GMP Cosmetic SDU ห้องปฏิบัติการโรงงานผลิตเครื่องสำอาง
เพื่อการศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ต่ออายุผ่านอีกรอบ ขอบคุณน้องจอย น้องโสน คณาจารย์หลักสูตรวิทยาศาสตร์ และพี่กัญ ที่ปรึกษา ที่ร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้สำเร็จต...
08/04/2026

ต่ออายุผ่านอีกรอบ ขอบคุณน้องจอย น้องโสน คณาจารย์หลักสูตรวิทยาศาสตร์ และพี่กัญ ที่ปรึกษา ที่ร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้สำเร็จตรวจผ่านอีกครั้งนะคะ

03/04/2026
25/03/2026

🌞 มาตรวัดปริมาณกันแดด 3 สำนัก…ควรบีบเท่าไหน หน้าถึงจะไม่ไหม้! 🧴

เรื่องมันมีอยู่ว่า… เช้าวันที่เร่งรีบ คุณยืนอยู่หน้ากระจก ในมือถือกันแดดลูกรักขวดละพันห้า สมองนึกถึงคำสอนของเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ที่ดังก้องในหัว “ท่องไว้นะคะสาวๆ ทากันแดดต้อง 2 ข้อนิ้วถึงจะเป๊ะ!” แต่เดี๋ยวก่อน… กฎกติกานี้มีช่องโหว่! บล็อกเกอร์ไม่ได้ระบุในสัญญาเลยว่า “นิ้วไหน?” ด้วยความที่กลัวหน้าจะหยาเป็นสังขยา (จริงๆ คือ แอบงกเพราะครีมมันแพง) สมองซีกซ้ายอันชาญฉลาดจึงสั่งการทันที “จัดไปเลย… 2 ข้อ.....นิ้วก้อย” บีบออกมาเป็นเส้นเล็กๆ บางๆ ยังกับเส้นบะหมี่ เกลี่ยลงหน้าปุ๊บ ซึมหายวับ หน้าแมตต์สวยเป๊ะ พร้อมเดินเชิดๆ อึอกจากบ้านด้วยความมั่นใจ… ตัดภาพมาที่ความจริง รังสี UV บนท้องฟ้า กำลังวิ่งเข้าทำร้านผิวคุณอยู่ครับ!

มาเจาะลึกความจริงหลังขวดกันแดดกันแบบเน้นๆ ดีกว่าครับ ว่าวงการบิวตี้เขามี “มาตราวัดความรอดของผิวหน้า” อยู่ 3 สำนักหลักๆ ที่ใช้กันในปัจจุบัน มันต่างกันยังไง?

เริ่มแรก รู้จักหนังหน้าเราก่อน !!! เพราะหน้าเราใหญ่กว่าที่คิด!

กาลครั้งหนึ่ง....เวลาที่นักวิจัยในห้องแล็บเขาทำการทดสอบค่า SPF เขาไม่ได้บีบใส่นิ้วก้อยแล้วทาบางๆ นะครับ มาตรฐานระดับสากลเค้ากำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องปาดกันแดดลงไปบนผิวในอัตรา 2 มก./ซม² !!!! ทีนี้พอคำนวณพื้นที่ผิวหน้าเฉลี่ยของมนุษย์ (ประมาณ 300–400 ซม²) หน้าเรียว หน้าบาน หน้ากลม แทงสูงต่ำกันเอาเองนะครับ ดังนั้นเราจะต้องใช้กันแดดต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 0.8–1 กรัม ซึ่งก็คือ “ประมาณ ½ ช้อนชา สำหรับหน้า+คอ” ตามคำแนะนำของคลินิกผิวหนังหลายแห่งในไทย ปริมาณนี้แหละคือ “ปริมาณอ้างอิง” ที่จะทำให้ค่า SPF ที่เคลมนั้นใกล้เคียงกับตัวเลขบนขวดที่สุด

เมื่อแปลงเป็นภาษามนุษย์ธรรมดา ก็เลยเกิด “สูตรบ้านๆ” 3 สำนักนี้ขึ้นมา

1. สำนัก “2 ข้อนิ้ว” (สำหรับทาแค่ใบหน้า)

มันคือ 2 ข้อของ “นิ้วชี้ หรือ นิ้วกลาง” นะครับ แล้วก็แบบพูนๆ ล้นๆ ไม่ใช่นิ้วก้อย! ปริมาณนี้คำนวณมาแล้วว่า “พอใช้ได้” กับหน้ามนุษย์ทั่วไป ถ้าคุณหลอกตัวเองด้วยการบีบ 2 ข้อนิ้วก้อยบางๆ… ฟิล์มกันแดดบนหน้าคุณก็จะบางเฉียบ จนประสิทธิภาพของการป้องกันอาจลดลงอย่างมีนัยยะ ค่า SPF ที่เคลมไว้บนขวดอาจไม่ถึงตามตัวเลข บางครั้ง “ลดะดับลง” จนความรู้สึกเหมือนใช้กันแดดเบอร์น้อยกว่ามาก ฝ้า กระ ก็เดินทะลุเกราะเข้ามาได้มากขึ้นอย่างเงียบๆ เลย

2. สำนัก “2 นิ้วเต็มๆ” (สำหรับทาหน้า + คอ)

จัดเต็มแบบบีบยาวตั้งแต่โคนนิ้ว ยันปลายนิ้ว ของนิ้วชี้และนิ้วกลาง (รวมเป็น 2 เส้นยาวๆ) สำนักนี้เหมาะสำหรับคนที่ตระหนักรู้ว่า “คอก็คือส่วนหนึ่งของหน้า” ถ้าทาแค่หน้าแล้วลืมคอ พอแสงตกกระทบ หน้าคุณจะลอยเด่นเป็น Full HD แต่คอดำมืดมนเป็น 144p ปริมาณ 2 นิ้วเต็มนี้คือสูตรสำเร็จที่เผื่อแผ่การปกป้องลงมาถึงลำคอ ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำ “½ ช้อนชา หน้า+คอ” ของหลายแหล่งที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพและผิวหนัง

3. สำนัก “เหรียญ 10 บาท” (สายกันแดดเนื้อน้ำ เนื้อเหลว)

สำหรับคนที่ชอบใช้กันแดดเนื้อฟลูอิด (Fluid) เนื้อน้ำใสๆ เหลวๆ… ถ้าขืนบีบลงนิ้ว มันคงไหลหยดติ๋งๆ ลงพื้นก่อนถึงหน้าแน่ๆ สำนักนี้จึงสอนให้เทใส่อุ้งมือ แล้วกะให้ความกว้างของสระน้ำกันแดดนี้เท่ากับ เหรียญ 10 บาท (หรือเหรียญ 5 บาท 2 เหรียญสำหรับคนหน้าเล็ก) ปริมาณนี้จะเทียบเท่ากับ “หนาพอประมาณ” ที่ใกล้เคียงกับมาตราฐาน 2 มก./ซม² สำหรับหน้า ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่ก็เป็นวิธีกะที่ใช้กันทั่วไปในวงการ

เมื่อความจริงเรื่องปริมาณถูกเปิดเผย บางคนก็เกิดไอเดียขึ้นมาใหม่ “ถ้างั้นฉันทากันแดดเนื้อน้ำสูตรบางเบา SPF 30 ไปก่อน 1 ข้อนิ้ว แล้วเอาเนื้อครีม SPF 50 โปะทับอีก 1 ข้อนิ้ว… รวมพลังกันเป็น SPF 80! ได้เกราะเทพเจ้าแถมหน้าไม่ลอยด้วย!

