Based on investment

Based on investment ข้อมูลพื้นฐานของการลงทุน แชร์ประสบ

21/09/2025

ทำไม ผู้ถือหุ้นใหญ่ กุมอำนาจบริหารได้ ผ่านกรรมการบริษัท /โดย ลงทุนแมน
คำว่าผู้ถือหุ้น ทุกคนคงทราบดีเพราะความหมายตรงไปตรงมา
แต่คำว่า กรรมการบริษัทคืออะไร
ตำแหน่งนี้มีหน้าที่อะไร แล้วมันแตกต่างจาก ประธานบริษัท หรือ CEO อย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่า หน้าที่และความรับผิดชอบแต่ละตำแหน่ง แบบเข้าใจง่าย ๆ ให้ฟัง
ถ้าพร้อมแล้วเริ่มกันเลย

เรามาเริ่มกันจากการทำความเข้าใจตัวละคร
ที่เกี่ยวข้องกับ “การเป็นเจ้าของ” และ “การบริหารบริษัท” กัน

ยกตัวอย่างถ้าเราเปิดบริษัท ที่เป็นร้านขายลิปสติก ด้วยตัวเราคนเดียว
เราก็คงจะเป็นทั้ง ผู้ถือหุ้น, กรรมการบริษัท, ผู้บริหารบริษัท หรือนั่งทุกตำแหน่งในคนเดียว

แต่จริง ๆ แล้ว ในบริษัทที่มีขนาดใหญ่จะแบ่งบทบาทกันชัดเจน
โดยมี 3 ฝ่ายหลักที่เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ และการบริหาร นั่นก็คือ

1. ผู้ถือหุ้น
2. กรรมการบริษัท
3. ผู้บริหาร

1. ผู้ถือหุ้น
มาเริ่มจาก ผู้ถือหุ้น ความหมายตรงตัวก็คือ ผู้ที่มีความเป็นเจ้าของบริษัท โดยจะมีส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นนั้น เช่น ถ้าเราถือหุ้นอยู่ 52% ถ้าบริษัทกำไร 1 ล้านบาท เราก็จะมีสัดส่วนในกำไรนั้น 5.2 แสนบาท เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลออกมา ผู้ถือหุ้นก็จะได้รับตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่

2. กรรมการบริษัท
ต่อมาคือ กรรมการบริษัท ซึ่งเราน่าจะเคยได้ยินคำว่า “คณะกรรมการบริษัท” เพราะปกติแล้วในหนึ่งบริษัทจะมีกรรมการหลายคนเป็นหมู่คณะนั่นเอง

คณะกรรมการของบริษัท เปรียบเสมือนเป็น “ตัวแทนของผู้ถือหุ้น” ที่ผู้ถือหุ้นโหวตกันในที่ประชุมว่าจะเป็นบุคคลที่มาควบคุมบริษัทเพื่อทำผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด

ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ถือหุ้นที่สามารถกุมอำนาจโหวตในมือได้ เช่น เกิน 50% ขึ้นไป ก็จะมีสิทธิ์แต่งตั้งกรรมการบริษัทที่เป็นคนของตัวเองเข้าไปควบคุมบริษัท เพื่อทำในสิ่งที่ต้องการได้ และเรื่องนี้ก็เป็นที่มาว่า ทำไมการถือหุ้น 51% มันสำคัญกว่าการถือหุ้น 49% มาก

โดยปกติแล้ว กรรมการบริษัทจะมีบทบาทในการกำหนดทิศทาง กลยุทธ์ โครงสร้างองค์กร และติดตามการดำเนินงานของฝ่ายจัดการ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นมากที่สุด

ซึ่งจะมีกรรมการบริษัทอีกประเภทหนึ่ง ก็คือ กรรมการอิสระ โดยจะเป็นกรรมการที่ถือหุ้นในบริษัทน้อยกว่า 1% และเป็นอิสระจากผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม เพื่อการถ่วงดุลอำนาจภายในคณะกรรมการบริษัท โดยตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ต้องมีกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 ใน 3 และไม่น้อยกว่า 3 คน

แต่เราก็จะเห็นว่าหลายครั้งผู้ถือหุ้นบริษัท จะแต่งตั้งตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทเพื่อกำหนดทิศทางบริษัทโดยตรงได้เช่นกัน

แต่ก็มีบางกรณีที่ผู้ถือหุ้นบริษัท จะไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทเอง เพราะผู้ถือหุ้นนั้นมีอายุมากแล้ว หรือถือหุ้นหลายบริษัทจนเรียกว่ายุ่งเกินกว่าจะเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทเอง

3. ผู้บริหาร
ผู้บริหารก็คือ ผู้ที่มีอำนาจในการบริหารบริษัทและควบคุมพนักงานในบริษัทโดยตรง

ซึ่งก็มีตั้งแต่ CEO ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร
นอกจากนั้นหลายบริษัท ก็ยังมีตำแหน่ง “C” ที่แตกแขนงออกไปอีก เช่น
CFO หรือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน
CTO หรือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี
หรือ COO หรือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ
ซึ่งในระดับผู้บริหารสูงสุดในด้านต่าง ๆ จะเรียกกันว่า C-LEVEL

โดยผู้บริหารที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ ก็จะมีการรายงานผลการดำเนินงาน รายไตรมาส หรือรายปีต่อ คณะกรรมการบริษัท อีกทีนั่นเอง

ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่บางกรณี ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท จะไม่เคยพบ หรือพูดคุยกับพนักงานในบริษัทนั้นเลยก็ได้ เพราะคนที่พูดคุยโดยตรงคือผู้บริหารของบริษัท

แต่ก็จะมีหลายครั้งที่ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท จะเป็นทั้งกรรมการบริษัท และเป็นผู้บริหารไปด้วย เพื่อกำหนดทิศทางของบริษัทด้วยตนเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ยังมีอายุไม่มาก และยังมีแรงบริหารด้วยตนเองอยู่ เช่น

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็น CEO ของ Meta
อีลอน มัสก์ เป็น CEO ของ Tesla

ทั้ง 2 คนนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เป็นกรรมการของบริษัท และเป็นผู้บริหารของบริษัทด้วย

แต่ถ้าอายุมากแล้วอย่าง บิลล์ เกตส์ ที่เคยเป็น CEO แต่ปัจจุบันลดตำแหน่งเป็นเพียงที่ปรึกษา
ซึ่ง CEO คนปัจจุบันของบริษัทก็คือ สัตยา นาเดลลา

Alphabet เจ้าของ Google ก่อตั้งโดยแลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน ก็ถอยไปนั่งเป็นกรรมการบริษัท และได้แต่งตั้งให้ ซุนดาร์ พิชัย เป็น CEO

นอกจากนั้นเมื่อมีการซื้อกิจการเกิดขึ้น
เราก็จะเห็นการที่ผู้ซื้อ จะแต่งตั้งตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทเพื่อกำหนดทิศทางบริษัทได้

สำหรับตัวอย่างในประเทศไทย ก็เช่น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
หรือ GULF ที่ได้เข้าซื้อ INTUCH กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
โดย INTUCH ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท AIS อีกที

ก็จะมีการนำคนจากทาง GULF หลายคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบริษัท INTUCH จนเวลาต่อมาก็ควบรวมกับ INTUCH ทำให้ตอนนี้ GULF ก็กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40% ใน AIS

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
มีมที่ในโลกโซเชียลชอบเล่นกันว่า รปภ. เป็น “ประธานบริษัท” ที่ปลอมตัวมา รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วตำแหน่งนี้อาจไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบริษัท..

ตำแหน่งประธานบริษัท ชื่อเต็มก็คือ ประธานกรรมการบริษัท ซึ่งถูกแต่งตั้งมาจากการโหวตของผู้ถือหุ้นอีกที ให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการบริษัท ซึ่งจะเป็นตัวผู้ถือหุ้นใหญ่เอง หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้

ดังนั้นถ้าจะให้บอกว่าใครใหญ่สุดในบริษัทจริง ๆ
ก็จะได้คำตอบว่า คนที่มีอำนาจมากสุดในบริษัท ก็คือ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ที่มีอำนาจควบคุมบริษัทได้ นั่นเอง..

“ถ้าอ่านจนถึงตรงนี้แล้วชอบบทความแบบนี้ กดติดตามเพจลงทุนแมน ได้เลย”
ลงทุนแมนมีบทความที่เน้นข้อเท็จจริง ความรู้ธุรกิจ การลงทุนให้อ่านอยู่เป็นประจำ เพราะการลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในความรู้

12/05/2025

"เงินอาจจะ"
ไมได้ทำให้คุณ
"มีความสุข"
แต่การไม่มีเงิน
"ทำให้คุณทุกข์"
อย่างแน่นอน

Danial Kahneman
(นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกัน)

12/05/2025

“ถ้าไม่มีวินัย"
คุณจะตก
"เป็นทาส"
ของแพชชัน
และอารมณ์

Eliud Kipchoge
(นักวิ่งชื่อดังระดับโลก)

27/04/2024

ในที่สุด "ยอดไลค์" ก็สามารถ "กินได้"
เมื่อ Facebook เปิดให้สร้างรายได้
เป็นโบนัสสำหรับ “คนที่ทำคอนเทนต์”
เป็น รูปภาพ , สเตตัสข้อความแล้ว
จากปกติ “คนที่ทำวิดีโอเท่านั้น” ที่จะได้เงิน
• วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรมนี้
- เป็นการจูงใจให้คนทำคอนเทนต์โพสต์เนื้อหาคุณภาพบนเฟซบุ๊กมากขึ้น
- สร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ
- แสดงให้เห็นว่าเฟซบุ๊กให้ความสำคัญกับคอนเทนต์เนื้อหาดี และ สนับสนุน คนทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ
• คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโปรแกรมนี้
- อายุ 18 ปีขึ้นไป
- ปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้ของเฟซบุ๊กผ่านแล้ว
- เป็นคนทำคอนเทนต์ที่มีผลงานบนแพลตฟอร์ม Facebook อยู่แล้ว
- ต้องได้รับเชิญจาก Facebook เท่านั้น (แอดเองก็ได้รับเชิญนะฮ่าๆ)
• นโยบายการจ่ายเงิน
- คำนวณจากการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ เช่น การรับชม, ไลค์, แสดงความคิดเห็น, แชร์
- ยิ่งคอนเทนต์มีผู้มีส่วนร่วมสูง คนทำคอนเทนต์ก็จะได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น
- ตอนนี้ Facebook ยังไม่เปิดเผยสูตรคำนวณค่าตอบแทนอย่างชัดเจน
แต่แอดลองคำนวนดูเล่นๆแล้ว ถ้าหากว่าเราได้ 1,000 ไลค์ (ใน FB) จะได้อยู่ที่ประมาณ 100 บาท
(ซึ่งแอดคำนวนเล่นๆนะครับ อาจจะยังไม่ชัดเจน)
• ผลตอบแทนโดยประมาณ
- ส่วนใหญ่จะได้รับประมาณ 10-20 ดอลลาร์ต่อวัน (370-740 บาท)
ปล.ซึ่งในส่วนนี้แอดก็ไม่มั่นใจว่ามันชัวร์หรือเปล่า แต่แอดก็ได้ประมาณราวๆนี้เช่นกัน
- ยิ่งมีผู้ติดตามเยอะ ยิ่งมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า
- ไม่มีเพดานรายได้จำกัด ขึ้นอยู่กับปริมาณคอนเทนต์และผู้มีส่วนร่วม
หรือ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ยิ่งขยันโพสต์ ก็ยิ่งได้ตังค์
หลังจากที่แอดได้อ่านนโนบายใหม่ของ Facebook ที่สนับสนุน Content Creator มากขึ้น
แอดเองต้องขอชื่นชม Facebook ที่ออกนโยบายนี้ ที่พยายามส่งเสริม และสนับสนุน กลุ่มคนที่ทำคอนเทนต์สายรูปภาพ และ ข้อความ มากๆ
เพราะแอดก็ได้รับประโยชน์จากจุดๆนี้เช่นกัน ทำให้มีกำลังใจในการทำ Content เพิ่มมากขึ้นจริงๆ แบบชัดเจน
เพราะปกติแล้วสำหรับ Content Creator สายรูปภาพ,ข้อความ เราจะไม่ได้รับรายได้จากการโพสต์ เหมือนสาย VDO
เราต้องหารายได้จากช่องทางอื่นๆแทน เช่น สปอนเซอร์ , การสนับสนุนจากแบรนด์ หรือ ขายสินค้าของตัวเอง หรือแม้จะเป็นการทำ Affiliate Marketing ก็ตาม
แต่เมื่อล่าสุด Facebook ได้มีการออกมาสนับสนุน Content Creator สายรูปภาพ และ ข้อความด้วย
ทำให้ Content Creator สายนี้ มีรายได้เข้ามาเพิ่มอีก 1 ช่องทาง ช่วยให้มีแรงขับเคลื่อนและกำลังใจในการทำเนื้อหาดีๆเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น
หากดูในแง่จำนวนเงินที่จะได้รับ แม้อาจ ยังไม่ได้มหาศาลในตอนนี้ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นดีเลย สำหรับคนทำคอนเทนต์ที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมใหม่ๆ นอกเหนือจากช่องทางรายได้ที่มีอยู่แล้ว
เราแค่ทำแบบเดิมในทุกๆวัน แต่เรากลับมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีก 1 ช่องทาง
มันก็ต้องดีอยู่แล้ว ถูกต้องไหมครับฮ่าๆ
โดยรวมแล้ว การเปิดตัวโปรแกรมสร้างรายได้ของ Facebook ในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในก้าวที่สำคัญของ Facebook ที่จะมาเป็น Game Changer สำหรับคนที่ทำคอนเทนต์ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นอย่างมหาศาลเลย
เขียนและเรียบเรียงโดย

REF : Nuelink in Comment

23/05/2023

งบประมาณฐานศูนย์ ใน MOU ก้าวไกล คืออะไร ? /โดย ลงทุนแมน
หนึ่งใน MOU ในการจัดตั้งรัฐบาล คือ การจัดทำงบประมาณแบบใหม่ โดยเน้นใช้วิธีการจัดงบประมาณฐานศูนย์ หรือ Zero-Based Budgeting

ซึ่งวิธีการจัดทำงบประมาณแบบนี้ ก็เป็น 1 ใน 216 นโยบาย ของกรุงเทพมหานคร ในสมัยของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เช่นกัน

งบประมาณฐานศูนย์ คืออะไร
แตกต่างจากแบบปัจจุบันอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

โดยทั่วไปแล้ว การจัดทำงบประมาณประจำปี ของทั้งภาครัฐและเอกชน มักจะใช้วิธีที่เรียกว่า “Incremental Budgeting” หรือการพิจารณา “เฉพาะงบประมาณส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา”

ยกตัวอย่างเช่น ปี 2565 ได้รับงบประมาณ ดังนี้
- รายการ A 100 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2566 มีการของบประมาณ ดังนี้
- รายการ A 110 ล้านบาท
- รายการ B 50 ล้านบาท

ในการพิจารณางบประมาณปี 2566 ก็จะพิจารณาเพียงแค่ รายการ A ที่เพิ่มขึ้นมา 10 ล้านบาท และ รายการ B 50 ล้านบาท

ตามแนวคิดที่ว่า งบประมาณรายการเดิมได้ถูกพิจารณาไปแล้ว จึงพิจารณาเฉพาะส่วนเพิ่มเติมใหม่ ที่ยังไม่เคยขอมาก่อน

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้น ในการจัดทำงบประมาณแบบนี้ ก็คือ

- เมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ หน่วยงานก็จะพยายามเบิกงบที่เหลือมาใช้ให้หมด หรือที่เรียกว่า งบล้างท่อ
เพราะกลัวว่าปีหน้าจะถูกตัดงบลง

- สำหรับการของบประมาณในปีต่อไป ก็มักจะใช้รายการเดิมเป็นฐาน และบวกเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ หรืออาจบวกเพิ่มตามปริมาณงาน เช่น 5 ถึง 10%

ซึ่งข้อเสียของวิธี Incremental Budgeting ที่เห็นได้ชัด ก็คือ

- รายการเก่าที่ไม่จำเป็น อาจจะยังคงได้รับงบประมาณในปีต่อไป

- งบประมาณจะบวมขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นการเอาฐานเก่า มาปรับขึ้น

- ขาดการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เพราะไม่มีแรงจูงใจ เนื่องจากไม่ว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพหรือไม่ หน่วยงานนั้นก็จะได้รับงบประมาณมากกว่าเดิมอยู่ดี

เมื่อเป็นแบบนี้ จึงมีการพัฒนาแนวคิด “Zero-Based Budgeting” หรือ การตั้งงบประมาณฐานศูนย์ ขึ้นมา

งบประมาณฐานศูนย์ ถูกพัฒนาขึ้นโดย Peter Pyhrr ผู้จัดการในบริษัท Texas Instruments ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1960

ต่อมาในปี 1973 อดีตประธานาธิบดี Jimmy Carter ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย เห็นชอบกับแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์นี้ และได้แต่งตั้ง Peter Pyhrr ให้เป็นผู้บริหารกระบวนการงบประมาณของรัฐจอร์เจีย ในเวลาต่อมา

งบประมาณฐานศูนย์ อธิบายง่าย ๆ ก็เหมือนเป็นการ “Set Zero” หรือ ยกเครื่องร่างงบประมาณขึ้นมาใหม่ จากฐานที่เป็นศูนย์

โดยไม่ได้อิงว่า หน่วยงานหรือรายการเดิมที่เคยได้รับงบประมาณ จะต้องได้รับเหมือนเดิม

โดยงบประมาณฐานศูนย์ มีขั้นตอนในการจัดทำ ดังนี้

1. กำหนดแผนยุทธศาสตร์, วัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ที่ต้องการ

2. จัดลำดับความสำคัญของงาน

3. ระบุความจำเป็นของงาน, ข้อมูลสนับสนุน และอาจรวมถึงทางเลือกหรือวิธีการอื่น ในการดำเนินงานนั้น ๆ

4. สร้างงบประมาณออกมาทีละรายการ

และเมื่อจัดทำงบประมาณออกมาแล้ว ก็ต้องมีการควบคุมและติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้ผู้บริหารเข้าใจได้ว่า งบประมาณที่จัดสรรเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่

จะเห็นได้ว่า การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

- งบประมาณที่แต่ละหน่วยงานได้ จะตรงตามวัตถุประสงค์มากกว่า

- ได้ทบทวน และปรับลดงบประมาณสำหรับงานที่ไม่เกิดประโยชน์

- สามารถปรับเปลี่ยน ยืดหยุ่น ไปตามยุทธศาสตร์หรือสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้ดีกว่า

- กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีการปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้งบประมาณเท่าเดิมหรือน้อยลง

ในขณะที่ข้อเสียของ งบประมาณแบบฐานศูนย์ ก็มีเช่นกัน

- ผู้บริหารและผู้อนุมัติงบประมาณ จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในการพิจารณาแต่ละรายการ
และอาจจะต้องใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนมากในการพิจารณา

- มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเยอะ ทำให้ใช้เวลามาก

สรุปแล้ว Zero-Based Budgeting ถือเป็นแนวคิดที่ทำให้งบประมาณถูกจัดสรรได้อย่างตรงเป้า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยบุคลากร, เวลา และค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

รวมถึงถ้ามีการ Set Zero งบประมาณ ในทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ก็อาจทำให้การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทำได้ไม่ต่อเนื่อง ถ้าเปลี่ยนรัฐบาล ได้เช่นกัน..

References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Peter_Pyhrr
-https://drpiyanan.com/2019/04/22/0-based-budgeting-zbb/
-https://webportal.bangkok.go.th/sed/page/main/5537

18/04/2023

บริษัท ในตลาดหุ้นไทย ที่ทำกำไรมากสุด ในแต่ละ อุตสาหกรรม เมื่อปีที่แล้ว

01/04/2023

สรุป "กลยุทธ์ตีแตก" แนวทางทารลงทุนของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

30/03/2023

เงิน 1,000,000 บาท ถ้านำไปลงทุนในธุรกิจบริการเหล่านี้ เป็นเวลา 10 ปี ปัจจุบันจะกลายเป็นเงินเท่าไร ?

30/03/2023

TIkTok ขึ้นแท่นแพลตฟอร์มโซเชียล ที่มีมูลค่าแบรนด์มากสุดในโลก แซงหน้า Facebook
---------------------
ก้าวทันโลกธุรกิจและการตลาด พบคอนเทนต์สั้น ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้ บน TikTok > tiktok.com/

#แพลตฟอร์มโซเชียล #มูลค่าแบรนด์

ที่อยู่

โพนข่า, ศรีสะเกษ
Si Sa Ket
33000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Based on investmentผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท