Mystery is Story ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Mystery is Story, การศึกษา, Singburi School, Sing Buri.

โพลเทอร์ไกสท์ (เยอรมัน: Poltergeist; ) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ใน...
21/05/2015

โพลเทอร์ไกสท์ (เยอรมัน: Poltergeist; ) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน คำว่า "โพลเทอร์ไกสท์" มาจากภาษาเยอรมันคำว่า "Poltern" หมายถึง "ก่อความรำคาญหรือเอะอะมะเทิ่ง" และคำว่า "Geist" หมายถึง "ผี" เมื่อรวมความแล้ว คำว่า "โพลเทอร์ไกสท์" พอจะแปลความหมายได้ว่า "ผีที่น่ารำคาญหรือส่งเสียงดัง"

ปรากฏการณ์โพลเทอร์ไกสท์จะแสดงออกด้วยการเคลื่อนข้าวของภายในบ้าน โดยที่ไม่มีใครไปเคลื่อนย้าย ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะปรากฏในบ้านของโลกตะวันตก จึงมีความเชื่อกันว่าเป็นการกระทำของผี ซึ่งจะไม่ถึงขั้นหลอกหลอนมนุษย์จนขวัญผวา เพียงแค่ทำให้ตกใจเล่นเท่านั้น แต่ในบางกรณีก็อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ข้าวของเสียหายหรือเกิดเป็นรอยข่วน รอยกัดตามร่างกายมนุษย์ก็มี บางครั้งปรากฏการณ์โพลเทอร์ไกสท์อาจเกิดติดต่อกันเป็นวัน ๆ แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า โพลเทอร์ไกสท์ เป็นการกระทำที่เกิดจากมนุษย์เอง โดยเกิดจากความกดดัน โดยเฉพาะในวัยรุ่น เชื่อว่าเป็นลักษณะของการใช้พลังจิตแบบที่เคลื่อนย้ายสิ่งของ ที่เรียกว่าไซโคคิเนซิส (Psychokinesis) นั่นเอง โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ขณะที่นักวิชาการชาวญี่ปุ่น โอทสึ โยะชิฮิโกะ แห่งมหาวิทยาลัยวะเซะดะ ที่ศึกษาเรื่องเหนือธรรมชาติต่าง ๆ เห็นว่า โพลเทอร์ไกสท์เป็นปรากฏการณ์ของพลาสมา คือ ไฟฟ้าสถิตที่ไหลวนอยู่ในอากาศ ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกับการเกิด "ลูกไฟวิญญาณ" หรือ "ฮิโตะดะมะ" (ญี่ปุ่น: 人魂) ตามความเชื่อของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นนั่นเอง

ที่มา th.wikipedia.org/wiki/โพลเทอร์ไกสท์

เลข 9เลข 9 ในความเชื่อของคนไทยเลข 9 เป็นเลขที่มีความหมายในทางมงคล “เลขเก้า” นอกจากเสียงจะเป็นมงคล เพราะออกเสียงพ้องกับคำ...
20/08/2014

เลข 9
เลข 9 ในความเชื่อของคนไทย
เลข 9 เป็นเลขที่มีความหมายในทางมงคล “เลขเก้า” นอกจากเสียงจะเป็นมงคล เพราะออกเสียงพ้องกับคำว่า “ก้าว” ที่อาจหมายถึง ความก้าวหน้า ก้าวไกล หรือก้าวไปข้างหน้า บ้างก็ว่า เลข 9 ยังหมายถึง การมีอายุยืนด้วย
ขอให้ สังเกตงานมงคลต่างๆ จะยึดเลข 9 เป็นหลักเวลานำมาใช้ในเรื่องของฤกษ์ยาม ที่ต้องเป็นวันที่ 9 เดือน 9 รวมทั้งขึ้นต้นหรือลงท้ายด้วยเลข 9
เลข 9 ในความเชื่อของคนจีน
เลข 9 ถือเป็นเลขมงคล เนื่องจากเป็นเลขที่มีค่ามากที่สุด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความเป็นที่สุด นอกจากนี้ เสียงอ่านของเลข 9 ยังพ้องเสียงกับคำว่า “นาน ยาวนาน” ที่แสดงถึงการมีอายุยืน จึงทำให้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เลข 9 เป็นเลขที่ครองใจชาวจีนตลอดมา ไม่ต่างกับคนไทย
เลข 9 ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น
เลข 9 ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นแตกต่างจากคนไทยและคนจีน เนื่องจากเลข 9 ในภาษาญี่ปุ่นอ่านออกเสียงว่า “คุ” ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำที่หมายถึง ความยากลำบากในภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นจึงถือว่าเลข 9 เป็นเลขที่ไม่ดี

แหล่งอ้างอิง: https://www.facebook.com/Hirosanofanclub/posts/416355985064610

^^^...13 เรื่องอาถรรพ์ สยดสยองของวันศุกร์ 13...?...^^^ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความเชื่อชนิดที่คิดกันเป็นตุเป็นตะว่าเป็นวันแห่ง...
11/08/2014

^^^...13 เรื่องอาถรรพ์ สยดสยองของวันศุกร์ 13...?...^^^

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความเชื่อชนิดที่คิดกันเป็นตุเป็นตะว่าเป็นวันแห่งความโชคร้าย ซึ่งความเชื่อที่ว่าก็คือถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามจะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อที่อยู่ในบรรดาชาติที่พูดภาษาอังกฤษทั่วโลก และยังขยายไปถึงชาติอื่นๆ อีกด้วย และในประเทศบางประเทศอย่าง กรีซ สเปน ถือเอาวันอังคารที่ 13 เป็นวันโชคร้ายเช่นกัน

โดยหลักๆ แล้วจุดเริ่มต้นความเชื่อเรื่องนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อที่ว่ามีคน 13 คน ร่วมทานอาหารมื้อสุดท้ายกับพระเยซู (The Last Supper) ก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนในวันศุกร์ประเสริฐ (ทั้งนี้ มีการบันทึกเอาไว้ในศตวรรษที่ 18 โดยเชื่อกันว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คน 13 คนมานั่งทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันแล้ว คนที่ลุกจากโต๊ะไปเป็นคนแรกจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่ชี้ชัดเป๊ะๆ ว่าประชาชนถือเอาว่าวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันโชคร้าย ไทยรัฐออนไลน์รวม 13 เรื่อง ของวันศุกร์ 13 มาให้อ่านกัน

1. บางตำราเชื่อว่าอาถรรพ์ศุกร์ 13 มาจากตำนานของ "ชาวนอร์ส" ที่อาศัยอยู่ในแถบสแกนดิเนเวีย เป็นเรื่องของเทพ 12 องค์ มารวมจัดงานเลี้ยงในห้องโถงเอกีร์ (เทพแห่งมหาสมุทร) แล้วเทพแห่งไฟ "โลกิ" ซึ่งไม่ได้รับเชิญมาร่วมงาน จึงพังประตูรั้วเข้ามาในฐานะแขกคนที่ 13 และให้เทพฮอด (เทพแห่งความมืดมิด เพราะตาบอด) โยนกิ่งพืชกาฝากใส่บาลเดอร์ (เทพแห่งความสุขความยินดี) จนบาลเดอร์เสียชีวิตในที่สุด

2. เลข 13 ถือเป็นเลขแห่งความโชคร้าย ใครที่เกี่ยวข้องกับเลขนี้ก็เชื่อกันว่าจะมีแต่ความวิบัติในชีวิต ถือเป็นเลขที่สร้างความหวาดกลัวอย่างมาก จนมีคนคิดบัญญัติศัพท์เลยทีเดียว โดยเรียกคนที่หวาดกลัวอาถรรพ์ศุกร์ 13 ว่า Paraskevidekatriaphobia มาจากภาษากรีก 3 คำคือ วันศุกร์ (Paraskevi) สิบสาม (dekatreis) และความหวาดกลัว ( Phobos)

3. ในวันศุกร์ที่ 13 อเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงินเกือบพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งไม่กล้าเดินทางไปไหน ไม่กล้าทำอะไรไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

4. ความอาถรรพ์ของวันศุกร์ ขจรขจายไปทั่วโลก เช่น วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ. 1869 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอเมริกา วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1929 ตลาดหุ้นอเมริกาล่ม วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1939 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในออสเตรเลียวันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1945 เกิดสงครามทางอากาศครั้งสำคัญในนอร์เวย์ วันศุกร์ที่ 13 ปี ค.ศ. 1970 เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุกระหน่ำมายังประเทศบังคลาเทศมีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ. 1978 เกิดการสังหารหมู่ในอิหร่าน 13 ศพ วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ. 1982 อาร์เจนติน่ายกกองกำลังยึดเกาะฟอร์คแลนด์ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ. 1989 บริษัทคอมพิวเตอร์ IBM เสียหายอย่างหนักเพราะโดยไวรัสคอมพิวเตอร์โจมตีระบบ วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 2006 พายุหิมะชื่อ “Aphid” พัดถล่มเมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ค วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2007 เกิดทอร์นาโดหลายลูกพร้อมกันในทางเหนือของเท็กซัส เป็นต้น

5. นอกจากเป็นตำนานอาถรรพ์ที่สร้างความเชื่อจนฝังรากลึกแล้ว หลายครั้งก็มีเหตุการณ์ที่ตอกย้ำถึงความอาถรรพ์อยู่เรื่อยๆ อย่างการเกิดอุบัติเหตุที่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีการทำสถิติเกี่ยวกับอัตราการเกิดอุบัติเหตุไว้ในแต่ละวันศุกร์ ซึ่งวันศุกร์ที่ 13 นั้นจะมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าวันอื่นๆ ถึง 52%

6. ความอาถรรพ์ที่ดูแล้วจะเห็นแต่เรื่องโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้างโดยเฉพาะที่สร้างภาพยนตร์เรื่อง “ศุกร์ 13 ฝันหวาน” หรือ Friday 13 th ออกมาสร้างความหวาดกลัวนั้น ไม่ว่าจะทำภาคไหนก็มีคนสนใจแห่ไปดูกันอย่างไม่น่าเชื่อ

7. อีกเรื่องเล่าที่แปลงมาจากตำนานของชาวสแกนดิเนเวีย บอกว่า การที่มีคนที่ 13 มาร่วมรับประทานอาหารในโต๊ะเดียวกัน คนที่จะต้องตายเป็นคนแรกคือคนที่ลุกจากโต๊ะก่อนคนอื่น ไม่ใช่อย่างตำนานในข้อที่ 5

8. เหตุผลที่วันศุกร์เป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้น เพราะเชื่อกันว่านอกจากการที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนในวันศุกร์แล้ว ตามตำรายังบอกว่า วันศุกร์เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ อีกทั้งยังถือเป็นวัน Tip Top Day หรือว่าวันปีศาจนั่นเอง ชาวประมงส่วนใหญ่จึงไม่นิยมออกทะเลในวันศุกร์กันเลย

9. ในสมัยโบราณชาวตะวันตกมีความเชื่อว่าห้ามตัดเล็บในวันศุกร์ เพราะแม่มดจะขโมยเล็บเอาไปเสกให้เจ้าของกลายเป็นแม่มด

10. ตามตำนานเรื่องพระเจ้าสร้างโลกบอกว่า เมื่อครั้งพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาใหม่ๆ อดัมและอีฟได้ละเมิดคำสั่งพระเจ้า กัดกินผลไม้ต้องห้ามของสวนอีเดนในวันศุกร์ จึงถูกพระเจ้าลงโทษให้ลงมาชดใช้กรรมในโลกมนุษย์ ซึ่งเป็นวันศุกร์เช่นกัน

11. โรคความหวาดกลัวอาถรรพ์ศุกร์ 13 หรือ Paraskevidekatriaphobia มีการประเมินออกมาแล้วว่าคนส่วนใหญ่เป็นโรคนี้ถึง 21 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพวกเขายังมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่

12. ตามข้อมูลในวิกิพีเดียบอกไว้ว่า ถ้าเดือนใดก็ตามที่เริ่มต้นวันแรกเป็นวันอาทิตย์ เดือนนั้นจะมีวันศุกร์ที่ 13 เกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ในแต่ละปีจะเกิดขึ้นไม่เกิน 3 ครั้ง

13. เมืองไทยก็ไม่น้อยหน้า หลายโรงแรมและตึกหลายแห่งก็ไม่มีชั้นที่ 13 เช่น โรงแรมอโนมา สวิสโฮเต็ล เป็นต้น เนื่องจากกลัวความอาถรรพ์ กระทั่งตัวลิฟต์หลายสำนักงานก็จะไม่มีปุ่มกดชั้นที่ 13 เช่นกัน

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=711808

ความลึกลับของหมายเลข 231. เลข 23 เมื่อนำมาแยกและหารกัน จะได้ผลลัพธ์คือ .666 ซึ่งพ้องกับสัญลักษณ์ของซาตาน2. พ่อและแม่ถ่าย...
11/08/2014

ความลึกลับของหมายเลข 23

1. เลข 23 เมื่อนำมาแยกและหารกัน จะได้ผลลัพธ์คือ .666 ซึ่งพ้องกับสัญลักษณ์ของซาตาน

2. พ่อและแม่ถ่ายทอดโครโมโซม คนละ 23 เส้นสู่ DNA ของลูก

3. ระยะเวลาที่เลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย เท่ากับ 23 วินาที

4. ในมนุษย์ โครโมโซมตัวที่ 23 เป็นตัวบ่งชี้เพศ

5. มีตัวอักษรทั้งหมด 23 ตัวในภาษาละติน

6. จูเลียส ซีซาร์ ถูกแทง 23 ครั้งจนเสียชีวิต

7. โลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23.56 ชั่วโมง ไม่ครบ 24 ชั่วโมงพอดี

8. กลุ่มอัศวินเทมเพลอร์ (อัศวินผู้พิทักษ์ศาสนาคริสต์) มีผู้นำทั้งหมด 23 คน

9. วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 1564

10. วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ตายวันที่ 23 เมษายน 1616

11. ปฏิทินอียิปต์และสุเมเรียนเริ่มต้นที่วันที่ 23 กรกฎาคม

12. เรือไททานิคจมลงสู้ก้นมหาสมุทร ในเช้าวันที่ 15 เมษายน 1912 (4+1+5+1+9+1+2=23)

13. ชาวมายันเชื่อว่าโลกจะถึงกาลอวสาน วันที่ 23 ธันวาคม 2012 (20+1+2=23)

14. ชื่อบริษัทภาพยนตร์ของ จิม แครี่ คือ JC23

15. จอห์น ดิลลิงเกอร์ ปล้นธนาคารทั้งหมด 26 แห่ง แต่ปล้นเอาเงินแค่ 23 แห่ง

16. ตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ถล่มเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 (11+0+9+2+0+0+1=23)

17. เหตุเครื่องบินระเบิดในเที่ยวบิน TWA 800 มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 230 คน

18. ตัวอักษรในชื่อของผู้กำกับ โจเอล ชูมาคเกอร์ (Joel Schumacher) และนักแสดง จิม แครี่ (Jim Carrey) บวกกันเท่ากับ 23

19. ตัวอักษรในชื่อของตัวเอกหญิง เวอร์จิเนีย แมดเซ่น (Virginia Madsen) และตัวเอกชาย จิม แครี่ (Jim Carrey) บวกกันเท่ากับ 23

20. ภาพยนตร์เรื่อง The Number 23 เปิดกล้องเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2006

21. ภาพยนตร์เรื่อง The Number 23 เข้าฉายในอเมริกาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007

22. ภาพยนตร์เรื่อง The Number 23 เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2007 (10+0+4+2+0+0+7=23)

23. พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัฒน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย

แหล่งอ้างอิง: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=23042

ปีศาจโดเวอร์การพบเห็นสถานการณ์แรก        ในคืนวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1977 เวลา 22.30 น. ขณะที่ บิลล์ บาร์ทเล็ทท์, ไมค์ แม...
31/07/2014

ปีศาจโดเวอร์
การพบเห็น
สถานการณ์แรก
ในคืนวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1977 เวลา 22.30 น. ขณะที่ บิลล์ บาร์ทเล็ทท์, ไมค์ แมซซอคคา และแอนดี้ บรอดี วัยรุ่นอายุ 17 ปี กำลังขับรถไปทางเหนือของฟาร์มสตรีท โดยบาร์ทเล็ทท์ซึ่งเป็นคนขับ ก็ได้เห็นสิ่งประหลาดสิ่งหนึ่งกำลังปีนไปตามกำแพงเตี้ย ๆ ทางด้านซ้ายของถนน
ครั้งแรกที่เห็นบาร์ทเล็ทท์คิดว่าอาจเป็นสุนัขหรือไม่ก็แมว จนกระทั่งไฟหน้ารถได้ฉายตกกระทบกับสิ่งนั้นเข้าอย่างจัง สิ่งที่เขาเห็นนั้น เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นก่อนในชีวิต บาร์ทเล็ทท์กล่าวว่า ร่างนั้นค่อย ๆ หมุนศีรษะของมันอย่างช้า ๆ และจ้องมองมายังแสงไฟของรถ ตาของมันกลมโตส่องประกายราวกับแก้วใส เหมือนหินอ่อนสีส้ม 2 ลูก หัวของมันตั้งอยู่บนคอเล็ก ๆ มีลักษณะคล้ายแตงโม มองดูแล้วผิดสัดส่วน เมื่อเทียบกับร่างกายส่วนอื่น ๆ กล่าวคือแขนและขายาวและผอมเรียว แต่มือและเท้าใหญ่ ผิวไม่มีขนและมีสีลูกพีช และหยาบเหมือนกระดาษทราย ร่างนั้นมันสูงไม่เกิน 4 ฟุต มีลักษณะคล้ายเด็กทารกที่มีแขนและขายาว ดูน่าประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวมาก มันเดินเหมือนกับว่ามันไม่รู้จุดมุ่งหมาย มันเดินไปตามกำแพงโดยใช้นิ้วมืออันยาวของมันไต่ตามก้อนหิน
ขณะเดียวกันนั้น เพื่อน ๆ ของบาร์เล็ทท์อีก 2 คนไม่เห็น เพราะกำลังหันหน้ามองไปอีกทางหนึ่ง อีกทั้งบาร์ทเล็ทท์ก็เห็นร่างนั้นไม่กี่วินาทีเท่านั้นเองเพราะขณะเขาขับรถด้วยความเร็วสูงและอยู่ในทางโค้ง และเมื่อแล่นผ่านจุดนั้นแล้ว บาร์ทเล็ทท์จึงเล่าเรื่องนี้ให้ทั้ง 2 คนนั้นฟัง ทีแรกทั้ง 2 ไม่เชื่อ แต่จากน้ำเสียงและกิริยาของบาร์ทเล็ทท์ ทำให้ทั้ง 2 สนใจ และคะยั้นคะยอให้เขาขับรถกลับไปดูอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อกลับไป สิ่งมีชีวิตลึกลับนั้นได้หายไปแล้ว และเมื่อทั้ง 3 กลับมาที่พักบาร์ทเล็ทท์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังพร้อมกับวาดภาพของมันให้เพื่อน ๆ ได้ดู

สถานการณ์ที่สอง
ภาพวาดปีศาจโดเวอร์ภาพที่ 2 ของ จอห์น แบกซ์เตอร์
ในคืนเดียวกันนั้นเอง เวลา 0.30 น. (ตรงกับวันที่ 22 เมษายน) จอห์น แบกซ์เตอร์ อายุ 15 ปี ขณะกำลังเดินกลับมาจากบ้านแฟนสาว เขามุ่งหน้ากลับบ้านซึ่งอยู่ทางใต้สุดของถนนมิลเลอร์ไฮห์ ในโดเวอร์ โดยใช้เส้นทางลัดตัดสู่บ้านเขา อีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาได้เห็นร่างหนึ่งสวนทางมา ร่างนั้นเตี้ยมาก จอห์นคิดว่าคงเป็น เอ็ม.จี.บูชาร์ค คนรู้จักที่อาศัยอยู่บนถนนเดียวกับเขา จอห์นจึงถามไปว่า ใช่ เอ็ม.จี.หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบ แต่ร่างนั้นเดินใกล้เข้ามาทุกที จนร่างนั้นได้หยุดลง เผอิญคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด และจอห์นก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสลัว ๆ เขาจึงก้าวเข้าไปหาอีก 1 ก้าว เพื่อให้รู้แน่ว่าร่างนั้นเป็นใคร แต่มันกลับถอยออกไปทางซ้ายและวิ่งเข้าไปยังคูข้าง ๆ ที่มีพุ่มไม้ขึ้นอยู่เต็มแล้ววิ่งกลับไปยังฝั่งตรงข้าม ขณะที่ร่างนั้นวิ่งอยู่ จอห์นก็วิ่งตามด้วย เขาได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งดังกรอบแกรบ จอห์นวิ่งตามร่างนั้นจนถึงเนินข้างล่าง แล้วมันก็หยุดเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งของคู และจอห์นก็ได้เห็นมัน จอห์นบรรยายว่า มันยืนห่างจากเขาประมาณ 30 ฟุต เท้าของมันพันหรือรวบบนยอดก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่ง มันเอนร่างไปเกาะต้นไม้ โดยเอานิ้วมือที่ยาวทั้งสองข้างจับมั่นรอบ ๆ ลำต้นซึ่งมีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 8 นิ้ว ราวกับยันร่างมันไว้ ร่างนั้นเหมือนกับร่างของลิง ต่างกันที่มันมีศีรษะสีคล้ำเป็นรูปเลข 8 ตาของมันเป็นประกายวาวอยู่ตรงกลางศีรษะ และแล้วร่างประหลาดลึกลับนั้นก็มองด้วยตาสีเขียวมายังจอห์น เขาไม่เคยเห็นสัตว์อะไรอย่างนี้มาก่อน เขาจึงรีบวิ่งกลับมาที่บ้านทันที และเขาก็ได้วาดภาพสัตว์ประหลาดดังกล่าว ซึ่งนับเป็นภาพของปีศาจโดเวอร์ภาพที่ 2

สถานการณ์ที่สาม

ในวันต่อมา (22 เมษายน) แอ็บบี้ อับราฮัม อายุ 15 ปี และ วิลล์ เทนเดอร์ อายุ 18 ปี กำลังขับรถลงใต้จากสปริงดาล อเวนิว ทั้งคู่อ้างว่าพบเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่รูปร่างคล้ายคลึงกันนี้ที่ข้างทาง โดยแอ็บบี้อธิบายว่า มันมีตาสีเขียวเมื่อมองจากแสงไฟหน้ารถที่สาดเข้าใส่ และมีรูปร่างพอ ๆ กับแพะ

แหล่งอ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

เพกาซัส (Pegasus)      มีลักษณะเป็นม้าที่ลำตัวสีขาวสะอาด มีปีกขนาดใหญ่เหมือนนกสีขาว แต่ก็มีบางทีก็มีคนวาดให้ปีกของเพกาซั...
25/07/2014

เพกาซัส (Pegasus)
มีลักษณะเป็นม้าที่ลำตัวสีขาวสะอาด มีปีกขนาดใหญ่เหมือนนกสีขาว แต่ก็มีบางทีก็มีคนวาดให้ปีกของเพกาซัสเป็นสีทอง เพกาซัสเป็นม้าที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง เป็นเครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์ ความสว่าง พลังแห่งดวงอาทิตย์ และแน่นนอนว่าเป็นพาหนะของพวกพระเอกเท่านั้น !

นอกจากนี้ความหมายของชื่อเพกาซัสยังมีความหมายว่า 'springs of ocean' ซึ่งแปลว่าผู้เกิดมาจากน้ำ (ภาษาไทยก็มีนะ แต่เป็นผู้หญิงอ่ะ หากใครรู้จักตำนานการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำทิพย์จะรู้ว่ามีสิ่งวิเศษที่ ผุดออกมาจากฟองคลื่น หนึ่งในนั้นคือพระลักษมีซึ่งต่อมากลายเป็นพระชายาของพระนารายณ์ และนอกจากนั้นก็มีมีพวกนางอัปสรทั้งหลายผุดขึ้นมาจากน้ำอีกด้วย เพราะฉะนั้น คำว่า "อัปสร" "อัปสรา" และ "อัจฉรา" ที่หมายถึงนางฟ้า จึงมีความหมายดั้งเดิม คือ "ผู้ที่เกิดมาจากน้ำ" เหมือนกัน) ความสามารถของเพกาซัสคือ ความไว การสร้างน้ำพุ และยังแข็งแรงขนาดที่ฝ่าพายุขนาดบินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างสบายๆ

ตำนานการเกิดของเพกาซัสมีอยู่หลายตำนาน แต่ที่เป็นหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ
...1. ตำนานที่กล่าวว่าเพกาซัสเป็นบุตรของเทพโพเซดอน (Poseidon) กับนางเมดูซ่า (Medusa) ซึ่งในขณะที่โพเซดอนลอบเข้าหานางเมดูซ่าได้แปลงกายอยู่ในลักษณะของม้า จึงทำให้ลูกที่เกิดมาเป็นม้าด้วย! (โอ้! แม่เจ้า คนกะม้า ! ความพยายามล้ำเลิศจริงๆ )
...2. ตำนานที่กล่าวว่าเพกาซัสเกิดจากหยดเลือดของนางเมดูซ่าขณะที่เพอซุส (Perseus) [จะอ่านว่า เพอซุส หรือ เพอซิอุสก็ได้ ตามความถนัด) ตัดหัวนางออกมา

แหล่งอ้างอิง:http://smokham.blogspot.com/2013/08/pegasus.html

LEVIATHANลิไวอาซันหรือ ลิเวียธาน    ลิเวียธาน หรือ ลีไวอาซัน มาจากตำนานของพวกฮิบรู เป็นสัตว์ประหลาดที่มาจากทะเลลึก มีลัก...
22/07/2014

LEVIATHAN
ลิไวอาซันหรือ ลิเวียธาน
ลิเวียธาน หรือ ลีไวอาซัน มาจากตำนานของพวกฮิบรู เป็นสัตว์ประหลาดที่มาจากทะเลลึก มีลักษะคล้ายมังกรบางจำพวก คือจะมีลำตัวยาว ขนาดใหญ่ ศีรษะยาว ฟันแหลมคม ส่วนใหญ่ที่พบไม่มีเขา มีปีกที่กลางลำตัว(ออกไปทางครีบนิดๆ) นัยน์ตาดุร้าย เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทย์ร้ายกาจมาก ใช้มนต์ได้ เป็นสัตว์ที่ควบคุมผืนน้ำท้องทะเล บางที่เชื่อว่าควบคุมฤดูฝน เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดพายุครั้งใหญ่ ส่วนใหญ่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์ เนื่องจากชอบอยู่อย่างสันโดษ บางคนนับว่า เป็นจ้าวแห่งมังกรของผืนน้ำ
เลวีอาธาน (לִוְיָתָן "ม้วน; ขด", ภาษาฮิบรูมาตรฐาน Livyatan, ภาษาฮิบรูติเบเรียน Liwyāṯān) เป็นสัตว์ร้ายในทะเล ตามความในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในศาสนาคริสต์ อ้างไว้ในพระพันธสัญญาเดิม (เพลงสดุดี 74:13-14; โยบ 41; และ อิสยาห์ 27:1)
คำว่า "เลวีอาธาน" นั้น ยังหมายถึงสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ หรือสัตว์ขนาดใหญ่ใดๆ ก็ได้ ในภาษาฮิบรูใหม่ คำนี้มีความหมายเพียง ปลาวาฬ เท่านั้น เลวีอาธาน มีลักษณะเหมือน งูมีความยาวมาก ปรากฏบ่อยๆในเกม เช่น final fantasy
แหล่งอ้างอิง : http://writer.dek-d.com/haru_tatsu/story/viewlongc.php?id=351820&chapter=48

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยรู้จักเจ้างูที่ชื่อบาซิลิกส์ที่อยู่ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาค 2 The Secret of Chamber มาบ้างแล้ว ในหนัง...
21/07/2014

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยรู้จักเจ้างูที่ชื่อบาซิลิกส์ที่อยู่ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาค 2 The Secret of Chamber มาบ้างแล้ว ในหนังเจ้างูตัวนี้ถูกขังอยู่ในห้องลับของโรงเรียนฮอกวอตและยังเป็นทาสรับใช้ลอร์ดเวอร์เดอมอร์ตซึ่งเป็นทายาทคนสุดท้ายของซัลลาซ่าร์ สลิธีรีนอีกด้วย

แน่นอนว่าความรู้พื้นฐานที่เราได้รับจากเรื่อง harry คือ มันเป็นงูที่มีลำตัวขนาดใหญ่ หากจ้องมองใครก็ทำให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย และนั่นก็เป็นการจุดประกายความคิด la plume ว่าไอ้เจ้าบาซิลิสก์เนี่ยเป็นสิ่งที่ เจ.เค. เขียนขึ้นมาจากจินตนาการของตัวเองหรือว่านำสัตว์ชนิดนี้มาจากสัตว์ในตำนานเหมือนกับ พวกยูนิคอร์น หรือ ฮิปโปกริฟหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็จะอยู่ถัดจากนี้ไปล่ะ.............

งูบาซิลิสก์ (basilisk) มีที่มาจากคำในภาษากรีกว่า "basileus" ซึ่งมีความหมายว่า "ราชา" การที่มันได้รับชื่อแบบนี้ก็เพราะมันเป็นเจ้าแห่งอสรพิษ และยังเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่า C ockatrix (ค็อกเคทริกซ์) หรือ C ockatrice (ค็อกเคทริส) เชื่อกันว่ามันมีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนเหนือของทะเลทรายในแอฟริกา หรือแถบแคว้น Cyrenaica (ซีรีไนก้า)
8
การถือกำเนิดของบาซิลิสก์

ในสมัยตอนต้นของปีคริสศักราช ผู้คนที่เดินทางผ่านทะเลทรายทางตอนเหนือของแอฟริกาก็ได้พบกับบาซิลิสก์ที่ที่มีรูปร่างประหลาด คือหัวของมันที่ควรจะเป็นงูกลับกลายเป็นลักษณะของไก่ตัวผู้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า 'Basil c**k' แล้วก็เพี้ยนมาเป็น 'C okatrice' หรือ 'C okatrix' นั่นเอง

เรื่องราวการเกิดของงูบาซิลิสก์นี้มีเรื่องเล่าว่ามันเกิดจาก ไก่ตัวผู้ที่มีอายุ 7 ปีออกไข่ไว้บนกองปฏิกูลในวันที่กลุ่มดาวซิริอัส (Sirius) หรือกลุ่มดาวหมาใหญ่ (Dog Star) ขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยไข่ใบนี้มีลักษณ์เป็นทรงกลม ไม่มีไข่แดง แล้วก็กกไข่โดยคางคก

ประโยชน์ของบาซิลิก์

ทุกท่านคงจะสงสัย ก็ไหนว่างูชนิดนี้มีพิษร้ายกาจไงแล้วจะมีประโยชน์ได้อย่างไร แต่มันก็มีประโยชน์จริงๆ นะ แต่ต้องรอให้มันตายเสียก่อน ซึ่งเล่ากันว่าซากของบาซิลิสก์ที่ตายแล้วก็จะนำไปแขวนไว้ในวิหารของเทพ Apollo (อพอลโล คือ เทพแห่งดวงอาทิตย์) และ เทพี Diana (ไดอาน่า คือ เทพแห่งดวงจันทร์) เพื่อไล่พวกนกนางแอ่นที่จะมาทำรัง แล้วก็ไล่พวกแมงมุมด้วย เพราะถึงจะเป็นแค่ซากแมงมุมก็ยังกลัวสัตว์ชนิดนี้อยู่มากทีเดียว

นอกจากนี้พวกนักเล่นแร่แปรธาติในสมัยเรเนสซอง (Renaissance) ยังให้ความสนใจเจ้างูชนิดนี้ไม่น้อย เพราะว่ากันว่าเถ้ากระดูกที่เป็นสีเงินของงูบาซิลิสก์ สามารถทำวัตถุที่เป็นโลหะให้กลับกลายเป็นทองคำได้

เเหล่งอ้างอิง http://writer.dek-d.com/la_plume/story/viewlongc.php?id=127076&chapter=5

คราเคน (Kraken)       เป็นสัตว์ยักษ์ในตำนานที่ชาวทะเลเหนือหวาดกลัว มักเล่าว่าคล้ายหมึกกระดองขนาดยักษ์ โผล่ขึ้นจากน้ำพรวด...
21/07/2014

คราเคน (Kraken)
เป็นสัตว์ยักษ์ในตำนานที่ชาวทะเลเหนือหวาดกลัว มักเล่าว่าคล้ายหมึกกระดองขนาดยักษ์ โผล่ขึ้นจากน้ำพรวดเดียวก็สูงกว่าเสากระโดงเรือ ชอบโจมตีเรือเดินสมุทรอย่างกระทันหัน โอบหนวดของมันรัดลำเรือเอาไว้ หนวดที่เหลือมันจะรัดลูกเรือจนกระดูกแหลกเหลว บ้างก็รัดเข้ามาป้อนเข้าปากอันน่ากลัว
คราเคนถูกเล่าขานมานานเท่าใดไม่ปรากฏ แต่บันทึกที่เป็นหลักฐานครั้งแรก มาจากนอร์เวย์ เป็นเรื่องราวที่อ้างถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าเกาะ ในหนังสือชื่อ "The Natural History of Norway" ที่เขียนโดยบิชอปแห่งเบอร์เก้น Erik Ludvigsen Pontoppidan ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับคราเคนเอาไว้ว่า มันเปรียบเสมือนเกาะลอยน้ำขนาดย่อม ลำตัวยาวถึงครึ่งไมล์
สมัย โบราณคราเคนเป็นสิ่งที่ชาวเรือต้องระมัดระวังมากที่สุด กลาสีที่อยู่ด้านบนต้องคอยมองหาร่องรอยฟองน้ำขนาด ใหญ่ผุดฟ่องขึ้นเพราะนั่น คือเครื่องหมายการ ปรากฏตัว ถ้าหากหนีไม่ทันมันจะโผล่หนวดขึ้นข้างเรือ จับยึดเสากระโดงรวมทั้งส่วนต่างๆจนเรือนิ่งสนิทอยู่ในอุ้งมือ หนวดที่เหลือมันจะรัดลูกเรือจนกระดูกแหลกเหลวแล้วค่อยๆคว้าเอาหย่อนเข้าปาก ทีละคน จนหมด...
เรื่องราวในช่วงถัดมาเกี่ยวกับคราเคนก็ค่อยๆ ลดขนาดของมันลงเรื่อยๆ ไม่มหึมาโอฬาร แต่ก็ยังมีขนาดยักษ์
นักชีววิทยาเชื่อว่า ที่แท้เป็นหมึกมหึมาชนิดหนึ่ง อยู่ในทะเลลึก และเมื่อตายจะเป็นซากลอยเกยหาด จนชาวประมงพบเห็นและจินตนาการเพิ่มเติมเกินจริง หมึกมหึมามีขนาดใหญ่จริง แต่ไม่เท่าเรื่องเล่าในตำนาน มีซากตัวอย่างที่ยาวเท่าเรือเร็ว และมีหลักฐานจากซาก วาฬสเปิร์ม ว่าวาฬพยายามกินหมึกชนิดนี้ และต่อสู้กัน
ใน พ.ศ. 1930 มีรายงานการโจมตีเรือของหมึกดังกล่าว นักชีววิทยาและผู้ชำนาญการคาดว่า หมึกมหึมา (Giant Squid) โจมตีเพราะเรือมีลักษณะคล้ายปลาวาฬศัตรูของหมึกจนเข้าใจผิด และจากรายงานของผู้ประสบเหตุอ้างว่า หมึกดังกล่าวมี ขนาดมหึมา โดยเฉลี่ยประมาณ 100 ฟุต น้ำหนักประมาณ 2-3 ตัน ส่วน มากเกิดกับเรือเดินทะเลที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง:http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=4

ยูนิคอร์น       เป็นสัตว์ในจินตนาการ เชื่อว่าพบได้ตามป่าทางตอนเหนือของยุโรป มีรูปร่างลักษณะเหมือนม้าแต่จะมีเขางอกขึ้นที่...
14/07/2014

ยูนิคอร์น
เป็นสัตว์ในจินตนาการ เชื่อว่าพบได้ตามป่าทางตอนเหนือของยุโรป มีรูปร่างลักษณะเหมือนม้าแต่จะมีเขางอกขึ้นที่กลางหน้าผากเขาเดียว(โดยมากเขาจะเป็นเกลียวด้วย) มีหางเป็นพวงที่ปลายหางคลายกับสิ่งโต และมีหนวดเคราคล้ายแพะ ยูนิคอร์นเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ สำหรับชาวจีน ยูนิคอร์นแสดงถึงลักษณ์ของความสุภาพอ่อนโยน ความดีงาม สติปัญญาและอายุยืนยาว
ส่วนยูนิคอร์นของชาติตะวันตกนั้นเป็นสัตว์สัญลักษณ์ทางเพศ วิธีเดียวที่จะสามารถจับมันได้ก็คือ ต้องใช้หญิงสาวพรหมจารีเป็นผู้จับเท่านั้น เมื่อยูนิคอร์นถูกล่าอันเนื่องมาจากความสามารถพิเศษของมัน เป็นธรรมดาที่มันจะไม่ยอมถูกจับด้วยวิธีการบีบบังคับ แต่วิธีการเดียวที่จะสามารถจับมันได้ก็คือต้องนำตัวหญิงสาวพรหมจารีมายังบริเวณที่มันอาศัยอยู่ และนั่งลง แล้วยูนิคอร์นก็จะเข้ามาใกล้กับนางและโน้มหัวลงมา ลดความดุร้ายลง และเอนตัวลงนอนบนตักของหญิงสาวจนหลับไป

ยูนิคอร์นมีอายุยืนหลายร้อยปีทีเดียว และเชื่อกันว่าไม่มีปีศาจตัวใดที่จะสามารถสัมผัสตัวของยูนิคอร์นได้เลย มีตำนานเล่าว่าชาวเผ่าเอลฟ์ถือว่ายูนิคอร์นเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพ ฟัวรอส (Foiros) เทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งมีความหมายถึงความสง่างามและความบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์

ความสามารถของยูนิคอร์น
ยูนิคอร์นเป็นสัตว์ที่ฉลาดซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัตว์ของเทพเจ้า ยูนิคอร์นที่มีอายุมากและฉลาดที่สุดมีความสามารถในการส่งคลื่นโทรจิต (สื่อสารกันทางใจ) และอีกทั้งยังสามารถอ่านความคิดในใจและความรู้สึกจากคนที่มันอยากจะรู้ ส่วนยูนิคอร์นเด็กจะทำได้แค่รับรู้ความรู้สึกหรืออารมณ์ของคนที่อยู่รอบตัวมัน และพลังวิเศษของยูนิคอร์นจะอยู่ที่เขาของมัน ยูนิคอร์นสามารถใช้เขาตัวเองรักษาคนเจ็บได้
“……เมื่อใดที่เลือดของยูนิคอร์นต้องหลั่งริน จอมปีศาจร้ายจะอุบัติขึ้นในโลกใบนี้ และถ้าเลือดแต่ละหยดของยูนิคอร์นสัมผัสผืนแผ่นดินจะนำความตายไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเลือดของยูนิคอร์น ไม่ว่าจะเป็นมด ต้นหญ้า หรือแม้แต่คน……”

สรรพคุณของเขายูนิคอร์น
ผู้ที่ล่ายูนิคอร์นเชื่อว่าเขาของยูนิคอร์นนั้นเป็นยาเสน่ห์ชั้นดี และยังสามารถแก้พิษ ภาชนะที่ทำจากเขายูนิคอร์นสามารถต่อต้านและแก้พิษในอาหารได้

แหล่งอ้างอิง: http://theeraphop.wordpress.com/2011/10/01/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88/

ชูปราคาบรา (El Chupacabra)                  มีนาคม 1995 ชาวบ้านที่ตำบลโอโรโดบิส และโมโรบิส แถบภูเชาตอนในของเกาะปอร์โตริโ...
13/07/2014

ชูปราคาบรา (El Chupacabra)

มีนาคม 1995 ชาวบ้านที่ตำบลโอโรโดบิส และโมโรบิส แถบภูเชาตอนในของเกาะปอร์โตริโกต้องเผชิญกับสิ่งน่ากลัวที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาพบว่าแพะแกะของพวกตนนอนตายระเกะระกะเหมือนดั่งว่ามีใครทำร้ายพวกมัน ทีแรกก็ไม่ได้สนใจ คิดกันว่ามันอาจจะเป็นหมาป่าหรือหมาจิ้งจอก แต่พอสำรวจเจอเข้ากับรอยเจาะ 2 รูที่เปื้อนไปด้วยรอยเลือดเกรอะกรังขนาดเท่ากับหลอดกาแฟบนตัวสัตว์ทุกตัวที่นอนตาย ที่สำคัญที่สัตว์ที่ตายเหล่านี้สภาพศพตัวซีดเผือดและมีกลิ่นกำมะถันติดอยู่ แต่ที่น่าแปลกคือไม่มีรอยเลือดอยู่ที่พื้นดินสักหยด แสดงว่าทุกตัวต้องถูกดูดเลือดจนหมดออกร่างไปจนหมด

ต่อมาเริ่มพบซากของสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นแพะ สุนัข ตายในลักษณะเดียวกันนี้มากขึ้น ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมใจผู้คน ต่างร่ำลือกันต่างๆ นานา ว่าเป็นปีศาจบ้าง แวมไพร์บ้าง แต่ไม่มีใครอธิบายเหตุการณ์นี้ว่ามันเป็นอะไรหรือมันเกิดขึ้นเพราะอะไรจนกระทั้งอีกหกเดือนต่อมา...
มีชาวบ้านคนหนึ่งเห็นตัวมันในกลางดึกคืนหนึ่ง เขาเล่าว่ามันกำลังเกาะอยู่บนตัวแพะในความมืดและส่วนที่เค้าคาดว่าเป็นส่วนหัวของมันติดอยู่กับลำคอแพะของเขา ด้วยความตกใจเค้าจึงส่งเสียงดังเพื่อไล่มันไป มันหันมามองเค้าแว่บนึงแล้วก็กระโจนเข้าไปยังทางหลังบ้านแล้วก็หายไปในความมืด ต่อมาตอนเช้าก็ได้มีการชันสูตรซากแพะตัวนั้นไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย...... "มันค่อนข้างมืด แล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจในรายละเอียดของมันเท่าไหร่ แต่ว่าเห็นเพียงใบหน้าและดวงตากลมโตเท่าไข่ไก่ที่เป็นสีแดง กับเขี้ยวทั้งสองอันที่มุมปาก"
ในเดือนกันยายนปี 1995 มาเดลีน โตเลนติโน(Miasel Negron) แม่บ้านที่อาศัยอยู่ในคาโนบานาส ทางตะวันออกของกรุงซานฮวน เมืองหลวงของเกาะและคนอื่นหลายคนได้โอกาสเห็นตัวต้นเหตุมันกำลังดูดเลือดแพะพอดี........เธอกับชาวบ้านคนอื่นก็ไล่มันไป มันหันมามองเธอแว่บนึงแล้วก็กระโจนเข้าไปยังทางหลังบ้านแล้วก็หายไปในความมืด ต่อมาตอนเช้าก็ได้มีการชันสูตรซากแพะตัวนั้นไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย เธอให้การกับตำรวจว่า "มันสูงประมาณ 3 - 4 ฟุต มีหนังคล้าย ไดโนเสาร์ ดวงตาสีแดงโตของมันฉายประกายจ้าในความมืด เขี้ยวยาวและงอโค้งไปด้านหลัง กำลังทำร้ายพวกแพะอยู่"
จากนั้นคำว่า ชูปราคาบรา El Chupacabra จึงปรากฏขึ้นมา พวกเขาเรียกชื่อมันแบบตรงๆ โดยเป็นคำในภาษาสเปนแปลว่า ตัวดูดเลือดแพะ ("Goat Sucker"เป็นคำในภาษาอังกฤษแปลว่านกตบยุงชนิดหนึ่ง)....แต่มิได้หมายความว่าเหยื่อของมันจะเป็นแพะเท่านั้น สัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ไม่ว่า เป็ด ไก่ ห่าน หมา แมว กระต่าย หรือวัวก็ยังโดนมันดูดเลือดด้วย ซึ่งยิ งทำให้ชื่อของชูปราคาบราเป็นที่หวาดกลัวสำหรับเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือชาวบ้านแถบเปอร์โตริโกในบัดดล...
เดือนพฤศจิกายน 1995 จอร์จ มาร์ติน นักจานผีวิทยาชื่อดังของเกาะได้เผยแพร่ข่าวนี้ให้ชาวโลกได้รับทราบทางอินเตอร์เน็ต ชูปาคาบราก็เลยดังไปทั่วโลก คราวนี้ใครต่อใครก็ให้ข่าวเรื่องชูปาคาบรากันยกใหญ่
Luis Guadalupe หนึ่งในผู้ที่พบกล่าวว่า "มันน่าเกลียดมาก และดูเหมือนว่ามันจะบินได้ด้วยซ้ำ และลิ้นมันยาวยังกับลิ้นงู"
Angel Pulido หนึ่งในผู้พบเห็นกล่าวว่า "มันเหมือนค้างคาวตัวใหญ่ที่ดูเหมือนแม่มด"

พวกนักการเมืองท้องถิ่นเริ่มออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้สอบสวนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ Jose Soto นายกเทศมนตรีของเมือง เริ่มส่งคณะไปค้นหา มีผู้ร่วมถึง 200 คนตระเวนหาตามไร่ต่างๆ ในตอนกลางคืน เนื่องจากคาดว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะหลับในตอนกลางวันแต่ออกหากินเวลากลางคืน แต่ก็เหลว เพราะหุบเขาในเปอโตริโกนั้นซับซ้อนและมีความยาวมาก
ข่าวคราวเรื่องชูปาคาบราออกเล่นวานเหยื่อยังคงมีเข้ามาอยู่เรื่อยๆ จนกระทั้งต้นปี 1996 จึงเริ่มค่อยๆ ชาลงไป อาจเป็นเพราะปีนี้อากาศหนาวผิดปกติ หลายคนจึงคิดว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะจำศีลหนีหนาวอยู่ในถ้ำที่ไหนสักแห่งบนเทือกเขาเอลยุงเกนั้นก็ได้
สงบได้ไม่กี่วัน ชูปาคาบราก็กลับมาอาละวาดอีก ต้นเดือนมีนาคม 1996 เมื่อฮารูตูโร โรดริเกว ชาวนาในหมู่บ้าน แจ้งว่าไก่ชนที่เขาเลี้ยงไว้ ทั้งตัวผู้แลตัวเมียร่วม 30 ตัว ถูกชูปาคาบราฆ่า ตามตัวและคอหอยของซากไก่มีบาดแผลเป็นรูเล็กๆ และไม่มีรอยเลือดที่เกิดเหตุ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบดูก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นชูปาคาบรา เพียงแต่บอกว่ามันอาจเกิดจากหมาป่าหรือค้างคาวกัดก็เป็นได้
วันที่ 9 มีนาคม เด็กชายโอรีโอ เมนเดซ กำลังสาละวนขุดหลุมเพื่อฝังไก่เขาที่ตายอยู่สนามหลังบ้านนั้น พลันเหลือบไปเห็นตัวอะไรบางอย่างที่รูปร่างแปลกประหลาด สูงราวสี่ฟุต เดินสองขา นัยน์ตาแดง มีเขี้ยวใหญ่ มือมีอุ้งเล็บ ตัวสีเทา เด็กคนนั้นเล่าให้ตำรวจฟังว่า “เจ้าสัตว์หูแหลมตัวนั้นยื่นนิ่งพอสมควรเลยครับ แต่มันไม่ทำร้ายผม และมันก็วิ่งหายไป”
ความตายของสัตว์เลี้ยงยังดำเนินต่อไปจนถึงแถบบาร์ริโอ ซูมีเดโร โดยเฉพาะตำบลลา เวกาคาปิญา และ ลา อาราญา พวกสัตว์เลี้ยงหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ไก่ ห่าน แพะ แกะ หรือแม้แต่วัวก็ล้มตายโดยถูกดูดเลือดจนหมดทุกตัว มีอยู่ที่หนึ่งประตูสังกะสีขนาด 4.8x4.2 ถูกกระชากจนหลุดจากบานพับแสดงว่าเจ้าสัตว์จะต้องมีกำลังมหาศาล
ฮูลิโอ โลเปซ ยืนยันว่าชูปาคาบรามีพละกำลังมหาศาล “รูปร่างของกรงกระต่ายของลูกสาวผมออกจากเหลือเชื่อ ท่อเหล็กและลวดตาข่ายถูกฉีกขาด มันเอากระต่ายไปฆ่า และควักหัวใจไส้พุงออกมา พวกหมา ลิงทโมน หรืองู ไม่มีทำเรื่องแบบนี้หรอกครับ”
เรื่องของชูปาคาบราเรื่องแพร่กระจาย และมีข่าวลื่อมากมายเกี่ยวกับตัวมัน บางคนคิดว่าชูปาคาบราเป็นผีดูดเลือดด้วยซ้ำ จะต้องใช้กระสุนเงินฆ่ามันเท่านั้น บางก็ว่าต้องใช้แสงเลเซอร์ฆ่า

เหตุชูปาคาบราอาละวาดฆ่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีแต่เฉพาะปอร์โตริโกเท่านั้น มันยังลามไปถึงอเมริกา และเม็กซิโกด้านมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1996 มีรายงานการตายของสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก ที่รัฐซิโนโลอา ฮาลิสโค และเวราครูซ โดยเฉพาะรัฐเวราครูซได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเพราะรัฐนี้เป็นรัฐที่เลี้ยงแพะมากที่สุด โดยมีรายงานสัตว์เลี้ยงถูกดูดเลือดจนตายที่เมืองตลาลิสโคยัน ลาส ตรานคาส และนาซีคาส
เหตุการณ์ในเม็กซิโกเริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อมีรายงานว่ามีคนถูกซุปาคาบราทำร้าย ส่วนใหญ่ผู้ถูกทำร้ายจะปรากฏบาดแผลเป็นรูเล็กๆ สองรูตามร่างกาย หรือรอยเล็บ และมีรายงานชูปาคาบราโดนคนยิงแต่ไม่สามารถทำอันตรายแก่ตัวมันได้แล้วมันก็หนีไปในความมืด
ในปานามา (Panama) ก็มีรายงานลักษณะเดียวกันนี้เช่นกันและคราวนี้หญิงสาวคนหนึ่ง Elizabeth Saaverdra ก็โดนทำร้ายจากเจ้าสิ่งนี้เช่นกัน บางครั้งก็พบว่าอวัยวะของซากสัตว์นั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีรอยฉีกขาด เหมือนตัดเอาไปด้วยแสงเลเซอร์ ไม่เท่าเฉพาะแต่เพียงเท่านี้ ในบราซิล (Brazil) ก็มีการบันทึกของชูปาคาบราอีกเหมือนกันโดยคราวนี้ไม่ใช่รายงานสัตว์ที่โดยทำร้ายแต่เป็นรายงานการตายของเจ้า ชูปาคาบรานี้ โดยถูกนักตกปลายิงได้ที่ทะเลสาบ และหนึ่งในนั้นได้ตัดส่วนหัวของมันเก็บไว้และได้นำมาออกในรายการทีวีในเวลาต่อมา แต่ก็มีข่าวว่ามีคนจับตัว ชูปาคาบราเป็นๆ ไว้ได้แต่ไม่ได้นำมาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เพียงแต่ยอมให้นักสำรวจของอเมริกาตรวจดูได้

แหล่งอ้างอิง: http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=376491&chapter=14

เคลปี ม้าน้ำของสก็อตแลนด์     เคลปี(Kelpie)เป็นม้าน้ำในตำนานสก็อตแลนด์ มีรูปร่างเป็นม้า อาศัยอยู่ในแม่น้ำ หรือทะเลสาป มั...
12/07/2014

เคลปี ม้าน้ำของสก็อตแลนด์
เคลปี(Kelpie)เป็นม้าน้ำในตำนานสก็อตแลนด์ มีรูปร่างเป็นม้า อาศัยอยู่ในแม่น้ำ หรือทะเลสาป มันสามารถจำแลงร่างได้อยู่สองแบบด้วยกันคือเป็นคนและเป็นม้า เวลามันมันแปลงเป็นคนมันจะมีร่างใหญ่ มีขนดกเต็มตัว หรือบางทีก็มีหัวเป็นม้า มันจะปีนขึ้นไปบนต้นไม้แถวริมทะเลสาบ รอให้คนผ่านมาแถวนั้น มันจะกระโดโหยงลงจากต้นไม้ขึ้นซ้อนหลังคนขี่ม้า โดยที่คนคนนั้นไม่รู้สึกเลย มันจะใช้แขนทั้งสองข้างบีบรัดตัวเหยื่อไว้ พาวิ่งควบยาวไปตามริมทะเลสาป จนเหยื่อรู้สึกหมดเรี่ยวแรง เมื่อถึงที่ๆต้องการ มันก็จะกระโดดกลับลงน้ำไปเอง

แต่เวลาที่มันอยู่ในรูปของม้า ม้าจะเป็นม้าหนุ่มพันธ์ดี มีขนสีน้ำตาลสะอาด ที่หลังจะมีอานและบังเยนที่ทำจากหนังอย่างดีใส่ไว้เสร็จสรรพ ยืนเล็มหญ้าอยู่แถวริมน้ำ รอเวลามีคนกำลังเหนื่อยหมดแรงเดินมาพบเข้า แล้วขึ้นขี่ ก็ถือว่าหมดโอกาศมีชีวิต มันจะพาเหยื่อขวบลงน้ำโดยที่ไม่สามารถลงจากหลังม้าได้ ตัวเคลปีจะวิ่งทะยานลงน้ำไปเรื่อยๆ จนเหยื่อจมน้ำตาย ร่างไร้ชีวิตของคนนั้นจะลอยขึ้นมากระทบฝั่งในตอนเช้าเป็นการคอนเฟิร์มชะตากรรม

บางคนเชื่อว่าตัวเคลปีกินคน ซึ้งคงสัปสนกับเอช อุช เกียร์ ม้าน้ำแห่งทะเลสาบ ตัวนี้มันจะเป็นลูกม้าแสนเชื่องหรือม้าหนุ่มพันธ์ดีเล็มหญ้าอยู่แถวริมน้ำ(มุขเดียวกันกับเคลปี) เมื่อมีผู้หลงทาง(ผู้โชคร้าย)มาขึ้นขี่ก็จะลงไม่ได้ และจะถูกพาลงไปในทะเลสาบ แล้วมันจะจัดการกับเหยื่อจากนั้นก็จะปล่อยชิ้นส่วนลอยขึ้นมาเกยฝั่งในตอนเช้า บางคนที่รู้ทันเลห์เหลี่ยมร้ายลึกของมันก็จะเตรียมบังเยนสำรองไว้ เมื่อเจอตัวเคลปีก็จะขึ้นขี่แล้วแล้วรีบสัปเปลี่ยนบังเยนทันที ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้เป็นนายของเคลปี สามารถสั่งให้มันทำอะไรก็ได้ตามใจ และบังเยนของมันสามารถนำไปเป็นของวิเศษได้ด้วย(ไม่ทราบว่าอะไร) แต่อย่าใช้งานมันหนักนะครับ เพราะมันจะสาปแช่งเข้าให้พินาถทั้งวงศ์ตระกูลเลย

แหล่งอ้างอิง: http://www.dek-d.com/board/view/1194780/

ที่อยู่

Singburi School
Sing Buri
16000

เบอร์โทรศัพท์

+66877193252

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mystery is Storyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท