02/06/2026
ความเชื่อ กริช เรื่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่ 18)
กริชกับพิธีกรรมการทำศพของผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีต
ความตายเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคนแล้วแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้นความตายเป็นเรื่องของการสิ้นสุดของชีวิต ผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตมักจะผูกโยงอยู่กับความเชื่อในเรื่องของธรรมชาติและเรื่องของศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธที่เชื่อว่าร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบด้วย
ร่างกายและจิตวิณญาณ เมื่อร่างกายดับสูญลงหรือตาย จิตวิณญาณยังคงอยู่ วิญณาณจะวนเวียนเป็นวัฎจักร (เวียนว่าตายเกิด) อยู่ตลอด เพราะฉนั้นการทำศพหรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับศพ มักจะทำด้วยความระมัดระวังและมีความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อที่จะส่งดวง วิณญาณของคนตายไปสู่อีกโลกหนึ่งหรือปรโลก
ด้วยความถูกต้องตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
และไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดีนำวิณญาณของคนตายไปใช้ในทางที่ผิด และผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตมักจะเชื่อใน เรื่องของวิณญาณ หรือผีของ. บรรพบุษในการให้คุณให้โทษกับลูกหลาน และยังได้แบ่งประภทประเภทการตายไว้หลักๆ สอง
ประเภท คือ ตายอย่างธรรมดาหรือตายตามปกติ
และการตายที่ผิดปกติหรือตายไม่ปกติ ตายอย่าง
ธรรมดาเช่น ตายในวัยชรา ตายด้วยความเจ็บป่วย หรือเป็นไข้ตาย การตายที่ผิดปกติ เช่นถูกทำร้ายตาย ถูกฟัน ถูกแทง ถูกยิง ถูกสัตว์ทำร้ายตาย ถูกเสือกัด ถูกช้างเหยียบช้างแทง ถูกวัวทอ
(วัวแทงด้วยเขา)ถูกงูกัด ตกต้นไม้ตาย ตกน้ำตาย
คลอดลูกไม่ออก(ตายทั้งกลม)ผู้หญิงตายในขณะที่ลูกยังเล็กๆ การตายในลักษณะดังกล่าวเรียกว่า
ตายโหง ตายพราย
ในอดีตผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ยังมีความเชื่อในเรื่องของ ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ เวทย์มนต์คาถา
และพลังอำอาจลึกลับที่เหนือธรรมชาติสูงมากๆ
การใช้ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ เวทย์มนต์คาถา ซึ่ง
มักจะนิยมนำไปใช้ทั้งในทางที่ดี และในทางที่ไม่ดี
(มนต์ขาว กับ มนต์ดำ) การนำไปใช้ในทางที่ดี เช่น การนำไปใช้ในการทำพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคต่างๆ และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นศิริมงคล การคุ้มครองป้องกันบำบัดปัดเป่า การอำนวยลาภผล การขจัดในสิ่งที่เป็นอัปมงคล และยังใช้ในการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง การนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี เช่น การใช้พลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติพลังอำนาจลึกลับไปทำทำลายหรือทำร้ายคนอื่น เช่น ทำคุณไสย์ ทำมบ
ทำเสน่ยาแฝด ยาสั่ง ทำให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์ หรือ เป็น อันตรายถึงแก่ชีวิต
เพราะฉนั้นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศพหรือการตายนั้นลูกหลานญาติพี้น้องมีความจำเป็นที่จะต้องหาครูหมอที่มีความรอบรู้ในเรื่อง
ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ คาถาอาคม เวทย์มนต์คาถา เป็นอย่างดีและต้องรอบรู้ขั้นตอนของพิธีกรรมในการทำศพ ทั้งศพที่ตายตามธรรมชาติ
และศพที่ตายผิดธรรมชาติ หรือ ตายโหง ตายพราย โดยเฉพาะศพที่ตายโหงหรือตายพรายนั้น
ครูหมอจะต้องรอบรู้ทั้งเรื่องของการจัดการและเรื่องของการป้องกัน ศพและวิณณาญหรือผีที่ตายผิดธรรมชาติเพราะหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ คาถาอาคมพลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติ พลั@งอำนาจลึกลับ หรือมนตร์ดำ เลี้ยงผี เลี้ยงชิน
(ญิน) เล่นคุณไสย์ ทำมบ เพราะฉนั้นลูกหลานญาติพี่น้องของคนตายต้องหาครูหมอที่เก่งมีความรู้ความสามารถในการจัดการพิธีกรรมในการทำศพเป็นอย่างดีตามความเชื่อของคนโบราณเพื่อเป็นการป้องกันคนที่ไม่ดีที่เล่นมนตร์ดำเอาดวงวิณญาณหรือผีของคนตายไปใช้งานในทางที่ไม่ดี
ส่วนตัวของครูหมอเองก็มีความจำเป็นต้องมีเครื่องรางของขลังในการป้องกันตัวนอกจากคาถาอาคมแล้วในอดีตครูหมอโบราณหัวเมืองปักษ์ใต้
จะใช้กริชเป็นเครื่องรางในการประกอบพิธีกรรม
เพราะคนโยราณหัวเมืองปักษ์ใต้มีความเชื่อว่าในกริชจะมีเทพสูงสุดของพราหมณ์ ฮินดู คือพระศิวะหรือพระอิศวร ซึ่งจะมีปางหนึ่งของพระองค์ที่เรียกว่าปางถูเตศวรหรือปางเจ้าแห่งถูตผีปีศาจดังนั้นหากครูหมอใช้กริชในการประกอบพิธีกรรมแล้วดวงวิณญาณของคนตายหรือผีของคนตายถึงจะมีความร้ายแรงมากน้อยแต่ไหนก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆได้และของอื่นก็ไม่เข้าตัวครูหมอหรือคนที่เล่นมนตร์ดำก็ไม่สามารถเอาวิณญาณหรือผีของคนตายไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้
17/05/2026
หอก (หัวเมืองปักษ์ใต้)
หอกซึ่งมนุษย์ได้มีการคิดค้นประดิษขึ้นมาและนำมาใช้ตั่งแต่สมัยยุคหินแล้วมีทั่วทุกมุมโลกอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นถิ่นหรือพื้นที่ในยุคแรกๆมนุษย์ได้นำเอาไม้มาเหลาให้เกิดปลายแหลมต่อมาได้นำเอาหินที่มีการขัดตกแต่งแล้วนำมาผูกติดกับปลายไม้ให้เป็นหอกซึ่งจะพบในยุคหินเก่าในช่วงแรกๆหอกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์เพื่อดำรงชีพและเป็นอาวุธในการป้องกันตัว
ถ้าหากสังเกตหอกเล่มนี้(ตามรูปภาพ)ซึ่งเป็นหอกในยุคแรกๆของหัวเมืองปักษ์ใต้ ตาหอกมีการยกสันนูนตรงกลางตาตลอดจรดปลายหอกคอหอกมีลักษณะคอกลมตาหอกรูปแบบเดียวกันกับกริชซาฆะห์แหวนรัดคอหอกทำด้วยทองคำ(ทองดอกบวบ)บากเป็นรูปกลีบดอกไม้มีเเปดกลีบในส่วนของด้ามหอกทำด้วยไม้ที่มีลักษณะที่มีตุ่มตาและไม่ได้ตรงตลอด ถ้าหากมีการสังเกตในส่วนของด้ามหอก และมีการวิเคราะห์ดีๆชวนให้มีการตั้งคำถามมากมาย เช่นไม้ที่นำมาใช้ทำด้ามหอก ? ทำไมต้องนำไม้ที่มีลักษณะเช่นนี้มาทำด้ามหอก ? ในอดีตไม่มีไม้ที่ดีๆสวยๆแล้วหรือ ? ไม้ที่ทำด้ามหอกปลายไม้ก็มีลักษณะที่คดไม่ได้ตรงตลอด ไม้ที่ใช้ทำด้ามหอกแบบนี้ทำไมต้องทำแหวนรัดคอหอกด้วยทองคำด้วย ครูช่างศาสตราวุธโบราณหัวเมืองปักษ์ใต้ได้สร้างหอกที่มีลักษณะเช่นนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ?
พระอินทร์ซึ่งเป็นเทพที่ได้รับการยอมรับนับถือมากๆของฮินดูในยุคแรกๆถูกยกย่องให้เป็นประมุขแห่งเทพทั้งปวง เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม เป็นเทพเจ้าแห่งสภาพภูมิอากาศ มี ปุราณะ ตำนาน เรื่องเล่า ต่างๆมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระอินทร์ ดังเช่น
มหารามายณะ ฉบับแปลของ วามิกิ
โอท่านผู้ประเสริฐสุดที่สุด
ดุจดังสวรรค์ได้รับเกียรติสูงสุด
จากเหล่าเทพที่สถิตอยู่เหนือฟ้า
ณ. ที่แห่งนี้ฤาษี(โคตมะ)ได้บำเพ็ญเพียรอย่างแรงกล้า
เคียงข้างอหัลยากาล
เวลาผ่านไปในวันที่ฤาษีไม่อยู่
พระอินทร์ผู้ทำลายได้มา
แลเห็นความงามของหญิงสาว
จึงแปลงกายเป็นฤาษี
แล้วเกี้ยวพาราสี นางอหัลยาผู้สวยงาม
ความรักอันแสนหวาน
ได้ยินยอมโดยไม่ให้เกิดความล่าช้า
นางจำได้ว่าพระองค์คือพระอินทร์
แต่เมื่อถูกไฟความรักอันชั่วร้ายครอบงำ
นางจึงยอมจำนนต่อความปราถนาของพระองค์
เทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย
ต่อมานางกระซิบ หนีไปเถิด หนีไปจากกระท่อม
ด้วยความสงสัยและความหวาดกลัว
จึงหนีออกมาจากกระท่อม
แต่ขณะหนีไปในป่า
พระองค์ได้พบกับฤาษีโคตมะ
ซึ่งกำลังกลับมายังกระท่อม
เมื่อฤาษีผู้ศักดิ์สิทธิ์มองเห็นเขาก็รู้ทุกอย่าง
ความโกรษของเขาปะทุใส่คนบาป
ฤาษีพูด เจ้าปลอมตัวเป็นข้าและก่อเรื่องโง่เขลา
เจ้าต้องรับโทษ คำสาบแช่งของข้า
จะติดตัวเจ้าไปนับจากนี้
ผู้มีดวงตาพันดวง
ปุราณะ นางอหัลยา เป็นหญิงสาวที่พระพรหมได้สร้างขึ้นมาจากเวทย์มนต์ของพระองค์เองเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามสวยสมบูรณ์แบบและมีความน่ารักเป็นเลิศ
โดยบรรดาเทวดาชายๆต่างหมายปองอยากได้มาครอบครอง โดยพระพรหมตั้งเงื่อนไขว่า จะมอบนางอหัลยาให้กับผู้ที่สามารถท่องไปได้ทั่วทั้งสามโลก(สวรรคโลก มนุษย์โลกและบาดาลโลก)เป็นบุคคลแรก พระอินทร์จึงเร่งรีบเดินทางไปทั้งสามโลกทันที
ตามเงื่อนไขของพระพรหม ด้วยพลังอำนาจของพระอินทร์ใช้เวลาไม่นานนัก ในขณะที่พระอินทร์เดินทางมารับนางอหัลยา ฤาษีนารถอยู่ในที่ประชุมด้วย ก็ได้ท้วงว่าความจริงแล้วยังมีมหาฤาษีอีกตนหนึ่งที่มีญาณแก่กล้าเดินทางไปทั่วทั้งสามโลกแล้วก่อนพระอินทร์เสียอีก คือมหาฤาษีโคตมะสมควรที่จะมอบนางอหัลยาให้แก่ฤาษีโคตมะ
พระพรหมเห็นด้วย นางอหัลยาซึ่งมีความหลงไหลในตัวพระอินทร์อยู่ก่อน จึงผิดหวัง
และต่อมานางอหัลยากับพระอินทร์จึงลักลอบได้เสียกันอยู่บ่อยๆจนฤาษีโคตมะจับได้คาหนังคาเขา จึงสาบพระอินทร์ให้มีอวัยวะเพศผู้หญิง(กี่)ขึ้นเต็มทั่วทั้งร่างกาย
พระอินทร์จึงมีชื่อว่า “สหัสโยนี” ต่อมาฤาษีโคตมะบรรเทาคำสาบ ให้อวัยวะเพศ
ผู้หญิง (กี่) กลายเป็นดวงตาเสีย พระอินทร์จึงได้ชื่อว่า “สหัสนัยน์“
จากอิทธิพลของ “รามายณะ” ฮินดูจากอินเดียถูกปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของชาวสยามกลายมาเป็นวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ในเรื่อง “ รามเกียรติ์ ”ได้มีการดัดแปลงมาเป็นบทละครและโขน
รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 1
บัดนั้น นกกระจาบตอบคำพระฤาษี
พระองค์เป็นกษัติ์ย์ธิบดี ยังไม่มีโอรสแลธิดา
ละสมบัติออกมาทรงพรต บวชเป็นดาบสอยู่ในป่า
ให้ขาดวงศ์กษัติย์ขัตติยา ซึ่งครองพาราสืบไป
อันบาปกรรมของพระมุนี ข้อนี้เป็นโทษใหญ่
ข้าสาบานตัวด้วยกลัวภัย จึงตรึกไตรดูเถิดพระนักพรต
นกกระจาบสองตัวผัวเมียอาศัยอยู่ข้างอาศรมของพระฤาษีได้พูดคุยกันว่าพระฤาษีนั้น
เป็นถึงพระมหากษัติย์ยังไม่มีผู้สืบสกุลหาผู้ที่สืบทอดวงศ์กษัติย์ยังไม่ได้เลยแล้วยังสละราชสมบัติออกบวชมาอยู่ป่าอีกถือเป็นบาปอันใหญ่หลวงที่กระทำเช่นนี้ พระฤาษีได้ฟังแล้วเห็นด้วตามที่นกกระจาบสองผัวเมียพูดคุยกันจึงตั้งพิธีโดยใช้ไสยเวทย์เพื่อให้เกิดนางขึ้นกลางไฟ ชื่อ “กาลอัจนา ”(อหัลยา)ต่อมาก็มีธิดาด้วยกันหนึ่งคนชื่อ “สวาหะ” พระอินทร์
มองลงมาเห็น นางกาลอัจนามีความสวยสดงดงามมีความน่ารักเป็นเลิศจึงเกิดความหลงไหลได้เหาะลงมาหานางกาลอัจนาในช่วงที่ฤาษีโคตมะออกจากอาศรมไปหาอาหารในป่า นางกาลอัจนาเห็นพระอินทร์รูปร่างองอาจหน้าตาคมคายก็เกิดความหลงไหล จึงลักลอบได้เสียกันจนกระทั่งมีบุตรด้วยกัน ชื่อ “กากาศ” ต่อมากาลอัจนาเห็นพระอาทิตย์ก็เกิดความหลงรักพระอาทิตย์อีกมีการลักลอบได้เสียกันกับพระอาทิตย์
กาลอัจนามีลูกกับพระอาทิตย์ ชื่อ “สุครีบ” ต่อมา สวาหะ น้อยใจฤาษีโคตมะที่เอาอกเอาใจ ลูกชายทั้งสอง(กากาศ กับ สุครีบ)จึงเล่าความจริงให้ฤาษีโคตมะฟัง ฤาษีจับทั้งสามคนโยนลงกลางแม่น้ำแล้วอธิฐานถ้าหากเป็นลูกของตนให้ว่ายกลับมาหาตนถ้าหากไม่ใช่ลูกของตนให้ว่ายไปอีกฝั่งหนึ่งและให้กลายเป็นลิง สวาหะ ว่ายกลับมาหาฤาษีเมื่อฤาษีกลับมาถึงอาศรมก็สาบกาลอัจนาให้กลายเป็นหิน กาลอัจนา เห็นว่า สวาหะ ปากดี
จึงสาบ สวาหะให้ยืนขาเดียวอ้าปากกินลม
การต่อสู้ของชลันธร
เมื่อชลันธรสังเกตุเห็นพระราหูก็เกิดความสงสัยว่าทำไมที่เหลือเพียงครึ่งร่างพระศุกร์ซึ่งเป็นพระอาจารย์ฝ่ายอสูรจึงเล่าให้ฟัง เมื่อชลันธรได้ฟังก็โกรษจัดได้ส่งทูตไปขอสิ่งของที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทรคืน พระอินทร์ไม่ยอม ชลันธรจึงส่งกองทัพไปสู้รบกับกองทัพพระอินทร์ เมื่อเหล่าอสูรสิ้นชีพพระศุกร์ใช้เวทย์มนตร์สัญชีวีชุบชีวิตเหล่าอสูรให้ฟื้นคืนชีพกลับมาเมื่อกองทัพฝ่ายพระอินทร์สิ้นชีพพระพฤหัสบดีนำสมุนไพรจากภูเขาโทรณะมาชุบชีวิตเหล่าเทวดาให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ต่อมาพระศุกร์แนะนำให้ชลันธร
ยกภูเขาโทรณะไปทิ้งทะเลทำให้พระพฤหัสบดีไม่สามารถชุบชีวิตเหล่าเทวดาที่สิ้นชีพได้ ทำให้ฝ่ายพระอินทร์พ่ายแพ้ พระอินทร์ไปขอความช่วยเหลือจากพระศิวะ พระศิวะ
จึงทรงให้กำเนิดนางกฤติยา นางกฤติยาแปลงกายให้มีร่างกายใหญ่โตและตรงเข้าทำลายกองทัพเหล่าอสูร หลังจากนั้นจับตัวพระศุก์ได้ยัดเข้าใส่ในช่องสังวาส(กี่)ของนางและอัตรธารหายไปทำให้กองทัพเหล่าอสูรต่างเกรงกลัวและหลบหนีไป
จะเห็นได้ว่าอวัยวะเพศของผู้หญิงช่องสังวาส(กี่)เป็นช่องทางของประจำเดือนหรือเลือดเสีย เป็นของต่ำเป็นของที่ร่างกายไม่ต้องการสามารถทำลาย ล้างคนที่มีพลังอำนาจเวทย์มนตร์คาถาอาคมต่างได้เช่นเดียวกันกับการที่นางกฤติยาจับตัวพระศุกร์ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของฝ่ายอสูรยัดใส่เข้าในช่องสังวาส
การเข้าโบสถ์พราหมหรือเทวสถานของฮินดู
ก็เป็นเช่นเดียวกันกับความเชื่อทางศาสนาที่ว่าประจำเดือนเป็นของต่ำของที่ไม่บริสุทธิมีมนทินจะทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิเสื่อมพลังอำนาจลง พลังงานในด้านไม่ดีทำลายพลังงานในด้านที่ดี ดังนั้นจึงมีข้อห้ามสำหรับผู้หญิงหรือสตรีที่มีประจำเดือน ห้ามเข้าโบสถ์หรือเทวสถานของพราหมฮินดู
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจุดประสงค์หรือหลักการในการสร้างหอกเล่มนี้ของครูช่างศาสตราวุธโบราณหัวเมือปักษ์ใต้นั้นจะสร้างตามความเชื่อตามตำนานตามเรื่องเล่า
หรือ ปุราณะ ที่เกี่ยวข้องกับ เทพเทวดา ของพราหมณ์ฮินดูผสมผสานความความเชื่อในท้องถิ่นเพื่อให้หอกเล่มนี้เป็นเครื่องรางที่มีความขลังหรือเป็นเครื่องศาสตราที่ผสมผสานพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ
สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้และสามารถทำลายล้างสัตว์ตรูที่มีพลังอำนาจมีคาถาอาคมและความอยู่ยงตงกระพันได้(ทำให้ปลอง)และเพื่อให้เกิดเป็นลักษณะ
“ธนสิทธิ์“ ไม่ได้สร้าง
ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการฆ่าฟันประหัดประหารทำลายล้างเอาชีวิตกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ข้อมูลบุคคล
อ.พิชัย แก้วขาว
อ.กลิ่น คงเหมือนเพชร
อ้างอิง
รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ภารตวิทยา กรุงเทพ ศยาม 2537
อรุณศักดิ์ กิ่งมณี ทิพยนิยายจากปราสาทหิน เมืองโบราณ 2555
เทวทัตต์ ปัตตะไนถ์ เขียน เทพปกรณัมอินเดีย ปัณณวิชญ์ ผสมทรัพย์ แปล สำนักพิมพ์ยิปซี 2562
อรุณศักดิ์ กิ่งมณี ตรีมูรติอภิมหาเทพของฮินดู เมืองโบราณ 2565
06/05/2026
ความเชื่อ กริชเรี่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่ 17)
หลังจากที่ญาติผู้ใหญ่ฝ่าเจ้าสาวพาเจ้าบ่าวมาเหยียบสิ่งของต่างๆภายในถาดเพื่อเป็นการอวยพรเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะพาเจ้าบ่าวขึ้นเริน(เรีอน)ไปที่ห้องเจ้าสาว เจ้าสาวรออยู่ เจ้าบ่าวจะดึงกริชที่เหน็บอยู่ที่สะเอวออกมารวมทั้งฝักด้วยยื่นให้เจ้าสาวเพื่อ. เป็นการบ่งบอกว่า กริชเป็นของคู่กายคู่ชีวิขเมื่อตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่กันแล้วกับเจ้าสาวก็จะยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขและพร้อมที่จะดูแลกันและตลอดไป และเป็นการฝ่ากชีวิตไว้กับเจ้าสาวด้วยเจ้าสาวเมื่อรับกริชมาจากเจ้าบ่าวแล้วจะส่งกริชให้ญาติผู้ใหญ่ฝายเจ้าสาวนำไปเก็บไว้
หลังจากนั้นญาติผู้ใหญ่จะพาทั้งคู่ไปทำพิธีเรียงสาด(เสื่อ)เรียงหมอน โดยมีเสื่อวางอยู่กลางห้องหนึ่งผืนและหมอนวางอยู่สองใบหมอที่ทำพธีกรรมนั่งที่ตรงกึ่งกลางระหว่าวหมอนสองใบหมอที่ทำพิธีกรรมจะพก(เหน็บ)กริชติดตัวตลอดเวลาให้เจ้าสาวนั่งทางซ้ายเจ้าบ่าวนั่งทางขวาตตัวแทนญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวและตัวแทนญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนั่งล้อมเป็นวงกลมโดยนั่งถ้ดจากหมอ
ที่ทำหน้าที่ทำพิธีกรรมทั้งทางซ้ายและทางขวามือของหมอจนไปจรดกันเป็นวงกลม หมอที่ทำหน้าที่ทำพิธีกรรมจะมีถาชนะขันลงหินใบใหญ่ถายในขันจะใส่ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน(ข้าวตอกจะนำเอาข้าวจากเรินข้าวจำนวนหนึ่งเลียงมานวดโดยการใช้เท้าเหยียบให้เมล็ดข้าวหลุดออกมาจากเลียงข้าวเหลือแต่เมล็ดข้าวเปลือกนำไปคั่วใน. กะทะให้เปลือกข้าวกะเทาะออกเป็นข้าวตอกเอาเฉพาะข้าวตอก)
จากนั้นหมอจะทำพิธีเวียนแว้นโดยเริ่มจากการจุดธูปเทียนในขันลงหินร่ายมนต์คาถาอัญเชิญเทพเทวดาครูอาจารย์เมื่อหมอร่ายมนต์คาถาเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วหมอจะเป่าควันธูปควันเทียน
ไปที่ศีรษะของคู่บ่าวสาวแล้วนำเอาข้าวตอกดอกไม้โปรยไปที่ศีรษะของคู่บ่าวสาวพร้อมกับกล่าวคำอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวหลังจากนั่นหมอจะส่งขันข้าวตอกดอกไม้ไปให้ญาติผู้ใหญ่ที่นั่งทางขวามือของหมอญาติผู้ใหญ่ก็จะหยิบเอาข้าวตอกดอกไม้ในขันโปรยไปที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและปัดควันธูปควันเทียนให้ลอยไปที่คู่บ่าวสาวพร้อมกับกล่าวคำอวยพรให้คู่บ่าวสาวเสร็จแล้วญาติผู้ใหญ่จะส่งขันต่อไปทางขวามือก็จะทำเช่นเดียวกันและจะส่งต่อๆกันจนครบทุกคนจนเวียนมาถึงหมอ หมอที่ทำหน้าที่ทำพิธีกรรมก็จะทำหน้าที่ดับธูปดับเทียนเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีเวียนแว้น
พิธีแต่งงานของชาวปักษ์ใต้ในบางพื้นที่...
24/04/2026
ความเชื่อ กริชเรื่องเล่าและพิธีกรรม (ตอนที่ 16 )
กริชกับพิธีแต่งงานของผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีต
ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวันเจ้าบ่าวจะต้องไปที่บ้านของเจ้าสาวเพื่อทำพิธีซัดน้ำโดยหมอพื้นบ้านจะเตรียมทำน้ำมนต์โดยการนำน้ำมาใส่ไว้ในโอ่งคอหงส์เเกือบเต็มโอ่งแล้วนำดอกไม้ใส่ลงในโอ่งน้ำหลังจากนั้นหมอจะทำน้ำมนต์ในโอ่งโดยการว่ามนต์คาถาเชิญเทพเทวดาและบูชาครูในขณะที่หมอทำพิธีว่ามนต์คาถานั้นในมือของหมอข้างหนึ่งจะถือเทียนให้ปลายของเทียนเอนลงไปในโอ่งให้น้ำเทียนหยดลงในโอ่งน้ำหลังจากนั้นหมอจะกวนน้ำให้เกสรของดอกไม้น้ำตาเทียนเข้ากันในขณะที่หมอทำพิธีหมอจะพกกริชติดกับตัวอยู่ตลอดส่วนคู่บ่าวสาวนั่งพนมมือไหว้ตลอดการทำพิธีกรรมหลังจากนั้นหมอจะเริ่มพิธีซัดน้ำด้วยการใช้ขันตักน้ำรดที่ศีรษะตามด้วยการว่าหรือกล่าวเป็นบทร้อยแก้วด้วยน้ำเสียงที่ดังให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวและคนรอบข้างได้ยินเพื่อเป็นการแนะนำอบรมสั่งสอนในการทำหน้าที่ของฝ้ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว
การทำหน้าที่สามีการทำหน้าที่ภรรยาตั่งแต่การพูดจากันการปฏิบัติตัวการปฏิบัติตน การใช้สติในการแก้ปัญหาต่างๆความ ปลองดองกันไม่ใช้อารมณ์และความรุนแรงต่อกันหมอจะว่าบทร้อยแก้วไปเรื่อยๆและตักน้ำรดบางครั้งสาดน้ำใส่ สอนจนจบในการครองเรือนและการใช้ชีวิตคู่
หลังจากเสร็จจากพิธีซัดน้ำแล้วในส่วนของเจ้าสาวในคืนนั้นต้องทำพีธีแต่งสาวต้องให้คนที่มีความรู้ในการแต่งสาว(เสริมสวย)เช่นการโกนไรผม การผูกผม การมวยผม การทำน้ำมันทาหน้าด้วยเวทย์มนต์คาถา
การทำขมิ้นทาตัวด้วยเวทย์มนต์คาถาและที่สำคัญคือการสอนเจ้าสาวในการเป็นแม่บ้านแม่เรีอน. เมื่อถึงวันแต่งในสวนของเจ้าบ่าวส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยการนุ่งผ้าทอโจงกระเบนใส่เสื้อคอจีนหรือคอตั้งเหน็บกริชใว้ด้านหน้าให้ด้ามกริชหรือหัวกริชอยู่ด้านนอกเสื้อ
วันแต่งขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวมาถึงบ้านเจ้าสาวแล้วจะมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวออกไปรับขบวนขันหมากและรับเจ้าบ่าวญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวที่ไปรับเจ้าบ่าวมักจะเป็นผู้หญิงจะจูงมือเจ้าบ่าวมาที่หน้าบันไดบ้านจะให้เด็กล้างเท้าให้กับเจ้าบ่าวหล้งจากนั้นญาติผู้ใหญ่จะจูงเจ้าบ่าวมาที่ถาดที่วางอยู่หน้าบันไดถายในถาดจะใสน้ำเกือบเต็มถาดและมี รวงข้าวหนึ่งรวง ก้อนหินหนึ่งก้อน เหรียญเงินโบราณหนึ่งเหรียญ(เหรียญไม้เท้า เหรียญนก) ทอง(แหวนทองคำหรือสร้อยคอ) มีดโบราณ(มีดที่มีกันตีอย่างโบราณ)หนึ่งเล่ม กระจกเงาบานเล็กหนึ่งบาน ขมิ้นหนึ่งหัว ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะแนะนำให้เจ้าบ่าวเอาเท้าไปวางบนสิ่งของต่างที่วางอยู่ในถาดทุกอย่างเอาเท้าวางลงด้านบนทีละอย่างจนครบทุกอย่างถือเป็นการอวยพรให้กับครอบครัวของเจ้าบ่าวในอนาคตข้างหน้าเพราะมีความเชื่อว่าเจ้าบ่าวจะเป็นผู้นำที่ดีและสามารถนำพาครอบครัวไปสู่อนาคตที่ดีตามคำอวยพรจากครอบของเจ้าสาว
น้ำ. หมายถึง. ความอยู่เย็นเป็นสุข
รวงข้าว หมายถึง. มีอาหารการกินที่อุดม.
สมบูรณ์
ก้อนหิน. หมายถึง. ความมั่นคงความเข้มแข็ง
ความแข็งแรงของครอบครัว
ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค
ต่างๆ
เหรียญเงิน. หมายถึง. มีเงินใช้ไม่ขัดสน
ทอง. หมายถึง. มีทรัพย์สินที่มีค่ามีของที่มี
คุณค่า
มีดโบราณ. หมายถึง. เครี่องมือในการประกอบ
อาชีพรวมถึงความรู้ต่างๆ
กระจกเงา. หมายถึง ความสง่างามความมีราศี
ความมีเกรียติมีพลังอำนาจ
ขมิ้น. หมายถึง. ความปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
. ต่างๆเรื่องของสุขภาพ
นี้คือกุศโลบายของคนโบราณหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีต
07/04/2026
ความเชื่อ กริชเรื่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่ 15)
กริชกับพิธีแต่งงานของผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้(สงขลาและในบางพื้นที่)(ตอนที่ 1)
หัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตโอกาศที่ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชายจะได้พบปะพูดคุยกันนั้นมีน้อยมากและการที่จะได้แต่งงานอยู่กินด้วยกันฉันสามีถรรยานั้นก็โดยผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นดีเห็นงามด้วยกันทั้งสองฝ่าย การที่ญาติผู้ใหญ่จัดขันหมากไปสู่ขอฝ่ายผู้หญิงนั้นในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อยและอำเภอนาทวีจังหวัดสงขลาในอดีตนั้นจะใช้คำว่าไป
"เคียบ "ส่วนในพื้นอื่นๆของหัวเมืองปักษ์ใต้นั้นมักจะใช้คำว่า "เเยบ" การเดินทางไป "เคียบ "หรือ ไป
"แยบ"มักจะให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายที่เป็นผู้อาวุโส
และมีผู้คนนับถือส่วนใหญ่มักจะให้เป็นผู้หญิงจะต้องจัดขันหมาก ส่วนใหญ่ขันหมากจะเป็นขันลงหินภายในขันจะมีพลูเก้าแบะหมากลิดพลอเอาเปลือกนอกออกเหลือแต่เปลีอกในเล็กน้อยหัวแหลมท้ายแหลมจำนวนเก้าลูกเอาขันหมากใส่ไว้ในสอบเดียดเอาสอบเดียดห่อด้วยผ้าสะใบผูกห้อยไว้บริเวญหน้าอกของญาติที่เป็นผู้หญิงจะเดินทางไปเป็นคณะสามหรือสี่คนเวลาที่ไปมักจะเป็นเวลาช่วงตอนบ่ายหรือตอนเย็นจะไม่เดิน ไปตอนเช้าเนื่องจากว่าตอนเช้าเป็นเวลาที่พระสงฆ์ออกบิณฑบาตรถ้าหากไปพบพรสงฆ์จะมีความเชื่อว่าจะทำให้ฝ่ายชายที่จะเป็นเจ้าบ่าวและฝ่ายผู้หญิงที่จะเป็นเจ้าสาวจะอายุสั้นถ้าหากไปช่วงบ่ายและช่วงเวลาตอนเย็นแล้วไปพบกับพระสงฆ์ก็จะต้องกลับให้ไปวันหลัง
ขันหมากแรกขันหมาก "เคียบ"หรือขันหมาก "แยบ"หมายความว่า เป็นการติดต่อทาบทามฝ่ายผู้หญิงให้กับฝ่ายชาย
ขันหมากที่สอง ขันหมาก "เคียบ"หรือขันหมาก"แยบ"ครั้งที่สองเป็นการไปฟังข่าวว่าฝ่ายผู้หญิงตกลงหรือไม่ถ้าหากฝ่ายหญิงไม่ตกลงหรือยังนิ่งเฉยอยู่อีกอาจจะต้องมีขันหมาก"เคียบ"
หรือ ขันหมาก"แยบ"อีกครัง ถ้าหากฝ่ายผู้หญิงตกลงก็จะเป็นขันหมากหมั้น ถ้าหากฝ่ายหญิงไม่ตกลงอาจจะมีการสืบประวัติฝ่ายผู้ชายแล้วว่าเป็นลักเลงการพนันขี้เหล้าเมายาอาจจะไม่ตกลง
ถ้าหากฝ่ายผู้หญิงตกลงก็จะให้หมอพื้นบ้านดูฤกษ์ยามวันดีในการตกลงวันแต่งงานกันถ้าหากวันแต่งทอดยาวออกไปหลายเดีอนก็จะให้ฝ่ายผู้ชายอยู่บ้านฝ่ายผู้หญิงไปก่อนเรียกว่าเป็นการฝาก "บ่าว" หรือ การ "เฝ้าโต้หนัง"(มาจากคำว่าตุนาหงัน อิทธิพลจากเรื่อง.. อิเหนา )ซึ่งเขียนลงในตอนที่สี่
ขันหมากครั้งที่สามก็จะเป็นขันหมากแต่งจะมี
หัวขันหมาก และขันหมากรอง@@
11/03/2026
ความเชื่อ กริชเรื่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที 14 )
กริชกับพิธีกรรมการเกิด(ตอนที 4)
สามวันลูกผี สี่วันลูกคน เนื่องจากเด็กแรกเกิดยังมีภูมิต้านทานต่างๆไม่ดีพอยังออ่นแออยู่ มีโอกาศเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้สูงทำให้ระยะแรกเกิดถึงสามวันแรกเสี่ยงที่จะมีตายเป็นผีมีสูงมากในระยะนี้หมอบิดัน(หมอตำแย)จะห้ามไม่ให้ญาติๆทั้งฝ่ายพ่อเด็กและฝ่ายแม่ของเด็กชมเด็กว่าเด็ก สวย รูปงาม อยู่รูปโอ หรืออยู่น่ารัก เพราะมีความเชื่อว่า
ถ้าหากชมเด็กผีที่ให้เด็กลงมาเกิดจะรู้สึกหวงแหนเด็กจะทำให้เด็กแรกเกิดตายและจะเอาเด็กกลับไปยังปรโลก ให้ชมเด็กว่าเหมือนลูกหมาเหมือนลูกแมว หรือ ไอ้ดำ ไอ้แดง หรือ ไอ้เขียว ไอ้ขาว
จะทำให้ผีไม่รู้สึกหวงแหนเด็ก
หลังจากนั้นหมอบิดันจะอาบน้ำอุ่นให้เด็กเช็ดตัวเด็กให้แห้งตัดผมตัดเล็บให้แล้วนำขมิ้นมาทาตัวเด็กห่อตัวเด็กด้วยผ้า นำเอาผมและเล็บห่อใบบัวหรือใบตองนำไปเหน็บไว้บนขื่อว่ามนต์คาถาอันเชิญเทพเทวดาและพระอิศวรมารับเอาเคราะห์กรรมที่ติดตัวเด็กมาแต่ชาติปางก่อนกลับไปหลังจากนั้นนำเด็กมาวางลงบนกระด้งแล้ววางกริชลงข้างๆและยกกระด้งขึ้นลงสามครั้งพร้อมกับว่า "ผีโพธิ์ไปโพธิ์ ผีไทรไปโทร ผีต้นไม้ใหญ่ ไปต้นไม้ใหญ่"
คง คง คง" เป็นลูกคนแล้วจากนั้นนำเด็กไปให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ก็ได้แต่จะต้องเป็นคนที่เรียบร้อยเป็นคนดีเป็นคนที่ขยันทำมาหากินหรือเป็นคนที่มีฐานะมียศถาบรรดาศักดิ์เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อเด็กโตขึ้นในอนาคตข้างหน้าเด็กจะเหมือนคน คนนั้นเมือโตขึ้น
หลังจากนั้นหมอบิดันจะทำการปัดราดโดยการนำข้าวสารที่แม่นำมาฝากครรถ์หุงและนำไปทำบุญตักบาตรและนำข้าวปากหม้อมาบดกับน้ำผึ้งรวงเดือนห้าป้อนให้เด็กเป็นการทำพิธีเปิดปากเด็กเพราะคนโบราณหัวเมืองปักษ์ในอดีตมีความเชื่อว่าปากเป็นอวัยวะที่สำคัญจะพูดให้ดีก็ได้จะพูดให้ร้ายก็ได้"พูดดีเป็นเงินเป็นทอง พูดไม่ดีเสียเงินเสียทอง "คนโบราณถือจะต้องทำพิธีเปิดปากเด็กเสียก่อนโดยการนำหนามปลายแหลมจิ้มลงที่ข้าวบดกับน้ำผึ้งเดือนห้าแล้วนำมาป้อนเด็ก
หลังจากนั้นหมอบิดันจะทำพิธีพาเด็กลงเริน(ลงเรือน)โดยมีดอกไม้ธูปเทียนอย่างละสาม ขันใส่น้ำในขันใส่เงินเหรียญโบราณ แหวนเงิน แหวนทอง ก้อนหิน และข้าวหนึ่งรวง มีดหรือกริช น้ำในขันหมายถึงความมีชีวิตความร่มเย็นเป็นสุข ก้อนหินหมายถึงความมั่งคงแข็งแรง รวงข้าวหมายถึงข้าวปลาอาหาร มีดหมายถึงมีเครื่องมือในการประกอบอาชืพทำมาหากินพร้อมต่อไปเด็กจะมีแก้วแหวนเงินทองพร้อมมูล หมอบิดันจะอุ้มเด็กลงมายังพื้นดินและให้พ่อของเด็กถือเครื่องบูชาลงมาวางลงยังพื้นดินหมอบิดันจะว่ามนต์คาถาอ้อนวอนเทพเทวดา พระแม่ธรณี พระแม่คงคา
และพระอิศวรให้ช่วยปกป้องคุ้มครองเด็กให้เด็กปราสจากภัยอันตรายทั้งหมดทั้งปวงและให้เด็กเจริญด้วยลาภ ยศ สรรค์เสริญหลังจากนั้นหมอ บิดันจะวางเท้าเด็กลงบนพื้นดินและจับเท้าเด็กในลักษณะในการเดินสามย่างก้าวเพื่อเป็นนิมิตรหมายว่าเด็กได้รับการดูแลรักษาปกป้องจากเทพเทวดาพระแม่คงคา พระแม่ธรณี และพระอิศวรแล้วหลังจากนั้นก็จะมีพิธีขึ้นเปล
ในการทำพิธีกรรมการเกิดหมอบิดันจะพกกริชติดตัวตลอดเพราะถือว่ากริชคือพระอิศวรหรือพระศิวะ ภาคหนึ่งของพระองค์คือภาค(ปาง)ภูเตศวรถือว่าพระองค์คือผู้เป็นใหญ่แห่งภูตผีปีศาจทั้งปวงถ้าหากมีกริชอยู่ในพิธีกรรม.
เหล่าภูตผีปีศาจและสิ่งเร้นลับต่างจะไม่กล้าเข้ามาในพิธี
05/03/2026
ความเชื่อ กริชเรื่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่ 13 )
กริชกับพิธีกรรมการเกิด ตอนที่ 3
หลังจากที่หมอบิดัน(หมอตำแย)กาดครูหมอว่ามนต์คาถาเรียบร้อยแล้วหมอบิดันจะเอาผ้าขึ้นไปผูกไว้กับเขื่อคล้ายกับเปลให้ห้อยลงมาที่คนกำลังจะคลอดและนำผ้าม่านมากั่นปิดห้องที่ทำคลอดและให้คนคลอดนอนลงแยกขาออกและชันเข่าขึ้นหลังจากนั้นหมอบิดันก็จะเอาน้ำมันมะพร้าวมาเคล้าที่ท้องคนคลอดเพื่อให้ถุงน้ำแตกและถ้าหากคนคลอดมีอาการเจ็บท้องมากหมอบิดันจะให้คนมาช้วยจับบริเวณหัวไหล่ของคนคลอดไว้หมอบิดันจะดึงกริชออกมาจากด้านหลังทั่งฝักนำมาเคาะบริเวณหน้าแข้งของคนที่กำลังจะคลอดเบาๆและว่ามนต์คาถาเรียกความเจ็บปวดให้มาอยู่ที่หน้าแข้งการคลอดปกติจะคลอดเอาศีรษะออกมาก่อนคลอดง่ายและปลอดภัยแต่ถ้าหากคลอดเอาเท้าออกก่อนจะคลอดยากเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วหมอบิดันจะรีบจัดการแม่โดยทำการห้ามเลือดและจักการรกเอายาเลือดยาลมให้กินและทำการเปืดผ้าม่านก่อไฟสุ่มไฟเพี่อให้แม่อยู่ไฟและต้มน้ำแล้วจัดการทารกทำความสะอาดทารกเอาด้ายผูกสายสะดือเอาสายสะดือว่างบนแม่ขมิ้นและเอาไม้ไผ่ที่มีความคมตัดสายสะดือและเอาสาบสะดือไปแตะที่มือและที่ปากของเด็กเป็นการถือเคล็ดว่า
ไม่ให้เด็กปากเสียมือไวและเอาสายสะดือและรกใส่หม้อดินหรือสอบนั่งให้พ่อของเด็กทารกเอาไปฝังใว้ใต้โคนต้นไม้หลังจากนั่นก็จะเอาน้ำมันมะพร้าวมาทาที่ตัวเด็กทารกจนทั่วดัวและเช็ดออกและนำด็กไปอาบน้ำอุ่นแล้วเช็ดตัวจนแห้งแล้วเอาขมิ้นโป๊ะกระหม่อมและโป๊ะสะดือแล้วเอาผ้าอ้อมมาห่อตัวเด็กไว้แล้วนำเด็กมาใส่ใว้ในกระด้งและนำกริชมาวางไว้ข้างๆเด็กว่ามนต์คาถาเพื่อให้พระอิศวรคอยปกป้องเด็กแล้วหมอบิดันจะเอาข้าวเย็นผลิกไทยเกลือมาตำรวมกันแล้วปั้นเป็นก้อนจำนวนสามก้อนแล้วว่ามนต์คาถาเอาให้แม่กินกับน้ำอ่นจะช่วยให้เลือดลมเดินดี
18/02/2026
ความเชื่อ กริชเรี่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่ 12)
กริชกับพิธีกรรมการเกิด.ตอนที่2 ความเชื่อในเรี่องของการเกิดจันทรุปราคา
(ปักษ์ใต้ เดีอนเป็นจันทร์ เดีอนกินจันทร์ )หรือ
สุริยุปราคา ขึ้นนั้นหญิงที่ตั้งครรถ์จะต้องหาเข็มปลายแหลมหรือหนามปลายแหลม เช่น หนามกรูดผีมากลัดไว้ที่ชายพกผ้านุ่งนั้นสืบเนื่องมาจาก
ตำนานเรี่องเล่าที่มาจากพราหมณ์ฮินดูในเรื่องของการอวตารพระผู้เป็นเจ้าพระวิษณุที่อวตารลงมาเป็นเต่าและใช้กระดองรองรับเขามัธระที่ใช้เเทนไม้กวนเกษียรสมุทรเพี่อรองรับไม่ให้ทะลุลงมายังพื้นโลกและเพื่อให้ได้น้ำอมฤตนำมาช่วยเหลือเหล่าเทวดาเมื่อได้น้ำอมฤตแล้ว พระผู้เป็นเจ้าต้องการที่จะให้เหล่าเทวดาได้ดื่มกินน้ำอมฤต
แต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อเพิ่มพลังอำนาจและให้พลังอำนาจกลับคืนมาและเพื่อความเป็นอมตะ แต่มีอสูรตนหนึ่งแอบแปลงกายเป็นเทวดามาดื่มกินน้ำ
อมฤตด้วยปรากฎว่าพระจันทร์และพระอาทิตย์เห็นจึงนำความไปบอกพระวิษณุ พระวิษณุจึงใช้จักรขว้างใส่พระราหูแต่พระราหูไม่ตายเนื่องจากได้ดื่มน้ำอมฤตแล้วแต่ทำให้พระราหูขาดเป็นสองท่อน ท่อนบนเป็นพระราหู ท่อนล่างเป็นพระเกตุ
ด้วยความโกรษของพระราหูที่มีต่อพระจันทร์และ
พระอาทิตทิตย์ทีนำความไปบอกพระผู้เป็นเจ้าเมื่อพบพระจันทร์และพระอาทิตย์เมื่อใดก็จะเข้าทำการกลืนกินด้วยความโกรษเมื่อนั้นแต่การกลืนกินทำได้ไม่นานพระจันทร์และพระอาทิตย์ก็จะโผล่ออกมาเนื่องจากพระราหูขาดเป็นสองท่อนผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตเมื่อมีการเกิดจันทรุปราคาจะมีประเพณีช่วยจันทร์ จะตะโกนคำว่า คายโล่คาย ช่วยจันทร์เจ้าเหอ คายเหอคาย หญิงที่ มีครรถ์ ให้รีบเอาเข็มปลายแหลม หรือหนามปลายแหลมมากลัดที่ชายพกผ้านุ่งเพื่อเป็นการป้องกันพระราหูและพระเกตุและพวกถูตผีปีศาจที่เป็นบริวารของพระราหูและพระเกตุและให้ไปเคาะเริน(เรือน)ข้าวเพื่อเป็นการปลุกพระแม่โภสพให้
ตื่นมาช่วยพระจันทร์ทุกคนในหมู่บ้านจะช่วยกันบ้างก็เอากะลามะพร้าว กะละมังไปเคาะตามโคนต้นไม้ต่างๆเพราะมีความเชื่อว่าการได้ช่วยเหลือเทพจะทำให้เกิดผลดี ถ้าเป็นต้นไม้ก็จะทำให้มีลูกดก ส่วนผู้ชายก็จะเข้าไปในวัดทำการตีโพนหรือตืระฆังของวัดและถ้าหากบ้านใครมีปืนก็จะเอาปืนออกมายิงขึ้นฟ้าเพื่อเป็นการช่วยพระจันทร์
หญิงตั้งครรถ์เมื่อครบเจ็ดเดือนก็จะให้แม่ของสามีและสามีนำไปฝากครรถ์กับหมอบิดัน(หมอตำแย)สิ่งที่ต้องเตรียมไปด้วยในการฝากครรถ์
มีมะพร้าวสุกหนึ่งลูก ข้าวสารสามป้อย หมากสามลูกพรูสามกำ เทียนสามเล่ม ด้ายดิบสามใจ มะพร้าวหมอบิดันจะใช้เคี้ยวเอาน้ำมันไว้สำหรับตรวจแต่งครรถ์นวดครรถ์เพื่อต้องการให้เด็กในครรถ์เอาหัวลงล่างจะได้คลอดง่ายและหมอบิดันจะบอกให้ผู้ที่เป็นสามีเตรียมหาไม้ฟืนไม้ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้พลับพลาไม้กรูดผีและจะต้องลอกเปลือกออกไว้เพื่อใช้สำหรับก่อไฟให้ภรรยา.อยู่ไฟเมื่อก่อนถึงกำหนดคลอดหนึ่งถึงสองวัน
หมอบิดันก็จะให้สามีไปตัดหนามยับเยี่ยว(หนามแสงขัน)หรือหนามไม้ไผ่มาสระ(วาง)ไว้ใต้ถุนห้องที่จะทำคลอดให้เต็มเพื่อป้องกันพวกภูตผีปีศาจมากินของสกปรกที่เกิดจากการคลอดและให้เอาสากตำข้าวที่คอหักนำมาพาดบันไดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกภูตผีปีศาจขึ้นมาบนเรือนขณะทำคลอด
ส่วนญาติๆทั้งฝ่ายหญิงที่ตั้งครรถ์และฝ่ายชายจะไปอยู่รวมกันอีกห้องหนึ่งมักจะทำขนมกินกันส่วนใหญ่จะเป็นขนมโคก่อนที่หมอบิดัน(หมอตำแย)จะเริ่มทำคลอดจะมีกาตั้งราดก่อน
การตั้งราดหรือพิธีบูชาครูก่อนที่จะเริ่มพิธีกรรมใดๆนั้นผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตนั้นจำเป็นต้องมีพิธีบูชาครูเสียก่อนเป็นการระลึกถึงคำสอนของครูผู้ที่ประสิทธิประสาทวิชา ในการนำความรู้ต่างๆไปใช้ทำให้มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับเหตุการณ์ข้างหน้าและจะประกอบพิธีด้วยสติและเชื่อว่าวิชาความรู้ไม่เสื่อม
ไม่อัปมงคลไม่ก่อให้เกิดอันตรายในการประกอบพิธีกรรมและยังเป็นการบอกกล่าวถึงดวงวิญญาณของผีบรรพบุรุษของหมอบิดันผู้ก่อกำเนิดวิชาแขนงนี้เพื่อให้ช่วยเหลือในพิธีกรรมการทำคลอด
เครี่องราดมีสามราดใส่ไว้ในกระสอบนั่งกระสอบใบแรกใส่ข้าวสารสามป้อย(ป้อย=สำหรับตวงข้าวสารทำด้วยกะลามะพร้าวส่นใหญ่จะเป็นกะลาตาเดียว)กระสอบใบที่สองใส่ด้ายดิบกระสอบใบที่สามใส่หมากสามคำพรูสามใบดอกไม้ธูปสามดอกเทียนสามเล่ม(เทียนทำด้วยขึ้ผึ้งใช้ด้ายดิบเป็นใส้ใน) เงินเหรียญสามเหรียญและพานวางกริชแต่ถ้าหากเป็นการตั้งครรถ์ท้องแรกหมอบิดันจะเหน็บกริชไว้ด้านหลังในขณะทำคลอดถ้าเป็นท้องหลังๆกริชจะใส่ไว้ในพานบนหัวนอนคนที่จะคลอดรวมกับเครื่องราดหลังจากนั้นหมอบิดันจะกาดครูว่ามนต์คาถาเอยนามพระอิศวรเทพเทวดาครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาความรูที่สืบต่อมาแต่โบราณ
หมายเหตุ .สอบนั่ง. ใช้สำหรับใส่ของเครี่อง.
บูชาในการตั้งราด
ป้อย. ใช้สำหรับตักตวงข้าวสาร
11/02/2026
ความเชื่อ กริชเรื่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่ 11)
กริชกับประเพณีการเกิดตอนที่ 1
การเกิดถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆของผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตและของผู้คนทั้งสยามประเทศก็ว่าได้เพราะโอกาศที่ผู้คนจะเข้าถึงสถานพยาบาลได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆเนื่องมาจากสภาพที่อยู่ห่างไกลจากสถานพยาบาลและสถานพยาบาลมีจำนวนน้อยมีบ้างก็อาจจะเป็นสถานพยาบาลประจำมนฑลหรือสถานพยาบาลประจำจังหวัดการสัญจรไปมาก็นแสนจะลำบากยุ่งยากต้องใช้วิธีการเดินเท้าหรือใช้พาหนะที่เป็นสัตว์เท่านั้นเจ้านายชั้นปกครองและผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตมักจะให้ความสำคัญกับพิธีกรรมประเพณีการเกิด
หมอพื้นบ้านที่ทำหน้าที่.ทำคลอดหรือ หมอบิดัน
(หมอตำแย)และการเกิดนั้นผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีตมีความเชื่อว่ามารดาหรือแม่ที่งครรภ์นั้นเกิดจากดวงวิญญาณลงมาจุติหรือดวงวิญญาณกลับมาเกิดอีกครั้งเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดทำให้ผู้คนหัวเมืองปักษ์ใต้มีข้อห้ามของมารดาหรือแม่ที่ตั้งครรภ์มากมายเช่น ห้ามแม่ที่ตั้งครรภ์นั่งคาหัวบันไดเรือนเพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้คลอดลูกไม่ออกคาอยู่ ห้ามตอกหัวตาปูเพราะมีความเชื่อว่าลูกจะติดในครรภ์แน่นคลอดไม่ออก ห้ามตอกไข่เป็ดไข่ไก่เพราะมีความเชื่อว่าลูกในครรภ์จะหลวน(หลวน หมายถึงแท้งลูก)ห้ามอาบน้ำหลังจากหมดแสงตะวันแล้วเพราะมีความเชื่อว่าครรภ์จะแฝดน้ำ ห้ามไปงานศพ เพราะมีความเชื่อว่าผีจะตามมากินลูกในครรภ์ แต่ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องไปก็จะต้องหาหนามกรูดผีมากลัดชายพกผ้าไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ผีติดตามกลับมาและเป็นการป้องสิ่งชั่วร้ายต่างๆถ้าหากในระหว่างที่ตั้งครรภ์เกิดมีจันทร์ทรุปราคาหรือสุริยรุปราคาให้มารดาที่ตั้งครรภ์หรือหญิงตั้งครรภ์รีบหาเข็มกลัดหรือเข็มเย็บผ้าหรือหนามกรูดผีกลัดชายพกผ้าไว้เพื่อเป็นการป้องภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพราะมีความเชื่อว่าจะใช้ชาติ
และข้อสังเกตุของมารดาหรือแม่ที่ตั้งครรภ์เกิดอาการแพ้ท้องอยากกินของที่แปลกๆ เช่นอยากกินดินมีความเชื่อหรืออาจจะมีการทำนายว่าลูกที่มาเกิดมาจากที่ต่ำหรือใต้พื้นพิภพ ถ้าหากอยากกินของคาวอยากกินจำพวกเนื้อสัตว์มีความเชื่อว่าผู้ที่จะมาเกิดมาจากพวกยักษ์มาร ถ้าหากว่าแม่ที่ตั้งครรภ์อยากกินจำพวกเนื้อสัตว์ที่ยังปรุงไม่สุกหรือสุกๆดิบๆหรือจำพวกของดิบมีความเชื่อว่าผู้ที่จะมาเกิดนั้นมาจากพวกเศษนรก นี้อาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของผู้คนโบราณหัวเมืองปักษ์ใต้ให้มารดาที่ตั้งครรภ์ระมัดระวังในเรื่องอาหารการกิน
03/02/2026
ความเชื่อ กริชเรื่องเล่าและพิธีกรรม(ตอนที่10)
หลังจากที่ท้าวพลีถูกส่วลงไปปกครองใต้พื้นพิพบแล้วพระผู้เป็นเจ้ายังมีรับสั่งไว้ การที่จะทำอะไรเกี่ยวกับพื้นแผ่นดินจะต้องทำการแสดงออกถึงความเคารพต่อพื้นแผ่นดินและท้าวพลีเสียก่อน เพราะถือว่าท้าวพลีเป็นเจ้าแห่งพื้นแผ่นดิน
การไหว้เจ้าที่เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของผู้คนหัวเมืองภาคใต้ในอดีตไม่ว่าจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับพื้นแผ่นดีนก็จะต้องมีการไห้วเจ้าที่หรือการทำการงานมงคลทั้งหลายต้องตั้งบัตรพลีบวงสรวงท้าวพลีพระภูมิทั้งหลายที่เป็นบริวารของท้าวพลี นางธรณีรักษาแผ่นดินท้าวนาคราชรักษาห้วงน้ำ ท้าวมิกราชรักษาวัดวาอาราม ท้าวชัยมงคลรักษาเรือน ท้าวธรรมโอฬารรักษาเรีอกสวนไร่นา เพช่รคนธรรพ์รักษาศาลเจ้าโรงวืวาห์
บริทิวรักษาเส้นทางสัญจร และยังมีพระภูมิเจ้าที่ที่ตำลงมาอีก พระภูมิเจ้าที่รักษาหัวบันไดประตูใต้ถุนเรือน ตีนครกตำข้าวและรักษาคอกสัตว์
วันในการทำการมักจะเป็นวันอังคารกับวันเสาร์เวลามักจะเป็นเวลาช่วงเช้ายกเว้นการไหว้เจ้าที่คอกสัตว์มักจะทำการในช่วงก่อนค่ำและจะทำการกันในเดือนหกหรือเดือนสิบสองสิ้งของที่ต้องเตรียมมี 1 .เครื่องบูชา มีหมาก พลู ดอกไม้ ธูปเทียน 2 .เครื่องเส้นสังเวย ขนมขาว ขนมแดง
ข้าวแกง เป็ด ไก่. เหล้า น้ำ
ถ้าหากเป็นการไหว้เจ้าที่สวน ไร่ ที่นา จะต้องมีศาลตั้งเครื่องสังเวย แต่หากเป็นการไหว้เจ้าที่บ้าน
หรือพระภูมิไม่ต้องทำศาลตั้ง
ทุกศาสนามีความเชื่อมีตำนานมีเรื่องเล่ามีพิธีกรรมในการเริ่มต้นของพิธีกรรมอาจจะอยู่ในรูปของ บทร้อยกรอง โครง ฉันท์ กาพย์ กลอน
พราหมณ์มีบทโศลก คริสต์มีการร้องเพลงมีนักร้องประจำโบสถ์ อิสลามมีเสียงอาซาน พุทธมีบทสวดเป็นคำฉันท์คำคล้องจองร้อยกลองในการไหว้เจ้าที่หมอผู้ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมกล่าวบทสวดอ่อนวอนถึง เทพ เทวดา พระภูมิเจ้าทีรวมทั้ง ท้าวพลี ช่วยดูแลปกป้องรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราสโรคภัยต่างๆมีทรัพย์สินเพิ่มพูนมีความมั่งคั่งร่ำรวยปราสจากโจรผู้ที่คิดร้ายและ
ในการไหว้เจ้าที่สวนเจ้าทีไร่เจ้าที่นาหมอผู้ทำหน้าทีสวดอ้อนวอนให้ผลผลิตเจริญงอกงามปราสจากสิ่งรบกวนต่างๆให้ได้ผลผลิตดีขายผลผลิตได้
บทสวดที่หมอผู้ประกอบพิธีกรรมใช้ในการประกอบพิธีกรรมมี 1 บทสวดบูชา เทพ เทวดาและตำนานการเกิดพื้นแผ่นดินและการเกิดมนุษย์
2 บทสวดบูชาเทพเทวดาและท้าวพลี เช่น บทที่กล่าวถึงท้าวพลี
ต่างเห็นมติพร้อมกัน. ท้าวเทวัญแบ่งปันที่
ตั้งให้ท้าวกรุงพาลี. เป็นปลัดจัดมูลนาย
สมมุติให้พระภูมิ. มาเป็นพระยาแก่ท่านทั้งหลาย
บริทิวเป็นนาย. ทำจดหมายตราบัญชี
เชี่ยวชาญเป็นตุลาการ ฐานควาดี
หรือ
ตัวข้าขอเชิญท้าวกรุงพลี ท้าวครอบครองที่ป่าหิมพานต์ เมื่อครั้งแต่ก่อน. บวรพรรณราย. เสื้อแก้วสุริยาฉาย ดูงามว่องไว มีมือถือกระบอง ยกขึ้นป้อง. แลทั่วภพแดนไตร ถ้ามนุษย์ทำการสิ่งใด เห็นมิชอบใจ. กริ้วโกรษโกรธา. ถ้ามนุษย์ใดตั้งเนื้อตั้งใจ แต่งเครื่องบูชาให้ศิลให้พร. ร้องหัวคาคา คลายความโกรธา ดีเนื้อดีใจ..
บทที่ 3 บทสวดอัญเชิญเทพ เทวดา ให้มารับเครื่องเส้นสังเวย
บทที่ 4 บทสวดบูชาให้เทพเทวดาคุ้มครองหมอผู้ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรม
ในการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวของหมอผู้ที่ทำหน้าที่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยของแต่ละคนแต่ละพื้นที่หมอผู้ประกอบพิธีกรรมนอกจากมีเวทย์มนต์คาถาในการป้องกันตัวแล้วยังต้องมีเครื่องรางในการป้องกันตัวอีกด้วย
ในการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวของหมอที่ทำหน้าที่ในอดีตนั้นต้องมี กริช # พกติดตัวอยู่ตลอดแต่ในระยะหลังหมอมักจะใช้มีดอ้ายเชืยงมีดหมอหรือมีดทีมีกันเท่านั่น (มีดหมอ)เนื่องจากว่ากริชเป็นของที่หายากขาดแคลนช่าง หาทดแทนไม่ได้กริชจึงถูกเก็บไว้บนหิ้งครูหมอ หิ้งพระเท่านั้น