15/06/2026
ีกาใหม่ปี68 🧠
#ประเด็น เงินที่ได้รับมาภายหลังจากวันฟ้องหย่า ถือเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันภายหลังการหย่าหรือไม่
#คำตอบคือ ต้องพิจารณาว่า #สิทธิที่จะได้รับเงินนั้นเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้วในระหว่างสมรสหรือไม่ และป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) ที่กำหนดให้การแบ่งสินสมรสมีผลย้อนหลังไปถึง “วันฟ้องหย่า” หากสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่สมรสกัน ย่อมเป็นสินสมรส แต่หากในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินนั้นยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจะได้รับเงินดังกล่าวหรือไม่ ย่อมฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรสอันจะนำมาแบ่งกันตามกฎหมายได้
เหตุผลดู ฎ.8321/2568
1) คดีนี้ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และขอแบ่งสินสมรส
2) จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสเช่นกัน
☛ #กรณีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
3) ( #วรรคนี้ดี ») ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงิน ดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่ #เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสนั้นเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกึ่งหนึ่ง
☛ #กรณีเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
4) แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และมาตรา 1533
5) เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่ #เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
☛ #กรณีเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
6) จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่ #เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1)
☛ #กรณีเงินอื่น ๆ ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ได้รับเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ
7) ( #วรรคนี้ดี ») ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึงได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพนั้น #ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร #ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสมเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และมาตรา 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องโจทก็จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง
☛ #กรณีเงินบำนาญ
8) การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสมาในคดีเดียวกัน ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติให้ #มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ( #กรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มา #อย่างช้าสุดไม่เกินวันฟ้องหย่า ไม่ใช่ “ #วันที่ศาลมีคำพิพากษา” หรือ “ #วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด” นะครับ ระวังข้อสอบหลอก)
9) ( #วรรคนี้ดี ») เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 #ได้มาหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องหย่าแล้ว #จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญได้ (อย่างไรก็ตาม เงินบำนาญส่วนนี้ โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องนั่นเองครับ)
🤍
15/06/2026
ฎีกาที่ 8881/2568 แพ่ง #ค้ำประกัน น่าสนใจมาก น่าออกสอบสุด ๆ 🌟🌟🌟🌟🌟
🔥++ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกัน #จะมีผลทำให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอันจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ ?
🔥++ผู้ค้ำประกัน #จะมีสิทธิเกี่ยง ตามมาตรา 688 หรือไม่ ?
1. 🤵♂️ โจทก์ฎีกาว่า :
📑 #ตามสัญญาค้ำประกันที่ว่า “ …. ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน… ” เป็นข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เท่านั้น ** #ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และให้ผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนตามหมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน แต่อย่างใด
และ 📑 #ตามสัญญาค้ำประกันข้อ9 #ที่มีข้อตกลงว่า : “….หากบุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมเพื่อค้ำประกันความเสียหายหรือหนี้ของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ ให้ถือว่าการค้ำประกันเพิ่มเติมเหล่านี้เป็นอิสระและต่างหากจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับนี้ และมิให้เสียหายต่อสิทธิใด ๆ ที่ผู้ให้เช่าซื้อมีอยู่ตามสัญญาค้ำประกัน โดยผู้ให้เช่าซื้อสามารถเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันหรือบุคคลภายนอกเช่นว่านั้นรายใดรายหนึ่งหรือทั้งหมดชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อได้… ” 💥โดยข้อเท็จจริง #ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลภายนอกมาทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติม ตามข้อตกลงดังกล่าว แต่อย่างใด!
2. 👨🏻⚖️ 〽️ #เห็นว่า :
💡 **ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม [หรือข้อตกลงที่มีผลในทำนองเดียวกัน เช่น ตกลงว่าผู้ค้ำประกัน “ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา” จะไม่ใช้สิทธิเกี่ยงทั้ง 3 มาตรา : มาตรา 688, 689 และ 690 ] **ที่ทำให้ “ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ” ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 681/1 นั้น
👉 #ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้ **บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 291 และให้ผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน [ หรือเป็นข้อตกลงที่มีผลในทำนองเดียวกัน เช่น ตกลงว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา จะไม่ใช้สิทธิเกี่ยงทั้ง 3 มาตรา : มาตรา 688, 689 และ 690 ]
3. ✨📑 **แต่ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกัน #ไม่มีข้อตกลงข้อใดที่กำหนดถึง สิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ และผู้ค้ำประกัน #ในทำนองเป็นให้มีสิทธิหน้าที่และความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และให้ผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนตามหมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน #แต่อย่างใด
4. 📑 #ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ว่า : “…. ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน…”
👉 ก็เป็นข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกัน #ที่จำเลยผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง โดยสัญญาค้ำประกัน #ไม่มีข้อตกลงข้อใดที่ระบุให้จำเลยในฐานะผู้คำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
👉 สัญญาค้ำประกัน #จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ❌
5. 📑 สำหรับสัญญาค้ำประกัน (ข้อ 9) #ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้บุคคลภายนอก สามารถทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติม ที่ว่า : “…. บุคคลภายนอกสามารถทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมแก่ผู้ให้เช่าซื้อ เพื่อค้ำประกันความเสียหายหรือหนี้ของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ โดยให้ถือว่าการค้ำประกันเพิ่มเติมเหล่านี้เป็นอิสระและต่างหากจากความรับผิดตาม สัญญาค้ำประกัน และมิให้เสียหายต่อสิทธิใด ๆ ที่ผู้ให้เช่าซื้อมีอยู่ตามสัญญาค้ำประกันโดยผู้ให้เช่าซื้อสามารถเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อหรือ ผู้ค้ำประกันหรือบุคคลภายนอกเช่นว่านั้นรายใดรายหนึ่งหรือทั้งหมดชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อได้ …”
👉 ข้อตกลงดังกล่าว ***กำหนดไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ เพื่อมิให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้น #และมีความหมายเพียงว่า ในกรณีที่มีบุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันผู้เช่าซื้อเพิ่มเติม ก็กำหนดให้สิทธิโจท์ไว้ตามข้อตกลงดังกล่าว **แต่สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดของจำเลย และ ผู้ค้ำประกันเพิ่มเติมซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ก็ต้องเป็นไปตามสัญญาค้ำประกันและกฎหมายว่าด้วยการค้ำประกันที่กำหนดถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
👉 **ส่วนบุคคลภายนอกที่ทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติม ก็ต้องพิจารณาจากสัญญาค้ำประกัน **หากสัญญาค้ำประกันกำหนดให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันก็ตกเป็นโมฆะ
👉 **แต่หากสัญญาค้ำประกัน “ไม่ตกเป็นโมฆะ” [ไม่ได้กำหนดให้ผู้ค้ำฯ รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม] **ดังนี้ หน้าที่และความรับผิดของจำเลยและ บุคคลภายนอก จึงเป็นผู้ค้ำประกันเพิ่มเติม [ระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเอง] ก็มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันแม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกัน ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง ✔️
🌟🌟 ฉะนั้น **ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกัน (ข้อ 9) #จึงไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม **สัญญาค้ำประกัน #จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ❌
[อีกทั้ง ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ทั้งการที่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาค้ำประกัน ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม]
6.💥 ปรากฏว่า **ศาลล้มละลายกลาง #มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดผู้เช่าซื้อและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
👉 จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน #ยังมีหน้าที่ตามสัญญาค้ำประกันในการคืนรถที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
#ทั้งจะขอให้เรียกให้ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 ❌
[กรณีนี้ ผู้ค้ำประกันจะใช้สิทธิเกี่ยงตามมาตรา 688 ไม่ได้]
[ข้อสังเกต : เป็นการใช้สิทธิเกี่ยงไม่ได้ “เพียงมาตราเดียว” เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ศัพท์ของลูกหนี้เด็ดขาดฯ ผู้ค้ำฯ ก็เลยใช้สิทธิตามมาตรา 688 ไม่ได้ ***ไม่ปรากฏว่าตามสัญญาค้ำฯ มีข้อตกลงว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะไม่ใช้สิทธิเกี่ยงทั้ง 3 มาตรา : มาตรา 688, 689 และ 690 แต่อย่างใด ]
7. เมื่อโจทก์ มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยผู้ค้ำประกัน ภายหลังจากลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง **โจทก์จึง #มีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ค้ำประกันให้รับผิด ✅
8. 🔥 อย่างไรก็ดี การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยผู้ค้ำประกัน #เมื่อพ้นกำหนด60วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด **จำเลยผู้ค้ำประกัน #หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยของราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์ จากการใช้ทรัพย์ ซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดา #ที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา60วัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง./
14/06/2026
ฎีกาที่ 8028/2568 #วิแพ่ง มาตรา 322 #โยง ป.อ., ป.วิ.อ. และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ น่าสนใจมาก ๆ 🌟🌟🌟🌟🌟
💡ค่าปรับที่ค้างชำระในคดีอาญา Vs หนี้บุริมสิทธิจำนอง : #ใครจะมีสิทธิดีกว่า ?
: หนี้การชำระค่าปรับในคดีอาญา ***อยู่ใน “ลำดับหลัง” สิทธิ/บุริมสิทธิจำนอง” แม้จำเลยชำระค่าปรับในคดีอาญาไม่ครบ และถูก จ.พ.ค. ยึดทรัพย์สินฯ ออกขายทอดตลาดนำมาชำระค่าปรับที่ค้างก็ตาม ***แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ฯ ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิจำนองของผู้รับจำนอง
ดังนี้ เจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนฯ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 ได้ ✔️
1. 🔥 ป.อ. มาตรา 29/1 วรรคสองและวรรคสาม
และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (7) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง
❌*** #ไม่ได้กำหนดให้ค่าปรับในคดีอาญามีสิทธิเหนือบุริมสิทธิหรือสิทธิจำนองในคดีแพ่ง***❌
2. 🔑 เช่นนี้ ** #การชำระค่าปรับจึงอยู่ในลำดับหลังสิทธิจำนองของผู้ร้อง (ผู้รับจำนอง)
3. 💥ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ** #ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิจำนองของผู้ร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322
4. 〽️ เช่นนี้ เมื่อ จ.พ.ค. ได้ยึดทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งก็คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง [ซึ่งติดจำนองไว้กับผู้ร้อง] นำออกขายทอดตลาดฯ
👉 🌟 ผู้ร้อง (เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง) #จึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ดังกล่าว ได้ ✔️✔️
🩵 #ข้อสังเกต : คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ของผู้ร้อง
**ส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้อง ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นฯ./
❤️🔥 #เทียบ ค่าปรับ ในกรณีระหว่าง พนักงานอัยการ/รัฐ กับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่น หากมีการยึดทรัพย์จำเลยไว้ ***พนักงานอัยการโจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 หรือไม่ ?
มี ฎีกาที่ 2796/2567 วินิจฉัยว่า พนักงานอัยการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญาให้จำเลยชำระค่าปรับเต็มตามจำนวนที่กำหนดในคำพิพากษา ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (7) ค่าปรับจึงไม่ใช่หนี้ตามที่บัญญัติใน ป.พ.พ. ที่จะต้องอยู่ภายใต้บุริมสิทธิของเจ้าหนี้รายอื่น **รัฐและพนักงานอัยการย่อมไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยในคดีอาญา ** #จึงไม่ต้องยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินจากการยึดหรืออายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326./
[หมายเหตุ : ถ้าหากดู ในย่อยาวของฎีกาปี 2567 **ประเด็นที่สู้กันคดีนี้จริง ๆ คือ ระหว่างพนักงานอัยการ/รัฐ กับ เจ้าหนี้จำนองที่ขอรับชำระหนี้ก่อน ใครมีสิทธิดีกว่า ? ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกับฎีกาปี 2568 เลย
ท้ายที่สุด ตามฎีกาปี 2567 แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยไปแตะ ป.วิ.พ. มาตรา 326 แต่ก็ได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินไปชำระค่าปรับก่อน แล้วจึงค่อยนำไปชำระให้กับเจ้าหนี้จำนอง ***ถือว่าผลการวินิจฉัยดูขัดกันกับฎีกาปี 2568 ตัวล่าสุด (ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ตามฎีกาปี 2568 นี้ **ศาลฎีกาได้วางข้อกฎหมายมา “ชัดเจนกว่า” ฎีกาปี 2567 ที่ว่า เหตุใด หนี้ค้างชำระค่าปรับในคดีอาญา จึงอยู่ใน “ลำดับหลัง” เจ้าหนี้จำนอง และถือเป็นฎีกาที่ใหม่และสดกว่า คงต้องถือผลฯ ตามฎีกาปี 2568 ล่าสุด]
🎾 #ข้อสังเกตเพิ่มเติม โยง : นอกจากนี้ หากทรัพย์สินของจำเลย ถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน ไว้ตามกฎหมายฟอกเงิน
***มีฎีกาที่ 6223/2567 วินิจฉัยว่า #ผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน #มีสิทธิได้รับชำระหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) #ตามสัญญาจำนองให้เสร็จสิ้นก่อน ✔️ #ก่อนที่จะนำทรัพย์สินไปคืนให้กับผู้เสียหายหรือนำเงินไปใช้คืนตามกฎหมายฟอกเงิน เช่นกัน
ฎีกาที่ 6223/2567 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 5 #จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนให้แก่ผู้เสียหายหรือสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง #จึงต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว #ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนอง (ผู้คัดค้านที่ 5) #ก่อนนำเงินไปคืนให้แก่ผู้เสียหาย
ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสีย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 5 ได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 (1) และคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม ผู้คัดค้านที่ 5 จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้นเงินที่คงค้างชำระตามสัญญาจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ./
〽️ ส่วนหนี้ที่มีสิทธิ “ได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้จำนอง” เช่น :
#หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค #พร้อมค่าปรับ #ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร “ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน” [ที่ได้แจ้งรายการหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว]
ซึ่งตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 50 วรรคสาม บัญญัติให้ถือว่า “หนี้ค่าบํารุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นหนี้บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์เหนือที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชําระ“ #จึงมีสิทธิได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้จำนอง
เมื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ได้แจ้งรายการหนี้ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว ดังนี้ จ.พ.ค. จะต้องกันเงินไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า [เทียบเคียง ฎีกาที่ 653/2566]./
07/06/2026
คำสั่งคำร้อง ที่ ท.706/2568 #วิอาญา ไม่อ่านมาอาจมีตอบผิด น่าออกสอบสุด ๆ [มีข้อสังเกต เทียบ] 🌟🌟🌟🌟🌟
🔥 พนักงานอัยการโจทก์ ฟ้องจำเลยข้อหายักยอก และมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานยักยอก เท่านั้น
#ส่วนจำเลยฎีกา ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์
🔶 ดังนี้ : #โจทก์จะฎีกาส่วนแพ่งเกี่ยวกับขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 **โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง ได้หรือไม่ ?
1. คดีนี้ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกรถยนต์จำนวน 1 คัน ของผู้เสียหาย และ #ขอให้จำเลยคืนรถยนต์ดังกล่าวที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา เป็นเงิน 950,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43
2. **ดังนี้ #เมื่อโจทก์ฎีกาเกี่ยวกับการขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน ตามที่โจทก์ขอท้ายคำฟ้อง 🌟🌟🔑 [key] ซึ่ง #เป็นคำขอในส่วนแพ่งอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44 วรรคสอง ✅
3.🌟🌟🌟 🔑 [Key] แม้โจทก์จะ #ไม่ได้ฎีกาในส่วนเนื้อหาการกระทำความผิดอาญา ของจำเลย ***ฎีกาของโจทก์ 🔥 #ไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยฎีกา
4. โจทก์ยื่นฎีกา จึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา
[*มีข้อสังเกตว่า จำเลยเขาได้ฎีกาขึ้นมาด้วย ขอให้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา]
[👨🏻⚖️ศาลฎีกาให้ยกคำร้องขออนุญาตของโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาตรวจและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของโจทก์ต่อไป../]
[หมายเหตุ : ซึ่งเดิม เคยมีแนวฎีกาวินิจฉัยว่า จะต้องขออนุญาตฎีกาด้วย แต่ข้อเท็จจริงของฎีกานั้น โจทก์ร่วมฎีกาคำขอส่วนแพ่ง ม.43 ฝ่ายเดียว จำเลยไม่ได้ฎีกาคำพิพากษาส่วนอาญาขอให้ยกฟ้อง ]
🩵 #ข้อสังเกต ระวังเทียบ :
การใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในส่วนแพ่ง (คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องฯ)
สำหรับกรณีผู้ร้องยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เข้าไปในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ หรือกรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองและมีคำขอส่วนแพ่ง การใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในส่วนแพ่งและคำร้องตามมาตรา 44/1 ในกรณีนี้ ***ตามแนวฎีกาต้องพิจารณาว่า คดีส่วนอาญาได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูงหรือไม่
#หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูง เช่น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาแล้ว คำขอส่วนแพ่งหรือคำร้องฯ ตาม 44/1 ก็ไม่ต้องขออนุญาตฎีกา
แต่หากคดีส่วนอาญา #ไม่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูง ยุติไปโดยคู่ความไม่ฎีกา หรือต้องห้ามฎีกาและศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา **อย่างนี้ **ในส่วนแพ่งหรือคำร้องฯ ตามมาตรา 44/1 หากคู่ความจะฎีกา ก็จะต้องขออนุญาตฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247
ตัวอย่าง
พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 300, 390 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฯ ในคดีแพ่งคู่ความสามารถตกลงกันได้ จึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอม
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องลงโทษจำคุก….และปรับ…บาท ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยยื่นฎีกาฯ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฎีกาของจำเลยฯ ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 #จึงไม่รับฎีกา [**เท่ากับว่าคดีอาญาไม่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูง]
🔥ปัญหามีว่า : คดีส่วนแพ่ง ** #ที่จำเลยฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยและผู้ร้องมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้ในส่วนแพ่งด้วยการเปลี่ยนมูลหนี้ทำให้หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมสิ้นสุดแล้ว และเกิดเป็นสัญญาใหม่ ผู้ร้องจึงไม่สามารถบังคับให้จำเลยชำระหนี้ในคดีนี้ต่อไป #จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งต่อศาลฎีกา มาด้วยหรือไม่ ?
💡👨🏻⚖️ ตอบ : คำสั่งคำร้องที่ ท.406/2568
ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้างต้น เป็นฎีกาในคดีส่วนแพ่ง **เมื่อฎีกา #ในคดีส่วนอาญาไม่สามารถขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว การฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งจะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
แต่จำเลย #มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา มาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ให้ยกคำร้อง./
31/05/2026
📌คำศัพท์ที่ออกข้อสอบบ่อยในการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา⚖️
#ผู้ช่วยผู้พิพากษา #เตรียมสอบศาล #อัยการผู้ช่วย #เตรียมสอบอัยการ #เนติบัณฑิตไทย #เนติบัณฑิต #นักกฎหมายพเนจร
28/05/2026
ยกเครื่องใหม่ "สรุปขาแพ่ง ข้อ 7 ห้างหุ้นส่วน บริษัท"
เวอร์ชั่นที่แล้วอ่านเองงงเอง เลยแก้ไขใหม่หมด พร้อมแทรกบทบัญญัติมาตราไว้ด้วย
➡︎ https://drive.google.com/file/d/1NMbqH7XwBw4L220aaPI9PNzx1J0UyMVB/view?usp=drive_link
ส่วนสารบัญวิดีโอยังอัพเดตอยู่เรื่อยๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งค่ะ
💖 รวมสรุป ขาแพ่ง
➡︎ https://pkpb-law.vercel.app/summaries?id=c43c4da8-11d3-4723-9526-5f86ff3aea31
💖 รวมสรุป ขาอาญา
➡︎ https://pkpb-law.vercel.app/summaries?id=92ff6b9e-8d62-4a2b-b780-c5708d4ffec8