ และเครื่องต้องมีระบบชดเชยอุณหภูมิ (ATC) ล็อกไว้ที่อุณหภูมิ 25°C พร้อมค่าความชัน (Slope) 95-105% แต่ถ้าหันไปดูมาตรฐานจีน GB/T 29665 สำหรับกลุ่มโลชันและสารอื่นๆ (pH 5-8) เขาให้จุ่มวัดตรงๆ ได้เลยแบบชิลๆ
ข้อควรระวังหน้างานคือ ถ้าใน COA สั่งให้เตรียม Sample แบบ 10% w/v ในน้ำที่ 25°C คุณก็ต้องชงให้เป๊ะตามนั้น ไม่งั้นค่าเพี้ยนกระจาย การคาลิเบรตเครื่อง 3 จุด (4.01, 7.00, 10.01) ถือว่าเอาตัวรอดตาม USP ได้ แต่ทำ Bracketing ถือเป็นสุดยอดวิชาครับ
และจุดที่คนทำงานสายมึนชอบเผลอ คือ หลังจาก Cal เสร็จแล้ว เอาสารมาวัด ทำนู่นนี่นั่น แบบทำงานไปนินทาหัวหน้าไป จุ่มโพรบปุ๊บ ดันเสร่อ!! กดปุ่ม Cal ......ชิบหายกันมานักต่อนักแล้ว....สติคร๊าบบบบ .....อาจารย์เห็น นี่ตีมือหัก
จากนั้นเรามาดูส่วนที่เราไม่ค่อยดู คือ โลหะหนัก (Heavy Metals)" จุดชี้ชะตาคุกตาราง! กฎหมายให้ลิมิต ตะกั่วไม่เกิน 10 ppm, สารหนูไม่เกิน 3, แคดเมียมไม่เกิน 1, และปรอทไม่เกิน 1 ฝั่งอเมริกา USP รู้ทันว่า "ปรอท" ระเหยง่ายเหมือนผีหลอก เลยบังคับให้ต้มทำลายตัวอย่างในไมโครเวฟระบบปิด (Microwave closed digestion) ขังไอระเหยไว้มิดชิด!
แต่พอข้ามมาเอเชีย มาตรฐานจีน GB 7919 หรืออินเดีย BIS IS 6608 มักยอมให้ต้มด้วยกรดในบีกเกอร์เปิดฝา (Open wet digestion) ซึ่งความร้อนจะทำไอปรอทระเหยหนีคุกไปในอากาศหมด ทำให้ผลตรวจออกมาเป็น False Negative หลอกตัวเองว่าสะอาด! (ส่วนเกาหลี KFDA ใช้วิธีสกัดด้วย 4% Citric acid elution) ดังนั้น ถ้าเจอ COA เอเชียที่รายงานค่าปรอทต่ำติดดิน ให้ตั้งแง่สงสัยวิธีการต้มไว้ก่อนเลยครับ
ต่อมาขนลุกกันต่อที่ "ผลทางจุลชีววิทยา (Microbiology)" ลานฆาตกรรมหมู่แบคทีเรีย! โชว์รูมแบคทีเรียรวม (TAMC) และยีสต์/รา (TYMC) ฝั่งอเมริกา USP มีความแยบยลมาก เขารู้ว่าวัตถุดิบเครื่องสำอางมักมี "สารกันเสีย" ผสมมาด้วยอยู่แล้ว ลองไม่ใส่สิ บันเทิงงงงงง เขาเลยบังคับกติกาว่าก่อนเพาะเชื้อ ต้องใส่ยาถอนพิษ (Neutralizers) เช่น 0.07% Lecithin ผสม 0.5% PS80 ลงไปฆ่าสารกันเสียให้หมดฤทธิ์เสียก่อน....แบคทีเรียตัวจริงถึงจะรอดมาให้เรานับโคโลนีได้
ส่วนในฝั่งจีน GB 15999 ก็มีลิมิตคล้ายสากล (TAMC ไม่เกิน 500 สำหรับเด็ก/ตา หรือ 1000 ทั่วไป) แต่ที่ทำเอากำหมัด คืออินเดีย BIS IS 14648 ครับพี่น้อง! เขากำหนด TAMC