ศูนย์รวมความรู้เกษตรพอเพียง

ศูนย์รวมความรู้เกษตรพอเพียง ศูนย์รวมความรู้เกษตรพอเพียง

เซฟหรือแชร์เก็บไว้ครับ จะมีประโยชน์สำหรับท่านที่ต้องการเป็นเกษตรจริงๆเราควรเพิ่มอะไรในพืชของเราถึงจะเจริญเติบโตและได้ผลต...
31/08/2026

เซฟหรือแชร์เก็บไว้ครับ จะมีประโยชน์สำหรับท่านที่ต้องการเป็นเกษตรจริงๆ

เราควรเพิ่มอะไรในพืชของเราถึงจะเจริญเติบโตและได้ผลตามความตั้งใจ

=ไนโตรเจน..บำรุงลำต้น กิ่งก้านใบ พืชโดยทั่วไปมีความต้องการธาตุไนโตรเจนเป็นจำนวนมาก เป็นธาตุอาหารที่สำคัญมากในการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของพืช พืชที่ได้รับไนโตรเจนอย่างเพียงพอ ใบจะมีสีเขียวสด มีความแข็งแรง โตเร็ว และทำให้พืชออกดอกและผลที่สมบูรณ์

เมื่อพืชได้รับไนโตรเจนมาก ๆ บางครั้งก็ทำให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน เช่น จะทำให้พืชอวบน้ำมาก ต้นอ่อน ล้มง่าย โรคและแมลงเข้ารบกวนทำลายได้ง่าย คุณภาพผลิตผลของพืชบางชนิดก็จะเสียไปได้ เช่น ทำให้ต้นมันไม่ลงหัว มีแป้งน้อย อ้อยจืด ส้มเปรี้ยว และมีกากมาก แต่บางพืชก็อาจทำให้คุณภาพดีขึ้น

โดยเฉพาะพวกผักรับประทานใบ ถ้าได้รับไนโตรเจนมากจะอ่อน อวบน้ำ และกรอบ ทำให้มีเส้นใยน้อย และมีน้ำหนักดี แต่ผักมักจะเน่าง่าย และแมลงชอบรบกวน
พืชเมื่อขาดไนโตรเจนจะแคระแกร็น โตช้า ใบเหลือง โดยเฉพาะใบล่าง ๆ จะแห้ง ร่วงหล่นเร็วทำให้แลดูต้นโกร๋น การออกดอกออกผลจะช้า และไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ดินโดยทั่ว ๆ ไปมักจะมีไนโตรเจนไม่เพียงพอกับความต้องการของพืช ดังนั้นเวลาปลูกพืชจึงควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมให้กับพืชด้วย

=ฟอสฟอรัส..บำรุงราก สร้างรากฝอย สะสมอาหารเพื่อการออกดอก

อาการขาดธาตุฟอสฟอรัส
พืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัสจะมีอาการให้เห็นที่ใบล่างก่อน ใบแก่จะร่วงเร็ว ลำต้นสั้น และไม่แข็งแรง การออกดอกช้า จำนวนดอก ผล และเมล็ดน้อยลง ผลผลิตต่ำจากใบพืชที่เสื่อม และร่วงหล่นเร็วกว่าปกติ แต่หากได้รับฟอสฟอรัสมากพืชจะแก่เร็ว

อาการขาดฟอสฟอรัสในพืชแต่ละชนิด ได้แก่
– ข้าว ข้าวโพด จะมีลำต้นบิดเกลียว เนื้อไม้แข็ง เปราะ หักง่าย ใบ และลำต้นมีสีม่วง
– สับปะรด มักพบใบมีสีเขียวเข้ม และเปลี่ยนเป็นสีม่วง
– ลิ้นจี่จะมีอาการที่ปลายใบ และขอบใบแก่ตาย ใบม้วน แห้ง และร่วงง่าย

– มะเขือเทศ ใบจะมีสีม่วงใต้ใบ ใบมีขนาดเล็ก ใบย่อยม้วนลง และจะตายก่อนอายุ
– พริก ใบจะมีขนาดเล็ก แคบ และห่อ ใบแก่จะมีสีเหลือง และขอบใบมีสีชมพู ผลจะมีขนาดเล็ก และรูปร่างบิดเบี้ยว
– แครอท จะพบลักษณะหัวแข็งกระด้าง เพราะสะสมสารแห้งมากเกินไป