หยุดมโนเดี๋ยวนี้ครับ! การทากันแดดไม่ใช่การตีบวกดาบในเกมเน้อ!

ในทางเคมีเครื่องสำอาง มันมีเรื่องของ “สงครามสารทำละลาย” อยู่ด้วยกันแดดแต่ละขวดมีสารก่อฟิล์ม (Film Former) และตัวทำละลายที่ตั้งค่าสูตรมาเฉพาะตัว พอคุณเอาขวดที่สอง (SPF 50) ไปถูทับขวดแรก (SPF 30) ที่กำลังเซ็ตตัว… สารเคมีในขวดที่สองมันก็จะไป “กวน” ชั้นฟิล์มของขวดแรกให้ไม่เรียบต่อเนื่อง เกิดเป็นฟิล์มบาง–หนาสลับ บางจุดโปรง บางจุดหนาจนเป็นขุย หรือแม้แต่ขี้ยางลบเล็กๆ ที่เรียกว่า Pilling ร่วงกราวลงมา

แทนที่จะได้เกราะ+10 แต่สิ่งที่คุณได้คือฟิล์มกันแดดที่ “ไม่สมบูรณ์” ซึ่งอาจทำให้ การป้องกันลดลงมากกว่าที่คุณคิด ไม่ได้กลายเป็น SPF 80 แต่กลับเหมือน “เกราะ patched” ที่มีรอยรั่วเป็นตุ่มๆ บนหน้าได้

ดังนั้น อย่าหาทำ!!! การทาสูตรผสมข้ามค่ายครับ! เลือกรักเดียวใจเดียวกับกันแดดที่ เนื้อสัมผัสถูกจริต ลองทาแล้วผิวไม่คล้ำ ไม่แพ้!!!

บีบมาเลยตามมาตรวัดที่คุณถนัด (2 ข้อนิ้วหน้า, 2 นิ้วหน้า+คอ หรือเหรียญ 10 บาท) ถ้ากลัวหน้าเยิ้ม… ให้ใช้วิชา “แบ่งทา” ครับ ทาครึ่งแรกไปก่อน รอให้มันเซ็ตตัวสร้างฟิล์มเคลือบผิวสัก 1–2 นาที แล้วค่อยทับอีกครึ่งที่เหลือด้วย ยี่ห้อเดิม ฟิล์มกันแดดมันจะต่อเนื่อง ไม่ตีกันเอง รอดชัวร์ 100%!

12/03/2026

เตรียมยาดมให้พร้อมครับชาว QA, R&D และจัดซื้อสายแข็งทั้งหลาย! กับปฐมบทคัมภีร์ COA ดูยังไงไม่ให้งง!!!

ในยุคที่วัตถุดิบจาก Secondary Supplier ฝั่งจีนและอินเดียพุ่งทะยานทะลุเพดาน ถ้าเรามัวแต่ก้มหน้าอ่านคำว่า Pass ในใบ COA โดยไม่เหลือบมอง "วิธีการทดสอบ" เราอาจจะกำลังเอาขยะเปียกมาลงถังผสมราคาหลักล้านอยู่ก็ได้ครับ! วันนี้เราจะสวมวิญญาณนักสืบ เดินทัวร์ไปทีละห้องแล็บ เพื่อเทียบสเปกมาตรฐานโลกแบบหมัดต่อหมัดครับ

เริ่มเดินเข้าประตูโรงงาน ด่านแรกที่เราต้องเจอคือ "แผนกทะเบียนราษฎร" หรือข้อมูล Identity & Traceability บนหัวกระดาษ COA ครับ คุณรู้ไหมว่าการที่เซลส์ส่ง COA ที่ไม่มี Lot Number หรือ Batch Number มาให้ มันคือการยื่นเช็คเด้งให้โรงงานเราชัดๆ! ตามกฎหมายและมาตรฐาน ASEAN GMP ถ้ารับของไม่มี Lot เข้ามา แล้วอีก 6 เดือนหรือ 12 เดือนข้างหน้า ครีมในกระปุกลูกค้าเกิดแยกชั้นพังพินาศ เราจะสืบประวัติย้อนหลังหาตัวการไม่ได้เลย ดังนั้นกฎเหล็กคือ ขาด Lot Number หรือ ตีมึน lot เดียวกันตลอดหลายปี ให้ Reject ทิ้งสถานเดียว!

หลังจากนั้นก็ส่องดูวันผลิต Mfg Date และวันหมดอายุ Exp Date ว่าของที่รับเข้าใกล้หมดอายุหรือยัง แต่ถ้าคุณเจอคำว่า "Retest Date" อย่าเพิ่งเอาของไปทิ้งเวลาหมดอายุเน้อ สำหรับสารออกฤทธิ์ที่ความเสถียรเปลี่ยนตามกาลเวลาอย่างพวกอนุพันธ์ Vitamin C ถ้าถึงกำหนด Retest แล้ว QA เอาไปยิงเทสต์ค่าสเปกใหม่แล้วยังเป๊ะ เราสามารถต่ออายุการใช้งานได้แบบหล่อๆ เลยครับ (เผลอทิ้งหล่ะ งามไส้เลย)

ตัวต่อไปคงต้องมาดูพระเอกเจ้าปัญหา คือ เจ้าความหนืด (Viscosity) ค่านี้นี่คือลานประลองที่ดราม่าที่สุดในวงการวัตถุดิบครับ! เราควรต้องรู้ข้อกำหนดต่างๆ ในการวัด เพื่อทำการเปรียบเทียบและตรวจสอบได้อย่างถูกต้อง ถ้าซัปส่งของอ้างอิงฝั่งอเมริกาอย่าง ASTM D2196 อันนี้กราบที่อกได้เลย เพราะกติกาเข้มข้นมาก Std ตัวนี้เค้าบังคับให้ใช้บีกเกอร์ไซส์ยักษ์ 600 mL ทรง Griffin !!!! สวมโครงเหล็กพิทักษ์ (Guard leg) คร่อมในกรณีใช้หัวเข็มเบอร์ 1-2 แะลต้องแช่ในอ่างคุมอุณหภูมิ 25°C ±0.1°C เป๊ะๆ แล้วต้องปั่นทิ้งไว้ 1 นาทีให้ของเหลวมันปรับตัว (Equilibrate) เพื่อแก้จุดอ่อนของสารกลุ่ม Shear thinning แถมแรงบิด Torque ต้องวิ่งช่วง 10-90% ถึงจะอ่านค่าได้

แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายครับ เพราะถ้าคุณไปเจอมาตรฐานจีนอย่าง GB/T 1723 พี่แกจะยืดหยุ่นเรื่องหัวเข็มและความเร็วรอบมาก ซัปหัวหมอก็จะแอบเปลี่ยนหัวเข็มบ้าง หรือ ลดความเร็วรอบลง เพื่อปั่นตัวเลขหลอกเครื่องให้ค่าความหนืดสูงแตะขีด Pass ส่งมาให้เราหน้าตาเฉย! สาย QC จะชำนาญมากในการปรับค่าให้ได้ความหนืดที่ต้องการ โดยเฉพาะสารกลุ่ม Non-Newtonian แต่ถ้าสารกลุ่ม Newtonian ก็จบไวเพราะวัดยังไงก็ได้ใกล้เคียงกัน หนักกว่านั้น คือ อินเดีย BIS IS 6608 ที่เน้นวัดพวก vet oil มีพบในการตรวจสอบ RM อื่นๆ พี่เค้าจะปล่อยฟรีสไตล์ในเรื่องขนาดภาชนะ ทีนี้วัดยังไงค่าก็แกว่งกระจุยกระจาย บางครั้งวิบากกรรมก็ตกอยู่กับคนวัด ต้องปรับเข็ม ความเร็วรอบยังไง ให้มันเท่าใน COA เนี่ย...เหมือนพระเอกหานางเอกที่วิ่งหลบหลังเสาเลยทีเดียว

ทีนี้ถ้าเจอของแพงจากยุโรปที่อิงมาตรฐานเยอรมนี DIN 53019 อันนี้ คือสายเทพตัวจริง เขาใช้ระบบ "ถ้วยและทรงกระบอก" (Cup-and-bob) ที่มีช่องว่างคงที่ 0.5 mm เป๊ะเว่อร์ ทีนี้ส่วนมากในกรณีโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขนาดค่อนข้างใหญ่บางโรงเจอ คือ ส่วนมากเราจะซื้อแค่เครื่อง Brookfield ธรรมดา หน้าตาที่คุ้นเคย เป็น LV บ้าง RV บ้าง นานๆ เจอ HA ซะที ค่าความหนืดที่วัดได้มันจะไม่ตรงกันครับ!

วิชามารหน้างานที่อาจารย์แนะนำคือ ไม่ต้องไปเบิกงบหลักล้านซื้อ Rheometer ใหม่ ให้เดินไปจัดซื้อขอซื้อ "DIN Adapter" หรือ เราเรียกกันว่า Small Sample Adapter (SSA) ราคาแค่หลักหมื่นมาสวมเครื่องเก่า แค่นี้ก็วัดสเปกยุโรปได้เป๊ะ แถมประหยัดสารตัวอย่างเหลือแค่ 10-15 mL โคตรคุ้มครับ!.....ท่านใดเคยใช้เม้นแชร์กันนิดนึงครับ

ต่อมาที่ "การวัดค่า pH" งานที่ดูเหมือนจะหมูที่สุด

แค่เอาแท่งแก้วจุ่มก็จบ... ผิดถนัดครับ! ถ้าเป็นมาตรฐานระดับยาอย่าง USP เขาบังคับสิ่งที่เรียกว่า "Bracketing calibration" คือ คุณต้องตั้งการ์ดใช้น้ำยาบัฟเฟอร์ 2 จุด (เห็นแล้วชอบนึกว่าน้ำหวาน สีสวยจับใจ) ที่ค่าห่างกันไม่เกิน 4 units มาคร่อมค่า pH ของสารตัวอย่างไว้เสมอ และเครื่องต้องมีระบบชดเชยอุณหภูมิ (ATC) ล็อกไว้ที่อุณหภูมิ 25°C พร้อมค่าความชัน (Slope) 95-105% แต่ถ้าหันไปดูมาตรฐานจีน GB/T 29665 สำหรับกลุ่มโลชันและสารอื่นๆ (pH 5-8) เขาให้จุ่มวัดตรงๆ ได้เลยแบบชิลๆ

ข้อควรระวังหน้างานคือ ถ้าใน COA สั่งให้เตรียม Sample แบบ 10% w/v ในน้ำที่ 25°C คุณก็ต้องชงให้เป๊ะตามนั้น ไม่งั้นค่าเพี้ยนกระจาย การคาลิเบรตเครื่อง 3 จุด (4.01, 7.00, 10.01) ถือว่าเอาตัวรอดตาม USP ได้ แต่ทำ Bracketing ถือเป็นสุดยอดวิชาครับ

และจุดที่คนทำงานสายมึนชอบเผลอ คือ หลังจาก Cal เสร็จแล้ว เอาสารมาวัด ทำนู่นนี่นั่น แบบทำงานไปนินทาหัวหน้าไป จุ่มโพรบปุ๊บ ดันเสร่อ!! กดปุ่ม Cal ......ชิบหายกันมานักต่อนักแล้ว....สติคร๊าบบบบ .....อาจารย์เห็น นี่ตีมือหัก

จากนั้นเรามาดูส่วนที่เราไม่ค่อยดู คือ โลหะหนัก (Heavy Metals)" จุดชี้ชะตาคุกตาราง! กฎหมายให้ลิมิต ตะกั่วไม่เกิน 10 ppm, สารหนูไม่เกิน 3, แคดเมียมไม่เกิน 1, และปรอทไม่เกิน 1 ฝั่งอเมริกา USP รู้ทันว่า "ปรอท" ระเหยง่ายเหมือนผีหลอก เลยบังคับให้ต้มทำลายตัวอย่างในไมโครเวฟระบบปิด (Microwave closed digestion) ขังไอระเหยไว้มิดชิด!

แต่พอข้ามมาเอเชีย มาตรฐานจีน GB 7919 หรืออินเดีย BIS IS 6608 มักยอมให้ต้มด้วยกรดในบีกเกอร์เปิดฝา (Open wet digestion) ซึ่งความร้อนจะทำไอปรอทระเหยหนีคุกไปในอากาศหมด ทำให้ผลตรวจออกมาเป็น False Negative หลอกตัวเองว่าสะอาด! (ส่วนเกาหลี KFDA ใช้วิธีสกัดด้วย 4% Citric acid elution) ดังนั้น ถ้าเจอ COA เอเชียที่รายงานค่าปรอทต่ำติดดิน ให้ตั้งแง่สงสัยวิธีการต้มไว้ก่อนเลยครับ

ต่อมาขนลุกกันต่อที่ "ผลทางจุลชีววิทยา (Microbiology)" ลานฆาตกรรมหมู่แบคทีเรีย! โชว์รูมแบคทีเรียรวม (TAMC) และยีสต์/รา (TYMC) ฝั่งอเมริกา USP มีความแยบยลมาก เขารู้ว่าวัตถุดิบเครื่องสำอางมักมี "สารกันเสีย" ผสมมาด้วยอยู่แล้ว ลองไม่ใส่สิ บันเทิงงงงงง เขาเลยบังคับกติกาว่าก่อนเพาะเชื้อ ต้องใส่ยาถอนพิษ (Neutralizers) เช่น 0.07% Lecithin ผสม 0.5% PS80 ลงไปฆ่าสารกันเสียให้หมดฤทธิ์เสียก่อน....แบคทีเรียตัวจริงถึงจะรอดมาให้เรานับโคโลนีได้

ส่วนในฝั่งจีน GB 15999 ก็มีลิมิตคล้ายสากล (TAMC ไม่เกิน 500 สำหรับเด็ก/ตา หรือ 1000 ทั่วไป) แต่ที่ทำเอากำหมัด คืออินเดีย BIS IS 14648 ครับพี่น้อง! เขากำหนด TAMC

08/03/2026

วันนี้มี Request มาจากทางบ้าน ให้ช่วยถอดรหัสโครงสร้างผิวหนัง (Skin Anatomy and Physiology) แบบเจาะลึกทะลุชั้นเซลล์ 150%

ในวงการวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เราต้องรู้ลึกไปถึงระดับโมเลกุล! เลย จะได้พัฒนาตำรับให้แจ่มๆ ได้ง่าย พร้อมไหม....เริ่มมม

1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) - "กำแพงเมืองจีน" ของผิวหนัง

ชั้นนี้คือปราการด่านหน้า เป็นเนื้อเยื่อบุผิวชนิด Stratified squamous epithelium ที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง (Avascular) ต้องรอรับเศษบุญเศษกรรม (สารอาหาร) ที่...แพร่...มาจากชั้นหนังแท้ กระบวนการผลัดเซลล์ผิว (Epidermal Turnover Time) ปกติใช้เวลา 28 วัน ใครอายุเยอะวงจรนี้จะเริ่มอืดอาดตามวัย หน้าถึงได้หมองไงล่ะ!

Stratum Corneum (หรือขี้ไคลที่รัก) ฟังแล้วแบบอี๋ แต่อย่าไปรังเกียจมัน! นี่คือ Rate-limiting barrier ตัวแม่ โครงสร้างมันเป็นแบบ "Brick and Mortar Model"

อิฐ (Brick): คือ Corneocytes (เซลล์ตายแล้วที่อัดแน่นด้วยเคราติน)

ปูน (Mortar): คือ Intercellular Lipids ที่มี Ceramides, Cholesterol และ Free Fatty Acids ในอัตราส่วน 1:1:1

ขีดเส้นใต้แดงๆ ไว้เลย! เหมือนการก่อกำแพงบ้าน แล้วคุณภาพปูนไม่ถึง ถ้าสัดส่วนปูนนี้พัง น้ำจะระเหยออก (Transepidermal Water Loss - TEWL พุ่งปรี๊ด) หน้าก็จะแห้งเหี่ยว ร้องหาครีมบำรุงแพงๆ

Stratum Granulosum (โรงงานประกอบร่าง)

ชั้นนี้มี Keratohyalin granules ที่กักเก็บ Profilaggrin ซึ่งจะถูกหั่นย่อยกลายเป็น Natural Moisturizing Factor (NMF) ไว้ดึงดูดน้ำให้ผิว และยังมีการคายเศษไขมัน (Exocytosis) จาก Lamellar bodies ออกมาฉาบเป็นเกราะป้องกัน

Stratum Basale (ชั้นอนุบาลเซลล์และโรงงานความดำ)

ชั้น G ล่างสุดที่มีการแบ่งตัวแบบ Mitosis รัวๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญคือมี Melanocytes (เซลล์สร้างเม็ดสี) ซ่อนอยู่ กลไกคือเอนไซม์ Tyrosinase จะเปลี่ยนกรดอะมิโน Tyrosine ให้กลายเป็นเม็ดสี DOPA และ Melanin ในที่สุด... ใครจะทำครีม Whitening หลักการก็ คือ ไปดักตีหัวเอนไซม์ตัวนี้ให้ร่วงซะ!!!

2. รอยต่อ DEJ (Dermo-Epidermal Junction) - "กาวตราช้าง" ยึดผิว

ตรงนี้คือ Basement Membrane สุดซับซ้อน มันไม่ใช่เส้นตรงแบนๆ นะ แต่เป็นคลื่นหยักๆ (Rete ridges) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร มีโครงสร้าง Hemidesmosomes และ Integrins เป็นตัวตอกเสาเข็มยึดหนังกำพร้ากับหนังแท้ติดกัน

ความสยองทางสรีรวิทยา เมื่อพวกเราอายุมากขึ้น (แก่นั่นเอง) หรือ ห้าวไปตากแดดจน UVA ทะลวงเข้ามาทำลาย โครงสร้างคลื่นนี้จะแบนราบ (Flattening of DEJ) ผลคืออะไร? ผิวก็ย้วย หย่อนคล้อย ร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงโลกน่ะสิ!

3. ชั้นหนังแท้ (Dermis) - "ฟูกสปริงราคาแพง" ของใบหน้า

ชั้นนี้คือความหนา แข็งแรง และยืดหยุ่น (Biomechanical properties) อุดมไปด้วยเส้นเลือด ปลายประสาท และ Extracellular Matrix (ECM) ที่สร้างโดยเซลล์กรรมกรประจำผิวที่ชื่อว่า Fibroblasts * Collagen Fibers (เสาเข็มโครงสร้าง) หลักๆ คือ Type I (เสาหลัก) และ Type III (วัยรุ่นสายซ่อมแซม) ให้ความแข็งแรงทนทานต่อแรงดึง (Tensile strength)

Elastin Fibers (สปริงบานพับ): ให้ความยืดหยุ่น (Elasticity) ดึงแก้มแล้วเด้งกลับ ไม่ใช่ดึงแล้วค้างย้วยเป็นดินน้ำมัน

Ground Substance (เจลอัดแท่ง) ตัวไฮไลต์คือกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs) โดยมีนางเอกคือ Hyaluronic acid ที่อุ้มน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวเป็นพันเท่า! หน้าเด็กหน้าเด้งก็เพราะตัวนี้แหละ

4. อวัยวะส่วนเพิ่ม (Skin Appendages) - "ศูนย์บรรเทาเทาและแหล่งกำเนิดสิว"

ต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) จะหลั่ง Sebum ออกมาเคลือบผิวและผม กลไกความวอดวายอยู่ที่ฮอร์โมนแอนโดรเจน โดยมีเอนไซม์ตัวแสบ คือ 5-alpha reductase ที่คอยเปลี่ยน Testosterone ให้เป็น DHT (Dihydrotestosterone) ตัวนี้แหละที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันโอเวอร์โหลด จนกลายเป็นสิวอุดตัน (Acne vulgaris) ในที่สุด

ต่อมเหงื่อ (Sweat Glands)

มี Eccrine รักษาสมดุลอุณหพลศาสตร์ (Thermoregulation) และ Apocrine (ต่อมกลิ่น) ที่พอโปรตีน+ไขมันไปเจอแบคทีเรียประจำถิ่น (Normal flora) ปุ๊บ กลิ่นมาดามหอมชื่นใจก็ลอยมาทันที.....อี๋ 555

🎓 กฎเหล็กแถมท้าย

เวลาพวกเราเหล่า R&D ออกแบบตำรับสกินแคร์ ท่องสมการ Fick's First Law of Diffusion ไว้ให้ขึ้นใจ:

J = -D.(dc/dx)

ที่ซึ่ง J คืออัตราการซึมผ่าน (Flux), D คือสัมประสิทธิ์การแพร่ และ dc/dx คือความแตกต่างของความเข้มข้นสาร
แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ: สารสกัด (Active ingredients) จะแพงหรือใส่มาเป็นกิโลแค่ไหน ถ้าค่า D ต่ำ (โมเลกุลใหญ่มว๊ากกก...ไป, polarity ไม่ได้) ทาลงไปมันก็ไม่ซึม! กองรวมกันเป็นคราบอยู่บน Stratum Corneum นั่นแหละ!

08/03/2026

หรือจะถึงเวลาอวสาน In vivo! ชำแหละ ISO 23675 มาตรฐานวัด SPF กันแดดตัวใหม่แบบสับ ที่นักเคมีวิเคราะห์ต้องกราบเบญจางคประดิษฐ์!

ใครที่เคยกำหมัดกับการเคลมค่า SPF ของกันแดดในบ้านเรา ที่ทาแล้วหน้าดำกว่าเดิม... หรือใครที่เป็น Formulator แล้วปวดหัวกับผลเทสต์ SPF ของ In vitro ระบบเก่าที่แกว่งเป็นลูกตุ้มนาฬิกา...ส่งที่นึงได้ค่านึง ส่งทดสอบอีกเจ้าอ้าว...Ship หาย ค่าไม่ถึง......... ขอเชิญมารวมตัวกันตรงนี้!

หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมชมบริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบกลุ่มสารกันแดดเจ้าใหญ่เจ้านึงมา เลยขอแอบไปส่องห้องแลปวัด SPF ใหม่ และยืนเม้ากันพักใหญ่...เลยตัดสินใจขอชำแหละ ISO 23675 มาตรฐานการวัดค่ากันแดดแบบ In vitro ตัวใหม่ล่าสุด ที่รัดกุมจนกระดิกตัวไม่ได้ เป๊ะทั้งหลักอุณหพลศาสตร์ กลศาสตร์ของไหล ออปติกส์ และสถิติขั้นสูง! มาครับ อาจารย์จะย่อยความเริ่ดระดับ 200% ให้ฟังว่ามันจะมาเอาชนะระบบเก่า (และ In vivo) ได้ยังไง!

ยกที่ 1 เริ่มจากเจ้าแผ่นทดสอบ (The Substrate)

ถึงเวลาต้องบอกลาก่อน กับความมั่วของผิวหนังมนุษย์! ความจริงที่เจ็บปวดของการวัดในคน (In Vivo) คือ คุณรู้ไหมว่าการวัดในคน คือการเอาคนผิวขาว (Fitzpatrick Type I, II) มาทาครีม เอาเครื่องฉายแสงจ่อหลัง แล้วให้หมอผิวหนังมาใช้ "ตาเปล่า" (Naked eye) มองหาค่าความแดง (Minimal Erythemal Dose - MED)... คุณพระ! Error มหาศาลระดับกาแล็กซี! ตั้งแต่พันธุกรรมคนเทสต์, สภาพผิววันนั้น, ปริมาณเลือดฝาด, ไปจนถึงความเบลอของสายตาคนอ่านผล!

ไม้ตายของ ISO 23675 มาตรฐานนี้สั่งตายเลยว่า ต้องใช้แผ่น PMMA (Poly(methyl methacrylate)) ทั้งแบบเรียบและแบบหยาบ (Molded/Sandblasted) ทำไมต้องอีแผ่นพลาสติกตัวนี้? เพราะ PMMA มันคือแผ่นพลาสติกที่ "โปร่งแสงและบริสุทธิ์ที่สุด" ในทางทฤษฎี (Near-zero absorbance) มันไม่ดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง UV (290-400 nm) เลยแม้แต่นิดดดดดดดเดียว! แปลว่าค่า Absorbance ที่เครื่อง Solid UV-Vis วัดได้ มันมาจาก UV Filters ในครีมของคุณล้วนๆ 100% ไม่มี "Noise" เจือปน!

Topography Replication หรือในส่วนของความขรุขระ (Surface roughness - Ra) ของแผ่น PMMA ที่เป็นแบบหยาบ มันถูกคำนวณและจำลองมาให้เหมือนร่องลึกของชั้น Stratum Corneum เป๊ะๆ เพื่อดูว่า Emulsion ของกันแดดเราสามารถไหล (Wetting behavior) ลงไปเคลือบผิวได้เนียนกริบ หรือ ลงไปกองเป็นกระจุก (Pooling effect) ในร่องผิว!

ทีนี้สำหรับสาย Physical Sunscreen ใครที่ใส่ TiO2 (ตามกฏหมายต้อง Rutile phase เท่านั้นนะครับ ห้ามเอาเฟส Anatase มาใส่ให้หน้าพัง!) หรืออีกตัวที่นิยม คือ Nano ZnO (

08/03/2026

ปฐมบทแห่งความดำ!!! เมื่อโฟตอนปะทะเซลล์ และเหตุผลที่กันแดด คือ ปราการด่านสุดท้ายที่จำเป็น!!!!

ถ้ามาตรฐาน ISO 23675 คือความพยายามของมนุษยชาติในการสร้างกระบวนการวัดเกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่เรากำลังจะเจาะลึกลงไปนี้ คือ เหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องพยายามขนาดนั้น ลองจินตนาการว่าผิวหนังของเราไม่ใช่แค่แผ่นหนังกำพร้า แต่เป็นมหานครทางชีววิทยาที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อน และการก้าวเท้าออกไปโดนแดดเพียงไม่กี่นาทีโดยไร้ปราการป้องกัน มันคือการเปิดฉากสงครามระดับโมเลกุลที่รุนแรงและรวดเร็วจนน่าขนลุก

วันนี้จะขอเหานิทานแห่งความดำมืดที่ขับเคลื่อนด้วยหลักการทางชีวเคมีที่นักพัฒนาสูตรทุกคนต้องรู้ซึ้งถึงแก่น ต้อนรับแสงแดดและความร้อนที่กำลังจะมาถึง!!!!

เริ่มที่ Intro ก่อนสักนิด ด้วยการบุกรุกของผู้มาเยือนจากนอกโลก โฟตอนมรณะและการกลายพันธุ์ระดับ DNA (The Photon Invasion)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์เดินทางทะลุชั้นบรรยากาศลงมากระทบผิวหนังของเรา รังสี UVA (320-400 nm) จะทำหน้าที่เสมือนหน่วยทะลวงฟัน แทรกซึมลึกผ่านชั้น Epidermis ลงไปถึงชั้น Dermis พลังงานของมันไม่ได้ทำลายเซลล์โดยตรง แต่จะไปกระตุ้นโมเลกุลที่ดูดกลืนแสงในเซลล์ให้เข้าสู่สภาวะกระตุ้น (Excited state) ก่อให้เกิดสายพันธุ์ออกซิเจนที่ไวต่อปฏิกิริยา (Reactive Oxygen Species - ROS) เช่น Singlet oxygen และ Hydroxyl radicals อนุมูลอิสระเหล่านี้จะพุ่งเข้าฉีกทึ้งเยื่อหุ้มเซลล์ผ่านกระบวนการ Lipid peroxidation และทำลายโครงสร้างคอลลาเจนจนเกิดภาวะ Photoaging

แต่ตัวการที่เลือดเย็นที่สุดคือรังสี UVB (290-320 nm) ที่แม้จะลงไปลึกแค่ชั้นหนังกำพร้า แต่พลังงานของมัน ดันถูกออกแบบมาให้ดูดกลืนโดยตรงเข้าสู่เบส Pyrimidine ของสาย DNA ภายในนิวเคลียสของเซลล์ Keratinocyte ทันทีที่โฟตอนของ UVB ปะทะเข้ากับ DNA มันจะทำให้พันธะคู่แตกออกและเชื่อมต่อกันเองอย่างผิดปกติ เกิดเป็นรอยโรคที่เรียกว่า Cyclobutane Pyrimidine Dimers (CPDs) และ 6-4 Photoproducts วินาทีนั้น... รหัสพันธุกรรมของเซลล์ได้พังทลายลงแล้ว และสภาวะฉุกเฉินระดับวิกฤตก็ถูกประกาศขึ้น เหมือนสภาวะสงครามจากการถูกรุกรานได้เกิดขึ้น

เมื่อเซลล์ Keratinocyte ตรวจพบความเสียหายของ DNA โปรตีนผู้พิทักษ์จีโนมอย่าง p53 จะถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที โปรตีนตัวนี้จะสั่งให้เซลล์หยุดการแบ่งตัวเพื่อซ่อมแซมรหัสพันธุกรรม แต่ถ้าความเสียหายมีมากเกินไป มันจะสั่งการให้ยีนทรานสคริปชันสร้างโปรตีนตั้งต้นที่ชื่อว่า Pro-opiomelanocortin (POMC) โปรตีนโมเลกุลใหญ่นี้จะถูกเอนไซม์ตัดทอนออกเป็นเปปไทด์สายสั้นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พระเอก (หรือผู้ร้าย) ตัวสำคัญของเรา นั่นก็คือ ฮอร์โมน alpha-Melanocyte-stimulating hormone (alpha-MSH)

เจ้า alpha-MSH จะทำหน้าที่เป็นพลม้าเร็ว ไหลซึมผ่านช่องว่างระหว่างเซลล์แบบ Paracrine signaling มุ่งหน้าลงสู่รอยต่อระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Basal layer) เพื่อไปเคาะประตูเรียกเซลล์ชนิดพิเศษที่มีรูปร่างคล้ายปลาหมึก (ตอนเขียนหิวพอดี 555) นามว่า Melanocyte การมาถึงของฮอร์โมนตัวนี้ คือ การลั่นระฆังรบ!!!! พร้อมบวกแล้วจ้าาา สั่งให้โรงงานผลิตเม็ดสีเริ่มเดินเครื่องขั้นสุดยอด

เมื่อ alpha-MSH เข้าจับกับตัวรับ Melanocortin-1 receptor (MC1R) ซึ่งเป็น G-protein coupled receptor บนผิวเซลล์ Melanocyte มันจะสับสวิตช์...ฉับ เพื่อกระตุ้นเอนไซม์ Adenylate cyclase ทันที ทำให้ระดับของ cAMP ภายในเซลล์พุ่งทะยานขึ้น การเพิ่มขึ้นของ cAMP จะไปกระตุ้น Protein Kinase A (PKA) ให้เข้าสู่สภาวะทำงาน PKA จะเดินทางเข้าไปในนิวเคลียสเพื่อเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับโปรตีน CREB ซึ่งท้ายที่สุดจะไปเร่งการแสดงออกของยีน MITF (Microphthalmia-associated transcription factor)

MITF คือผู้บัญชาการสูงสุดของกระบวนการนี้ มันจะสั่งให้เซลล์สังเคราะห์เอนไซม์ตัวร้ายที่ชื่อว่า Tyrosinase (TYR) ออกมาจำนวนมหาศาล เอนไซม์เหล่านี้จะถูกส่งเข้าไปในถุงพิเศษที่เรียกว่า Melanosome และเมื่อทุกอย่างพร้อม ปฏิกิริยาเคมีทางอุณหพลศาสตร์ที่เปลี่ยนกรดอะมิโนใสๆ ให้กลายเป็นความดำมืดก็เริ่มต้นจากกรดอะมิโนใสๆ ที่ชื่อว่า L-Tyrosine จะถูกเอนไซม์ผู้จัดการโรงงานอย่าง Tyrosinase เข้ามาจับและออกซิไดซ์เปลี่ยนสภาพให้กลายเป็น L-DOPA จากนั้นเอนไซม์ตัวเดิมก็ไม่รอช้า เข้ามากระทุ้งซ้ำเปลี่ยน L-DOPA ให้กลายเป็น DOPAquinone ทันที ซึ่งสารตัวนี้แหละครับที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีแบบลูกโซ่รัวๆ จัดเรียงตัวใหม่จนในที่สุดก็กลายร่างเป็น Eumelanin (ยูเมลานิน) หรือเม็ดสีสีน้ำตาลดำที่มีคุณสมบัติดูดกลืน UV ได้ดีเยี่ยมนั่นเอง

กระบวนการถัดไป เจ้าถุง Melanosome ที่ตอนนี้อัดแน่นไปด้วยเม็ดสี Eumelanin จนดำสนิท (Stage IV) จะเคลื่อนที่ไปตามเส้นใย Microtubules ขนส่งผ่านหนวดของ Melanocyte (Dendrites) ที่ยื่นออกไปชอนไชอยู่ระหว่างเซลล์ Keratinocyte รอบๆ ถุงเม็ดสีเหล่านี้จะถูกส่งถ่าย (Transfer) เข้าสู่เซลล์ผิวชั้นนอกด้วยกลไก Phagocytosis

เมื่อเซลล์ Keratinocyte ได้รับถุงเม็ดสี มันไม่ได้ปล่อยให้ลอยเคว้งคว้าง แต่จะจัดการลำเลียงถุงเหล่านั้นไปเรียงตัวรวมกันเป็นกระจุกอยู่ "เหนือบริเวณนิวเคลียส" ของตัวเอง กลายเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า Supranuclear Cap หรือร่มกันแดดชีวภาพขนาดจิ๋ว ร่มเหล่านี้จะกางออกเพื่อดูดกลืนและกระเจิงแสง UV ที่จะสาดส่องลงมาในอนาคต ปกป้อง DNA ในนิวเคลียสไม่ให้ถูกทำลายซ้ำรอยเดิม ความคล้ำ ฝ้า และกระ ที่ปรากฏบนใบหน้า แท้จริงแล้วคือแผลเป็นแห่งการต่อสู้ และเป็นกลไกการเอาชีวิตรอดทางวิวัฒนาการที่ปกป้องเราจากมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

ทำไม "กันแดด" ถึงเป็นไม้ตายที่แท้จริง?

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เราต่างรู้ดีว่าการกระหน่ำใส่ Active ingredients ราคาแพงในสูตร Whitening ไม่ว่าจะเป็น Arbutin หรือ Kojic acid เพื่อไปยับยั้งการเร่งปฏิกิริยาของ Tyrosinase หรือ การใส่ Niacinamide เพื่อขัดขวางการส่งถ่าย Melanosome ล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ "ปลายเหตุ" ทั้งสิ้น ตราบใดที่โฟตอนของ UV ยังทะลวงลงมาถึงเซลล์ได้ วงจรแห่งความพินาศนี้ก็จะถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา

นั่นคือเหตุผลที่ Sunscreen คือ เทพพระเจ้าของการปกป้องผิว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Chemical sunscreen หรือ การใช้ Physical sunscreen อย่างนาโน TiO₂ หรือ ZnO (ปัจจุบันมีหลากหลายมาก เลือกใช้เอาได้เลยครับ ประสิทธิภาพสูงปรี๊ดดด) มันคือการสร้างสนามพลังงานสกัดกั้นรังสี UV ไว้ที่ "นอกผิวหนัง" ตัดจบปัญหาตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มขึ้น

เมื่อไม่มีโฟตอนปะทะ DNA ก็ไม่มีการกลายพันธุ์ ไม่มีเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากเซลล์ และโรงงานผลิตเม็ดสีก็จะหลับใหลต่อไปอย่างสงบ... นี่แหละครับตรรกะระดับเซลล์ที่ตอกย้ำว่า ทำไมการทดสอบและสร้างสูตรครีมกันแดดที่แม่นยำที่สุด จึงเป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสุดของการดูแลผิวพรรณ!

05/03/2026

The Salt Curve Chronicles: เมื่อเกลือเปลี่ยน Surfactant เหลวให้เป็นเจล... ปาฏิหาริย์หรือฟิสิกส์?

สวัสดี...ท่านผู้เสพความรู้ทุกท่านครับ....ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่ในห้องปฏิบัติการเคมีอันเงียบสงัด เบื้องหน้าของคุณ คือ บีกเกอร์แก้วใสที่บรรจุของเหลวสีใสแจ๋ว ซึ่งดูเผินๆ ไม่ต่างอะไรจากน้ำเปล่า ทว่าในความจริงแล้ว มัน คือ สารละลายของ SLES (Sodium Laureth Sulfate) พระเอกของวงการทำความสะอาดที่กำลังลอยละล่องอยู่อย่างอิสระ คุณค่อยๆ หยิบช้อนตักผงสีขาวธรรมดาๆ อย่าง "เกลือแกง" หรือ Sodium Chloride (NaCl) เทลงไปเพียงปลายช้อน แล้วเริ่มคนเบาๆ ทันใดนั้น สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

เมื่อของเหลวที่เคยไหลโจ๊กเหมือนน้ำ กลับค่อยๆ หนืดข้นขึ้น ก่อตัวมวลรวมกันจนกลายเป็น "เจลใส" ที่ยืดหยุ่นราวกับเวทมนตร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่มายากล แต่มันคือละครดราม่าระดับนาโนสเกลที่นักเคมีฟิสิกส์เรียกว่า "The Salt Thickening Effect" ซึ่งผมจะพาคุณดำดิ่งลงไปดูเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ในทุกเสี้ยววินาทีเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่สภาวะแรกสุด เมื่อ SLES ถูกละลายลงในน้ำ โมเลกุลของมันประกอบด้วยส่วนหางที่เป็นไขมันและเกลียดน้ำ (Hydrophobic Tail) กับส่วนหัวที่เป็นซัลเฟตและชอบน้ำ (Hydrophilic Head) ด้วยความที่หางมันเกลียดน้ำเข้าไส้ มันจึงพยายามหันหางเข้าหากันและเอาหัวออกด้านนอก ก่อตัวเป็นรูปทรงกลมที่เรียกว่า "Spherical Micelle" หรือไมเซลล์ทรงกลม แต่ปัญหาใหญ่ทางวิศวกรรมไฟฟ้าสถิตก็เกิดขึ้นตรงนี้ เพราะส่วนหัวของ SLES ทุกตัวนั้นพกพาประจุลบ (SO₄²⁻) อันมหาศาลติดตัวมาด้วย และตามกฎของฟิสิกส์ที่ว่า "ประจุเหมือนกันย่อมผลักกัน" (Electrostatic Repulsion)

หัวของไมเซลล์แต่ละตัวจึงเปรียบเสมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่พยายามผลักเพื่อนข้างๆ ออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์ทางเรขาคณิต คือ ไมเซลล์จำใจต้องรักษาสภาพเป็นทรงกลม เพราะเป็นรูปทรงที่มีพื้นที่ผิวมากที่สุด ทำให้หัวประจุลบแต่ละตัวสามารถอยู่ห่างกันได้มากที่สุด (High Effective Head Group Area) และด้วยรูปทรงกลมนี่เองที่ทำให้พฤติกรรมการไหลของมันเหมือนกับ "ลูกแก้ว" ที่กลิ้งผ่านกันไปมาได้อย่างอิสระโดยไม่มีแรงเสียดทานมากนัก สารละลายในบีกเกอร์ของคุณจึงมีสภาพเหลวเป๋ว หรือมีความหนืดต่ำ (Low Viscosity) นั่นเองจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวเกิดขึ้นทันทีที่คุณเทเกลือแกงลงไป เกลือ (NaCl) จะแตกตัวออกเป็นโซเดียมไอออนประจุบวก (Na+) และคลอไรด์ไอออนประจุลบ (Cl-) พระเอกขี่ม้าขาวของเราในฉากนี้คือ โซเดียมไอออน (Na+) หรือ ที่เรียกว่า Counter-ion ซึ่งจะถูกดึงดูดด้วยแรงทางไฟฟ้าให้วิ่งตรงดิ่งเข้าไปหาหัวซัลเฟตประจุลบของ SLES ที่กำลังผลักกันอยู่อย่างบ้าคลั่ง

โซเดียมไอออนเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปรวมร่าง แต่พวกมันเข้าไปสร้าง "กำแพงไฟฟ้า" หรือ Electrical Double Layer ล้อมรอบหัวไมเซลล์ไว้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "Charge Screening Effect" หรือ การบังประจุ ซึ่งเปรียบเสมือนการที่มีคนกลางมายืนคั่นระหว่างคนที่เกลียดขี้หน้ากัน ทำให้แรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างหัวไมเซลล์ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วเมื่อกำแพงแห่งความเกลียดชังพังทลายลงและแรงผลักลดน้อยลง หัวของ SLES ที่เคยต้องยืนห่างกันก็เริ่ม "กล้า" ที่จะขยับเข้ามาเบียดเสียดกันได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น (Closer Packing) ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในสมการ Critical Packing Parameter (P) ที่มีสูตรว่า

P = v / (a₀ . lc)

โดยที่ v คือ ปริมาตรหาง และ lc คือ ความยาวหาง ซึ่งเป็นค่าคงที่ แต่ตัวแปรที่เปลี่ยนไปคือ a₀ หรือ พื้นที่หน้าตัดของส่วนหัว เมื่อหัวไมเซลล์เบียดกันแน่นขึ้น ค่า a₀ จึงเล็กลง และเมื่อตัวหารเล็กลง ผลลัพธ์ของค่า P จึงเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีค่าน้อยกว่า 1/3 (ซึ่งบังคับให้เป็นทรงกลม) ค่า P จะขยับขึ้นไปอยู่ในช่วงระหว่าง 1/3 ถึง 1/2 ซึ่งเป็นช่วงที่บังคับให้โครงสร้างต้องเปลี่ยนรูปทรงจาก "ทรงกลม" ยืดออกกลายเป็น "ทรงกระบอก" หรือ "ทรงแท่งยาว" (Cylindrical / Rod-like Micelle)

ในทันทีวินาทีที่ไมเซลล์เปลี่ยนร่างจากลูกแก้วกลมๆ กลายเป็นเส้นยาวเฟื้อยคล้ายหนอน (Worm-like Micelles) นี่ คือ จุดกำเนิดของความหนืดที่คุณมองเห็นด้วยตาเปล่า ลองจินตนาการถึงความแตกต่างระหว่างการเทลูกแก้วลงพื้น กับการเทเส้นสปาเกตตีต้มสุกจำนวนมากลงไป ลูกแก้วจะกลิ้งกระจายตัวง่าย แต่เส้นสปาเกตตีจะพันกันอีรุงตุงนังจนแกะไม่ออก ในระดับโมเลกุลก็เช่นกัน ไมเซลล์ทรงแท่งเหล่านี้จะเกิดการพันกันเองจนสร้างเป็นโครงข่ายสามมิติ (3D Transient Network/Entanglement) ขวางทางเดินของน้ำ โมเลกุลน้ำที่เคยไหลสะดวกโยธินกลับถูกเส้นไมเซลล์เหล่านี้ขังไว้ในร่างแห ทำให้เกิดแรงต้านทานการไหลมหาศาล และนั่นคือวินาทีที่น้ำใสๆ ในบีกเกอร์ของคุณเปลี่ยนสภาพเป็น "เจลหนืด" ที่มีความยืดหยุ่น (Viscoelastic Fluid) อย่างสมบูรณ์แบบอย่างไรก็ตาม

แต่เรื่องราวนี้อาจจบลงด้วยโศกนาฏกรรมหากคุณเกิดความโลภอยากเอาหนืดอีกและเติมเกลือลงไปมากเกินไป เพราะกราฟความหนืดของเกลือนั้นเป็นรูป "ระฆังคว่ำ" (Bell Curve) หากปริมาณโซเดียมไอออน (Na+) มีมากเกินความจำเป็น มันจะเกิดภาวะ Over-screening จนไปทำลายชั้นน้ำ (Hydration Shell) ที่หุ้มรอบไมเซลล์ไว้ ทำให้ไมเซลล์ที่เบียดกันแน่นเกินไปทนไม่ไหวและเกิดการแยกตัวออกจากน้ำ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ "Salting Out" โครงข่ายสปาเกตตีที่แข็งแรงจะพังทลายลง สารละลายจะเกิดการแยกชั้น ตกตะกอนขุ่น และกลับมาเหลวเป็นน้ำอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นจุดจบที่กู้คืนได้ยากยิ่ง นี่คือบทสรุปของกลไกอันซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแชมพูขวดละไม่กี่บาท ที่ใช้วิทยาศาสตร์เปลี่ยนน้ำให้เป็นเจลได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ

#อาจารย์สายฮากับชาเขียว #เกลือ #ความข้นหนืเด

ที่อยู่

57 Moo 2 Suphanburi-Pamok Road, Khok Kho Thao, Mueang Suphan Buri District
Suphan Buri
72000

เบอร์โทรศัพท์

+66891416790

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ GMP Cosmetic SDUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง GMP Cosmetic SDU:

ทางลัด

แชร์