Orange kids class

Orange  kids class สนุกเรียนรู้กับครูบุ๋ม

25/01/2026
25/01/2026

#คาถาจัดการลูกดื้อ
ถ้าลูกวัยประถม ดื้อ ไม่ทำตามข้อตกลง และมีอาการงอแง ร้องโวยวาย บ่นว่าแม่ ต่อรอง หรืออะไรก็ตาม
✔️จงอย่าใจอ่อน
✔️จงหนักแน่นในคำสั่งของคุณ
แล้วพูด 3 ประโยคนี้
1.แม่ได้ยินแล้ว
2.แม่รู้ว่าหนูไม่อยากทำ (แม่รู้ว่าหนูโกรธ แม่รู้ว่าหนูไม่ชอบ)
3. แต่มันต้องทำนะลูก

พูดอย่างนี้ทุกครั้งที่ลูกโวยวายอาละวาดหรือต่อว่าคุณ
แล้วในที่สุดลูกจะเงียบไปเอง เมื่อคุณยืนยันตามคำสั่งเดิม ลูกก็จะทำตามคำสั่ง
ทำไปสักพักลูกก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่คุณสั่งนั้นไม่ยาก มันก็ทำได้นี่นา
แล้วถ้าเขาคิดเป็นหรือเป็นเด็กฉลาดในที่สุดเขาก็จะรู้ว่าสิ่งที่คุณสั่งนั้นมีประโยชน์ แล้วจะยอมทำ "เพื่อตัวของเขาเอง" ในที่สุด
🌺อ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ " #สร้างวินัยให้ลูกคุณ " inbox เข้ามาได้เลย
#ปั้นใหม่

25/01/2026
25/01/2026

#เป็นพ่อแม่ต้องกล้าหาญ
✅งานเลี้ยงลูกให้ดี ไม่ใช่งานของคนขี้ขลาด!
ถ้าคุณกลัวที่จะออกคำสั่งลูก
ถ้าคุณกลัวที่จะบอกลูกว่าอะไรควรทำ
ถ้าคุณกลัวที่จะห้ามลูกว่าทำสิ่งนี้ไม่ได้
ถ้าคุณกลัวที่จะบอกลูกให้เก็บที่นอน
ถ้าคุณกลัวที่จะบอกลูกให้ช่วยกวาดบ้าน
ถ้าคุณกลัวที่จะบอกลูกให้ช่วยถือของให้คุณ
ถ้าคุณกลัวที่จะบอกลูกให้หยุดเล่นเกม

🥀ถ้าคุณกลัว....ในวันนี้เมื่อลูกยังเป็นเด็ก
แน่นอนว่าเมื่อลูกโตขึ้นมันจะน่ากลัวยิ่งกว่านี้!

🌺อ่านหนังสือสร้างวินัยให้ลูกคุณ 3 จบ แล้วคุณจะเป็นพ่อแม่ที่กล้าหาญ

🍁และวันหนึ่งเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่คุณจะเป็นพ่อแม่ที่ภาคภูมิใจ...ทั้งในตัวลูกและในตัวคุณเอง

#ปั้นใหม่ #สร้างวินัยให้ลูกคุณ

25/01/2026

#ลูกเป็นสมาธิสั้นแล้วต้องรักษาอย่างไร?
ขอนำข้อสรุปจากหนังสือ #ปัญหาการเรียนและเทคนิคช่วยให้ลูกเรียนดี มาให้อ่านดังนี้ค่ะ
✅ ในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิบกพร่อง ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง การรักษาที่สำคัญมี 3 วิธีคือ
1.การปรับพฤติกรรม
2.การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม
3.การใช้ยา
การวิจัยพบว่า การรักษาโดยผสมผสานทั้ง 3 วิธี (multimodal treatment) เป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในเด็กที่มีอาการมาก ส่วนเด็กที่มีอาการน้อยหรือมีอายุน้อย เช่นวัยอนุบาล การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวก็มีประสิทธิภาพพอ (เรื่องนี้อาจารย์สอนอย่างละเอียดในคอร์สออนไลน์ #ดูแลลูกสมาธิสั้น )
ยาที่ให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิบกพร่อง ไม่ใช่ยากล่อมประสาทหรือยากระตุ้นประสาท แต่เป็นยา
กระตุ้นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมสมาธิให้ทำงานดีขึ้น และช่วยให้เด็กควบคุมตนเองได้มากขึ้น

✅หากได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เมื่อโตขึ้นเด็กส่วนใหญ่จะอาการดีขึ้น สามารถตั้งสมาธิ ควบคุมตนเองและเรียนหนังสือได้ดีขึ้น แต่หลายคนอาจจะมีปัญหาอยู่ ทั้งนี้เพราะการเรียนในระดับสูงจะต้องใช้ทักษะการวางแผน การคิดวิเคราะห์และจัดระเบียบข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาศัยความสามารถของสมองส่วนอื่นด้วย

ดังนั้นการดูแลเด็กสมาธิสั้นจะต้องมีการติดตามโดยแพทย์อย่างต่อเนื่องและดูรายละเอียดเป็นรายๆไป
#ปั้นใหม่
🍁ปล.อาจารย์แนะนำให้อ่านหนังสือ "ปัญหาการเรียนและเทคนิคดูแลให้ลูกเรียนดี" เพราะมีเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้เด็กที่มีปัญหาสมาธิใช้ศักยภาพด้านอื่นๆได้ดีขึ้น

25/01/2026

#ช่วยลูกชายอย่างไรดี?

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สมองของเด็กชายพัฒนาไปช้ากว่าเด็กหญิงในอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เด็กชายจึงทำอะไรไม่ค่อยคล่องแคล่วเท่าเด็กผู้หญิง

ดังนั้นหากเด็กผู้ชายมีปัญหาบางอย่าง เช่น LD (ความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ learning disability) หรือโรคสมาธิสั้น ก็จะยิ่งทำให้ขาดความเชื่อมั่น และด้วยความเป็นผู้ชายก็จะหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง จึงมักจะไม่ขอความช่วยเหลือ

แม้เด็กจะรู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่เมื่อผู้ใหญ่เช่นพ่อแม่หรือครู ชี้ให้เห็นถึงปัญหา เด็กก็จะปฏิเสธ เพราะการยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา เท่ากับเป็นการบอกว่าตัวเองอ่อนแอ และเด็กผู้ชายก็ไม่อยากรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอ

เด็กผู้ชายจึงมักไม่ขอความช่วยเหลือ ทำให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ควรจะได้รับ และปัญหาที่มีก็ไม่ได้รับการแก้ไข

หากลูกชายมีปัญหา ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำ

1 ใจเย็นๆ อย่าบ่นว่าให้เสียกำลังใจ

2 พยายามเชื่อมโยงกับลูกให้ได้ ทำให้ลูกเห็นถึงความปรารถนาดีของคุณ และความพยายามที่จะช่วยเหลือด้วยใจเย็นใจสงบ อย่าแสดงความปรารถนาดีด้วยใจร้อนหรืออารมณ์เสีย

3 ค้นหาจุดแข็งที่ลูกมี ลูกที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ก็สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ดีบ้างล่ะ แต่คุณต้องค้นหาสักนิด ลูกอาจเก่งด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา หรืองานประดิษฐ์ ให้ลูกได้มีโอกาสค้นหาตัวเอง และค้นพบว่าแท้จริงแล้วเขาก็มีดีเหมือนกัน

4 เมื่อค้นพบจุดแข็งแล้ว ช่วยให้ลูกพัฒนาตรงนั้น แม้จะเสียเวลาบ้างก็ตาม อย่าห่วงเรื่องการเรียนมากเกินไป

5 เมื่อลูกทำสิ่งนั้นได้ดี ก็ชวนเขาคิดว่า เขาจะเอาทักษะความสามารถนี้ขยายไปสู่การเรียนเพื่อให้การเรียนดีขึ้นได้อย่างไร เขาจะเอาความใส่ใจ ความขยัน และกำลังใจ ความอดทนในการฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ มาใช้กับการเรียนได้อย่างไร

6 หาตัวอย่างที่ดี (role model) ให้ลูก ในชีวิตที่กำลังเติบโตขึ้นลูกจำเป็นต้องเห็นตัวอย่างที่ดีนอกเหนือไปจากพ่อแม่ ตัวอย่างที่ดีอาจจะเป็น ครู โค้ชกีฬา เพื่อนรุ่นพี่ เป็นต้น พยายามหาทางให้ลูกได้รู้จักและได้ใช้เวลากับคนเหล่านี้บ้าง

แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก การเชื่อมั่นในตัวลูก และการคุมอารมณ์ของสนมคุณ

ขอให้คาถาสั้นๆเอาไว้ใช้นะคะ คือ ใจเย็นๆ และอย่าหมดหวัง

#ปั้นใหม่ #เลี้ยงลูกใหม่ปั้นให้ดี #เทคนิคดูแลลูกสมาธิสั้น #รับมือลูกวัยรุ่น

25/01/2026

คุณครูมีโอกาสได้อ่านข้อมูลซึ่งน่าสนใจและเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ปกครอง เกี่ยวกับพฤติกรรมเด็ก จึงนำมาให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อสำรวจพฤติกรรมของลูกๆหลานๆ ลองอ่านกันดูนะคะ ซึ่งมีพฤติกรรมที่ควรสังเกต ดังต่อไปนี้ค่ะ
• ลุกจากที่บ่อย ขยับตัวตลอด
• มือไม่ว่าง เล่นของ กัดดินสอ ขยี้ยางลบ
• เหม่อ สายตาไม่อยู่กับงาน
• เริ่มงานช้า ทำ ๆ หยุด ๆ
• ต้องให้เตือนซ้ำ ๆ ถึงจะกลับมาทำ

📌 สำคัญมาก: เด็กหลายคนฉลาดและตั้งใจนะคะ แต่ “ระบบสมาธิและการควบคุมตัวเองยังไม่โตพอ”
แยกก่อนว่า “ตามวัย” หรือ “ควรช่วยเพิ่ม”

🟢 ยังอยู่ในช่วงพัฒนาได้ (พบได้บ่อย)
• นิ่งได้ไม่เกิน 10–15 นาที
• นิ่งขึ้นเมื่อกิจกรรมสั้น สนุก มีการขยับ
• อยู่บ้านอาจดูโอเค แต่ที่ รร. สิ่งเร้าเยอะ

🔴 ควรเริ่มช่วยจริงจัง
• ครู feedback ซ้ำหลายครั้ง ต่อเนื่องหลายเดือน
• งานไม่เสร็จ ทั้งที่เข้าใจเนื้อหา
• ส่งผลต่อการเรียน / ความมั่นใจ / เพื่อนเริ่มบ่น
• ที่บ้านก็ไม่นิ่ง วอกแวก หงุดหงิดง่าย
สิ่งที่ ไม่ควรรีบทำ

❌ ดุว่า “ทำไมไม่นั่งเฉย ๆ เหมือนเพื่อน”
❌ บังคับให้นั่งนานขึ้นโดยไม่ปรับกิจกรรม
❌ ติดป้ายลูกว่า ซน ดื้อ สมาธิสั้น ทันที

เพราะยิ่งกด = ระบบอารมณ์พัง สมาธิยิ่งแย่ค่ะ
สิ่งที่พ่อแม่ช่วยได้ทันที (ง่ายแต่ได้ผล)
• ให้ลูก ขยับร่างกายก่อนเรียน (กระโดด ยืด ดันผนัง)
• แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ 10 นาที พักขยับ 2 นาที
• ใช้คำพูดแทนคำสั่ง เช่น
👉 “เดี๋ยวเรามานั่งทำด้วยกัน 5 นาทีพอ”
• หลังเลิกเรียน ไม่ซ้ำเติมด้วยคำว่า วันนี้ครูว่าอะไรบ้าง
ถ้าอยากรู้ชัด ไม่ต้องเดา

ขอแนะนำให้ใช้
✅ เช็กลิสต์สมาธิ & การควบคุมตัวเองตามวัย
เพื่อดูว่า
• ลูกอยู่ระดับไหนของพัฒนาการ
• ต้อง “รอเวลา” หรือ “เสริมทักษะ”
• ควรเริ่มจากสมาธิ / EF / ระบบอารมณ์ / Sensory
🚨 อาการ “ไม่นิ่ง” ที่ถือว่า เสี่ยง

ถ้ามีหลายข้อพร้อมกัน และเป็นต่อเนื่อง เกิน 3–6 เดือน แนะนำอย่ารอค่ะ

1️⃣ ไม่นิ่งจน งานไม่เดิน
• นั่งได้แป๊บเดียว งานไม่เสร็จสักอย่าง
• เข้าใจโจทย์ แต่ทำไม่จบ / ข้าม / ลืมทำ
• ต้องมีคนเตือนตลอด ถึงจะทำต่อได้

📌 สะท้อนว่า ระบบสมาธิ + การวางแผน (EF) ยังอ่อน

2️⃣ ขยับตัวแรง หรือควบคุมร่างกายไม่ได้
• ลุก เดิน วิ่ง ในห้องเรียน
• มือ–เท้าไม่อยู่นิ่ง ชนเพื่อนบ่อย
• เล่นของแรงขึ้นเรื่อย ๆ

📌 อาจเกี่ยวกับ การควบคุมแรง / Sensory Processing

3️⃣ ไม่นิ่งร่วมกับอารมณ์พังง่าย
• หงุดหงิดง่าย แพ้ไม่ได้
• โดนเตือนแล้วร้อง/โกรธแรง
• คุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่

📌 ไม่ใช่ดื้อ แต่คือ สมองส่วนควบคุมอารมณ์ยังไม่พร้อม

4️⃣ ไม่นิ่งทั้งที่บ้านและโรงเรียน
• ที่บ้านก็วอกแวก ทำอะไรไม่จบ
• ต้องเรียกซ้ำ ๆ ทุกเรื่อง
• เล่นก็ไม่นิ่ง เรียนก็ไม่นิ่ง

📌 ถ้าเป็นทุกที่ → ควรประเมินมากกว่ารอให้โตเอง

5️⃣ ครู feedback ซ้ำหลายเทอม
• ใช้วิธีเตือน เปลี่ยนที่นั่งแล้วไม่ดีขึ้น
• ครูหลายคนพูดตรงกัน
• เริ่มกระทบความมั่นใจของเด็ก

📌 จุดนี้คือสัญญาณชัดว่า ควรมีแผนช่วย ไม่ใช่แค่เตือน ขอขอบคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก คลินิกพัฒนาการเด็ก Happy kids

25/01/2026

วาง #มาตรการเข้มกับการ ในรั้วโรงเรียน ให้จริงจังสักทีได้หรือยัง !!!!!

เอาง่ายๆ ก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุสลดเศร้าใจ ฆ่าตัวตาย

กลุ่มที่ bully ห้ามเท่าไรก็ไม่เลิก
#พักการเรียนเพื่อเปลี่ยนแผนแยกกลุ่ม และ
#พัฒนาวิชาชีวิตแทน จนกว่าจะปรับพฤติกรรมและยึดการดำเนินชีวิตตามกติกา พร้อมๆกับ พม.และสหวิชาชีพ #ลงเยี่ยมบ้านเพื่อประเมินการเลี้ยงดู ขณะที่หน่วยงานยุติธรรม ออกกติกา #กึ่งบังคับเพื่อความร่วมมือของพ่อแม่

ผู้อำนวยการและทีมบริหาร #สร้างระบบเฝ้าระวังในรั้วโรงเรียน สามระดับ
#เพื่อนช่วยเพื่อน #เพื่อนสู่ครู #ครูสู่ผู้บริหาร

วิธีง่ายๆในการสร้าง #กองกำลังพลังบวก คือ
สำรวจจากการ #ฟังเสียงเด็กๆ ว่า เวลาวิกฤติ หรือทุกข์ใจใครคือครูคนแรกที่เราอยากปรึกษาด้วย การสำรวจด้วยการฟังเสียงเด็กๆ จะได้รับความร่วมมือจากเด็กๆกันเอง เพียงเท่านี้ ผอ.จะทราบ #ทีมแนวร่วมร่วมกับนักจิตวิทยา ทุกระดับ

ฟังเสียงเด็กๆ อีก ด้วยข้อคำถามว่า

3 ประเด็นพฤติกรรมการกระทำที่ยอดแย่ ที่ไม่ควรเกิดกับใครคือ ......
3 คำพูดที่เสียดสีแดกดัน ที่ไม่อยากได้ยิน..........

ใช้กิจกรรม Home room #ทำก่อนเลิกเรียน ด้วย 3 คำถามสั้นๆ (แต่ เป็นแบบที่สมัครใจตอบหรือ ไม่ตอบก็ได้ )

รู้สึกอย่างไร.....
คิดเห็นอย่างไร ......
แล้วจะแก้ไขหรือทำอย่างไร ..........

เพียงเท่านี้ ก็ออกแบบ Stop Bullyในรั้วโรงเรียนด้วยความร่วมมือ ทุกฝ่าย
ครูจะได้ #ปรอทในการวัดความผิดปกติ ของเพื่อนบางคน ที่อาจจะเลือกอยู่เงียบๆ ไม่ขอตอบอะไรมาหลายครั้ง ซึ่งควรจะนัดคุยส่วนตัว
(ไม่บอกต่อหน้าเพื่อนคนอื่น)

#ถ้ามีครูเองเป็นผู้ก่อเหตุเอง #กองกำลังพลังบวก ที่ ผู้อำนวยการและ ทีมบริหาร ช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยการฟังเสียงจากเด็กๆ จะเป็น #ผู้สะท้อนผ่านระบบ อาจจะทำแบบ whistle blower หรือ Traffie fongdu ที่สามารถส่งเรื่องร้องเรียนที่ไม่ต้องระบผู้ส่ง สู่ทีมบริหารได้เลย

ช่วยทำจริงจัง สักที
Bullyทุกรูปแบบ สร้างบาดแผลใจให้กับเด็กๆ
มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมในจิตใจคน ที่อยู่ด้วยกันแบบไม่ประชดประชัน เปรียบเทียบ เหน็บแนม เสียดสี กลั่นแกล้งให้ได้อาย

!!!!!!
หยุด Bully = หยุดบาดแผลใจ
สังคมที่เรียนรู้การบริหารจิตใจคน = สังคมแห่งความสุข

#บันทึกหมอเดว

ขอแชร์ความรู้จากคุณหมอเดวมาให้ผู้ปกครองทุกท่านได้อ่านนะคะ  ข้อความค่อนข้างยาว  แต่อยากให้ทุกท่านร่อยๆอ่านและคิดตามไปตามข...
25/01/2026

ขอแชร์ความรู้จากคุณหมอเดวมาให้ผู้ปกครองทุกท่านได้อ่านนะคะ ข้อความค่อนข้างยาว แต่อยากให้ทุกท่านร่อยๆอ่านและคิดตามไปตามข้อความที่อ่านแบบไม่รีบร้อน. คุณครูมั่นใจว่าเมื่อผู้ปกครองทุกท่านอ่านจบแล้วจะเข้าใจธรามชาติของลูกๆหลานๆในความเป็นเด็กที่พร้อมจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ

‘ #ดื้อคัดทิ้ง #แพ้คัดออก’ #หยุดทารุณเด็กในนามของความเป็นเลิศ ด้วยการศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ไร้ทิศ : บทสนทนา กับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี
21 ม.ค. 69 กสศ.

เราอาจไม่รู้สึกตกใจอีกแล้วกับข่าวเด็กที่เรียนจนเครียด สอบจนป่วย หรือหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยใจที่แตกสลาย เพราะภาพเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็กจำนวนมากที่เติบโตมากับการถูกจัดอันดับ เปรียบเทียบ และประเมินคุณค่าผ่านระบบแพ้คัดออกตั้งแต่ในวัยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีศักยภาพแบบไหน การเรียนที่เร่งรัดและเข้มข้นตั้งแต่วัยอนุบาล ไปจนถึงการสอบที่เดิมพันสูงและกดดันมากกว่าวัดการเรียนรู้

สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง และความรู้สึกว่า ‘ไม่ดีพอ’ ฝังตัวอยู่ในชีวิตเด็กเร็วกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมกับความฝันของเด็กจำนวนมากที่ค่อยๆ หายไปอย่างเงียบงันนับไม่ถ้วน

ปัญหาคือ เราเลือกที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘มาตรฐาน’ แทนที่จะยอมรับว่ามันคือความรุนแรงเชิงระบบ คือการทารุณกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่กระทำต่อเด็ก ในนามของ ‘ความเป็นเลิศ’

ภายใต้แรงกดทับของโครงสร้างเช่นนี้ ‘การศึกษายืดหยุ่น’ จึงถูกพูดถึงมากขึ้น ในฐานะความพยายามหาทางออกให้กับเด็กที่ไปต่อกับระบบเดิมไม่ไหว

และสำหรับ ‘หมอเดว’ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น เขามองว่า การศึกษายืดหยุ่นไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามเรื่องรูปแบบหรือเส้นทางการเรียนรู้ แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีความพร้อมทางพัฒนาการเพียงใด ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ และผู้ใหญ่ควรรับผิดชอบบทบาทใดในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

ด้วยเหตุนี้ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงนัดหมายสนทนากับ ‘หมอเดว’ เพื่อกลับไปตั้งหลักคิดกันใหม่ว่า การศึกษายืดหยุ่นในความหมายที่ไม่ทำร้ายเด็ก ควรหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่อให้เด็กอยู่รอดทั้งทางกาย ใจ และสังคม โดยไม่ถูกปล่อยให้แบกรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่เกินวัยเพียงลำพัง

1.การศึกษาแบบ ‘ #ทารุณกรรมเด็ก’
ในนามของความเป็นเลิศถ้าพูดกันตรงๆ

คุณหมอมองระบบการศึกษาไทยปัจจุบันอย่างไร
ผมมองว่าการศึกษาปัจจุบันของเราเป็นระบบ ‘แพ้คัดออก’ ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถม และในมุมมองของผม นี่คือ ‘ระบบทารุณกรรมเด็ก’

คำว่า ‘ทารุณกรรม’ หรือ abuse อ้างอิงตามหลักของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ไม่ได้หมายถึงแค่การทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงการทำร้าย จิตใจ อารมณ์ สังคม เพศสภาพ ไปจนถึงมิติไซเบอร์ด้วย

ซึ่งเวลาพูดถึง child abuse สังคมมักจะนึกถึงพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ทำร้ายเด็ก แล้วเราก็ไปตามจับคนเหล่านั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราแทบไม่เคยตั้งคำถามเลยคือ​​แล้วระบบล่ะ? ระบบการศึกษาที่ออกแบบมาให้เด็กจำนวนหนึ่งแพ้ตั้งแต่ยังเล็กมากๆ แบบนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมเด็กหรืออย่างไร?

ร่องรอยของ ‘ #ระบบทารุณกรรมเด็ก’ ปรากฏในชีวิตจริงของเด็กอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่อาการ สุขภาพจิต และพัฒนาการ
โห เยอะมากครับ

อย่างแรกที่เห็นชัดคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่ทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกว่า ตัวเองพ่ายแพ้ในชีวิต แพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่เห็นทางออก เช่น เคยมีเด็กคนหนึ่งพูดกับผมว่า “อย่าย่ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิตผมเสียสิครับ”

วันที่เขาพูดประโยคนี้ คือวันที่เขาเอาใบลาออกมาให้ผมดู และในใบนั้นเขียนว่า “ขอลาออกจากระบบการศึกษาประเทศไทย” ทั้งๆ ที่เขายังเรียนอยู่แค่ระดับมัธยมต้น แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว และเลือกจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่อยากมาเรียนอีกแล้ว

ในทางจิตวิทยา ผมใช้คำว่าเขาอยู่ในภาวะ หรือ ภาวะสิ้นหวังกับระบบการศึกษา เพราะเด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ซ้ำๆ ว่า …ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็แพ้อยู่ดี

เมื่อ #ระบบผลักเด็กออกด้วยโมเดลการแข่งขัน ความสูญเสียที่คุณหมอเห็นมันไปไกลถึงขั้นไหน
มันหนักถึงขั้นการสูญเสียชีวิตครับ มีเด็กที่กระโดดตึกเสียชีวิตหลังสอบไฟนอลเสร็จ โดยครูในโรงเรียนก็บอกผมว่า
“เด็กคนนี้เครียดกับการเรียนมาก”

แล้วยังมีเด็กมัธยมปลายโรงเรียนดังที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โรงเรียนที่ผลิตเหรียญโอลิมปิกเป็นว่าเล่น จนกระทรวงและประเทศภูมิใจนักหนา เด็กคนนั้นเดินมาบอกผมว่า

“หมอ พ่อผมก็แก่แล้ว เจ็บป่วย ไม่ค่อยมีผลิตผลอะไร #ผมว่าแกตายไปก็ดีนะ” พูดง่ายๆ คือสาปแช่งพ่อตัวเอง

สิ่งที่หมอกำลังสะท้อนคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเด็ก ทั้งในรูปของการฆ่าตัวตาย การพยายามฆ่าตัวตาย ความคิดที่บิดเบี้ยว และภาวะซึมเศร้าที่ต้องใช้ยา ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับระบบแบบแพ้คัดออกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เด็กอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่า ‘ปีนยังไงก็ไม่ถึง’ ก็พัฒนาไปสู่ภาวะ learned helplessness และเลือกถอยออกจากระบบการศึกษา

ปัญหา #เด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่เราพูดกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่มันรวมถึงการที่เด็กรู้สึกว่า “ผมไม่ใช่คนที่ระบบต้องการ”

แล้วถ้ามองในกรณีของเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย คุณหมอเห็นภาพของระบบแพ้คัดออก สะท้อนออกมาในชีวิตเด็กอย่างไรบ้าง
ผมเห็นกับตาเลยครับ ในวันสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง มีเด็กสมัครสอบประมาณสามพันคน รับแค่ร้อยคน

ผมเห็นเด็กอนุบาลสามคนหนึ่ง ตาปรือด้วย เพราะคงเหนื่อยล้าและต้องตื่นเช้าแล้วมาเจอกับฝูงชนที่แน่นไปหมด พอเด็กดูปรือๆ แม่ก็กระชากเสียงว่า “ลูก ตื่นได้แล้ว ใกล้เวลาสอบแล้ว” แล้วยังบอกอีกว่า “วันนี้เป็นวันชี้เป็นชี้ตายของลูกนะ”

จากนั้นแม่เอายาหม่องมาทา มานวดที่ขมับและเปลือกตา ให้เด็กตื่นและ alert ผลคือ หลังสอบ เด็กอาเจียน และเลือดกำเดาไหล ผมอยากถามดังๆ ว่า ใจคอผู้ใหญ่ทำด้วยอะไร แบบนี้ไม่เรียกว่าระบบทารุณกรรมเด็กหรือ?

เรามีกฎหมายด้วยนะครับ พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 วางหลักไว้ชัดเจนว่า ต้องไม่มีการแข่งขันคัดเลือกใดๆ ที่กระทบต่อพัฒนาการเด็กนะครับ

เมื่อการศึกษาไม่ควรเป็นสนามแข่งขันตั้งแต่ต้น คุณหมอมองระบบการสอบที่มีเดิมพันสูงในไทยอย่างไร
ไม่ใช่แค่การสอบเข้าของเด็กเล็กนะครับ ยังมีระบบสอบอย่าง TCAS, O-NET รวมถึงการสอบที่เรียกว่า high-stakes test (การสอบที่ผลลัพธ์มีเดิมพันสูงต่อชีวิตเด็ก) หลายประเทศเลิกใช้กันไปนานแล้ว

อย่ามาอ้างคำว่า เพราะสมรรถนะในการแข่งขัน ควรเกิดในวัยที่มีวุฒิภาวะและความพร้อม เหมือนการแข่งกีฬา ที่สมัครใจ แข่งบนกติกา และรู้ผลลัพธ์ที่รับได้

แต่ระบบการศึกษา ไม่ใช่สนามแข่งขัน มันคือระบบพัฒนาคุณภาพพลเมือง คำถามมันจึงควรเป็น …เด็กมี literacy ไหม อยู่รอดในสังคมได้ไหม ประกอบอาชีพได้ไหม มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือเปล่า ไม่ใช่วัดว่าใครได้เกรดเท่าไหร่

2.มายาคติของ ‘ ’
เด็กป่วยที่ระบบรัก
‘ระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก’ สะท้อนสมมุติฐานอะไรที่ฝังลึกอยู่ในสังคม
ผมคิดว่ามันมาจากมายาคติของผู้ใหญ่ที่เชื่อว่า ‘เด็กเป็นผ้าขาว’ พอใส่สี ใส่ลวดลายลงไป ก็จะได้ผลลัพธ์ตามแบบที่ระบบต้องการ

แต่จากประสบการณ์ของหมอ
‘ #เด็กไม่ใช่ผ้าขาว’ แต่เด็กคือ ‘ผ้าสีพื้น’ หมายถึงเด็กแต่ละคนมี temperament หรือลักษณะอารมณ์พื้นฐานติดตัวที่เด็กคนหนึ่งมีมาตั้งแต่เกิด บางคนโทนนี้ บางคนโทนนั้นต่างกันไป

ปัญหาคือ ระบบการศึกษาไม่เคยออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็กเลย ระบบของเราถูกออกแบบมาเพื่อเด็กเลี้ยงง่าย หรือที่เรียกว่า easy child เป็นหลัก

ในทางกุมารเวช เรารู้กันดีว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เกิดมาจะเป็นเด็กเลี้ยงง่ายประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องมีเด็กเลี้ยงยาก (difficult child) มีเด็กอ่อนไหวง่ายที่เก็บรายละเอียดทุกอย่าง มีอารมณ์ศิลปินตั้งแต่เกิด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวเลี้ยงไม่ดี แต่เป็นพื้นฐานทางอารมณ์ของเขาที่ติดตัวมา

พอระบบไม่รองรับความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้เด็กที่พลังเยอะ อยากขยับ อยากปลดปล่อย กลับถูกเขียนรายงานว่า “สงสัยสมาธิสั้น” ทั้งที่จริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่อยู่ที่ระบบที่บังคับให้เด็กทุกคนต้องนั่งนิ่ง เรียบร้อย และรับเนื้อหาในกรอบเดียวกันต่างหากล่ะ

เมื่อกรอบคิดแบบเดิมของผู้ใหญ่ถูกใช้กับเด็กในโลกปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่คุณหมอเห็นคืออะไร
เด็กทุกวันนี้เรียนกันตั้งแต่จันทร์ถึงจันทร์ แต่ไม่ได้เรียนกันแบบ ‘ใจถึงใจ’ สายตาของเด็กจำนวนมากมันจึงดูว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้

มันสะท้อนว่าผู้ใหญ่ยังยึดกรอบคิดจากยุคเดิม ยุคที่การแข่งขันยังไม่สูงเท่านี้ ระบบดิจิทัลยังไม่เข้ามาจัดอันดับและเปรียบเทียบทุกอย่างตลอดเวลา พ่อแม่เลิกงานก็ยังกลับบ้านได้ และแม้ไม่อยู่ ก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็น buffer ทางอารมณ์ ช่วยพยุงเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเรายังเชื่อว่า เด็กทุกคนมีเวลาเท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ต้องเรียนเท่ากัน ชั่วโมงเท่ากัน และถูกมองว่าเป็นผ้าขาวเหมือนกันทั้งหมด กรอบคิดนี้ผิดตั้งแต่จุดตั้งต้น

เมื่อระบบยึดกรอบคิดแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการอัดเนื้อหาลงไปตั้งแต่วัยเด็ก โดยไม่เคยถามเลยว่า เด็กแต่ละคนพร้อมรับได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งสังคมแข่งขันสูงขึ้น ความคาดหวังของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ก็ยิ่งกดทับช่วงเวลาการเรียนรู้ของเด็ก ชั่วโมงเรียนเต็มไปด้วยเนื้อหา ตัวชี้วัด และการประเมินผล ความเครียดสะสมมากขึ้น และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

แล้วเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเรียนได้ ทำตามกติกาได้ ยังไม่แพ้ในระบบ แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ คุณหมอมองเด็กกลุ่มนี้อย่างไร
หมอขอพูดถึงกลุ่มที่เรียกว่า easy child ก่อนนะครับ เช่น เด็กที่เข้า day care หรือ nursery ได้ตั้งแต่ขวบครึ่ง พ่อแม่ก็ดีใจมาก บอกว่า “ลูกไปได้ ไม่ร้องเลย เลี้ยงง่าย ปรับตัวเก่งมากเลยหมอ”

ก็ใช่ครับ โชคดีของคุณ คุณได้ลูกที่เป็น easy child เขาปรับตัวง่าย ไม่งอแง เข้ามานั่งเรียนก็นั่งนิ่ง เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ โตขึ้นมาพ่อแม่สั่งให้เรียนยังไงก็เรียน หันซ้ายก็ซ้าย หันขวาก็ขวา ให้เรียนหนักกวดวิชาเสาร์อาทิตย์ เด็กยอมทำตามทุกอย่างอย่างว่าง่าย

ผลคือ เกรดดี เข้าโรงเรียนดัง สอบติดหมอ เรียนจบหมอครบสูตรแล้วสุดท้าย… บวชทั้งชีวิต

ระบบการศึกษากำลังผลิตเด็กแบบไหนขึ้นมา จากการยกย่อง ‘เด็กเลี้ยงง่าย’ หรือ easy child
หมออยากถามดังๆ ไปถึงผู้บริหารกระทรวงศึกษาว่า คุณพอใจใช่ไหมกับการได้ easy child ที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ไม่มี innovation (นวัตกรรม) ต้องรอคำสั่งตลอดชีวิต สั่งให้ซ้ายก็ซ้าย สั่งให้ขวาก็ขวา ต้องเป็นเด็กผ้าพับ เรียบร้อยตลอดเวลา

เราพอใจกับการพัฒนาพลเมืองที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ทำงานแบบรูทีน ทักษะทางสังคมอ่อน เรียนสูงถึงดอกเตอร์แต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง นั่งวงไหนก็แตกวงนั้นจริงๆ เหรอ

แล้วในอีกด้าน ระบบการศึกษามองว่า เด็กที่ไปต่อกับระบบไม่ได้คือ ‘ปัญหาของเด็ก’ อย่างนั้นเหรอ
นี่คือความเข้าใจผิดสำคัญ เพราะการที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถเรียนและปรับตัวกับระบบได้ ไม่ได้แปลว่าระบบนี้ดีสำหรับทุกคน และใครที่เรียนไม่ได้ก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว

เราเลยเห็นเด็ก ม.4 ต้องไปเรียนคอร์ส ม.6 เด็ก ม.6 ต้องไปเรียนคอร์สปี 2 เด็กบางคนทำได้ พ่อแม่ก็บอกว่า “เขาทำได้อย่างมีความสุขนะหมอ” แต่หมออยากถามว่า เรากำลังขโมยธรรมชาติของเด็ก ขโมยช่วงชีวิตที่เขาควรได้เรียนรู้วิชาชีวิต เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นหรือเปล่า

หมอเองก็เป็นเด็กเรียน แต่ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียน สมัยนั้นไม่มี กยศ. ไม่มี กสศ. ประสบการณ์นอกห้องเรียน ทำกิจกรรม ทำงานกับคน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่หล่อหลอมภาวะผู้นำ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในตำราเรียนเลย

เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมองเรื่องนี้ให้ขาด อย่าหลงคิดว่า การที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถปรับตัวและไปต่อกับระบบได้ หมายความว่าระบบนี้ดีเพียงพอแล้ว

เพราะในความเป็นจริง ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจไปต่อได้ และถูกทิ้งไว้กับความรู้สึกสิ้นหวัง ความเจ็บป่วยทางใจ และผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิต หากระบบยังยอมรับความสูญเสียเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หมอพูดได้คำเดียวว่า น่าเศร้าอย่างยิ่ง

3.การศึกษายืดหยุ่น
ทางเลือกที่ต้องมีเข็มทิศ
เพราะแบบนี้ใช่ไหม การศึกษายืดหยุ่นจึงถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง
ใช่ครับ และมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย

#ติดตามต่อ ตอนสองนะครับ

#บันทึกหมอเดว

24/01/2026
24/01/2026

ภาพนี้ไม่ได้พูดถึง “คนเลว”
แต่มันกำลังสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดของหลายครอบครัวในสังคมปัจจุบัน

เรามีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย
ที่ เก่งเรื่องดูแลคนอื่น
แต่กลับ ไม่เคยได้เรียนรู้วิธีดูแลหัวใจของลูกตัวเอง

พ่อทำโรงพยาบาล
แต่ลูกกลับใช้ความรุนแรง เพราะไม่เคยเรียนรู้การจัดการอารมณ์

พ่อแม่ทำโรงเรียน สอนเด็กเป็นร้อยเป็นพัน
แต่ลูกของตัวเอง…กลับเติบโตมากับคำว่า
“เดี๋ยวก่อน”
“พ่อแม่ยุ่ง”
“ไว้ค่อยคุย”

เด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่เก่งที่สุด

แต่ต้องการพ่อแม่ที่ “อยู่ตรงนั้น” ในวันที่เขาสับสน

หลายพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่เรียกว่า
• ดื้อ
• ก้าวร้าว
• พูดจาไม่ดี
• ทำร้ายคนอื่น

ในมุมพัฒนาการเด็ก มันอาจคือ
👉 เสียงร้องขอความใส่ใจ
👉 ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
👉 อารมณ์ที่ไม่มีใครช่วยสอนให้จัดการ

เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะควบคุมอารมณ์
เขา “เรียนรู้” จากผู้ใหญ่รอบตัว
จากเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ
ไม่ใช่แค่คำสอน แต่คือการถูกมอง เห็น และรับฟัง

ความสำเร็จของพ่อแม่ ไม่อาจทดแทนความผูกพันในวัยเด็กได้

ตำแหน่ง หน้าที่ หรือชื่อเสียง
ไม่สามารถสร้าง ความปลอดภัยทางใจ (Emotional Safety) ให้ลูกได้
ถ้าในบ้าน…
ไม่มีเวลาคุย
ไม่มีพื้นที่ให้รู้สึก
ไม่มีใครถามว่า

“วันนี้หนูรู้สึกยังไงบ้าง”

เด็กบางคนโตเร็วเกินวัย
เพราะต้องดูแลอารมณ์ตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก
และนั่นคือบาดแผลที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลยาวนาน

บทเรียนที่ภาพนี้กำลังสอนเรา

📌 เด็กไม่ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ
📌 แต่ต้องการพ่อแม่ที่ “พร้อมเรียนรู้ไปกับเขา”
📌 พร้อมหยุด…เพื่อฟัง
📌 พร้อมอยู่…แม้จะเหนื่อย

เพราะสุดท้ายแล้ว
โรงเรียนที่สำคัญที่สุดของเด็ก
ไม่ใช่โรงเรียนชื่อดัง
แต่คือ บ้านที่เขารู้สึกว่ามีคุณค่า

ที่อยู่

โรงเรียนอนุบาลสิงห์บุรี(เฉลิมพระเกียรติ) หมู่ 2 ต. บางกระบือ อ. เมือง จ. สิงห์บุรี
Sing Buri
16000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Orange kids classผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์