– ส้ม มีปริมาณใบน้อย ใบร่วง ผลมีกรด และเปรี้ยวมาก
=โปแตสเซี่ยม..บำรุงหัว บำรุงผล เพิ่มความหวาน
ธาตุโพแทสเซียมมีความสำคัญในการสร้างและการเคลื่อนย้ายอาหารพวกแป้งและน้ำตาลไปเลี้ยงส่วนที่กำลังเติบโต และส่งไปเก็บไว้เป็นเสบียงที่หัวหรือที่ลำต้น ดังนั้นพืชพวกอ้อย มะพร้าว และมัน จึงต้องการโพแทสเซียมสูงมาก

ถ้าขาดโพแทสเซียมหัวจะลีบ มะพร้าวไม่มัน และอ้อยก็ไม่ค่อยมีน้ำตาล พืชที่ขาดโพแทสเซียมมักเหี่ยวง่าย แคระแกร็น ใบล่างเหลืองและเกิดเป็นรอยไหม้ตามขอบใบ พืชที่ปลูกในดินทรายที่เป็นกรดรุนแรงมักจะมีปัญหาขาดโพแทสเซียม แต่ถ้าปลูกในดินเหนียวมักจะมีโพแทสเซียมพอเพียง และไม่ค่อยมีปัญหาที่จะต้องใส่ปุ๋ยนี้เท่าใดนัก

ที่มา : รวบรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 18

23/08/2026

อยู่แบบนี้อยู่ได้ไหม

 #วิธีเพาะถั่วงอกคอนโดในบ่อซีเมนต์ 1.บ่อปูนซีเมนต์ ขนาดไหนก้อได้ 2.กระสอบป่านตัดเป็นวงกลมขนาดเท่าขนาดบ่อซีเมนต์3.ตะแกรงพ...
22/08/2026

#วิธีเพาะถั่วงอกคอนโดในบ่อซีเมนต์

1.บ่อปูนซีเมนต์ ขนาดไหนก้อได้
2.กระสอบป่านตัดเป็นวงกลมขนาดเท่าขนาดบ่อซีเมนต์
3.ตะแกรงพลาสติก หรือตะแกรงเกล็ดปลาขนาด 3 mm.ตัดให้ได้เท่ากับขนาดบ่อซีเมนต์

4.นำเมล็ดถั่วเขียวที่ซาวน้ำแล้วมาแช่ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส หรือ ใช้น้ำต้มเดือด 1 ส่วน ผสมน้ำธรรมดา 3 ส่วน แช่ทิ้งไว้ 6-8 ชั่วโมง (หากสภาพอากาศร้อนแช่ 6 ชั่วโมง ถ้าอากาศหนาวแช่ 8 ชั่วโมง)

- อุณหภูมิของน้ำห้ามต่ำหรือสูงกว่านี้ เพราะหากต่ำเกินไปจะฆ่าเชื้อโรคไม่ได้ และถ้าสูงเกินไปทำให้เมล็ดถั่วตาย เพาะไม่ขึ้น และการแช่น้ำอุ่นทำให้เปลือกเกิดปฏิกิริยา ทำให้หลุดได้ง่าย ซึ่งช่วยทั้งเรื่องการงอก และล้างทำความสะอาดได้ง่าย หลังจากแช่ตามระยะเวลาที่กำหนด เมล็ดถั่วเขียวเริ่มมีรากปริ่ม ๆ ขึ้นมา

ส่วนวีธีทำก็ไม่ยากมากนัก
1. เอาตะแกรง ที่เตรียมไว้รองใต้ฐานลงก่อน เพื่อป้องกันรากถั่วงอก โดน ก้นบ่อ
2.เอากระสอบป่าน ที่ตัดไว้ลงเป็นอันดับต่อไป
3.ตามมาด้วยตะแกรงพลาสติก3mm.

4.โรยเมล็ดถั่วเขียวที่แช่ไว้ อย่าให้หนามากประมาณ 2-3เมล็ดซ้อนกัน
5.ทำตามขั้นตอนที่2-4ไปเรื่อยๆให้ได้ประมาณ4ชั้น แล้วชั้นบนสุดตามด้วยกระสอบป่านอีก3ชั้น
6.หมั่นรดน้ำ วันละ5รอบ หรือประมาณ 3 ชม.ครั้ง
7.ทิ้งไว้ 3คืน2วันเราก็จะได้ถั่วงอก ที่ขาวสะอาดไว้ทานไว้ขายแล้ว
8.วีธีทำความสะอาด กระสอยและตัดรากถั่วงอก

(ข้อควรระวัง ปัญหาที่จะพบเจอบ่อยๆ จะมีก็แค่เชื้อรา ให้หมั่นทำความสะอาด หรือ ฉีดเขื้อราโตรโคเดอร์มา ประมาณซัก2 อาทิตย์ครั้ง)
*อุปกรณ์ทุกชิ้นสามารถทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ได้ใหม่

ออกแบบโคกหนองนา
20/08/2026

ออกแบบโคกหนองนา

 #วิธีฉีดพ่นสารอาหารหรือปุ๋ยน้ำทางใบให้ถูกวิธีการฉีดพ่นสารอาหาร ปุ๋นน้ำ หรือสารต่างๆ ทางใบ ต้องฉีดพ่นให้ถูกเวลาและถูกวิธ...
19/08/2026

#วิธีฉีดพ่นสารอาหารหรือปุ๋ยน้ำทางใบให้ถูกวิธี

การฉีดพ่นสารอาหาร ปุ๋นน้ำ หรือสารต่างๆ ทางใบ ต้องฉีดพ่นให้ถูกเวลาและถูกวิธี เพื่อให้พืชได้ประโยชน์สูงสุดที่ฉีดพ่นนั้น คือ

1. เลือกเวลาให้ถูก
การใช้ปุ๋ยน้ำ ฮอร์โมน หรือสารเสริมการเจริญเติบโตต่างๆ ทางใบ แนะนำให้ฉีดพ่นตอนเช้าระหว่าง 06.00-09.00 น. จะมีประสิทธิภาพดีที่สุด หรืออย่างช้าอย่าให้เกิน 10.00 น. เพราะช่วงเช้าอากาศยังไม่ร้อนมากพืชจะเปิดปากใบกว้างที่สุด ทำให้การดูดซึมทำได้เร็ว และพืชนำไปใช้ต่อในกิจกรรมสังเคราะห์แสงได้ทันที

หากฉีดพ่นตอนเที่ยงหรือบ่ายช่วงที่อากาศร้อนมาก พืชจะปิดปากใบเพื่อลดการระเหยของน้ำ ส่งผลให้ดูดซึมสารที่ฉีดพ่นได้ช้าหรือน้อยลง และสารที่ฉีดพ่นจะถูกแดดเผาและระเหยไปก่อนที่พืชจะดูดซึมไปใช้ได้หมด

ส่วนการฉีดพ่นตอนเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากพืชไม่ดูดซึมสารที่เราฉีดพ่น นอกจากนี้ยังกลับคายน้ำออกมาดันสารที่เราฉีดพ่นทิ้งไปเสียอีกด้วย และกลางคืนอากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์สูง สารที่ฉีดพ่นจะเปียกใบอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืน มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย

มีข้อยกเว้นสำหรับสารชีวภัณฑ์หรือจุลินทรีย์ ควรฉีดพ่นตอนเย็นถึงค่ำ เพราะจุลินทรีย์จะได้มีเวลาฟื้นตัวหรือขยายตัวตลอดทั้งคืน ขณะที่การฉีดพ่นตอนเช้าหรือเที่ยง จุลินทรีย์ส่วนมากจะถูกแดดเผาตายไปเป็นส่วนใหญ่

2. ดูสภาพอากาศที่เหมาะสม
ควรฉีดพ่นตอนฟ้าเปิด อากาศไม่ครึ้ม ควรดูพยากรณ์อากาศด้วยว่าฝนจะไม่ตก เพราะช่วงที่ฟ้าปิด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน เป็นช่วงที่ความชื้นในอากาศสูง พืชไม่ค่อยคายน้ำ ปากใบไม่เปิด ส่งผลให้กิจกรรมการดูดซึมทั้งทางรากและใบลดน้อยลงไปมาก และถ้าตามมาด้วยฝนตกด้วยจะยิ่งเสียหายเพราะสารที่ฉีดพ่นจะถูกน้ำฝนชะล้างไปเสียหมด

ถ้าจำเป็นจริงๆ ให้ผสมสารเร่งการดูดซึมลงไปด้วยก็พอช่วยได้บ้าง

3. ฉีดพ่นให้ถูกวิธี
เน้นฉีดพ่นเข้าใต้ใบ เนื่องจากปากใบพืช 70% อยู่ใต้ใบ อีก 30% อยู่บนใบ การฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน หรือสารบำรุงพืชทางใบจึงควรฉีดเข้าไปที่ใต้ใบ

18/08/2026

ไอเดียทำแปลงผัก

📝2 สูตรปุ๋ยยูเรียน้ำ ทำใช้เองประหยัด เพื่อลดต้นทุนเกษตรกร (เทียบเท่าปุ๋ยสูตร 46-0-0)🪴วิธีทำปุ๋ยยูเรียน้ำอินทรีย์ สูตรหนึ...
17/08/2026

📝2 สูตรปุ๋ยยูเรียน้ำ ทำใช้เองประหยัด เพื่อลดต้นทุนเกษตรกร (เทียบเท่าปุ๋ยสูตร 46-0-0)
🪴วิธีทำปุ๋ยยูเรียน้ำอินทรีย์ สูตรหนึ่ง🥒🍅
**ส่วนผสมดังต่อไปนี้
1.ถั่วเหลือง 1 กก.
2.กากน้ำตาล 1 กก.
3.น้ำซาวข้าวประมาณ 10 ลิตร (หรือน้ำมะพร้าวก็ได้)
👉🏻ขั้นตอนการทำ :
1.ใช้ถั่วเหลืองดิบๆ ไม่ต้องต้มหมักรวมกับกากน้ำตาลและน้ำซาวข้าวหมักทิ้งไว้ 14 วัน
2.กรองเอาแต่น้ำมาใช้ จะได้น้ำปุ๋ยหมักยูเรียที่เทียบเท่า ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 หนึ่งกระสอบ แต่เราสามารถทำได้ในราคาไม่เกินร้อย
**วิธีการนำไปใช้ : ใช้ 2 ช้อนโต๊ะ /น้ำเปล่า 20 ลิตร จะฉีดพ่นทางใบ หรือลดโคนต้นก็ได้ทุกๆ 7-10 วัน จะได้เท่ากับปุ๋ยสูตร 57-0-0 เลยทีเดียว
🪴วิธีทำปุ๋ยยูเรียน้ำอินทรีย์ สูตรสอง🥬☘️
**ส่วนผสมที่สำคัญ
1.ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
2.สับสับปะรดทั้งเปลือก 2 กิโลกรัม
3.กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม
4.จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร
(นำหน่อกล้วยมาสับให้ละเอียด ทั้งต้น เติมกากน้ำตาลลงไป 1 ลิตร หมักไว้ 10 วัน)
5.น้ำซาวข้าว 10 ลิตร หรือ น้ำมะพร้าว 10 ลิตร (ใช้อะไรก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง)
👉🏻วิธีทำและการนำไปใช้
1. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน หมัก 14 วัน (คนทุกวัน) กรองเอาแต่น้ำมาใช้
2. ใช้ทางดิน ปุ๋ย 1 ลิตร ต่อน้ำ 500 ลิตร หรือ ปุ๋ย 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร
3. ใช้ทางใบ ปุ๋ย 1 ลิตร ต่อน้ำ 1000 ลิตร หรือ ปุ๋ย 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร
4. ปุ้ยยูเรียน้ำ 5 ลิตร เท่ากับปุ๋ยสูตร 46-0-0
**กรณีฉีดพ่นต้นกล้าหรือข้าวนาหว่านที่กำลังเริ่มงอกแตกยอด ให้ใช้ปุ๋ยยูเรียน้ำ 5 ลิตร+จุลินทรีย์หน่อกล้วย 5 ลิตร+ฮอร์โมนไข่ 5 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วนาข้าว ประมาณ 3-7 วัน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ต้านทานโรค รวงใหญ่ น้ำหนักดี โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีอีกต่อไป
🌟🌟คุณสมบัติที่ควรรู้🌟🌟
🫛ถั่วเหลือง เป็นพืชที่มีธาตุ ไนโตรเจน ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการหมักจะได้กรดอะมิโม-โปรตีนต่างๆที่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยได้ดี
🍍สับปะรด ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้กรดอะมิโนออกมาจึงทำให้ได้กรดอะมิโนเป็นน้ำปุ๋ยยูเรียที่มีคุณภาพ
🍌จุลินทรีย์หน่อกล้วย ช่วยเป็นหัวเชื้อย่อยสลายวัถุดิบที่หมักให้ขยายจุลินทรีย์ต่าง ๆ ออกมาเป็นปุ๋ยยูเรียน้ำ
🌾🍚น้ำซาวข้าว มีวิตามินบีซึ่งช่วยเร่งราก
🍭กากน้ำตาล ช่วยเป็นอาหารจุลินทรีย์ทำให้กระบวนการหมักปุ๋ยสมบูรณ์ได้คุณภาพยิ่งขึ้น

วิธีทำยูเรียน้ำ จากธรรมชาติวัตถุดิบ 1. ถั่ว (ถั่วเหลือง,ถั่วเขียว หรือเมล็ดถั่วอะไรก็ได้) 1 กก.2. ข้าวสารเหนียว 1 กก.3. ...
17/08/2026

วิธีทำยูเรียน้ำ จากธรรมชาติ

วัตถุดิบ
1. ถั่ว (ถั่วเหลือง,ถั่วเขียว หรือเมล็ดถั่วอะไรก็ได้) 1 กก.
2. ข้าวสารเหนียว 1 กก.
3. น้ำ 10 ลิตร
4. สับประรด 2 กก.
5. น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
6. จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 แก้ว
7. ถังสำหรับหมัก

วิธีทำยูเรียน้ำ จากธรรมชาติ
- นำถั่วมาแช่น้ำ 4 ชม. และนำข้าวสารมาแช่น้ำ 4 ชม. พร้อมกัน
- พอครบ 4 ชม นำถั่วและข้าวมาตำให้ละเอียด ตอนแรกก็ใช้ครกครับ แต่ไม่ไหว แนะนำให้ใช้เครื่องปั่นดีกว่าครับ
-ปั่นเสร็จเทใสถังที่เตรียมไว้ และเทน้ำ 10 ลิตรลงในถัง
- เติมน้ำตาลทรายแดง 1 กก
- นำสับประรดมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทั้งเปลือกลงไปในถัง
- เติมจุลินทรีย์หน่อกล้วยลงไป คนให้เข้ากัน
การหมักให้เปิดคนทุกวันเป็นเวลา 14 วัน
จากนั้นกรองเอากากออกเหลือเฉพาะน้ำ กากสามารถนำไปใส่ต้นไม้ได้ครับ

วิธีใช้
- 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทำให้พืชเขียวและเจริญเติบโตดี

- 5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร รดลงทางดิน เพิ่มไนโตรเจนลงดิน ทำให้พืชดูดธาตุอาหารผ่านทางรากเพื่อไปเลี้ยงลำต้น

ข้อแนะนำ
ยูเรียน้ำได้ขึ้นชื่อว่ามีไนโตรเจนมาก การใช้ถ้าผสมเข้มเกินไปจะทำให้พืชเหลืองและตายได้ครับ

ออกแบบสวนให้หน้าอยู่
15/08/2026

ออกแบบสวนให้หน้าอยู่

ที่อยู่

เกษตรพอเพียง
Sop Pat
52220

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์รวมความรู้เกษตรพอเพียงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์รวมความรู้เกษตรพอเพียง:

ทางลัด

แชร์