รู้จักเขื่อนป่ะ ?

รู้จักเขื่อนป่ะ ? อยากรู้ก็ดูเองนะ

30/01/2013

like กันเยอะๆนะ

อยากรู้ก็ดูเองนะ

30/01/2013

บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วัตถุประสงค์ข้อที่1. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของการสร้างเขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีวัตถุประสงค์ข้อที่ 2. เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริของในหลวง ของ เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ประชากรประกอบอาชีพ การทำนาข้าว ปลูกพืชไร่พืชสวน เช่น อ้อยมันสำปะหลัง การปลูกพืชไม้ยืนต้น การเลี้ยงสัตว์ ประกอบไปด้วย ประชาชนในพื้นที่บริเวณเขื่อนกระเสียว และนักท่องเที่ยว เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ มี 2 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับเกี่ยวกับเรื่องของเขื่อนกระเสียว
4.51 – 5.00 หมายถึง มีความต้องการมากที่สุด
3.51 – 4.50 หมายถึง มีความต้องการมาก
2.51 – 3.50 หมายถึง มีความต้องการปานกลาง
1.51 - 2.50 หมายถึง มีความต้องการน้อย
1.00 – 1.50 หมายถึง มีความต้องการน้อยที่สุด
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) C.V.(%) และแปลผล

สรุปผลการวิจัย
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาเรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ข้อที่ 1. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของการสร้างเขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
จากการศึกษาความเป็นมาของเขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จะเห็นได้ว่าการสร้างเขื่อนกระเสียวนั้นสร้างขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยในเขตอำเภอด่านช้างและพื้นที่ใกล้เคียงและช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตโครงการ และช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามที่จำเป็นในพื้นที่การเกษตร
2. วัตถุประสงค์ข้อที่ 2. เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริของในหลวง ของ เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
จากการที่ได้ลงพื้นที่จริง ณ เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาเขื่อนกระเสียว พบว่าเขื่อนกระเสียวมีการแก้ไขปัญหาน้ำได้จริงเพราะการสร้างเขื่อนกระเสียวนั้นช่วยในการชะลอน้ำเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก และช่วยเก็บน้ำไว้ให้กับประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้ประกอบอาชีพ เช่น การทำการเกษตร
อภิปรายผล
1. จากผลการศึกษาเรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการนำแบบสอบถามไปถามประชาชนในละแวกนั้นและนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวชมเขื่อนกระเสียวโดยรวมอยู่ในระดับที่ดีมาก เห็นได้ว่า ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อเขื่อนกระเสียวในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีค่าความสูงอยู่ที่ อันดับแรกได้แก่ข้อที่ 2 เขื่อนกระเสียวช่วยในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤตคิดเป็นร้อยละ90 และข้อ10 ในอนาคต เขื่อนกระเสียวจะช่วยในการแก้ไขปัญหาน้ำได้มากน้อยเพียงใด คิดเป็นร้อยละ 90
2. จากผลการศึกษาเรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการนำแบบสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รักษาดูแลเขื่อน ได้ความว่า เขื่อนกระเสียวเริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2512 และก่อสร้างเสร็จเมื่อ ปีพ.ศ. 2524 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอุทกภัย และช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตและนอกเขตอำเภอด่านช้าง ซึ่งในการสร้างเขื่อนกระเสียวนั้น ช่วยในการกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรและช่วยระบายน้ำชะลอน้ำ
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. จากผลการวิจัยเรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามผลสรุปโดยรวมแล้ว มีข้อเสนอแนะคือ การสอบถามข้อมูลควรถามข้อมูลที่มีความหลากหลาย กับคนหลายๆคน

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีเวลาการศึกษางานวิจัย มากกว่านี้อย่างน้อย 3 เดือน
2. ควรทำความเข้าใจกับงานวิจัยครั้งนี้ให้มาก ให้เวลากับงานอย่างจริงจัง

30/01/2013

บทที่ 4
ผลการดำเนินงาน

โดยใช้แบบสอบถามการวิจัยเรื่อง การไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อทำการสอบถามทัศนคติของคนแต่ละช่วงอายุสามารถสรุปคิดค่าออกมาเป็นค่าร้อยละได้ดังผลตารางที่ปรากฎดังนี้


แบบสอบถามการวิจัย
เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของ
พระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี

ตอนที่ 1 สถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
1. เพศ
เพศ จำนวน ร้อยละ
ชาย 17 34
หญิง 33 66
รวม 50 100.00

จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบประเมินครั้งนี้เป็นเพศชาย จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 34 เพศหญิงจำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 66

2. อายุ
ช่วงอายุ/ปี จำนวน ร้อยละ
11-20 5 10
21-30 21 42
31-40 13 26
41-50 7 14
50 ปีขึ้นไป 4 8
รวม 50 100.00

จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบประเมินครั้งนี้อยู่ในช่วงอายุ 11-20 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ช่วงอายุ 21-30 จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 42 ช่วงอายุ 31-40 จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 26 ช่วงอายุ 41-50 จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 14 และช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8

3. ระดับการศึกษา
ระดับการศึกษา จำนวน ร้อยละ
ต่ำกว่าปริญญาตรี 34 68
ปริญญาตรี 14 28
สูงกว่าปริญญาตรี 2 4
อื่นๆ 0 0
รวม 50 100.00

จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบประเมินครั้งนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 68 ปริญญาตรี จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 28 สูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 4 และอื่นๆ จำนวน 0 คน คิดเป็นร้อยละ 0

ตอนที่ 2 ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับเขื่อนกระเสียวในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

ความคิดเห็นเกี่ยวกับเขื่อนกระเสียวในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน ร้อยละ
1.เขื่อนกระเสียวมีความสำคัญต่อประชาชนที่ทำอาชีพเกษตรกรรม
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

40
7
3
0
0

80
14
6
0
0
2. เขื่อนกระเสียวช่วยในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤต
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด
45
4
1
0
0
90
8
2
0
0
3. เขื่อนกระเสียวมีส่วนช่วยในการชะลอน้ำไม่ให้ท่วม
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

44
5
1
0
0
88
10
2
0
0
4. เขื่อนกระเสียวช่วยบอกสถานภาพในความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคนั้นๆ
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

35
12
3
0
0

70
24
6
0
0
5.ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนกระเสียวที่มีต่อการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

36
10
4
0
0

72
20
8
0
0
6. สามารถนำน้ำในเขื่อนกระเสียวมาใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

37
8
5
0
0

74
16
10
0
0
7.เขื่อนกระเยวเป็นแหล่งหากินและสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่นั้นได้
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

44
5
1
0
0

88
10
2
0
0
8.เขื่อนกระเสียวเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด


41
8
1
0
0
82
16
2
0
0

9. เขื่อนกระเสียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด
42
4
4
0
0
84
8
8
0
0
10. ในอนาคต เขื่อนกระเสียวจะช่วยในการแก้ไขปัญหาน้ำได้มากน้อยเพียงใด
- มากที่สุด
- มาก
- ปานกลาง
- น้อย
- น้อยที่สุด

45
3
2
0
0

90
6
4
0
0

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ
1.แบบสอบถามควรถามข้อมูลที่หลากหลาย
2.ควรมีที่พักเยอะกว่านี้

จากการแสดงความคิดเห็นในแบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติของคนไทยที่มีต่อเขื่อนกระเสียวในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ปรากฏว่า ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อเขื่อนกระเสียวในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีค่าความสูงอยู่ที่ อันดับแรกได้แก่ข้อที่ 2 เขื่อนกระเสียวช่วยในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤตคิดเป็นร้อยละ90 และข้อ10 ในอนาคต เขื่อนกระเสียวจะช่วยในการแก้ไขปัญหาน้ำได้มากน้อยเพียงใด คิดเป็นร้อยละ 90 และอันดับที่สอง คือข้อ 3 คือเขื่อนกระเสียวมีส่วนช่วยในการชะลอน้ำไม่ให้ท่วมคิดเป็นร้อยละ 88 และข้อที่ 7 เขื่อนกระเยวเป็นแหล่งหากินและสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่นั้นได้ คิดเป็นร้อยละ 88 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากแบบสอบถามพบว่าคนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญเขื่อนกระเสียวที่ช่วยในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤตและช่วยในการแก้ไขปัญหาน้ำ

ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์รายข้อ

ผลการวิเคราะห์ ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 ข้อที่ 7 ข้อที่ 8 ข้อที่ 9 ข้อที่ 10
จำนวนคน 50 50 50 50 50 50 50 50 50 50
คะแนนรวม 237 244 241 232 232 232 243 240 238 243
คะแนนต่ำสุด 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3
คะแนนสูงสุด 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5
ค่าเฉลี่ย 4.74 4.88 4.82 4.64 4.64 4.64 4.86 4.80 4.76 4.86
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 0.39 0.44 0.60 0.63 0.66 0.40 0.45 0.59 0.45
C.V.(%) 11.91 7.90 9.08 12.89 13.60 14.28 8.32 9.41 12.42 9.30
แปลผล มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด

วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 ข้อที่ 7 ข้อที่ 8 ข้อที่ 9 ข้อที่ 10
ค่าอำนาจจำแนก 0.44 0.34 0.48 0.37 0.52 0.57 0.41 0.67 0.54 0.60
Sig 0.00 0.02 0.00 0.01 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00
แปลผล yes yes yes yes yes yes yes yes yes yes
ค่าความเชื่อมั่น มีค่าเท่ากับ หมายเหตุ: ค่าอำนาจจำแนกแบบ Item Total Correlation
0.8086 และค่าความเชื่อมั่นแบบสัมประสิทธิ์แอลฟา

ตารางที่ 2 ผลวิเคราะห์รายคน

กลุ่มตัวอย่างคนที่ ผลการวิเคราะห์
จำนวนข้อที่ตอบ คะแนนรวม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์การกระจาย (%)
(Sum.)
(Mean : )
(S.D.) (C.V.)
1 10 43 4.30 0.82 19.15
2 10 40 4.00 0.94 23.57
3 10 37 3.70 0.82 22.25
4 10 44 4.40 0.84 19.17
5 10 48 4.80 0.42 8.78
6 10 48 4.80 0.42 8.78
7 10 46 4.60 0.70 15.20
8 10 49 4.90 0.32 6.45
9 10 41 4.10 0.74 18.00
10 10 49 4.90 0.32 6.45
11 10 42 4.20 0.79 18.78
12 10 45 4.50 0.71 15.71
13 10 44 4.40 0.84 19.17
14 10 45 4.50 0.53 11.71
15 10 41 4.10 0.74 18.00
16 10 50 5.00 0.00 0.00
17 10 50 5.00 0.00 0.00
18 10 50 5.00 0.00 0.00
19 10 50 5.00 0.00 0.00
20 10 50 5.00 0.00 0.00
21 10 50 5.00 0.00 0.00
22 10 50 5.00 0.00 0.00
23 10 50 5.00 0.00 0.00
24 10 50 5.00 0.00 0.00
25 10 50 5.00 0.00 0.00
26 10 50 5.00 0.00 0.00
27 10 50 5.00 0.00 0.00
28 10 50 5.00 0.00 0.00
29 10 50 5.00 0.00 0.00
30 10 47 4.70 0.48 10.28
31 10 50 5.00 0.00 0.00
32 10 49 4.90 0.32 6.45
33 10 50 5.00 0.00 0.00
34 10 50 5.00 0.00 0.00
35 10 50 5.00 0.00 0.00
36 10 49 4.90 0.32 6.45
37 10 47 4.70 0.48 10.28
38 10 47 4.70 0.67 14.36
39 10 50 5.00 0.00 0.00
40 10 47 4.70 0.48 10.28
41 10 49 4.90 0.32 6.45
42 10 50 5.00 0.00 0.00
43 10 47 4.70 0.48 10.28
44 10 49 4.90 0.32 6.45
45 10 48 4.80 0.42 8.78
46 10 48 4.80 0.42 8.78
47 10 45 4.50 0.53 11.71
48 10 50 5.00 0.00 0.00
49 10 48 4.80 0.63 13.18
50 10 50 5.00 0.00 0.00

ตารางที่3 ผลวิเคราะห์รวม

ผลการวิเคราะห์ ภาพรวม
คะแนนรวม 2,382
ค่าเฉลี่ย 4.76
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.32
C.V.(%) 6.70
แปลผล มากที่สุด

จากผลการวิเคราะห์รวม เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้โปรแกรม คิด วิเคราะห์แบบสอบถาม ชุดโปรแกรมช่วยการวิเคราะห์งานวิเคราะห์ทางการศึกษา มีคะแนนรวม มีภาพรวม 2,382 คะแนน ค่าเบี่ยงเบน มีภาพรวม 4.76 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีภาพรวม 0.32 เปอร์เซ็นต์ C.V. มีภาพรวม 6.70 เปอร์เซ็นต์ แปลผล มีภาพรวมมากที่สุด

30/01/2013

บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย

วิธีการดำเนินการวิจัยเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนกระเสียว อำเภอ ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จะได้นำเสนอ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดั้งต่อไปนี้

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเที่ยวชมเขื่อนกระเสียว ซึ่งการศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ดูแลเขื่อนกระเสียว อำเภอ ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างของการสอบถาม ณ เขื่อนกระเสียว คือ ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 50 คนจากนั้นมีการสุ่มตัวอย่างในการสอบถาม ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่างคือ เจ้าหน้าที่และพนักงานดูแลพิพิธภัณฑ์จำนวน 4 คน นักท่องเที่ยวที่มาชมเขื่อนกระเสียวจำนวน 30 คน และพ่อค้า แม่ค้าจำนวน 20 คน เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างสามารถสอบทำแบบสอบถามได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วยข้อคำถาม 2 ตอนดังนี้
ตอนที่ 1 เป็นข้อคำถามให้เลือกตอบเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามและลักษณะของชุมชน ประกอบด้วยข้อคำถามด้านเพศ อายุ การศึกษา
ตอนที่ 2 เป็นข้อคำถามแบบมาตราส่วนความสำคัญ 5 ระดับเกี่ยวกับการศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกำหนดค่าถ่วงน้ำหนักของคะแนนดังนี้
5 หมายถึงมากที่สุด
4 หมายถึงมาก
3 หมายถึงปานกลาง
2 หมายถึงน้อย
1 หมายถึงน้อยที่สุด
เนื้อหาการศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกอบด้วยข้อความคิดเห็น 10 ข้อ
ตอนที่ 3 เป็นคำถามที่เกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ทำการเก็บข้อมูลรวบรวมโดยการรวบรวมข้อมูลของการวิจัยเรื่องที่ต้องการสืบค้น และค้นหาสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านั้น จากนั้นลงพื้นที่ที่โดยการประสานงานกับเขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เกี่ยวข้อง ในการเก็บข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล 64 วัน รวบรวมตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2555 หลังจากนั้นจะทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามและเก็บซ้ำกรณีข้อมูลไม่สมบูรณ์

การวิเคราะห์ข้อมูล
แบบสอบถามที่ดำเนินการเก็บข้อมูลแล้วเสร็จ จำนวน ชุด ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อเก็บรวบรวมมาและนำมาตรวจสอบความสมบูรณ์
1.จำนวนร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อ
4.51 – 5.00 หมายถึง มีความต้องการมากที่สุด
3.51 – 4.50 หมายถึง มีความต้องการมาก
2.51 – 3.50 หมายถึง มีความต้องการปานกลาง
1.51 - 2.50 หมายถึง มีความต้องการน้อย
1.00 – 1.50 หมายถึง มีความต้องการน้อยที่สุด

2.สถิติ t-test และ Microsoft office excel ใช้ในการเปรียบเทียบความแตกต่างที่จำแนกตามตัวแปรของกลุ่มตัวอย่าง โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 และ 0.01 สำหรับการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยหลังการทดสอบโดย Excel โดยการใช้วิธี หาค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) โดยวิธีการของบุญชุมและบุญส่ง

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก เริ่มดำเนินการศึกษาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2508 และในวันท...
30/01/2013

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก เริ่มดำเนินการศึกษาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2508 และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานศึกษาตามความเหมาะ สมโครงการ อย่างจริงจัง และเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ใน เขตลุ่มน้ำป่าสัก และ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตลอดจนกรุงเทพฯและปริมณฑล กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป่าสัก ชลสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 และแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 และในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และทรงพระราชทานนามเขื่อน แห่งนี้ว่า"เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์"ซึ่งมีความหมายว่าเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำที่มีประสิทธิภาพ

ลักษณะทั่วไปของลุ่มน้ำป่าสักและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก : 14,520 ตารางกิโลเมตร
ความยาวแม่น้ำป่าสัก : 513 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย : 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี
ปริมาณฝนเฉลี่ย : 1,200 มิลลิเมตร/ปี
ที่ตั้งเขื่อน : ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
และ ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี
ความยาวเขื่อน : 4,860 เมตร
ความสูง : 36.50 เมตร
ความจุอ่างเก็บน้ำ : 960 ล้านลูกบาศก์เมตร (ที่ระดับเก็บกักสูงสุด+ 43.000 ม.รทก.)
785 ล้านลูกบาศก์เมตร (ที่ระดับเก็บกักปกติ+ 42.000 ม.รทก.)
อาคารประกอบเขื่อน : Service Spillway, River Outlet,Auxiliary Spillway
พื้นที่อ่างเก็บน้ำ : 114,119 ไร่
พื้นที่ชลประทาน : 174,500 ไร่ ประกอบด้วย
โครงการสูบน้ำพัฒนานิคม 29,300 ไร่
โครงการสูบน้ำพัฒนานิคม - แก่งคอย 28,500 ไร่
โครงการสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ 86,700 ไร่
โครงการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร 3 อำเภอ จ.ลพบุรี 30,000 ไร่
งบประมาณดำเนินการ : 23,336 ล้านบาท

( www.pasakdam.com )
เขื่อนแก่งเสือเต้น

บทเรียนเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศไทย จากประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เราเห็นว่า แม้จะมีเขื่อนขนาดใหญ่แล้ว อาทิ ลุ่มน้ำปิง มีเขื่อนภูมิพล ลุ่มน้ำวัง มีเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา ลุ่มน้ำน่าน มีเขื่อนสิริกิตต์ แต่ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง กลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าหากมีเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำยม อย่างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน หรือ เขื่อนยมล่าง แล้ว จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริง ในทางกลับกัน เขื่อนขนาดใหญ่ดังกล่าว จะนำไปสู่การทำลายป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายของประเทศไทย กว่า 24,000 ไร่ (สองหมื่นสี่พันไร่) และป่าเบญจพรรณอีกกว่า 36,000 ไร่ (สามหมื่นหกพันไร่) รวมพื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไปกว่า 60,000 ไร่ (หกหมื่นไร่) จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งในการผลักดันเขื่อนขนาดใหญ่ในแม่น้ำยม และลุ่มน้ำยม อีกทั้งยังมีผลการศึกษา การวิจัยของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ออกมา ก็มีความชัดเจนแล้วว่าไม่สมควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ป่าสักทองกว่า 24,000 ไร่ ออกดอกบานสะพรั่ง ตบหน้าเสธหนั่น ที่บอกว่าไม่มีป่าสักทองแล้ว (บันทึกเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา) ผลการศึกษากรณีเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ผ่านมา 1.จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ได้ชี้ชัดว่า บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก คือ รอยเลื่อนแพร่ ซึ่งยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะสร้างเขื่อนใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก เสมือนหนึ่งเป็นการวางระเบิดบนหลังคาบ้านของตัวเอง สันเขื่อนที่สูงจากท้องน้ำถึง 72 เมตร หากมีการแตกหรือพังทะลายลงมาจะมีคลื่นยักษ์ยิ่งกว่า สึนามิหลายเท่า 2.จากการศึกษาของ องค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO.) ด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันน้ำท่วม กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถ เยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุด กรมชลประทานศึกษาแล้วพบว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นสามารถเยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ถึง 9.6 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละเก้าจุดหก หรือน้ำท่วมสูง หนึ่งเมตร หากมีเขื่อนแก่งเสือเต้น จะเยียวยาปัญหาได้เก้าจุดหกเซนติเมตร) 3.จากการศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI.) ด้วยเหตุผลทาง เศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน 4.จากการศึกษาของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่าหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของอุทยานแห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศน์ และชุมชนอย่างมาก 5.จากการศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้าน ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทย และมวลมนุษยชาติ 6.จากการศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้วยเหตุผลในการจัดการน้ำ ยังมีทางออก และทางเลือกอื่น ๆ อีกหลายวิธีการ ที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น 7.จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เสนอ 19 แผนงานการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น \การจัดการน้ำต้องฟังเสียงประชาชน ป่าเป็นเรื่องสำคัญ ผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้มาก่อน\" ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี แกนนำพรรคเพื่อไทย รับข้อเสนอภาคประชาชน ที่ ม.รังสิต 24 มิถุนายน 2554 แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ลุ่มน้ำยม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุผล มองปัญหา ดิน น้ำ ป่า ชุมชน เป็นหนึ่งเดียว จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ต้องลงมือทำหลายอย่างร่วมกันเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลยแล้วรอเทพเจ้าแก่งเสือเต้นจะมาช่วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ข้อเสนอเหล่านี้ อาจใช้งบประมาณไม่มากนัก อาจไม่ถูกใจนักการเมือง แต่มันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ เช่น 1.การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ การอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าเสริม การปกป้อง พิทักษ์ รักษา และการจัดการป่า โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม นับเป็นแนวทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบนิเวศน์ ให้กลับคืนมาสู่สมดุล อย่างยั่งยืน โดยเน้นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ 2.การผลักดันแนวคิดการจัดการน้ำชุมชน ให้เป็นแผนแม่บทในการจัดการน้ำแห่งชาติ โดยใช้แนวทางทางภูมินิเวศวิทยา การจัดการน้ำแบบใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน มองภาพรวมการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำทั้งระบบ โดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนาแผนการจัดการน้ำของแต่ละชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการวางแผนและสนับสนุนงบประมาณในการผลักดันแผนการจัดการน้ำชุมชนให้เป็นรูปธรรม 3.แผนการกักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขา กรณีของลุ่มน้ำยม มีลำน้ำสาขาถึง 77 สาขา ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดกลางประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้งบประมาณอ่างละไม่เกิน 200-300 ล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยม สามารถดำเนินการได้โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กตามที่มีรายละเอียดในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจัดทำโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แผนดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยแล้วหมู่บ้านละประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น 4.แผนการกักเก็บน้ำ หนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งกักเก็บน้ำ ในกรณีของลุ่มน้ำยม มีอยู่ 96 ตำบล ใช้งบประมาณไม่เกินแหล่งละ 5-10 ล้านบาท ซึ่งแผนงานเหล่านี้จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนไม่มากนัก แต่จะมีประโยชน์ต่อชาวบ้านและชุมชนโดยตรงในแต่ละพื้นที่ 5.การขุดลอกตะกอนแม่น้ำ อันจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้ การทำทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายออกนอกเขตชุมชน การสร้างเครือข่ายทางน้ำเพื่อกระจายน้ำไปยังนอกเขตชุมชน เป็นต้น 6.การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม สามารถทำได้โดย ขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึงการยกถนนให้สูงขึ้น หรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การสร้างบ้านเรือนให้อย่างน้อยชั้นล่างสุดต้องสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด การแนะนำให้เกษตรกรการปลูกพืชอายุสั้น พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การกำหนดให้เป็นเขตเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม การหยุดยั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งประมง เขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ทางตอนล่างลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพได้ เนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่พักน้ำ ที่สามารถพักน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันถึง 500-1
( www.prachatai.com )

เขื่อนศรีนครินทร์
เขื่อนศรีนครินทร์ (ชื่อเดิม เขื่อนเจ้าเณร) เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง สร้างขึ้นบนแม่น้ำแควใหญ่บริเวณบ้านเจ้าเณรตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นับเป็น เขื่อนแห่งที่ 8 ในจำนวน 17 แห่ง ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างขึ้นเพื่อ อำนวยประโยชน์ทางด้านต่างๆ ตลอดจนช่วยพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎร และส่งเสริมให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม เขื่อนศรีนครินทร์ก่อกำเนิดขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี แต่ละปีจะมีนักทัศนาจรหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวชมอย่างมากมาย นับเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่งลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้าเป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากฐานราก 140 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร กว้าง 15 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 419 ตารางกิโลเมตร มีความจุมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 5 เครื่อง เครื่องที่ 1-3 กำลังผลิต เครื่องละ 120,000 กิโลวัตต์ เครื่องที่ 4-5 เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบสูบกลับ กำลังผลิต เครื่องละ 180,000 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 720,000 กิโลวัตต์ งานก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ เริ่มเมื่อปี 2516 แล้วเสร็จในปี 2523 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้เชิญ พระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาขนานนามเขื่อน และเสด็จ พระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2524
เขื่อนศรีนครินทร์เป็นโครงการอเนกประสงค์ ซึ่งอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
• ชลประทานช่วยส่งเสริมระบบชลประทาน โครงการแม่กลองใหญ่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมี เขื่อนแม่กลองของกรมชลประทานเป็นหัวงานทดน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรได้ตลอดปีเป็นเนื้อที่ถึง 4,118 ล้านไร่
• ผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1,250 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
• บรรเทาอุทกภัย สามารถกักเก็บน้ำที่หลากมาในช่วงฤดูฝนไว้ในอ่างเก็บน้ำได้เป็นจำนวนมาก ช่วย บรรเทาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำแม่กลองให้ลดน้อยลง
• คมนาคมทางน้ำสามารถใช้เป็นเส้นทางเดินเรือขึ้นไปยังบริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น
• ผลักดันน้ำเค็มสามารถปล่อยน้ำลงผลักดันน้ำเค็มมิให้หนุนล้ำเข้ามาทำความเสียหายแก่พื้นที่บริเวณ ปากน้ำแม่กลองในช่วงฤดูแล้ง
• เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับราษฎรอีกทางหนึ่งด้วย
• เขื่อนศรีนครินท์นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้มาเที่ยวชมปีละเป็นจำนวนกว่าแสนคน และก่อให้เกิดการขยายตัวทางการท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง เช่น แพท่องเที่ยวในอ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

30/01/2013

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุมมีฝนตกปีละ 5 เดือน และฝนจะตกหนักอยู่เพียง
3 เดือน จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่ในหลายพื้นที่เกือบทุกภูมิภาค พระองค์ได้ทรงวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและทรงคำนึงถึงการเลือกใช้วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่และสมรรถนะของกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ ตลอดจนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย วิธีการต่างๆที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ
1. การก่อสร้างคันกั้นน้ำ เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่างๆ ด้านใน เช่น คันกั้นน้ำโครงการมูโนะและโครงการบีเหล่ง จังหวัดนราธิวาส
2. การก่อสร้างทางผันน้ำ เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมล้มเข้ามาให้ออกไป โดยการก่อสร้างทางผันน้ำหรือขุดบ่อคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำที่ขุดขึ้นใหม่ไปลง
ลำน้ำสายอื่นหรือออกสู่ทะเลตามความเหมาะสม เช่น ปัญหาจากแม่น้ำ โก-ลก เข้ามาท่วมไร่นาของราษฎรเสียหายหลายหมื่นไร่ทุกปี การขุดคลองมูโนะได้ช่วยบรรเทาลงได้เป็น
อย่างดี
3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวกหรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังได้ โดยใช้วิธีต่างๆ เช่น

- ขุดลอกลำน้ำตื้นเขินให้น้ำไหลสะดวก
- ตกแต่งผิวดินตามพื้นลาดตลิ่งให้เรียบมิให้เป็นอุปสรรคต่อทางเดินของน้ำ
- กำจัดวัชพืชผักตบชวาและรื้อทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำไหลให้ออกไปจน
หมดสิ้น
- ลำน้ำที่คดโค้งมากจะหาแนวทางขุดคลองใหม่ให้เป็นลำน้ำสายตรงให้น้ำไหลสะดวก

4. การก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันน้ำท่วมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
การกักเก็บน้ำที่ไหลท่วมล้นในฤดูน้ำหลากโดยเก็บน้ำไว้ทางด้านเหนือเขื่อนในลักษณะอ่างเก็บน้ำและเป็นการป้องกันน้ำท่วมใหญ่ในระดับประเทศซึ่งได้ดำเนินการไปหลายจุด เช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง และโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายก
5. โครงการระบายน้ำแก้มลิง เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล ลักษณะของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ การระบายน้ำยามเกิดภาวะน้ำท่วมออกจากพื้นที่เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากคูคลองที่ลำน้ำตื้นเขินมีวัชพืชปกคลุมกีดขวางน้ำไหล
แก้มลิง เป็นการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับพื้นที่หน่วงน้ำ (detentionbasin)เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัจจุบันมีพื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพ เหนือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกำหนดในผังการใช้ที่ดินเป็นพื้นที่เขียวลาย ไม่เหมาะกับการพัฒนา นอกจากนี้ยังมีแก้มลิงเล็กใหญ่กระจายอยู่ทั่ว กรุงเทพ กว่า 20 จุด
โครงการแก้มลิง มีแนวคิดจากการที่ลิงอมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มไว้ได้
คราวละมากๆ พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสอธิบายว่า "ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อนลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือ เต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง"

http://th.wikipedia.org/wiki/ (ปี2555)
ข้อมูลโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนกระเสียวจังหวัดสุพรรณบุรี
ที่มาของโครงการ
โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯเป็นระยะทาง 193 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 340
ลำห้วยกระเสียวมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในเขตอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ไหลไปทาง
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลงสู่จังหวัดสุพรรณบุรี ในเขตอำเภอด่านช้าง แล้วไหลไปทางทิศใต้
จนเกือบถึงบ้านนาตาปิ่น อำเภอด่านช้าง แล้วไหลไปทางทิศใต้จนเกือบถึงบ้านนาตาปิ่น
อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเริ่มออกสู่ที่ราบแล้วไหลไปทางทิศตะวันออก
ลงสู่แม่น้ำสุพรรณบุรี ที่บ้านทีง อำเภอสามชุก มีความยาว 140 กิโลเมตร
ลำห้วยกระเสียว มีความลาดชันมาก และมีพื้นที่รับน้ำฝนถึงประมาณ 1,220 ตารางกิโลเมตร ฉะนั้นในระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีฝนตกหนักน้ำใน
ลำห้วยกระเสียวจึงมีปริมาณมาก และไหลหลากอย่างรวดเร็วบ่าเข้าท่วมพื้นที่ราบตอนล่าง
เขตท้องที่ อำเภอเดิมบางนางบวชอำเภอสมาชุก ก่อให้เกิดอุทกภัยทำความเสียหายแก่พื้นที่เพาะบริเวณดังกล่าวอยู่เป็นประจำเกือบทุกปีและในระยะที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการเพาะปลูกทำให้เกิดความเดือดร้อน เนื่องจากการขาดแคลนน้ำอยู่เสมอรุนแรงของอุทกภัยและภาวการณ์ขาดแคลนน้ำของพื้นที่ดังกล่าวก็เพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น
เพื่อบรรเทาอุทกภัยในเขตดังกล่าวและช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตโครงการฯ
ท่าโบสถ์ตอนล่างและโครงการฯสามชุก ซึ่งอาศัยน้ำฝนแต่เพียงอย่างเดียว ให้มีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกอย่างเพียงพอตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องสร้างแหล่งเก็บน้ำ ต่อไปกรมชลประทาน
จึงได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกระเสียว เริ่มตั้งแต่
1.งานก่อสร้างโครงการฯ กระเสียว
ประกอบด้วย เขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อนทดน้ำ ระบบส่งน้ำ และระบบระบายน้ำ มีรายละเอียดโครงการโดยย่อดังต่อไปนี้

1.1 อาคารหัวงาน
ประกอบด้วย
1.1.1 เขื่อนเก็บกักน้ำ( DAM )สร้างกั้นน้ำลำห้วยกระเสียวระหว่างลาดเขาวงเดือนห้าทางฝั่งขวากับเขาโล้นทางฝั่งซ้ายเหนือบ้านนาตาปิ่นขึ้นไปเล็กน้อย อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี แผนที่ระวาง 4938 IV พิกัด 47 P NS 712-357 ที่ประมาณแลตติจูด
14˚ - 49΄57 " -ลองติจุด 99۫ ۫ 39 -41 " ตัวเขื่อนเป็นลูกรังปนดินชนิด Zome embankmint สูง 32.500เมตร สันเขื่อนอยู่ที่ระดับ +92.500 เมตร (ร.ท.ก) กว้าง 8.00 เมตร ยาว 4,250 กักเก็บน้ำจำนวน 240 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ +87.000 เมตร (ร.ท.ก.) พื้นที่ผิวน้ำในอ่างกว้าง 7 กิโลเมตรยาว 12 กิโลเมตร
1.1.2 ท่อระบายน้ำในตัวเขื่อน( OUTLET )
เป็นท่อคอนกรีตเสริมเหล็กมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 2.50 เมตรทางด้านเหนือน้ำและ
1.80 เมตรทางด้านท้ายน้ำบังคับน้ำด้วยบานระบายเหล็กแรงดันสูง จำนวน 2 ชุดสามารถระบายน้ำได้ 18-25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
1.1.3 ทางระบายน้ำล้น(SPILLWAY )
อยู่ทางขอบอ่างฝั่งซ้าย ระหว่างเขาพุข่อย มีลักษณะเป็นฝ่ายน้ำล้นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบ
ogee weir สันฝ่ายยาว 74 เมตร ระบายน้ำได้ 1000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทางรับน้ำจากฝ่ายลงลำน้ำเดิมยาว 2,400 เมตร
1.1.4 อ่างเก็บน้ำกระเสียว
อ่างเก็บน้ำมีความจุสูงสุด 390 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ+90.64 ม. (ร.ท.ก.) มีพื้นที่ผิวน้ำ 46 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำเก็บกัก 240 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ +87.00 ม. (ร.ท.ก.) มีพื้นที่พื้นที่ผิวน้ำ 35ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด 40 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ +78.00 ม. (ร.ท.ก.) มีพื้นที่ ผิว น้ำ10.4ตารางกิโลเมตร
เป็นปริมาณน้ำนอนก้นอ่าง 40 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ใช้การ 200 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อน 1,220 ตารางกิโลเมตร

1.2 ระบบส่งน้ำและระบายน้ำ
1.2.1 ประตูระบายทดน้ำ
สร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ลงไปตามลำน้ำเป็นระยะทางประมาณ 26+300 กิโลเมตร เป็นไปกะตูระบายคอนกรีตเสริมเหล็ก มีช่องระบายน้ำกว้าง 6.00 เมตร จำนวน 3 ช่อง บังคับน้ำดัวยบานระบายเหล็กโค้งสามารถระบายน้ำได้ 260 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีประตูปากคลองส่งน้ำสายใหญ่ทั้งสองฝั่งสร้างติดกับประตูระบายทดน้ำ
1.2.2 คลองส่งน้ำ
ประกอบด้วย คลองส่งน้ำทั้งหมด 7 สาย ดังนี้
- คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวายาว 20.880 กิโลเมตร
- คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายยาว 7,000 กิโลเมตร
- คลองซอยและแยกซอย 5 สาย
- ฝั่งซ้าย 2 สาย รวมยาว 26.460 กิโลเมตร
- ฝั่งขวา 3 สาย รวมยาว 37.450 กิโลเมตร
1.2.3 คลองระบายน้ำ จำนวน 8 สาย ดังนี้
- ฝั่งซ้าย 4 สาย รวมยาว 44 .304 กิโลเมตร
- ฝั่งขวา 4 สาย รวมยาว 54.956 กิโลเมตร
2.การแบ่งงานส่งน้ำและบำรุงรักษา
โครงการฯกระเสียวแบ่งงานส่งน้ำออกเป็น 3 ฝ่ายคือ
2.1 ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 รับผิดชอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเก็บกักน้ำบำรุงรักษา หัวงานโครงการฯ และลำห้วยกระเสียว 1 สาย มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมดประมาณ 34,852 ไร่ อยู่ในเขต
อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
2.2ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ทางซ้ายของลำห้วยกระเสียว มีพื้นที่ชลประทาน 38,446 ไร่ อยู่ในเขต อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี มีคลองส่งน้ำ 3 สาย ได้แก่ คลองงส่งน้ำ 1 ซ้าย , 1 ขวา-1ซ้าย และ 1ซ้าย -1 ขวา -1 ซ้าย
2.3 ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่ทางฝั่งขวาของลำห้วยกระเสียว มีพื้นที่ชลประทาน 91,554 ไร่ อยู่ในเขต อ.เดิมบางนางบวช อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี มีคลองส่งน้ำ 4 สายได้แก่คลอง1ขวา,1ซ้าย-1ขวา,1ขวา-1ขวา,และ2ซ้าย-1ขวา
3.พื้นที่ความรับผิดชอบของโครงการฯ กระเสียว รวมทั้งหมด 164,852 ไร่
3.1 พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงาน อยู่ในเขต ต.ด่านช้าง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี จำนวน 34,852 ไร่
3.2 พื้นที่ในเขตชลประทาน อยู่ในพื้นที่ 50 หมู่บ้าน 11 ตำบล 3 อำเภอ โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 130,000 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 110,844 ไร่ ได้แก่ ต.วังศรีราช ต.บ่อกรุ แกละ ต.หนองกระทุ่ม
-อำเภอสามชุด ประกอบด้วย ต.หนองสะเดา ต.หนองผักนาก ต.กระเสียว
-อำเภอหนองหญ้าไซ ประกอบด้วย ต.แจงงาม ต.หนองโพธิ์ ต.หนองหญ้าไซ
4. ระยะเวลาการก่อสร้างโครงการ ฯกระเสียว
ระยะเวลาการก่อสร้างโครงการฯ รวม 16 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2509 แล้วเสร็จปี 2524
2509-2514 : สำรวจข้อมูลต่าง ๆ และดำเนินการเบื้องต้น
2515 : เริ่มงานก่อสร้างเบื้องต้น และงานเขื่อนเก็บกักน้ำ
2516-2517 : เริ่มมีปัญหาด้านธรณีวิทยา ได้ทำการสำรวจเพิ่มเติมและช้อนงาน
ก่อสร้างเขื่อนหัวงานไว้ก่อน
2518 : การสำรวจธรณีวิทยาเสร็จเรียบร้อย และองวิชาการได้ปรับปรุงแก้ไขแบบแล้วจึง
ได้เริ่มปฏิบัตินามปกติ
2519 : ได้ราดยางถนนเข้าหัวงาน รวม 35 กม. และก่อสร้างเขื่อนหัวงานต่อ และเขื่อน
ทดน้ำ
2520-2523 : ได้ทำงานขุดคาดคลองงส่งน้ำแกละสร้างอาคารในคลองส่งน้ำแกละสร้างอาคารในคลองส่งน้ำ 7 สายและระบบระบายน้ำ ก่อสร้างทางระบายน้ำฉุกเฉิน
2524 : ก่อสร้างระบบส่งน้ำ และระบบระบายน้ำจนเสร็จเรียบร้อย

ที่อยู่

บ้านนาตาปิ่น หมู่ที่ 3 ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
Supanburi
72000

เบอร์โทรศัพท์

+6635595120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รู้จักเขื่อนป่ะ ?ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท