สมัยปีเดริ์ม

สมัยปีเดริ์ม เรื่องราวในอดีตที่ควรเรียนรู้

01/09/2022

Watch, follow, and discover more trending content.

ภาพชีวิตเจ้าจอมฝ่ายในจอมใจสยามมินทร์.(ลำดับบุคคลในภาพจากขวาไปซ้าย) ๑. เจ้าจอมเลียม  บุนนาค๒. เจ้าจอมเอิบ    บุนนาค๓. เจ้...
10/04/2022

ภาพชีวิตเจ้าจอมฝ่ายในจอมใจสยามมินทร์.

(ลำดับบุคคลในภาพจากขวาไปซ้าย)

๑. เจ้าจอมเลียม บุนนาค
๒. เจ้าจอมเอิบ บุนนาค
๓. เจ้าจอมอาบ บุนนาค
๔. เจ้าจอมเอื้อน บุนนาค

ทั้งหมดนี้เป็นเจ้าจอมฝ่ายในจากสกุลบุนนาค ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นเหนือหัวจอมราชัน องค์พระประมุขแห่งราชอาณาจักรสยาม.

สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าล้นเกล้ารัชกาลที่๕ เจ้ากรุงสยาม.

บันทึกภาพ ณ สวนสี่ฤดู ซึ่งอยู่ภายในพระราชวังสวนดุสิต เมื่ออดีตกาล.

____________________________

เครดิตภาพ(เดิม) : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร.

____________________________

ตกแต่งภาพ - เผยแพร่ โดย.

เพจ เรื่องเล่า ภาพเก่า ในอดีต

____________________________

 #เมืองพิมายเกือบได้เป็นเมืองหลวงต่อจากกรุงศรีอยุธยา หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310 ได้เกิดการจลาจลและม...
28/03/2022

#เมืองพิมาย
เกือบได้เป็นเมืองหลวงต่อจากกรุงศรีอยุธยา

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310 ได้เกิดการจลาจลและมีก๊กต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น ก๊กพระเจ้าตาก, ก๊กเจ้าพระฝาง, ก๊กเจ้านครศรีธรรมราช, ก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก และก๊กเจ้าพิมาย เป็นต้น

ในส่วนของก๊กเจ้าพิมาย หรือชุมนุมเจ้าพิมาย มีพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าแขก หรือที่รู้จักในนาม “กรมหมื่นเทพพิพิธ” เป็นเจ้าเมืองพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ รัชกาลที่ 31 แห่งกรุงศรีอยุธยา ท่านได้ผนวชในรัชกาลของพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศ รัชกาลที่ 33 ต่อมาถูกกล่าวหาฐานกบฏต่อพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ ซึ่งเป็นพระเชษฐา-พระอนุชา ร่วมพระราชบิดาแต่ต่างมาดา จึงถูกเนรเทศออกไปอยู่ที่เกาะศรีลังกา ต่อมากรมหมื่นเทพพิพิธได้ทราบข่าวว่าเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า เมื่อทราบแน่ชัดแล้วจึงตัดสินพระทัยนั่งเรือสำเภากลับกรุงศรีอยุธยา แต่กรุงศรีได้เป็นเมืองร้างไปแล้ว จึงได้พยายามรวบรวมผู้คนตามเส้นทางหลบหนีของพม่า เริ่มจากเกลี้ยกล่อมผู้คนทางหัวเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเพื่อจะเข้ากู้กรุงศรีฯ แต่ไม่สำเร็จ จึงหนีไปเกลี้ยกล่อมพระยานครราชสีมา ทางด้านเจ้าเมืองนครราชสีมาเห็นชอบเข้าร่วมกอบกู้กรุงศรีฯ แต่พระยานครราชสีมาไม่ยอม จึงได้ทำการเกลี้ยกล่อมชาวบ้านบริเวณนั้นให้เข้าร่วมเป็นพวกของพระองค์ในกาลต่อไป และให้หม่อมเจ้าประยงพระโอรส และหลวงมหาพิชัยนำไพร่พลไปลอบสังหารพระยานครราชสีมา และยึดเมืองไว้ได้ในที่สุด

ต่อมา หลวงแพ่ง ผู้เป็นน้องชายพระยาราชสีมาได้ไปเกณฑ์ไพร่พลจากเมืองพิมายเพื่อไปตีเอาเมืองนครราชสีมาคืน ปรากฏว่ารบชนะ จึงจับกรมหมื่นเทพพิพิธได้ หลวงแพ่งต้องการที่จะประหารชีวิตกรมหมื่นเสีย แต่เจ้าเมืองพิมายที่เกณฑ์ทัพมาช่วยมีความสงสาร และเห็นว่าเป็นเชื้อพระวงศ์อยุธยาเก่าจึงได้ขอชีวิตไว้ และขอนำกรมหมื่นเทพพิพิธไปไว้ที่เมืองพิมายแทน เจ้าพิมายมีจงรักภักดีต่อเจ้ากรุงศรีอยุธยามาก จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินเมืองพิมาย สถาปนาเมืองพิมายเป็นราชธานีต่อจากกรุงศรีอยุธยา ส่วนตนได้ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการบ้านเมืองทั้งหมด หลังจากนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธได้กำจัดหลวงแพ่งแล้วยึดเมืองนครราชสีมากลับมาเสีย และยกหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงมารวมกับเมืองพิมายทั้งหมด

หลังจากการสถาปนากรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) ได้มีพระบัญชาให้พระราชวริน (ทองด้วง) และพระมหามนตรี (บุญมา) ยกทัพไปตีชุมนุมพิมาย เป็นปีเดียวกันกับปีที่ยกทัพไปตีพิษณุโลก กองทัพพิมายไม่สามารถต้านกองทัพกรุงธนบุรีได้จึงต้องแตกพ่ายไป ครั้นเมื่อกรมหมื่นเทพพิพิธทราบข่าวจึงรีบอพยพครอบครัวไปอยู่นครเวียงจันทน์ แต่ขุนชนะกรมการเมืองนครราชสีมาตามตัวไว้ได้ทัน จึงได้นำตัวกรมหมื่นฯมาถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงจำต้องสำเร็จโทษกรมหมื่นเทพพิพิธเสีย ในตอนแรกพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นว่าเป็นโอรสกษัตริย์คิดจะเลี้ยงไว้ แต่กรมหมื่นเทพพิพิธมีขัตติยมานะ มิยอมอ่อนน้อมด้วยพระยาตากเป็นสามัญชน คิดกำแหงปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าอยู่หัวกรุงธนบุรี พระองค์จึงให้ประหารกรมหมื่นเทพพิพิธเสีย แล้วตั้งให้ขุนชนะเป็นพระยาคำแหงสงครามครองเมืองนครราชสีมาต่อไป ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีมีความโหดร้าย สำเร็จโทษเชื้อพระวงศ์อยุธยา เนื่องจากชาวกรุงธนบุรีจำนวนมากและขุนนางในราชสำนักธนบุรีเองก็เป็นผู้ลี้ภัยจากกรุงศรีอยุธยา ทำให้กาลเวลาต่อมามิมีผู้ใดกล้าคิดกบฎต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี

กรมหมื่นเทพพิพิธ หรือพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าแขก สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2311 ตรงกับสมัยกรุงธนบุรี ตามบันทึกมีพระโอรส 5 พระองค์ ได้แก่ หม่อมเจ้าชายประยง, หม่อมเจ้าชายมงคล, หม่อมเจ้าชายพยอม, หม่อมเจ้าชายมันถแวกสถี, หม่อมเจ้าชายแดง และมีพระธิดาอีก 5 พระองค์ ได้แก่ หม่อมเจ้าหญิงอุบล, หม่อมเจ้าหญิงนุ่น, หม่อมเจ้าหญิงอภัย, หม่อมเจ้าหญิงดารา และหม่อมเจ้าหญิงกษัตรี

ต้นตระกูลราชวงศ์มหิธรปุระ แห่งอีสานใต้ และผู้ปกครองเขมร เมืองพระนคร 1. พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (ราว พ.ศ.1633-1651) ทรงเป็นร...
28/03/2022

ต้นตระกูลราชวงศ์มหิธรปุระ แห่งอีสานใต้
และผู้ปกครองเขมร เมืองพระนคร

1. พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (ราว พ.ศ.1633-1651) ทรงเป็นราชโอรสของพระเจ้าหิรัณยวรมัน กับพระนางหิรัณยลักษมี ตั้งหลักฐานมั่นคงที่เมืองกษิตีนทรคาม

2. พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 (ราว พ.ศ. 1651-1655) ทรงเป็นราชโอรสของพระเจ้าหิรัณยวรมัน กับพระนางหิรัณยลักษมี และทรงเป็นพระอนุชาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6

3. พระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1655-1695) ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากษิตีนทราทิตย์ และเป็นพระนัดดาของพระเจ้าหิรัณยวรมัน เสวยราชสมบัติอยู่ที่กรงยโศธรปุระ (เมืองพระนคร นครธม ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน) พระองค์ทรงมีพระราชธิดา คือ พระนางภูปตินทรลักษมี ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าชานนเรนทราทิตย์

- พระเจ้าสูรยวรมัน เป็นกษัตริย์ผู้ทรงสร้างปราสาทนครวัด ปราสาทเจ้าสายเทวดา ปราสาทพระธรรมนูญ และปราสาทบันทายสาเหร่

- พระนางภูปตินทรลักษมี แห่งราชวงศ์มหิธรปุระ เมืองพระนคร (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) มีพระโอรส คือ เจ้าชายนเรนทราทิตย์

- เจ้าชายนเรนทราทิตย์ เป็นพระนัดดาของพรเจ้าสูรยวรมันที่ 2 เช่นเดียวกัน เป็นผู้สืบเชื้อสายมหิธรปุระจากเมืองพระนคร ซึ่งต่อมาได้บำเพ็ญพรตเป็นฤษีที่เขาพนมรุ้ง องค์มหาฤษีนเรนทราทิตย์ มีพระโอรส คือ เจ้าชายหิรัณยะ

- เจ้าชายหิรัณยะ เป็นผู้สร้างประติมากรรมทองคำถวายแด่องค์มหาฤษีนเรนทราทิตย์ อุทิศถวาย ที่ปรางค์องค์ประธานปราสาทพนมรุ้งและสันนิษฐานว่า เมื่อมีการเฉลิมฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ เจ้าชายหิรัณยะจึงได้สร้างศิลาจารึกปราสาทเขาพนมรุ้ง

4. พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1695-1724) ทรงเป็นพระนัดดาของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 เสวยราชสมบัติที่กรุงยโศธรปุระ (นครธม ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน) พระองค์มีพระมเหสี คือ พระนางศรีชัยราชจุฑามณี มีพระโอรส คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

5. พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1744) เสวยราชสมบัติที่กรุงยโศธรปุระ (นครธม ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน) ทรงเป็นกษัตริย์นักรบผู้กล้าหาญ เก่งกล้า เป็นนักก่อสร้างปราสาทที่ยอดเยี่ยม มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลและเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มหิธรปุระ ผู้ครองอาณาจักรเมืองพระนคร พระองค์เป็นผู้สร้างปราสาทเป็นจำนวนมากในนครธม ปัจจุบัน ได้แก ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทนาคพัน ปราสาทสระสรง ปราสาทบันทายกะเด็ย ตำหนักชนช้าง ตำหนัก พระเจ้าขี้เรื้อน ปราสาทป่าเลย์ไลย ปราสาทพระขรรค์ และกลุ่มปราสาทนางสิบสอง

จากข้อความทางประวัติศาสตร์ ซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้ลำดับกษัตริย์ในสายราชวงศ์มหิธรปุระ เริ่มต้นที่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ราว พ.ศ.1633 สิ้นสุดในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปี 1744 รวมระยะเวลาเพียง 141 ปี เท่านั้น ในขณะที่มีข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สรุปอายุการก่อสร้างปราสาทหินเขาพนมรุ้งอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-18 ราว พ.ศ.1433-1750 มีระยะเวลายาวนานประมาณ 317 ปี แสดงว่าดินแดนแห่งปราสาทหินเขาพนมรุ้ง มีอายุการก่อสร้างมากกว่าราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนคร

และในช่วงระยะเวลาที่สันนิษฐานว่ามีการก่อสร้างปรางค์องค์ประธานที่ปราสาทพนมรุ้ง มีจารึกที่ค้นพบทั้งหมดที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง จำนวน 10 หลัก คือ จารึกเป็นภาษาสันสกฤต 4 หลัก และจารึกภาษาเขมร 6 หลัก สันนิษฐานไว้ว่า ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17-18 (ราว พ.ศ. 1650-1750) ซึ่งเป็นระยะเวลาของความเจริญรุ่งเรืองแห่งราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนคร ในสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 ซึ่งเริ่มต้น พ.ศ.1655 และสิ้นสุดราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนคร ในสมัยพระเจ้าชัย ฝวรมันที่ 7 ในปี พ.ศ.1744 โดยที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้งได้เสื่อความสำคัญลงในราวปี 1750 ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันเพียง 6 ปี และในระยะเวลาต่อมาราชธานีของกัมพูชาได้ย้ายจากเมืองพระนครไปตั้ง ที่กรุงพนมเปญ

ซึ่งหากพิจารณาตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในศิลาจารึกปราสาทพนมรุ้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่า ปราสาทนครวัดที่เมืองพระนคร สร้างก่อนปราสาทพนมรุ้ง (ปราสาทองค์ประธาน) และปราสาทพนมรุ้งสร้างก่อนปราสาทบายน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของนครธมที่เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน โดยสรุปตามลำดับได้ดังต่อไปนี้

1. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2(พ.ศ. 1655-1695) ราชวงค์มหิธรปุระ แห่งเมืองนครวัด สันนิษฐานว่าเป็นผู้สร้างปราสาทนครวัด

2. เจ้าชายหิรัณญะ (ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17) ราชวงศ์มหิธรปุระ แห่งเมืองพนมรุ้ง สันนิษฐานว่าเป็นผู้สร้างปราสาทพนมรุ้งองค์ประธาน

3. พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1744) ราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนคร เป็นผู้สร้างปราสาทบายน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของนครธม

ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนคร กับราชวงศ์มหิธรปุระแห่งปราสาทพนมรุ้ง จึงเป็นสายราชวงศ์เดียวกัน ซึ่งได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองในดินแดนที่สามารถติดต่อเดิน ทางไปมา โดยใช้ระยะเวลาเพียง 2 วัน เมื่อพิจารณาจากเส้นทางโบราณจากปราสาทหินพิมาย อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้ง ระยะทาง 90 กิโลเมตร และระยะทางจากปราสาทพนมรุ้ง ผ่านปราสาทเมืองต่ำ ปราสาททมอธม ถึงบริเวณเทืองเขาดงรัก เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร ณ บริเวณนั้นได้มีการสำรวจ พบเตาเผาโบราณที่ผลิตเครื่องเคลือบดินเผาตั้งเรียงรายอยู่มากมาย 200 จุด และมีโรงงานถลุงโลหะอยู่หลายแห่ง ยังมีปรากฏร่องรอยของเส้นทางโบราณอย่างชัดเจน และจากจุดย่านอุตสาหกรรมเทือกเขาดังรักมีช่องเขาลงไปสู่ประเทศกัมพูชา มีระยะทางเพียง 90 กิโลเมตร เดินทางถึงเมืองพระนคร ทำให้พบว่า เส้นทางโบราณจากปราสาทหินเขาพนมรุ้งสู่เมืองพระนคร มีระยะทางประมาณ 125 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ไม่ไกลเลย สำหรับการสร้างความเจริญรุ่งเรืองแห่งราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนครและ สายราชวงศ์มหิธรปุระแห่งปราสาทหินเขาพนมรุ้ง

ต่อมาปีพุทธศักราช 1982 (จุลศักราช 801) ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระบวรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ปรากฏชื่อเมืองพนมรุ้งในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหอสมุดวชิรญาณ (ฉบับตัวเขียน) ระบุว่า ครั้งนั้น เจ้าเมืองพิมาย และเจ้าเมืองพนมรุ้ง ต้องถวายบังคมยอมอ่อนน้อมต่อ พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา

CR : https://www.baanjomyut.com/library_2/mhitrpura_territory/01.html

การเปลี่ยนชื่อ “สยาม” เป็น “ไทย” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม               การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ต้อง...
26/03/2022

การเปลี่ยนชื่อ “สยาม” เป็น “ไทย” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ต้องเท้าความว่า เดิมในสมัยกรุงศรีอยุทธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คนทั่วไปเรียกดินแดนว่า เมืองไทย กรุงไทย (มีทั้งสะกด ไท และ ไทย สลับกัน) หรืออาจเรียกตามชื่อราชธานีคือ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งใช้เป็นนามราชธานีมาจนถึงรัชกาลที่ 3 ในขณะที่คำว่า “สยาม” มักพบในวรรณกรรมทางศาสนาที่ใช้ภาษาบาลี-สันสกฤตหรือในวรรณคดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่แพร่หลายเท่าคำว่า “ไทย” จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการกำหนดให้เรียกชื่อราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการว่า “สยาม” และถูกใช้เป็นชื่อของประเทศต่อมาเมื่อสยามได้วิวัฒนาการเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ แต่คำว่า “ไทย” ก็ยังมีการใช้งานอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป
เมื่อถึงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” ซึ่งอ้างอิงจากแนวคิดชาตินิยมไทยที่มีหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) เป็นผู้ผลักดันคนสำคัญ โดยมีหนึ่งในจุดประสงค์คือการรวบรวมชนชาติไทยในดินแดนต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยเพื่อสร้าง “มหาอาณาจักรไทย” (Pan-Thaiism) ในรูปแบบเดียวกับการรวมชนชาติเยอรมันของฮิตเลอร์เพื่อสร้างมหาจักรวรรดิไรช์เยอรมัน (Großdeutsches Reich)
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ในขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)
ต่อมาประมาณ 4-5 เดือนให้หลัง หลวงวิจิตรวาทการ ได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงให้เห็นถึงคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ พม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย
ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่าง ๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า “สยาม” มาจากภาษาสันสกฤต “ศยามะ” แปลว่า “ดำ” จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งเป็นคนผิวเหลือง ไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า “สยาม” แผลงมาจากจีน “เซี่ยมล้อ”
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ชี้แจงเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อประเทศต่อสภาว่า คำว่า “ไทย” มีการใช้งานโดยทั่วไปอยู่แล้ว (จอมพล ป. ไม่ได้บัญญัติคำนี้ขึ้น) ในขณะที่สยามไม่ปรากฏที่มาชัดเจนและใช้ในทางราชการหรือใช้โดยชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และเห็นควรตั้งชื่อประเทศให้ตรงกับเชื้อชาติของคนในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างด้าวที่อพยพเข้ามาในประเทศจำนวนมากในอนาคต มาอ้างสิทธิ์ในประเทศ เพื่อเป็นการสงวนประเทศไว้สำหรับคนเชื้อชาติ “ไทย” เท่านั้น
แต่จุดประสงค์เบื้องหลังของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ประเทศไทย” คือเพื่อรวบรวมชนชาติไทยในดินแดนต่าง ๆ เข้ามาอยู่ใน “มหาอาณาจักรไทย” ที่จะรวมชนชาติไทยในประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่าง ๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน
สภาผู้แทนราษฎรได้ใช้เวลาอธิปรายประมาณ 1 ชั่วโมง จึงทำการลงมติ นอกจากประธานสภาผู้แทนราษฎรที่งดออกเสียง สมาชิกสภาที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 164 เสียงลงมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบรับร่าง
ในวันที่ 3 ตุลาคม 2482 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามตราเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงปรากฏเป็นความตามมาตรา 3 ว่า “นามประเทศนี้ ให้เรียกว่า ประเทศไทย และบทแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดซึ่งใช้คำว่า สยาม ให้ใช้คำว่า ไทย แทน” จึงเป็นการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” อย่างเป็นทางการ

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไทยมีต้นกำเนิดที่ “สูงส่ง”จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์​ไทย-รัสเซีย​  ถือกำเนิดขึ้นบนเรือลาดตระเว...
17/03/2022

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไทยมีต้นกำเนิดที่ “สูงส่ง”

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์​ไทย-รัสเซีย​ ถือกำเนิดขึ้นบนเรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ เรือลำโปรดของจักรพรรดิแห่งรัสเซีย​ เรือมีนามว่า "ความทรงจำแห่งอาซอฟ" (Memory of Azov)

จักรวรรดิรัสเซียในทศวรรษที่ 80 ของศตวรรษที่ 19 นิยมสำรวจมหาสมุทรอย่างเข้มข้น

"ความทรงจำแห่งอาซอฟ" มีไว้สำหรับภารกิจของรัฐที่สำคัญอย่างยิ่ง - เพื่อเป็นเรือพระที่นั่ง​ของ... -Tsarevich Nikolai Alexandrovich(-Tsarevich หมายถึง มกุฎราชกุมาร​ ในภาษา สลาฟ)​ ในการเสด็จพระราชดำเนิน​ทางทะเลเพื่อการศึกษาไปยังเส้นทางตะวันออกไกล เอเชีย​ - เพื่อทอดพระเนตร​โลกและประกาศ​แสนยานุภาพ​ของกองทัพ ในพระราชกรณียกิจ​ Great Eastern Journey

"ความทรงจำแห่งอาซอฟ" และด้วยความโปรดปราน​ เรือจึงมีชื่อเล่นว่า "เรือของจักรพรรดิ" ในเวลานั้นกลายเป็นพระบรมมหาราชวัง​ลอยน้ำที่อลังการ​ เต็มไปด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก

การวางทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ซึ่งเชื่อมโยงส่วนยุโรปของรัสเซียกับตะวันออกไกลนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง รถไฟทรานส์ไซบีเรียกลายเป็นเสาหลักด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของ " เวกเตอร์ตะวันออก" ในนโยบายของรัสเซีย... - ซึ่งดำเนินต่อไปจนถึงทุกวันนี้

การเสด็จพระราชดำเนิน​ของ "มกุฎราชกุมาร" ถูกกำหนดเวลาให้ตรงกับการเข้าพักในดินแดน Ussuri ใต้ ให้ตรงหมายกำหนดการ​ แต่ระหว่างทางไปยังวลาดิวอสต็อก เพื่อเข้าร่วมในพิธี มีเหตุการณ์ที่สำคัญมากเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่มีผลกระทบที่สำคัญต่อชาติ..... - ที่อยู่ห่างไกลจากรัสเซีย

วันนั้น เส้นทางเสด็จ​ฯ ของ" มกุฎราชกุมาร" ทางทะเล ผ่านคลองสุเอซ ผ่านชายฝั่งของอินเดีย และญี่ปุ่นไปยังวลาดิวอสต็อก

"ความทรงจำแห่งอาซอฟ" ในระหว่างจอดเทียบท่า ในสิงคโปร์ วันนั้นอยู่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2434 "สมเด็จกรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ"... - เจ้าชายจากสยาม ซึ่งรัสเซียไม่ค่อยรู้จัก ทรงอัญเชิญ​ "พระราชสาส์น" จาก พระเจ้ากรุงสยาม คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว-รัชกาลที่ 5 พร้อมกราบบังคมทูลพระกรุณา... - เชิญเสด็จฯ องค์มกุฎราชกุมาร​ของจักรวรรดิ​รัสเซีย เยือนประเทศของตน

การหยุดเรือรบพระที่นั่งที่สิงคโปร์​ในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ในหมายกำหนดการ​ของพระองค์​มาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังถ้อยคำที่ให้เคารพและสุภาพของ... - "พระเจ้ากรุงสยาม" มีการยืนกรานร้องขอการสนับสนุนและความช่วยเหลือ

Tsarevich Nikolai Alexandrovich ..... - ทรงตระหนักถึงความจำเป็น จึงยอมรับคำกราบบังคมทูลเชิญ

สถานการณ์ของสยามตอนปลายศตวรรษที่ 19 นั้น.... - ช่างสิ้นหวังจริงๆ ราวกับอยู่ระหว่างค้อนกับทั่ง พระราชอาณาจักรถูกประกบอยู่ระหว่าง.... - การครอบครองอาณานิคมของบริเตนใหญ่และฝรั่งเศส ซึ่งแบ่งดินแดนที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมดออกจากกัน, เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ทางทิศตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนของฝรั่งเศส, พม่า และมาเลเซีย ทางทิศตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของบริติชอินเดีย

เบื้องหลัง​การเจรจาระหว่าง "ลอนดอนและปารีส" ว่าเส้นแบ่งเขตจะเป็นไปอย่างไร ซึ่งกำหนดอาณาเขตนั้น ดันมาที่อยู่ในสยาม นี่คือชะตากรรมของรัฐเอกราชสุดท้ายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในสถานการณ์เช่นนี้ รัสเซียที่อยู่ห่างไกล... - กลับกลายเป็นความหวังสุดท้ายของสยาม

จริงอยู่ จักรวรรดิรัสเซียไม่มีความปรารถนาโดยตรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัสเซีย​วางแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของตนในตะวันออกไกล และตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ..... - ซึ่งมีการวางแผนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย

แต่การเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์​ของ "ฝรั่งเศส" และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "บริเตนใหญ่"... - เป็นจุดที่ใกล้กับเขตผลประโยชน์ของรัสเซียนั้น จึงกลายเป็นความไม่พึงปรารถนาอย่างมากสำหรับรัสเซียในเวลานั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักปกครองที่โดดเด่น และเป็นนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง.... - #และทรงจับอารมณ์ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้อย่างแม่นยำ ‼️

ในความผันผวนที่ซับซ้อนของเกมภูมิรัฐศาสตร์ พระองค์​สามารถเห็นการถ่วงดุลต่อความทะเยอทะยานของอังกฤษ และการขยายตัวของฝรั่งเศสในเอเชีย

และในรัสเซีย....... - ได้ข้อสรุปว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสอง อาจทรงมีผลประโยชน์ร่วมกัน

Tsarevich Nikolai Alexandrovich และคณะเดินทางถึง "พระนครของสยาม" เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน​การต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างสูงสุด

พระราชพิธี​เลี้ยงต้อนรับและพระกระยาหาร​ค่ำ..... - อันวิจิตรตระการตา ถูกจัดขึ้นในพระราชวังที่ดีที่สุดของราชอาณาจักรสยาม (พระบรมมหาราชวัง)​ การแสดงอันยิ่งใหญ่ ได้จัดขึ้นโดยมีส่วนร่วมของช้างและ "กระบวนเรือพระที่นั่งหลายสิบลำล่องในแม่น้ำเจ้าพระยา​

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน​เครื่องราชอิสริยาภรณ์ราชวงศ์จักรี แด่ " มกุฎราชกุมาร​แห่งจักรวรรดิ​รัสเซีย​" และยังพระราชทาน​ชุดศาสตราวุธ​อันมีเอกลักษณ์และความหมายเฉพาะ ได้แก่ *ดาบไทย กระบี่ลาว และกริชมาเลย์* ใบมีดเหล่านี้ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า เพื่อแสดงความเป็นตัวตนในดินแดนที่สยามในขณะนั้นรวมกัน.... - ภายใต้การปกครองของตน

ทุกวันนี้ ของขวัญทุกชิ้นพิเศษเหล่านั้น ถูกเก็บรักษาไว้ใน พิพิธภัณฑ์ Kunstkamera กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

เป็นที่สังเกตุ​ว่าการพระราชทาน​เสี้ยงต้อนรับ "มกุฎราชกุมาร​แห่งจักรวรรดิ​รัสเซีย" ในคราวนั้น..... - มีราคาแพงมาก สำหรับคลังสยาม ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจนกลายเป็นเหมือนการเล่านิทานพื้นบ้านเปรียบเทียบ​ เมื่อคนไทยพูดถึงธุรกิจที่สำคัญและยากลำบาก พวกเขามักจะใช้คำพูดที่ว่า "มันเหมือนกับการรับมกุฎราชกุมาร"

อย่างไรก็ตาม ผลทางการเมืองของการเสด็จพระราชดำเนิน​ในครั้งนี้ "มกุฎราชกุมาร​แห่งจักรวรรดิ​รัสเซีย" ที่จะเป็นองค์จักรพรรดิรัสเซียในอนาคต ได้ยินคำร้องขอของ.... - " #พระเชษฐาของพระองค์" เพื่อขอความช่วยเหลือ พระองค์​ถวายการรับรองว่า พระองค์​จะทรงทำทุกอย่างที่จะทำได้ เพื่อ "อิสรภาพของสยามจะไม่สูญหายหรือถูกละเมิด" และพระองค์ทรงรักษาวาจาสัตย์ของพระองค์

แน่นอนว่าการพบกันครั้งแรกระหว่าง มกุฎราชกุมาร​ นิโคไล อเล็กซานโดรวิช และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ในครั้งเดียว ยังต้องใช้เวลาอีกสิบปีครึ่ง... - ในการดำเนินกลยุทธ์ทางการเมือง การเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธเป็นระยะๆ และความพยายามทางการทูตของฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดภัยคุกคาม.... - ต่อความเป็นอิสระของสยามออกจากวาระการประชุมบทสรุปของสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ. 2450

ซึ่งมีบทบาทไกล่เกลี่ยอย่างแข็งขัน ในการเตรียมการและการลงนาม ซึ่งรัสเซียและ "พระเจ้านิโคลัสที่ 2" หรือ มกุฎราชกุมาร​ นิโคไล อเล็กซานโดรวิช ทรงเล่นการเมืองนี้เป็นการส่วนพระองค์​ ถือเป็นประเด็นในเกมที่ซับซ้อนนี้และมีในหลายกระดาน ซึ่งพระปรีชา​สามารถ​เหล่านี้.... - ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้

นับตั้งแต่การเสด็จเยือนครั้งประวัติศาสตร์ที่... - พระนคร" มิตรภาพส่วนพระองค์​ในระยะยาวระหว่างจักรพรรดิรัสเซียกับพระมหากษัตริย์สยามก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นในพงศาวดารของสมัยนั้น .... - และมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาสถานการณ์รอบสยาม

การพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ การแสดงความสัมพันธ์​ที่ดีเยี่บมในครั้งนี้ เมื่อพระเจ้า​กรุงสยาม ส่งพระราชโอรสองค์สุดท้อง... - "เจ้าชายจักรพงษ์" ไปทรงศึกษา​ต่อที่รัสเซีย​ เริ่มแรกที่ Page Corps และต่อมาที่ General Staff Academy ซึ่งทรงประทัยอยู่ในพระราชวังฤดูหนาวในฐานะสมาชิกของ.... - ราชวงศ์จักรพรรดิแห่งรัสเซีย​

ในระหว่างการเตรียมการเยือนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของ พระบาทสมเด็​จพระจุลจอม​เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2440 ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและสยาม

* * *

ยังมีเรื่องราวที่ตลกขบขัน ที่สามารถใช้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ใกล้ชิดของทั้งสองพระมหากษัตริย์

ระหว่างการเสด็จ​ฯ เยือนส่วนรัสเซีย พระเจ้ากรุงสยาม แสดงความขอบพระทัยต่อจักรพรรดิรัสเซีย... - ที่ทรงช่วยเหลือและสนับสนุนสยาม ทรงตรัสขึ้นมาว่า “เพื่อนที่รัก ทูลกระหม่อมทรงทำเพื่อประเทศของหม่อมฉันมามากแล้ว! ทรงต้องพระประสงค์สิ่งได้อะไรก็ขอให้ทรงออกปาก"

จักรพรรดิ​แห่งรัสเซีย​ ทรงตรัสติดตลกขอพระราชทานของขวัญ เป็น.. -" พระแก้วมรกต" ซึ่งเป็นพระพุทธรูป​คู่บ้่านคู่เมืองของสยาม

“เอาล่ะ” พระเจ้ากรุงสยามทรงถอนหายใจ “ในเมื่อพระราชาทรงรับสั่งแล้ว ก็ต้องทำ!” เหตุการณ์​ครั้งนี้ จักรพรรดิรัสเซียทรงรู้สึกประทับพระราชหฤทัย​กับปฏิกิริยาดังกล่าว

จักรพรรดิ​แห่งรัสเซีย: “ขอบคุณเพื่อน! ตอนนี้ถึงตาทูลกระหม่อม​บ้างแล้ว ทรงบอกหม่อมฉันสิว่า ทรงต้องพระประสงค์​อะไร”

พระเจ้ากรุงสยาม: "อย่าทรงกรรแสงนะ ขอพระราชทาน พระแก้วมรกต" กลับมาด้วย"

➖➖➖➖➖➖➖➖
เมื่อคืนอ่านประวัติศาสตร์​ "พระราชพันธกรณี​ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5" ในมุมมองจากสื่อของรัสเซีย​ หลายประโยค หลายวรรค หลายตอน ทำให้ข่มน้ำตาไว้ไม่ไหว จนกลายเป็นร้องไห้สะอึก​สะอื้น​ อยากระบายความเจ็บปวดที่สัมผัสได้จากตัวอังษรต้นฉบับในภาษารัสเซีย​

พวกเราทุกคนต่างทราบดีว่า อาณาจักรยุโรปขนาดใหญ่ ร่ำรวยอย่างที่เห็น ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยค่าใช้จ่ายจาก... "ชาติอาณานิคมโพ้นทะเล" ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อังกฤษและฝรั่งเศส ได้ช่วยกันแบ่งแยกประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกจากกันอย่างสนุกมือ ในเวลานี้ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และประเทศอื่นๆ สูญเสียเอกราช แต่ประเทศหนึ่งสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ นั่นคือสยาม ซึ่งปัจจุบันใครๆ ก็รู้จักในนามประเทศไทย และภาพหนึ่งที่ช่วยในเรื่องนี้

มีประโยคหนึ่งจากการบรรยายพระบรมฉายาลักษณ์​ของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์​ที่ทรงฉายที่ Peterhof ระหว่างการเสด็จเยือนรัสเซียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2440 ภาพองค์นี้ถูกนำไปเผยแพร่​ในหนังสือพิมพ์ของหลายประเทศในยุโรป "แสดงให้โลกเห็นชัดเจนว่าไทยและรัสเซียถูกผูกไว้ด้วยกันด้วยมิตรภาพที่ใกล้ชิด และพระมหากษัตริย์..... - ทั้งสองพระองค์​ ทรงเป็นเพื่อนสนิทกัน"

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ​อันหาที่สุดมิได้ 🙏

➖➖➖➖➖➖➖➖
ที่มา:У отношений России и Таиланда «высокие» истоки https://riss.ru/article/15438/

#ฟังเพลง สรรเสริญ​พระ​บารมี​(อยากให้ฟัง​ รับรองว่าไม่ค่อยคุ้น) https://youtu.be/D-9IN_DoaEI

มูลเหตุต่างๆของการสร้างปราสาท• มูลเหตุของการสร้างปราสาท มาจากอิทธิพลความเชื่อต่างๆทางศาสนาเป็นแรงบันดาลใจให้พระเจ้าแผ่นด...
03/11/2021

มูลเหตุต่างๆของการสร้างปราสาท
• มูลเหตุของการสร้างปราสาท มาจากอิทธิพลความเชื่อต่างๆทางศาสนาเป็นแรงบันดาลใจให้พระเจ้าแผ่นดินเขมร ได้ก่อสร้างปราสาทที่ใหญ่โตและงดงามไว้มากมาย คำว่า “ปราสาท” ไม่ได้หมายความว่าเป็นปราสาทพระราชวัง และก็ไม่ใช่ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า โดยรูปแบบของปราสาทนั้นจะมีลักษณะแบบ “ศาสนาสถาน มีคูน้ำล้อมรอบ และยังมีการแกะสลักหินให้มีลวดลายเป็นพญานาค เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ในอาณาจักรนั่นเอง”
• วัตถุประสงค์ในการสร้างปราสาทแยกได้ดังนี้คือ
1.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อเป็นพระราชสุสาน โดยมีความเชื่อว่า เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต ดวงวิญญาณของพระมหากษัตริย์ก็จะหลอมรวมกับเทพเจ้าที่พระองค์เคยนับถือ
2.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อต้องการจะให้เป็นสถานที่เคารพสักการะในทางศาสนา
3.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางของเมือง ได้แก่ ปราสาทบายน ปราสาทปาปวน และปราสาทพนมบาแค็ง
4.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ดวงวิญญาณของพระอดีตมหากษัตริย์ ได้แก่ ปราสาทแม่บุญ ปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์

 #กบฏผีบุญในภาคอีสาน2444.เรื่องของกบฏผีบุญมีอยู่ทั่วทุกภาค แต่มากที่สุดอยู่ในภาคอีสาน.บันทึกการเกิดกบฏผีบุญครั้งแรกว่า ป...
24/10/2021

#กบฏผีบุญในภาคอีสาน2444.เรื่องของกบฏผีบุญมีอยู่ทั่วทุกภาค แต่มากที่สุดอยู่ในภาคอีสาน.บันทึกการเกิดกบฏผีบุญครั้งแรกว่า ปี พ.ศ.2249 หลังสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ใหม่ๆผีบุญลาวบุญกว้าง รวบรวมศิษย์ยึดเมืองโคราช.เจ้าพระยานครราชสีมาเกรงกลัว ยอมยกไพร่พลให้ไปประชิดกรุงศรีอยุธยา.ผู้รู้บางท่านตีความ เจ้าพระยานครราชสีมาไม่พอใจอำนาจใหม่ หาเหตุกบฏโดยเอาผีบุญบังหน้า.หลังกบฏลาวบุญกว้าง ยังมีกบฏผีบุญ 8 ครั้ง กบฏเชียงแก้ว พ.ศ.2334 กบฏสาเกียดโง้ง กบฏสามโบก กบฏผู้มีบุญอีสาน กบฏหนองหมากแก้ว กบฏหมอลำน้อยชาดา กบฏหมอลำโสภา และกบฏศิลา วงศ์สิน พ.ศ.2502.ผีบุญมีวิธีรวมผู้คนคล้ายกัน ใช้พลังผีสางเทวดาปัดเป่าความทุกข์ สร้างความหวังเรียกความศรัทธา และปล่อยข่าวลือในรูปคำพยากรณ์หรือพุทธทำนาย.การลุกฮือของผีบุญครั้งใหญ่คือ กบฏผู้มีบุญอีสาน ระหว่าง พ.ศ.2444-2445 ในรัชกาลที่ 5 มีผีบุญถึง 60 คน กระจายอยู่ใน 13 จังหวัดอีสาน.กบฏผีบุญครั้งนี้ เกิดจากสาเหตุ 3 ประการ
1. ความไม่พอใจ รัชกาลที่ 5 ปฏิรูประบบราชการ ดึงอำนาจ ปกครองเข้าส่วนกลาง ทำให้ขุนนางท้องถิ่นเก็บผลประโยชน์ไม่ได้เต็มที่เหมือนเก่า
2. ฝนแล้งทิ้งช่วงนาน ราชการก็ยังออกกฎเก็บภาษี ส่วย จากชายฉกรรจ์ คนละ 4 บาท คนอีสานอัตคัดไม่มีเงินให้ มองหาความหวังจากพลังเหนือธรรมชาติ
3. ฝรั่งเศสขยายตัวเข้าอินโดจีน เล็งภาคอีสานของไทย อำนาจรัฐไทยเริ่มอ่อนแอ พวกผีบุญเห็นเป็นโอกาสที่จะลุกฮือต่อต้าน.กบฏผีบุญครั้งนี้ ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ปล่อยข่าวลือออกไปว่า
"กรวดแร่ที่ข้างวัดหนองเลา หนองซำ แขวงเมืองเสลภูมิ ถ้าใครไปนำเข้าพิธีก่อพระเจดีย์ทราย ระลึกถึงผู้มีบุญบูชาไว้แล้ว ครั้นถึงวันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ตรีศกศักราช 1263 ตรงกับวันที่ 23 มีนาคม รศ.120
"กรวดแร่นั้นจะกลายเป็นเงินทอง555) งึดหลาย"
"ตัวไหมจะกลายเป็นงูเงือก แลเงือกถอดเขี้ยวขบกัดเจ้าของ เงินของราษฎรที่มีอยู่จะกลายเป็นเหล็ก ให้พากันจัดแจงซื้อของ
เสียให้สิ้น เพื่อจะได้ไม่เป็นการสูญเปล่า
"หญิงสาวที่ยังไม่มีสามี ให้ไปเที่ยวหาสามีเสีย และให้คิดเอาสินสอดแก่ชายแต่เพียง 1 อัฐ 1 โสฬสเท่านั้น ถ้าหญิงใดจะหาชายที่ยังไม่มีภรรยามิได้ จะยอมเป็นภรรยาชายที่มีภรรยาก็ได้
แต่ต้องเสียอัฐให้แก่ภรรยาเดิม 4 อัฐ เป็นค่าซื้อสามีแก่กัน ถ้ามิฉะนั้น ยักษ์จะกินเสียทั้งสิ้น.คำพยากรณ์นี้ ทำให้เกิดความระส่ำระสายไปทั่ว ผู้คนพากันทิ้งงานหวังรวยจากก้อนกรวด บางส่วนตามผีบุญกลายเป็นกองกำลังใหญ่ ถึงขั้นยึดเมืองอุบลราชธานีได้สองครั้ง.ทางการเอาจริง ลากปืนใหญ่ 2 กระบอก ออกมาปราบ ใช้เวลาเกือบปี กว่ากบฏผีบุญจะสิ้น.มาจนถึง พ.ศ.นี้ ก็ยังมีความเชื่องมงายอยู่อีกเช่น
ผีแม่ม่าย หรือกราบไหว้ปลีกล้วย เฮ้อ ปลง...

"เขมร" ไม่เรียกตัวเองว่า "ขอม" ไม่มีคำว่าขอมในภาษาเขมร คำว่า "ขอม" มาจากไหน?"ขอม เป็นคำภาษาไทย กลายจากภาษาเขมร ใช้เรียกก...
12/10/2021

"เขมร" ไม่เรียกตัวเองว่า "ขอม" ไม่มีคำว่าขอมในภาษาเขมร คำว่า "ขอม" มาจากไหน?
"ขอม เป็นคำภาษาไทย กลายจากภาษาเขมร ใช้เรียกกลุ่มคนพวกที่อยู่ตอนล่าง (ในไทย) บริเวณเป็นรัฐละโว้ (ลพบุรี) เมื่อเรือน พ.ศ. 1800 โดยไม่ระบุจำเพาะเผ่าพันธุ์ใด หลังจากนั้นอีกนานขอมจึงเลื่อนไปหมายถึงชาวเขมร (ในกัมพูชา)
ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ดังนั้นไม่เป็นชื่อชนชาติหรือเชื้อชาติ จึงไม่มีชนชาติขอม หรือเชื้อชาติขอม ฉะนั้นใคร ๆ ก็เป็นขอมได้ เมื่อยอมรับนับถือวัฒนธรรมขอม...ช่วงแรก ขอมเป็นชื่อที่คนอื่นเรียก (ในที่นี้คือพวกไต-ไท) ไม่ใช่เรียกตัวเอง
หมายถึง คนในวัฒนธรรมขอม ที่อยู่รัฐละโว้ (ลพบุรี) บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยไม่ระบุชาติพันธุ์ จะเป็นใครก็ได้ถ้าอยู่สังกัดรัฐละโว้ในวัฒนธรรมขอม ถือเป็นขอมทั้งนั้น หลังจากเมื่อมีรัฐอยุธยา คนพวกนี้กลายตัวเองเป็นคนไทย
ช่วงหลัง ขอม หมายถึง ชาวเขมรในกัมพูชาเท่านั้น แม้เปลี่ยนนับถือศาสนาพุทธเถรวาทก็ถูกคนอื่น (คือไทย) เรียกเป็นขอม แต่ชาวเขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม เพราะไม่เคยรู้จักขอม และภาษาเขมรไม่มีคำว่าขอม..."
ข้างต้นคือข้อสรุปบางส่วนของ สุจิตต์ วงษ์เทศ (มติชนประชาชื่น : สุวรรณภูมิในอาเซียน ขอมละโซ้ เก่าสุดอยู่ไทย โอนขอมไปเขมร, มติชน 17 สิงหาคม 2560) เกี่ยวกับคำว่า ขอม แล้วคำว่า ขอม มีที่มาจากไหน?
ในหนังสือ แลหลังคำเขมร-ไทย (สำนักพิมพ์มติชน, 2562) เขียนโดย รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ ได้ศึกษาประเด็นดังกล่าวจาก จารึกและภาษาเขมร ซึ่งสรุปพัฒนาการของคำว่า ขอม ฉายให้เห็นว่า เขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม มีแต่คนไต-ไท ที่ใช้คำนี้เรียกชนกลุ่มหนึ่งว่า ขอม สรุปได้ดังนี้
จารึกเขมรโบราณทั้งในสมัยก่อนเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 11-14) และสมัยเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 15-19) ไม่พบคำว่า ขอม ในจารึกเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม มีคำหนึ่งซึ่งมีความใกล้เคียงกับคำนี้ และอาจเป็นที่มาของคำว่า ขอม คือคำว่า กโรม (karom) ภาษาเขมรปัจจุบันใช้ว่า โกฺรม (kraom)
คำว่า กโรม ในภาษาเขมรโบราณมี 2 ความหมายคือ หนึ่ง แปลว่า "ลงไปต่ำ, ใต้, ภายใต้, ต่ำกว่า, ลง, ผู้ต่ำกว่า สอง แปลว่า "ประเทศ, ดินแดน, เขต, ดิน, แผ่นดิน" ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าชาวกัมพูชาเรียกตนเองว่า กโรม หรือ ขอม (ในความหมายว่า ชาวเขมร หรือชาวกัมพูชา) แต่พวกเขาเรียกตนเองอย่างชัดเจนว่า เขมร มาตั้งแต่สมัยก่อนเมืองพระนคร
หลักฐานที่เรียกชาวกัมพูชาว่า เขมร เก่าที่สุด คือ ศิลาจารึก Ka. 64 ซึ่งเป็นศิลาจารึกสมัยก่อนเมืองพระนคร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวถึงทาสชาวเขมรโบราณไว้ว่า "(๑๓) กฺญุม เกฺมร โฆ โต ๒๐. ๒๐. ๗ เทร สิ ๒"
คำว่า กฺญุม ในภาษาเขมรโบราณสมัยก่อนพระนครหมายถึง ข้ารับใช้ ส่วนคำว่า เกฺมร (kmer) เมื่อรวมความหมายของคำว่า "กฺญุม เกฺมร" แล้ว จึงน่าจะแปลว่า "ข้ารับใช้ (ที่เป็น) ชาวเขมร" แสดงว่าชาวกัมพูชาเรียกตัวเองว่า เกฺมร (kmer) มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นคำว่า เขฺมร (khmer) ในช่วงเขมรสมัยเมืองพระนคร และกลายเป็น แขฺมร ออกเสียงว่า แคฺมร์ (khmaer) ดังที่ปรากฏในภาษาเขมรปัจจุบัน
ความเป็นไปได้ของการเรียกชาวกัมพูชาว่า ขอม น่าจะมาจากกลุ่มชนที่พูดภาษาไต-ไท
คนกลุ่มดังกล่าวอาจนำคำภาษาเขมรโบราณว่า กโรม นี้ไปใช้โดยหมายเรียก "ผู้ที่อยู่ทางทิศใต้, ผู้ที่อยู่ทางใต้" หากแต่ด้วยลักษณะเฉพาะที่แตกต่างทางภาษา จึงไม่สามารถออกเสียงเหมือนคำดั้งเดิม ทั้งแต่ละสำเนียงก็มีเสียงวรรณยุกต์ที่ผิดต่างกันไป เมื่อมีการนำคำว่า กโรม ไปใช้ในความหมายดังกล่าว จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเสียง และทำให้คำว่า กโรม อาจกลายเสียงไปต่าง ๆ เช่น กรอม กล๋อม กะหล๋อม
ต่อมา เสียง "ร" และ "ล" ในภาษาไต-ไทบางกลุ่มได้กลายเสียงเป็นเสียง "ห" หรือ "เสียงพ่นลม" เมื่อหน่วยเสียงนี้รวมเข้ากับหน่วยเสียง "ก" จึงทำให้หน่วยเสียง "ก" กลายเป็นหน่วยเสียง "ข" ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคำว่า กรอม กล๋อม กะหล๋อม ในภาษาไต-ไทบางกลุ่มจึงพัฒนาจนกลายเป็นคำว่า ขอม ในที่สุด
หลักฐานคำว่า ขอม เก่าที่สุดพบในจารึกหลักที่ 2 หรือศิลาจารึกวัดศรีชุม สมัยสุโขทัย คำว่า ขอม ใน ศิลาจารึกนี้มีใช้ในบริบทที่ต่างกัน คำหนึ่งจะใช้ประกอบกับตำแหน่งขุนนางเขมรโบราณสมัยเมืองพระนคร กล่าวถึง "ขอมสบาดโขลญลําพง" ซึ่งเป็นผู้ยึดครองเมืองสุโขทัยในเวลาที่พ่อขุนศรีนาวนำถุมสวรรคต
ส่วนคำว่า ขอม อีกคำหนึ่งจะกล่าวหมายถึงชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า ขอม เนื้อความกล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนีพยายามบูรณะพระธาตุหลวง (พระปฐมเจดีย์) ดังความว่า "พระศรีราชจุฬามุนีเป็นเจ้า พยายามให้ (แล้วเมื่อ) แล้วจึงก่ออิฐขึ้น เจ็ดวาสทายปูนแล้วบริบวรณ พระธาตุหลวงก่อใหม่เก่าด้วยสูงได้สองวา ขอมเรียกพระธมนั้นแล"
ดังนั้น คำว่า ขอม ในศิลาจารึกวัดศรีชุม ใช้เรียกกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกที่ "อยู่ทางใต้" ของสุโขทัย คือกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และอาจเป็นกลุ่มชนที่รับวัฒนธรรมแบบเขมร
อย่างไรก็ตาม หลักฐานในสมัยอยุธยากลับใช้คำว่า ขอม ในความหมายที่แตกต่างไปจากสมัยสุโขทัย ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีก หมายเลข ๒/ก ๑๐๔ ต้นฉบับของหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งนักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่าต้นฉบับเดิมน่าจะเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
"อยู่มาเจ้าอยาด บุตรพระรามเจ้า อันผู้เป็นเจ้าให้ไปอยู่จัตุรมุขนั้น ก็ชวนเขมร (ต้นฉบับเขียน เขม่น) ทั้งหลายแข็งแก่พระราชบุตรท่าน" และ "เจ้าอยาดได้แต่งเขมร (ต้นฉบับเขียน เขมน) ชอง พรรณ ออกสกัด"
ทำให้เห็นว่าคนสมัยอยุธยาเรียกชาวกัมพูชาว่า เขมร ไปแล้ว ขณะที่ กำสรวลสมุทร วรรณคดีอยุธยาตอนต้น (อาจเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3) กล่าวถึงคำว่า ขอม ไว้ในโคลง 2 บท ซึ่งผู้แต่งหมายความถึง ชาวเขมร ดังนั้น สมัยอยุธยาเรียก ขอม และเขมร หมายรวมถึงชาวเขมร หรือชาวกัมพูชาทั้งสิ้น
ดังนั้น ความหมายของคำว่า ขอม ในความรู้สึกนึกคิดของคนในสมัยสุโขทัยและอยุธยามีความแตกต่างกัน คำว่า ขอม ในความหมายของสุโขทัยนั้นหมายถึง คนทางใต้ หรือคนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนในความหมายของอยุธยาที่เป็นคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากลับใช้คำว่า ขอม หมายถึง ชาวเขมร หรือชาวกัมพูชา
สรุปแล้ว คนไต-ไท (ตอนบน) เรียกกลุ่มชนที่อยู่ทางใต้ของตน (อาจหมายรวมถึงกลุ่มชนในรัฐละโว้) ว่า ขอม โดยไม่เกี่ยวกับชาวเขมร หรือชาวกัมพูชา ต่อมา ภายหลังมีคนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา คนกลุ่มนี้จึงโอนคำว่า ขอม ให้ชาวเขมรในกัมพูชา นับแต่นั้นก็เรียก เขมร ว่า ขอม
ส่วนในกัมพูชาไม่มีชื่อ ขอม ชาวเขมรยุคนั้นไม่รู้จัก ขอม และไม่เรียกตัวเองว่า ขอม
#ขอม #เขมร #ภาษา #ภาษาเขมร #ภาษาไทย #ประวัติศาสตร์ #ศิลปวัฒนธรรม

ที่อยู่

Si Sa Ket
33210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมัยปีเดริ์มผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท