25/01/2026
ขอแชร์ความรู้จากคุณหมอเดวมาให้ผู้ปกครองทุกท่านได้อ่านนะคะ ข้อความค่อนข้างยาว แต่อยากให้ทุกท่านร่อยๆอ่านและคิดตามไปตามข้อความที่อ่านแบบไม่รีบร้อน. คุณครูมั่นใจว่าเมื่อผู้ปกครองทุกท่านอ่านจบแล้วจะเข้าใจธรามชาติของลูกๆหลานๆในความเป็นเด็กที่พร้อมจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ
‘ #ดื้อคัดทิ้ง #แพ้คัดออก’ #หยุดทารุณเด็กในนามของความเป็นเลิศ ด้วยการศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ไร้ทิศ : บทสนทนา กับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี
21 ม.ค. 69 กสศ.
เราอาจไม่รู้สึกตกใจอีกแล้วกับข่าวเด็กที่เรียนจนเครียด สอบจนป่วย หรือหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยใจที่แตกสลาย เพราะภาพเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็กจำนวนมากที่เติบโตมากับการถูกจัดอันดับ เปรียบเทียบ และประเมินคุณค่าผ่านระบบแพ้คัดออกตั้งแต่ในวัยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีศักยภาพแบบไหน การเรียนที่เร่งรัดและเข้มข้นตั้งแต่วัยอนุบาล ไปจนถึงการสอบที่เดิมพันสูงและกดดันมากกว่าวัดการเรียนรู้
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง และความรู้สึกว่า ‘ไม่ดีพอ’ ฝังตัวอยู่ในชีวิตเด็กเร็วกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมกับความฝันของเด็กจำนวนมากที่ค่อยๆ หายไปอย่างเงียบงันนับไม่ถ้วน
ปัญหาคือ เราเลือกที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘มาตรฐาน’ แทนที่จะยอมรับว่ามันคือความรุนแรงเชิงระบบ คือการทารุณกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่กระทำต่อเด็ก ในนามของ ‘ความเป็นเลิศ’
ภายใต้แรงกดทับของโครงสร้างเช่นนี้ ‘การศึกษายืดหยุ่น’ จึงถูกพูดถึงมากขึ้น ในฐานะความพยายามหาทางออกให้กับเด็กที่ไปต่อกับระบบเดิมไม่ไหว
และสำหรับ ‘หมอเดว’ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น เขามองว่า การศึกษายืดหยุ่นไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามเรื่องรูปแบบหรือเส้นทางการเรียนรู้ แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีความพร้อมทางพัฒนาการเพียงใด ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ และผู้ใหญ่ควรรับผิดชอบบทบาทใดในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
ด้วยเหตุนี้ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงนัดหมายสนทนากับ ‘หมอเดว’ เพื่อกลับไปตั้งหลักคิดกันใหม่ว่า การศึกษายืดหยุ่นในความหมายที่ไม่ทำร้ายเด็ก ควรหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่อให้เด็กอยู่รอดทั้งทางกาย ใจ และสังคม โดยไม่ถูกปล่อยให้แบกรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่เกินวัยเพียงลำพัง
1.การศึกษาแบบ ‘ #ทารุณกรรมเด็ก’
ในนามของความเป็นเลิศถ้าพูดกันตรงๆ
คุณหมอมองระบบการศึกษาไทยปัจจุบันอย่างไร
ผมมองว่าการศึกษาปัจจุบันของเราเป็นระบบ ‘แพ้คัดออก’ ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถม และในมุมมองของผม นี่คือ ‘ระบบทารุณกรรมเด็ก’
คำว่า ‘ทารุณกรรม’ หรือ abuse อ้างอิงตามหลักของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ไม่ได้หมายถึงแค่การทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงการทำร้าย จิตใจ อารมณ์ สังคม เพศสภาพ ไปจนถึงมิติไซเบอร์ด้วย
ซึ่งเวลาพูดถึง child abuse สังคมมักจะนึกถึงพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ทำร้ายเด็ก แล้วเราก็ไปตามจับคนเหล่านั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราแทบไม่เคยตั้งคำถามเลยคือแล้วระบบล่ะ? ระบบการศึกษาที่ออกแบบมาให้เด็กจำนวนหนึ่งแพ้ตั้งแต่ยังเล็กมากๆ แบบนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมเด็กหรืออย่างไร?
ร่องรอยของ ‘ #ระบบทารุณกรรมเด็ก’ ปรากฏในชีวิตจริงของเด็กอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่อาการ สุขภาพจิต และพัฒนาการ
โห เยอะมากครับ
อย่างแรกที่เห็นชัดคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่ทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกว่า ตัวเองพ่ายแพ้ในชีวิต แพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่เห็นทางออก เช่น เคยมีเด็กคนหนึ่งพูดกับผมว่า “อย่าย่ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิตผมเสียสิครับ”
วันที่เขาพูดประโยคนี้ คือวันที่เขาเอาใบลาออกมาให้ผมดู และในใบนั้นเขียนว่า “ขอลาออกจากระบบการศึกษาประเทศไทย” ทั้งๆ ที่เขายังเรียนอยู่แค่ระดับมัธยมต้น แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว และเลือกจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่อยากมาเรียนอีกแล้ว
ในทางจิตวิทยา ผมใช้คำว่าเขาอยู่ในภาวะ หรือ ภาวะสิ้นหวังกับระบบการศึกษา เพราะเด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ซ้ำๆ ว่า …ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็แพ้อยู่ดี
เมื่อ #ระบบผลักเด็กออกด้วยโมเดลการแข่งขัน ความสูญเสียที่คุณหมอเห็นมันไปไกลถึงขั้นไหน
มันหนักถึงขั้นการสูญเสียชีวิตครับ มีเด็กที่กระโดดตึกเสียชีวิตหลังสอบไฟนอลเสร็จ โดยครูในโรงเรียนก็บอกผมว่า
“เด็กคนนี้เครียดกับการเรียนมาก”
แล้วยังมีเด็กมัธยมปลายโรงเรียนดังที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โรงเรียนที่ผลิตเหรียญโอลิมปิกเป็นว่าเล่น จนกระทรวงและประเทศภูมิใจนักหนา เด็กคนนั้นเดินมาบอกผมว่า
“หมอ พ่อผมก็แก่แล้ว เจ็บป่วย ไม่ค่อยมีผลิตผลอะไร #ผมว่าแกตายไปก็ดีนะ” พูดง่ายๆ คือสาปแช่งพ่อตัวเอง
สิ่งที่หมอกำลังสะท้อนคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเด็ก ทั้งในรูปของการฆ่าตัวตาย การพยายามฆ่าตัวตาย ความคิดที่บิดเบี้ยว และภาวะซึมเศร้าที่ต้องใช้ยา ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับระบบแบบแพ้คัดออกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เด็กอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่า ‘ปีนยังไงก็ไม่ถึง’ ก็พัฒนาไปสู่ภาวะ learned helplessness และเลือกถอยออกจากระบบการศึกษา
ปัญหา #เด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่เราพูดกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่มันรวมถึงการที่เด็กรู้สึกว่า “ผมไม่ใช่คนที่ระบบต้องการ”
แล้วถ้ามองในกรณีของเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย คุณหมอเห็นภาพของระบบแพ้คัดออก สะท้อนออกมาในชีวิตเด็กอย่างไรบ้าง
ผมเห็นกับตาเลยครับ ในวันสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง มีเด็กสมัครสอบประมาณสามพันคน รับแค่ร้อยคน
ผมเห็นเด็กอนุบาลสามคนหนึ่ง ตาปรือด้วย เพราะคงเหนื่อยล้าและต้องตื่นเช้าแล้วมาเจอกับฝูงชนที่แน่นไปหมด พอเด็กดูปรือๆ แม่ก็กระชากเสียงว่า “ลูก ตื่นได้แล้ว ใกล้เวลาสอบแล้ว” แล้วยังบอกอีกว่า “วันนี้เป็นวันชี้เป็นชี้ตายของลูกนะ”
จากนั้นแม่เอายาหม่องมาทา มานวดที่ขมับและเปลือกตา ให้เด็กตื่นและ alert ผลคือ หลังสอบ เด็กอาเจียน และเลือดกำเดาไหล ผมอยากถามดังๆ ว่า ใจคอผู้ใหญ่ทำด้วยอะไร แบบนี้ไม่เรียกว่าระบบทารุณกรรมเด็กหรือ?
เรามีกฎหมายด้วยนะครับ พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 วางหลักไว้ชัดเจนว่า ต้องไม่มีการแข่งขันคัดเลือกใดๆ ที่กระทบต่อพัฒนาการเด็กนะครับ
เมื่อการศึกษาไม่ควรเป็นสนามแข่งขันตั้งแต่ต้น คุณหมอมองระบบการสอบที่มีเดิมพันสูงในไทยอย่างไร
ไม่ใช่แค่การสอบเข้าของเด็กเล็กนะครับ ยังมีระบบสอบอย่าง TCAS, O-NET รวมถึงการสอบที่เรียกว่า high-stakes test (การสอบที่ผลลัพธ์มีเดิมพันสูงต่อชีวิตเด็ก) หลายประเทศเลิกใช้กันไปนานแล้ว
อย่ามาอ้างคำว่า เพราะสมรรถนะในการแข่งขัน ควรเกิดในวัยที่มีวุฒิภาวะและความพร้อม เหมือนการแข่งกีฬา ที่สมัครใจ แข่งบนกติกา และรู้ผลลัพธ์ที่รับได้
แต่ระบบการศึกษา ไม่ใช่สนามแข่งขัน มันคือระบบพัฒนาคุณภาพพลเมือง คำถามมันจึงควรเป็น …เด็กมี literacy ไหม อยู่รอดในสังคมได้ไหม ประกอบอาชีพได้ไหม มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือเปล่า ไม่ใช่วัดว่าใครได้เกรดเท่าไหร่
2.มายาคติของ ‘ ’
เด็กป่วยที่ระบบรัก
‘ระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก’ สะท้อนสมมุติฐานอะไรที่ฝังลึกอยู่ในสังคม
ผมคิดว่ามันมาจากมายาคติของผู้ใหญ่ที่เชื่อว่า ‘เด็กเป็นผ้าขาว’ พอใส่สี ใส่ลวดลายลงไป ก็จะได้ผลลัพธ์ตามแบบที่ระบบต้องการ
แต่จากประสบการณ์ของหมอ
‘ #เด็กไม่ใช่ผ้าขาว’ แต่เด็กคือ ‘ผ้าสีพื้น’ หมายถึงเด็กแต่ละคนมี temperament หรือลักษณะอารมณ์พื้นฐานติดตัวที่เด็กคนหนึ่งมีมาตั้งแต่เกิด บางคนโทนนี้ บางคนโทนนั้นต่างกันไป
ปัญหาคือ ระบบการศึกษาไม่เคยออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็กเลย ระบบของเราถูกออกแบบมาเพื่อเด็กเลี้ยงง่าย หรือที่เรียกว่า easy child เป็นหลัก
ในทางกุมารเวช เรารู้กันดีว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เกิดมาจะเป็นเด็กเลี้ยงง่ายประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องมีเด็กเลี้ยงยาก (difficult child) มีเด็กอ่อนไหวง่ายที่เก็บรายละเอียดทุกอย่าง มีอารมณ์ศิลปินตั้งแต่เกิด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวเลี้ยงไม่ดี แต่เป็นพื้นฐานทางอารมณ์ของเขาที่ติดตัวมา
พอระบบไม่รองรับความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้เด็กที่พลังเยอะ อยากขยับ อยากปลดปล่อย กลับถูกเขียนรายงานว่า “สงสัยสมาธิสั้น” ทั้งที่จริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่อยู่ที่ระบบที่บังคับให้เด็กทุกคนต้องนั่งนิ่ง เรียบร้อย และรับเนื้อหาในกรอบเดียวกันต่างหากล่ะ
เมื่อกรอบคิดแบบเดิมของผู้ใหญ่ถูกใช้กับเด็กในโลกปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่คุณหมอเห็นคืออะไร
เด็กทุกวันนี้เรียนกันตั้งแต่จันทร์ถึงจันทร์ แต่ไม่ได้เรียนกันแบบ ‘ใจถึงใจ’ สายตาของเด็กจำนวนมากมันจึงดูว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้
มันสะท้อนว่าผู้ใหญ่ยังยึดกรอบคิดจากยุคเดิม ยุคที่การแข่งขันยังไม่สูงเท่านี้ ระบบดิจิทัลยังไม่เข้ามาจัดอันดับและเปรียบเทียบทุกอย่างตลอดเวลา พ่อแม่เลิกงานก็ยังกลับบ้านได้ และแม้ไม่อยู่ ก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็น buffer ทางอารมณ์ ช่วยพยุงเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเรายังเชื่อว่า เด็กทุกคนมีเวลาเท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ต้องเรียนเท่ากัน ชั่วโมงเท่ากัน และถูกมองว่าเป็นผ้าขาวเหมือนกันทั้งหมด กรอบคิดนี้ผิดตั้งแต่จุดตั้งต้น
เมื่อระบบยึดกรอบคิดแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการอัดเนื้อหาลงไปตั้งแต่วัยเด็ก โดยไม่เคยถามเลยว่า เด็กแต่ละคนพร้อมรับได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งสังคมแข่งขันสูงขึ้น ความคาดหวังของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ก็ยิ่งกดทับช่วงเวลาการเรียนรู้ของเด็ก ชั่วโมงเรียนเต็มไปด้วยเนื้อหา ตัวชี้วัด และการประเมินผล ความเครียดสะสมมากขึ้น และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
แล้วเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเรียนได้ ทำตามกติกาได้ ยังไม่แพ้ในระบบ แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ คุณหมอมองเด็กกลุ่มนี้อย่างไร
หมอขอพูดถึงกลุ่มที่เรียกว่า easy child ก่อนนะครับ เช่น เด็กที่เข้า day care หรือ nursery ได้ตั้งแต่ขวบครึ่ง พ่อแม่ก็ดีใจมาก บอกว่า “ลูกไปได้ ไม่ร้องเลย เลี้ยงง่าย ปรับตัวเก่งมากเลยหมอ”
ก็ใช่ครับ โชคดีของคุณ คุณได้ลูกที่เป็น easy child เขาปรับตัวง่าย ไม่งอแง เข้ามานั่งเรียนก็นั่งนิ่ง เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ โตขึ้นมาพ่อแม่สั่งให้เรียนยังไงก็เรียน หันซ้ายก็ซ้าย หันขวาก็ขวา ให้เรียนหนักกวดวิชาเสาร์อาทิตย์ เด็กยอมทำตามทุกอย่างอย่างว่าง่าย
ผลคือ เกรดดี เข้าโรงเรียนดัง สอบติดหมอ เรียนจบหมอครบสูตรแล้วสุดท้าย… บวชทั้งชีวิต
ระบบการศึกษากำลังผลิตเด็กแบบไหนขึ้นมา จากการยกย่อง ‘เด็กเลี้ยงง่าย’ หรือ easy child
หมออยากถามดังๆ ไปถึงผู้บริหารกระทรวงศึกษาว่า คุณพอใจใช่ไหมกับการได้ easy child ที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ไม่มี innovation (นวัตกรรม) ต้องรอคำสั่งตลอดชีวิต สั่งให้ซ้ายก็ซ้าย สั่งให้ขวาก็ขวา ต้องเป็นเด็กผ้าพับ เรียบร้อยตลอดเวลา
เราพอใจกับการพัฒนาพลเมืองที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ทำงานแบบรูทีน ทักษะทางสังคมอ่อน เรียนสูงถึงดอกเตอร์แต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง นั่งวงไหนก็แตกวงนั้นจริงๆ เหรอ
แล้วในอีกด้าน ระบบการศึกษามองว่า เด็กที่ไปต่อกับระบบไม่ได้คือ ‘ปัญหาของเด็ก’ อย่างนั้นเหรอ
นี่คือความเข้าใจผิดสำคัญ เพราะการที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถเรียนและปรับตัวกับระบบได้ ไม่ได้แปลว่าระบบนี้ดีสำหรับทุกคน และใครที่เรียนไม่ได้ก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว
เราเลยเห็นเด็ก ม.4 ต้องไปเรียนคอร์ส ม.6 เด็ก ม.6 ต้องไปเรียนคอร์สปี 2 เด็กบางคนทำได้ พ่อแม่ก็บอกว่า “เขาทำได้อย่างมีความสุขนะหมอ” แต่หมออยากถามว่า เรากำลังขโมยธรรมชาติของเด็ก ขโมยช่วงชีวิตที่เขาควรได้เรียนรู้วิชาชีวิต เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นหรือเปล่า
หมอเองก็เป็นเด็กเรียน แต่ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียน สมัยนั้นไม่มี กยศ. ไม่มี กสศ. ประสบการณ์นอกห้องเรียน ทำกิจกรรม ทำงานกับคน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่หล่อหลอมภาวะผู้นำ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในตำราเรียนเลย
เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมองเรื่องนี้ให้ขาด อย่าหลงคิดว่า การที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถปรับตัวและไปต่อกับระบบได้ หมายความว่าระบบนี้ดีเพียงพอแล้ว
เพราะในความเป็นจริง ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจไปต่อได้ และถูกทิ้งไว้กับความรู้สึกสิ้นหวัง ความเจ็บป่วยทางใจ และผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิต หากระบบยังยอมรับความสูญเสียเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หมอพูดได้คำเดียวว่า น่าเศร้าอย่างยิ่ง
3.การศึกษายืดหยุ่น
ทางเลือกที่ต้องมีเข็มทิศ
เพราะแบบนี้ใช่ไหม การศึกษายืดหยุ่นจึงถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง
ใช่ครับ และมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย
#ติดตามต่อ ตอนสองนะครับ
#บันทึกหมอเดว