ภาษากุรอาน

ภาษากุรอาน ภาษาอาหรับ...ภาษาแห่งอัลกุรอาน

แนะนำไลฟ์ซีรี่ย์"อ่านความคิด : ตัฟสีร อัลอัซฮัร"EP.1 พูดถึง HAMKA ผู้เขียนตัฟสีร อัลอัซฮัร และที่มาของชื่อตัฟสีรและเริ่ม...
02/09/2022

แนะนำไลฟ์ซีรี่ย์
"อ่านความคิด : ตัฟสีร อัลอัซฮัร"

EP.1 พูดถึง HAMKA ผู้เขียนตัฟสีร อัลอัซฮัร และที่มาของชื่อตัฟสีร
และเริ่มต้นพูดถึง "อัลฟาติหะฮฺ" สูเราะฮฺแรกของคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นเสมือนบทนำของหนังสือ
โดยที่ในอายะฮฺที่ 1 นั้น อัลลอฮฺได้แนะนำให้ทุกคนที่กำลังอ่านคัมภีร์อัลกุรอานได้รู้จักตัวตนของพระองค์

ปล.ฟังสดได้ทุกเช้าวันศุกร์ หรือฟังย้อนหลังได้ในช่องยูทูป Zunnur

อ่านความคิด : ตัฟสีร อัลอัซฮัร EP.1 EP นี้พูดถึง HAMKA ผู้เขียนตัฟสีร อัลอัซฮัร และที่มาของชื่อตัฟสีรและเริ่มต้นพู.....

017 อักษร (หัรฟฺ) ในอัลกุรอานในที่นี้หมายถึงอักษรที่มีความหมาย (หัรฟฺ) ซึ่งเป็นคำประเภทหนึ่งในภาษาอาหรับ ไม่ใช่ตัวอักษรห...
30/08/2022

017 อักษร (หัรฟฺ) ในอัลกุรอาน

ในที่นี้หมายถึงอักษรที่มีความหมาย (หัรฟฺ) ซึ่งเป็นคำประเภทหนึ่งในภาษาอาหรับ ไม่ใช่ตัวอักษรหรือพยัญชนะทั่วไป ในอัลกุรอานสามารถแบ่งอักษรดังกล่าว (หัรฟฺ) ได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. อักษรที่ตามด้วยคำนามเท่านั้น เช่น مِنْ, إِلَى, عَلَى, لَكِنَّ, لَعَلَّ, يَا
2. อักษรที่ตามด้วยคำกริยาเท่านั้น เช่น أَنْ, لَنْ, لَمْ, لَمَّا, قَدْ, سَوْفَ
3. อักษรที่สามารถตามด้วยทั้งคำนามและคำกริยา เช่น وَ, فَ, ثُمَّ, أَوْ, بَلْ, حَتَّى

ต่อไปนี้คืออักษร (หัรฟฺ) ที่แนะนำให้ท่องจำให้ขึ้นใจ เนื่องจากเป็นคำที่พบเจอบ่อยถึงบ่อยมาก ๆ จะช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายอัลกุรอานได้เร็วและง่ายขึ้น เช่น

1. อักษรญัร ได้แก่ مِنْ (จาก), ﻋَﻠﻰَ (บน, เหนือ), بِ (ด้วยกับ), إِلَى (ไปยัง), ﻓِﻲ (ใน), عَنْ (จาก, เกี่ยวกับ), لِ (เพื่อ, สำหรับ), كَ (เช่น, เสมือน, ดั่ง) และ رُبَّ (บางที, บางครั้ง)
2. อักษรอะฏ็อฟ ได้แก่ وَ(และ), فَ (ฉะนั้น, ดังนั้น, แล้ว, ก็), ثُمَّ (หลังจากนั้น, ต่อมา) และ أَوْ (หรือ)
3. อักษรนิดาอ์ ได้แก่ يَا และ يَا أَيُّهَا (โอ้)
4. อักษรเตากีด เช่น إِنَّ (แท้จริง), قَدْ (แน่นอน, แท้จริง), لَ (แน่นอน), อักษรเกาะสัมซึ่งใช้ในการสาบาน เช่น وَالله, بِالله, تَالله (หมายถึง ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ)
5. อักษรอิสติษนาอ์ เช่น إِلَّا (ยกเว้น, เว้นแต่)
6. อักษรนาฟิยะฮฺ หมายถึงอักษรปฏิเสธ เช่น لَا, لَمْ, لَنْ, مَا, لَيْسَ
7. อักษรอินนาและพี่น้องของมัน ได้แก่ إِنَّ (แท้จริง), لَكِنَّ (แต่ว่า), لَعَلَّ (หวังว่า), ﻟَﻴْتَ (หากว่า, มาตรแม้นว่า)

 #ดุอาอ์ของอัศหาบุลกะฮฺฟีเป็นที่รู้กันว่าทุกวันศุกร์ มีการส่งเสริมให้อ่านสูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี  1 ในเรื่องที่น่าสนใจที่อัลลอ...
19/08/2022

#ดุอาอ์ของอัศหาบุลกะฮฺฟี

เป็นที่รู้กันว่าทุกวันศุกร์ มีการส่งเสริมให้อ่านสูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี 1 ในเรื่องที่น่าสนใจที่อัลลอฮฺได้สอนไว้ผ่านเรื่องราวของอัศหาบุลกะฮฺฟี (เยาวชนชาวถ้ำ) ก็คือดุอาอ์ของพวกเขา เยาวชนเหล่านี้ได้ขอ 2 สิ่งที่สำคัญไว้ในดุอาอ์ดังกล่าวนั่นคือ

(1) ความเมตตา (เราะหฺมะฮฺ)
(2) การชี้แนะ/ทางนำไปสู่ความถูกต้อง (อัรรุชดฺ)

‎إِذْ أَوَى ٱلْفِتْيَةُ إِلَى ٱلْكَهْفِ فَقَالُواْ رَبَّنَآ ءَاتِنَا مِن لَّدُنكَ رَحْمَةً وَهَيِّئْ لَنَا مِنْ أَمْرِنَا رَشَدًا
จงรำลึกขณะที่กลุ่มชายหนุ่มที่หลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขาก็วิงวอนว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์โปรดประทานความเมตตาจากพระองค์ท่านแก่พวกเรา และทำให้การงานของเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องด้วยเถิด” (อัลกะฮฺฟี 18 : 10)

คำว่า “رَشَدًا” หรือ ทางนำหรือการชี้แนะทางที่ถูกต้อง คือสิ่งที่อัศหาบุลกะฮฺฟีได้ขอต่ออัลลอฮฺ

สิ่งที่น่าสนใจคือ นบีมูซาเองก็เคยขอสิ่งเดียวกันเมื่อท่านขอติดตามศึกษาเรียนรู้จากนบีเคาะฎิร นบีมูซากล่าวว่า

‎قَالَ لَهُ مُوسَىٰ هَلْ أَتَّبِعُكَ عَلَىٰ أَن تُعَلِّمَنِ مِمَّا عُلِّمْتَ رُشْدًا
มูซาได้กล่าวแก่เขา (เคาะฎิร) ว่า “ให้ฉันติดตามท่านไปด้วยได้ไหม? เพื่อท่านจะได้สอนฉันซึ่งทางนำไปสู่ความถูกต้องที่ท่านได้เรียนรู้มา (จากอัลลอฮฺ)” (อัลกะฮฺฟี 18 : 66)

และไม่ใช่แค่บรรดานบี พวกญินเองในสมัยท่านนบีมุฮัมหมัดเองก็ใช้คำเดียวกันนี้ เมื่อพวกเขาพูดถึงอัลกุรอานที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่นบีมุฮัมหมัด เพื่อเผยแผ่แก่มวลมนุษย์และญิน พวกญินได้กล่าวว่า

‎قُلْ أُوحِيَ إِلَيَّ أَنَّهُ اسْتَمَعَ نَفَرٌ مِّنَ الْجِنِّ فَقَالُوا إِنَّا سَمِعْنَا قُرْآنًا عَجَبًا * يَهْدِي إِلَى الرُّشْدِ فَـَٔامَنَّا بِهِۦۖ وَلَن نُّشۡرِكَ بِرَبِّنَاۤ أَحَدًا
จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า ได้มีวะฮียฺมายังฉันว่า แท้จริงพวกญินจำนวนหนึ่งได้ฟังฉัน (อ่านกุรอาน) และพวกเขากล่าวว่า แท้จริงเราได้ยินการอ่านที่น่าทึ่งมาก (คือ อัลกุรอาน) ซึ่งชี้แนะไปสู่ความถูกต้อง พวกเราจึงศรัทธาต่อมัน และเราจะไม่ตั้งสิ่งใดเป็นภาคีต่อพระผู้อภิบาลของเรา (อัลญินนฺ 72 : 1-2)

อัลลอฮฺยังได้พูดถึงนบีอิบรอฮีมว่า ท่านเป็นผู้ที่ได้รับทางนำ โดยใช้คำเดียวกันนั้นคือ "อัรรุชดฺ" (ทางนำไปสู่ความถูกต้อง) พระองค์ตรัสไว้ว่า

‎وَلَقَدْ آتَيْنَا إِبْرَاهِيمَ رُشْدَهُ مِن قَبْلُ وَكُنَّا بِهِ عَالِمِينَ
และโดยแน่นอน เราได้ประทานแก่อิบรอฮีมซึ่งทางนำไปสู่ความถูกต้องแต่ครั้งก่อนแล้ว และเรารู้จักเขาเป็นอย่างดี (อัลอัมบิยาอ์ 21 : 51)

ดังนั้น ขอเชิญชวนพวกเราให้ท่องจำและนำดุอาอ์ของเยาวชนชาวถ้ำนี้ไปใช้เถิด เพราะสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราก็คือ การได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ได้เดินไปในทางที่ถูกต้อง ประสบความสำเร็จ และไม่สูญเปล่า หากสิ่งที่เราเลือกตัดสินใจหรือลงมือทำเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง ก็ขอให้อัลลอฮฺทรงเมตตาและช่วยเหลือให้เรารู้ตัวและเลี้ยวกลับมาอยู่บนทางที่ถูกต้อง ในทุก ๆ เรื่องของชีวิต

นี่คือเป็นสิ่งที่แม้แต่นบีมูซาก็ต้องการและพยายามแสวงหามา เป็นคุณลักษณะของนบีอิบรอฮีมผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของคัมภีร์อัลกุรอานที่ถูกประทานให้แก่นบีมุฮัมหมัดและประชาชาติยุคสุดท้าย

ขออัลลอฮฺทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องเที่ยงตรงแก่เราทุกคน

มุศหัฟอัลกุรอานที่เราอ่านกันอยู่ ใครเขียนกันน่ะ? 😊
16/08/2022

มุศหัฟอัลกุรอานที่เราอ่านกันอยู่ ใครเขียนกันน่ะ? 😊

เชคอุษมาน ฏอฮา : ผู้เขียนมุศหัฟอัลกุรอาน ณ ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน

รู้หรือไม่? ก่อนที่มุศหัฟอัลกุรอานจะถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก มันถูกเขียนขึ้นก่อนโดยนักเขียนอักษรอาหรับ หลังจากนั้นก็นำไปทำเป็นต้นฉบับในรูปแบบดิจิทัล แล้วจึงค่อยใช้ต้นฉบับนั้นตีพิมพ์เป็นเล่มออกมา

ถ้าคุณมีมุศหัฟอัลกุรอานที่ถูกตีพิมพ์จากประเทศซาอุดี้ฯ คุณก็จะคุ้นชิ้นกับรูปแบบอักษรที่มีความสวยงามและเป็นระเบียบมาก

แต่ถึงจะเปิดอ่านอยู่บ่อย ๆ หลายคนอาจไม่รู้ว่า ใครคือคนที่เขียนมันขึ้นมาด้วยลานมือก่อนจะตีพิมพ์ออกมา? เขาคนนั้นก็คือ “เชคอุษมาน ฏอฮา”

ชื่อเต็มของท่านคือ อบูมัรวาน อุษมาน บินอับดุฮฺ บินหุสัยนฺ บินฏอฮา อัลหะละบีย์ ชาวซีเรียที่ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ผู้เขียนมุศหัฟอัลกุรอาน ณ ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน (มุญัมมะอฺ อัลมะลิกิ ฟะฮัด ลิฏิบาอะติล มุศหะฟุช ชะรีฟ

เชตอุษมาน ฏอฮานั้นเกิดที่เมืองอะเล็ปโป ประเทศซีเรีย ในปี ฮ.ศ.1352 ตรงกับปี ค.ศ.1934 พ่อของท่านชื่อว่า เชคอับดุฮฺ บินหุสัยนฺ บินฏอฮา เป็นอิมาม เคาะฏีบ และนักเขียนอักษรอาหรับอาวุโสในเมืองของท่าน เชคอุษมาน ฏอฮา เรียนรู้พื้นฐานการเขียนอักษรอาหรับมาจากบิดาซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้

ท่านจบการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอัลคุสรูวียะฮฺ โรงเรียนศาสนาที่ถูกสร้างขึ้นในยุคคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺ ในช่วงเวลานั้นเองที่เชคอุษมาน ฏอฮาได้เรียนรู้การเขียนคัดลายมืออักษรอาหรับ (ค็อฏ) จากบรรดาครูที่มีชื่อเสียงของเมืองอะเล็ปโป

ส่วนหนึ่งคือ มุฮัมหมัด อลี อัลเมาลาวีย์, มุฮัมหมัด อัลเคาะฏีบ, หุสัยนฺ หุสนีย์ อัตตุรกีย์, อับดุลเญาวาด อัลค็อฏฏ็อฏ และอิบรอฮีม อัรริฟาอีย์ นักเขียนอักษรอาหรับที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองอะเล็ปโป

หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน เชคอุษมาน ฏอฮา ได้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองดะมัสกัส

ท่านสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านกฏหมายอิสลามจากคณะนิติศาสตร์อิสลาม (ชะรีอะฮฺ) มหาวิทยาลัยดะมัสกัส ในปี ฮ.ศ.1383 ตรงกับปี ค.ศ.1964 และยังสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรทั่วไปจากคณะศึกษาศาสตร์ (ตัรบียะฮฺ) มหาวิทยาลัยดะมัสกัส ในปี ฮ.ศ.1384 ตรงกับปี ค.ศ.1964 ด้วย

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่เมืองดะมัสกัส เชคอุษมาน ฏอฮา ได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะการเขียนอักษรอาหรับมากขึ้น ท่านเรียนรู้โดยตรงจากมุฮัมหมัด บะดะวีย์ อัดดิรอนีย์ ผู้รู้ที่เชี่ยวชาญด้านการคัดลายมือแห่งแผ่นดินชาม

ท่านเรียนรู้การคัดลายมือด้วยรูปแบบฟาริสีย์จากอาจารย์ท่านนี้ ส่วนรูปแบบษุลุษ ท่านก็เรียนรู้จากอาจารย์ท่านนี้เช่นกัน ตั้งแต่ปี ฮ.ศ.1379 หรือตรงกับช่วงปี ค.ศ.1960-1967

มุศหัฟอัลกุรอานฉบับเมืองมะดีนะฮฺนั้น ถือเป็นเล่มอัลกุรอานที่แพร่หลายและถูกอ่านโดยมุสลิมทั่วโลก ในไทยเองก็พบเห็นได้ทั่วไปตามมัสญิดต่าง ๆ

เป็นเล่มอัลกุรอานปกสีเขียวที่มีความพิเศษ เพราะผู้ที่เขียนขึ้นมานั้นคือมุสลิมผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ในปี ค.ศ.2019 เชคอุษมาน ฏอฮา ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 500 มุสลิมผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุด เป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการอุทิศตนเขียนคัดลายมือตัวอักษรที่สวยงามให้แก่มุศหัฟอัลกุรอาน

ปัจจุบัน เชคฏอฮาอายุใกล้ 90 ปีแล้ว ตลอดช่วงอายุที่ผ่านมานั้น ท่านได้เขียนหนังสือที่พิเศษแก่อุมมะฮฺอิสลามทั่วโลก

โดยที่ขณะที่ยังเรียนอยู่ในโรงเรียนนั้น เชคอุษมาน ฏอฮา ได้เขียนมุศหัฟอัลกุรอานเป็นครั้งแรกให้กับกระทรวงศาสนาและศาสนสมบัติ (เอาก็อฟ) แห่งซีเรีย ในปี ค.ศ.1970 และเมื่อท่านไ้ด้รับการรับรอง (อิญาซะฮฺ) จากเชคหามิด อัลอามิดีย์ งานคัดลายมืออักษรอาหรับก็พัฒนาและไปไกลมากขึ้น ในปี ค.ศ.1988 ท่านถูกทาบทามให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันการคัดลายมือระดับนานาชาติ และในปีเดียวกันนั้นเอง ท่านก็ได้รับเชิญให้เป็นผู้เขียนอักษรอาหรับที่ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน ท่านจึงย้ายไปพำนักอยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ศูนย์กษัตรย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอานนั้นทำงานเกี่ยวกับการพิมพ์อัลกุรอานโดยเฉพาะเล งานนี้เองที่ทำให้ลายมือของเชคอุษมาน ฏอฮา เป็นที่รู้จักของชาวมุสลิมทั่วโลก

เชคอุษมาน ฏอฮา ได้เขียนอายะฮฺอัลกุรอานออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าท่านจะเขียนมุศหัฟอัลกุรอานด้วยรูปแบบการอ่าน (กิรออะฮฺ) ที่หลากหลายมาแล้ว เช่น รูปแบบของอิมามวัรชฺ, หัฟศฺ, อัดดูรีย์ และกอลูน แต่ท่านยังคงรู้สึกใจสั่นทุกครั้งที่เขียนอายะฮฺต่าง ๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะอายะฮฺที่พูดถึงสวรรค์และนรก ท่ายเคยกล่าวไว้ว่า

“ฉันอยากให้โองการเกี่ยวกับสวนสวรรค์ไม่สิ้นสุดลง และมือของฉันก็สั่นเทาทุกครั้งที่เขียนโองการเกี่ยวกับนรก”

นี่บ่งบอกว่า ขณะกำลังเขียนมุศหัฟอัลกุรอานนั้น เชคอุษมาน ฏอฮาเข้าใจและดื่มด่ำกับความหมายของสิ่งที่ได้เขียนไปด้วย ลายมือของท่านปรากฏทั้งในมุศหัฟอัลกุรอานที่เป็นเล่มและในรูปแบบดิจิทัล และมันได้กลายเป็นฟอนต์มาตรฐานสากลไปแล้วด้วย อัลหัมดุลิลลาฮฺ

ขออัลลอฮฺทรงให้ท่านมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย และขอพระองค์ทรงตอบแทนท่านด้วยความดีที่มากมาย และให้ท่านได้เข้าสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาสฺ อามีน

16 กริยาที่ไม่พบกรรมของมัน (ฟิอฺลุล มุตะอัดดี)ในอัลกุรอานมีคำกริยาที่ต้องมีกรรม แต่ไม่พบกรรมของมันประกอบอยู่ในอายะฮฺ (ฟิ...
13/09/2021

16 กริยาที่ไม่พบกรรมของมัน (ฟิอฺลุล มุตะอัดดี)

ในอัลกุรอานมีคำกริยาที่ต้องมีกรรม แต่ไม่พบกรรมของมันประกอบอยู่ในอายะฮฺ (ฟิอฺลุล มุตะอัดดี) ถูกใช้อยู่หลายที่ เช่น ในสูเราะฮฺอัลอะลัก อายะฮฺ 1

‎ ٱقۡرَأۡ بِٱسۡمِ رَبِّكَ ٱلَّذِی خَلَقَ
จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด

‎ٱقۡرَأۡ ที่เป็นกริยาคำสั่งในอายะฮฺนี้ เป็นกริยาที่ต้องการกรรม แต่กลับไม่พบกรรมของมันในอายะฮฺดังกล่าว บรรดาอุละมาอ์อธิบายว่า สำหรับกริยาคำสั่งที่ต้องมีกรรมแต่ไม่พบกรรมของมันในประโยคนั้น ทุกอย่างที่สามารถเป็นกรรมของมันได้ก็คือกรรมของกริยานั้น

จากคำอธิบายนี้ ดังนั้นกริยาคำสั่ง “จงอ่าน” ในอายะฮฺนี้จึงหมายถึง อ่านทุกอย่าง ไม่จำกัดการอ่านอยู่เพียงแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ฉะนั้นอายะฮฺนี้จึงเป็นคำสั่งให้เราอ่านทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เฉพาะอ่านกุรอานหรือหนังสือ แต่รวมไปถึงอ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติ, อ่านสถานการณ์ของสังคม, ปัญหาของประเทศชาติ และอื่น ๆ

ซึ่งต่างจากคำสั่ง “จงอ่าน” ในสูเราะฮฺอัลอิสรออ์ อายะฮฺที่ 14 ที่มาพร้อมกับกรรมในประโยคเลย คืออ่านสมุดบันทึกอะม้าล

‎ٱقۡرَأۡ كِتَـٰبَكَ كَفَىٰ بِنَفۡسِكَ ٱلۡیَوۡمَ عَلَیۡكَ حَسِیبࣰا
เจ้าจงอ่านบันทึกของเจ้า พอเพียงแก่ตัวเจ้าแล้ววันนี้ที่จะเป็นผู้ชำระของตัวเจ้าเอง

15 คำกริยาที่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มะอฺลูม) และคำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มัจญ์ฮูล)ในอัลกุรอาน คำกริยาบางตัวเป็นคำ...
01/09/2021

15 คำกริยาที่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มะอฺลูม) และคำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มัจญ์ฮูล)

ในอัลกุรอาน คำกริยาบางตัวเป็นคำกริยาที่รู้ผู้กระทำ และบางตัวก็เป็นคำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำ ซึ่งแต่ละตัวนั้นมีบทบาทที่สำคัญแตกต่างกันในการเข้าใจอัลกุรอาน

ยกตัวอย่างเช่นในอายะฮฺที่ 2 สูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ

‎يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ
บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2 : 183)

ในอายะฮฺนี้เราได้รับคำสั่งให้ถือศีลอด และไม่ได้มีแค่เราเท่านั้น คนก่อนหน้าเราในอดีตก็ได้รับคำสั่งนี้ด้วยเช่นกัน ในอายะฮฺนี้ไม่มีกริยาคำสั่งใช้ แต่มีคำว่า "كُتِبَ" ซึ่งเป็นคำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มัจญ์ฮูล) ซึ่งให้ความหมายว่าเป็นคำสั่งได้เช่นกัน

แล้วทำไมต้องใช้คำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำด้วย? คำว่า "كُتِبَ" นั้นมีกล่าวไว้ใน 12 อายะฮฺ ได้แก่

1. อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 178 เรื่องบัญญัติการกิศ็อศ
2. อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 180 เรื่องการสั่งเสียหรือทำพินัยกรรมแก่ครอบครัว
3. อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 183 เรื่องบัญญัติการถือศีลอด
4. อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 216 เรื่องการทำสงคราม
5. อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 246 เกี่ยวกับข้อกำหนดในการทำสงคราม
6. อาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 154 เกี่ยวกับการทำหนดอายุขัยของแต่ละคน
7. อันนิสาอ์ อายะฮฺที่ 77 เกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องสงครามเช่นกัน
8. อันนิสาอ์ อายะฮฺที่ 127 เกี่ยวกับหญิงกำพร้าที่จะแต่งงานด้วย
9. อัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 120 เรื่องการทำสงคราม
10. อัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 121 เรื่องการตอบแทนต่อความดีที่กระทำ
11. อัลหัจญ์ อายะฮฺที่ 4 เรื่องคนที่เป็นมิตรกับชัยฏอน ซึ่งชัยฏอนจะทำให้เขาหลงทาง
12. อัซซุครุฟ อายะฮฺที่ 19 เป็นคำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำที่อยู่ในรูปแบบของคำกริยาปัจจุบันหรืออนาคต (ฟิอฺลุล มุฎอริอฺ) เกี่ยวกับการเป็นพยานของคนที่ฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ

คำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำ เช่นคำว่า "كُتِبَ" ข้างต้นนี้ มักจะมีวัตถุประสงค์ให้ผู้อ่านทุกคนอ่านและพิจารณาถึงหิกมะฮฺหรือผลที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้น ๆ หากประเด็นสำคัญของคำกริยาที่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มะอฺลูม) คือ "ใคร" เป็นผู้กระทำหรือผู้สั่งให้กระทำกริยา ประเด็นสำคัญของคำกริยาที่ไม่รู้ผู้กระทำ (ฟิอฺลุล มัจญ์ฮูล) ก็คือ "ทำไม?" หรือ "เพื่ออะไร?"

หมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องไปสนใจว่าใครเป็นผู้สั่งใช้ให้เราถือศีลอด (ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราก็รู้กันอยู่แล้วด้วย) แต่ให้เราตั้งคำถามว่า "ทำไม? เพราะอะไร? ด้วยเหตุผลอันใด? เราจึงได้รับคำสั่งให้ถือศีลอด และมันจะส่งผลอย่างไรบ้างกับชีวิตของเรา?"

อัลกุรอาน = สิ่งที่ถูกอ่าน“อัลกุรอาน” หรือเรียกว่า “อัลกิตาบ” คือวะหฺยู (วิวรณ์) ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้แก่เราะสูล...
06/07/2021

อัลกุรอาน = สิ่งที่ถูกอ่าน

“อัลกุรอาน” หรือเรียกว่า “อัลกิตาบ” คือวะหฺยู (วิวรณ์) ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้แก่เราะสูล (ศาสนฑูต) ของพระองค์ โดยผ่านมลาอิกะฮฺญิบรีล เพื่อเผยแผ่แก่มวลมนุษยชาติ วะหฺยูเหล่านั้นโดยรวมแล้วนับได้ทั้งสิ้น 6,236 อายะฮฺ (โองการ) ประกอบไปด้วย 114 สูเราะฮฺ (บท) ถูกประทานลงมา 2 ช่วง (คือ) ช่วงแรกที่เมืองมักกะฮฺ เป็นระยะเวลา 13 ปี คือตั้งแต่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ถูกแต่งตั้งให้เป็นเราะสูล ตอนอายุ 41 ปี ไปจนถึงตอนที่ท่านอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ และช่วงที่ 2 คือที่เมืองมะดีนะฮฺ นับตั้งแต่ท่านอพยพไปที่เมืองนั้น กระทั่งท่านเสียชีวิตลง เป็นระยะเวลา 10 ปี

“อัลกุรอาน” ตามหลักภาษาอาหรับแล้ว หมายถึง “สิ่งที่ถูกอ่าน” และตามกฏเกณฑ์ของภาษาอาหรับ มันเป็นคำรากศัพท์ (มัศดัร) ซึ่งหมายถึง “คำอ่าน” แต่ให้ความหมายไปในทางสิ่งที่ถูกกระทำ (อิสมุล มัฟอูล) มากกว่า ทำให้ได้ความหมายว่า “สิ่งที่ถูกอ่าน”

สำหรับนักนิติศาสตร์แล้ว อัลกุรอานคือ พระดำรัสของอัลลอฮฺ (กะลามุลลอฮฺ) ที่ถูกประทานให้แก่นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ (มุศหัฟ) และผู้รู้ยังบอกอีกว่า อัลกุรอานนั้นคือชื่อที่ถูกตั้งให้กับเนื้อหาทั้งหมดของอัลกุรอาน และยังเป็นชื่อเรียกสำหรับบทหรือส่วนต่าง ๆ ของอัลกุรอานเองอีกด้วย

ทั้งในแง่ที่มาทางภาษา และคำนิยามที่ให้โดยนักวิชาการ รวมเข้าด้วยกันเป็นความหมายเดียวได้ว่า อัลกุรอานคือสิ่งที่ถูกอ่านจริง ๆ พลังของอัลกุรอานอยู่ที่การอ่านมัน ไม่ว่าเราจะอ่านจนจบ เล่มหรืออ่านเพียงอายะฮฺเดียวก็ตาม มันก็ยังคงเป็นอัลกุรอาน

เมื่อเราพิจารณาอัลกุรอาน เราจะพบความแตกต่างของเนื้อหาสูเราะฮฺหรืออายะฮฺที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮฺและเมืองมะดีนะฮฺ อายะฮฺต่าง ๆ ที่ลงมาในช่วงมักกะฮฺนั้น พูดถึงการปลูกฝังและเสริมสร้างความเข้มแข็งในเรื่องอะกีดะฮฺ (ความเชื่อ) ที่สำคัญโดยเฉพาะ นั่นคือเรื่องเตาฮีด (การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ) และต่อต้านการกราบไหว้รูปเคารพ การบูชาวัตถุ หรือการเรียกร้องไปสู่มนุษย์ด้วยกันเอง เพื่อให้ผู้คนปลดปล่อยสติปัญญาและจิตใจของตัวเอง จากการตกเป็นทาสของขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การทำตามแบบไม่ลืมหูลืมตา (ตักลีด) และการเชื่อตามบรรพบุรุษโดยไม่คิดตั้งคำถามใด ๆ อัลกุรอานที่ลงมาในช่วงนี้ยังชี้แนะให้ผู้คนใช้สติปัญญา คิดไตร่ตรอง และพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งด้วย

และเมื่อเราเข้าไปสำรวจดูเนื้อหาของอายะฮฺที่ถูกประทานลงมาในช่วงมะดีนะฮฺ เราถึงจะได้พบกับบทบัญญัติต่าง ๆ ทางนิติศาสตร์ (ฟิกฮฺ) กฏระเบียบ และเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐและสังคม ที่เมืองมะดีนะฮฺนี้เองที่เริ่มมีการอธิบายเรื่องบทบัญญัติและกฏระเบียบเกี่ยวกับสงคราม, ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของรัฐหนึ่งกับรัฐอื่น ๆ, กฏเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญาและเรื่องสันติภาพ, เรื่องสิทธิหน้าที่ของการเป็นสามี-ภรรยาและการสร้างครอบครัว, เกี่ยวกับการแต่งงาน, การหย่าร้างและการคืนดี, กฏเกณฑ์เรื่องการแบ่งมรดก, การสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมและเจริญก้าวหน้าด้วยระบบซะกาตและหัจญฺ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งทุกอย่างวางอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคและยุติธรรม

คนที่ศึกษาชีวประวัติของท่านเราะสูลุลลอฮฺ และประวัติศาสตร์การประทานลงมาของอายะฮฺอัลกุรอาน ย่อมรู้ดีถึงสาเหตุของความแตกต่างดังกล่าว ที่เมืองมักกะฮฺนั้นเพิ่งมีการรวบรวมบรรดามิตรสหายหรือผู้ร่วมอุดมการณ์เพื่อต่อต้านอำนาจที่ดำรงอยู่ นั่นคืออำนาจของรูปเจว็ด จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหากจะมีการประทานบทบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสังคม ที่เมืองมักกะฮฺจึงเริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างศรัทธาให้แข็งแกร่ง เพื่อใช้ในการต่อสู้บนหน้าแผ่นดินในวันข้างหน้าต่อไป ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์หลังการอพยพไปยังมะดีนะฮฺ เพราะที่เมืองมะดีนะฮฺนั้น อิสลามได้กลายเป็นรัฐ มีอำนาจที่ชัดเจน และสามารถบังคับใช้บทบัญญัติหรือกฏหมายต่าง ๆ ได้ เพราะมีประชาชนที่พร้อมเชื่อฟังและปฏิบัติตาม

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเข้าใจได้ว่า ทำไมอัลกุรอานทั้งที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮฺและเมืองมะดีนะฮฺ จึงไม่ถูกประทานลงมาทั้งหมดในคราวเดียว แต่ลงมาทีละส่วน 1 อายะฮฺ 2 อายะฮฺ หรือ 3-4 อายะฮฺ ตามความจำเป็นของสถานการณ์ สูเราะฮฺที่ยาวบางสูเราะฮฺใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปีในการประทานลงมาจนกว่าจะครบทั้งสูเราะฮฺ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เรื่องที่พระผู้เป็นเจ้ากำลังชี้แนะนั้นมีความมั่นคงอยู่ในความนึกคิด และมีความชัดเจนในคำตัดสินชี้ขาด กระทั่งเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลังสามารถใช้เทียบเคียงกับเหตุการณ์แรกได้ โดยอาศัยความรู้เรื่อง “อัซบาบุล นุซูล” (สาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอาน)

ชาวมุชริกีน (บรรดาผู้ตั้งภาคี) เองก็เคยแสดงความรู้สึกต่อเรื่องดังกล่าว ดังที่มีระบุในสูเราะฮฺที่ 25 อัลฟุรกอน อายะฮฺที่ 32 อายะฮฺนี้ระบุว่า ชาวมุชริกีนตั้งคำถามกันว่า ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาทีเดียวทั้งหมด (ญุมละตัน วาหิดะตัน) แล้วอัลลอฮฺก็ได้บอกเหตุผลให้ทราบคือ เพื่อให้อายะฮฺอัลกุรอานมีความมั่นคงและชัดเจนด้วยการอ่านที่เป็นระเบียบเรียบร้อย

เราสามารถเปรียบเทียบเรื่องนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเองได้ เช่นการศึกษาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาหรือวิชาอื่น ๆ ต่อให้เราท่องจำประโยคต่าง ๆ ของภาษาใดภาษาหนึ่งไปหมดแล้ว เพราะเราศึกษามาทั้งหมดในคราวเดียวมาแล้ว แต่มันจะเริ่มฝังแน่นและมั่นคงอยู่ในความคิดของเรา ก็ต่อเมื่อเราได้เผชิญหน้าหรือมีประสบการณ์กับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และต่อให้เรียนรู้ภาษามานานหลายปี ก็จะอาจยังไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่หากได้ลองไปอาศัยอยู่ในประเทศ (หรือสภาพแวดล้อม) ที่ใช้ภาษานั้น ๆ สัก 2-3 เดือน ภาษานั้น ๆ ก็จะเริ่มฝั่งแน่นมั่นคงในความรู้สึกนึกคิดแน่นอน

ดังนั้น จึงมีหิกมะฮฺ (วิทยปัญญา) 2 อย่างอยู่ในอายะฮฺที่ 32 สูเราะฮฺอัลฟุรกอน (1) คือเพื่อให้ประเด็นปัญหาต่าง ๆ มั่นคงอยู่ในจิตใจของท่านนบี และ (2) เพื่อให้อายะฮฺอัลกุรอานถูกอ่านด้วยการอ่านที่แท้จริง และด้วยการประทานลงมาตามความเหมาะสมของกาลเวลาตลอด 13 ปี ที่เมืองมักกะฮฺ และอีก 10 ปี ที่เมืองมะดีนะฮฺ ทำให้ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องระหว่างท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กับรัศมีจากฟากฟ้าเกิดขึ้น แต่ถ้าอัลกุรอานถูกประทานลงมาในครั้งเดียว ช่วงขณะที่มีการประทานลงมาเท่านั้นแหละที่ท่านจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับฟากฟ้า แต่ว่า เป็นระยะเวลา 23 ปี ที่ท่านนบีได้สัมผัสกับความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ได้สัมผัสด้วยเช่นกัน ทุกอายะฮฺที่ลงมาถูกอ่านอย่างระมัดระวังโดยท่านเราะสูล แล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺก็รับไปอ่านและท่องจำต่อไป

อัลกุรอานที่เป็นชื่อเรียกของวะหฺยูหรือสูเราะฮฺทั้งหมดนั้น มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจนกับสภาพของอุมมะฮฺที่อัลกุรอานถูกประทานมาให้ โลกโดยรอบในตอนนั้นต่างรู้กันดีว่า ชาวอาหรับในแผ่นดินหิญาซนั้นเป็นคนที่ไม่รู้หนังสือ (อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้) คือมีคนที่รู้หนังสืออยู่น้อยมาก ๆ สัก 1 ใน 1,000 คน เท่านั้นที่สามารถอ่านและเขียนได้ แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงตักดีร (กำหนด) ให้มีหิกมะฮฺที่สูงส่งอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจากความไม่รู้หนังสือนี้ เพราะคนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้นั้น พวกเขามีความจำที่ดี พวกเราในวันนี้ หลังจากที่อ่านออก เขียนได้ การท่องจำก็เริ่มแย่ลง นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ตาที่บอดไม่อาจขัดขวางคนจากความก้าวหน้าทางวิชาการได้ ซึ่งต้องอาศัยความฉลาดของสมอง และแน่นอนว่าต้องอาศัยความจำที่ดีด้วย แล้วตักดีรของพระผู้เป็นเจ้าก็เกิดขึ้น อุมมะฮฺที่ไม่รู้หนังสือนี้ ทุกครั้งที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา 1 หรือ 2 อายะฮฺ หรือ 3-4 อายะฮฺ หรือลงมาทั้งสูเราะฮฺ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านนบีอ่านให้ฟัง พวกเขาก็ท่องจำได้เลย บางคนท่องจำอัลกุรอานได้ทั้งหมด คือทั้ง 114 สูเราะฮฺ และบางคนก็ท่องจำได้บางส่วน ในอัลกุรอานมีเล่าไว้ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺเองเคยรีบร้อนที่จะอ่านอายะฮฺที่ถูกประทานลงมา ก่อนที่อายะฮฺถัดไปจะตามมา เพราะอยากจะท่องจำให้ได้ไว ๆ ดังที่มีระบุไว้ในสูเราะฮฺที่ 75 อัลกิยามะฮฺ แต่ว่าอัลลอฮฺทรงห้ามไว้ และสั่งให้ท่านฟังให้ดี ๆ แล้วค่อยอ่านตาม

อย่างที่ได้กล่าวไป คนที่รู้หนังสือมีเพียงนิดเดียว และคนเหล่านี้เองก็ไม่ค่อยมีโอกาสจดบันทึกสักเท่าไหร่ ทำให้คนที่ท่องจำมีมาก แต่คนที่จดบันทึกนั้นมีน้อย กระทั่งอัลกุรอานถูกประทานลงมาจนครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนที่ท่านเราะสูลจะจากโลกนี้ไป มีหะดีบทหนึ่งระบุว่า ก่อนที่อัลกุรอานจะสมบูรณ์ ในเดือนเราะมะฎอน คือ 6 เดือนก่อนที่ท่านเราะสูลจะจากไป ญิบรีลยังคงอ่านและทบทวนอัลกุรอานทั้งหมดที่เคยประทานลงมา เพื่อให้ท่านนบีอ่านได้อย่างคล่องแคล่วหรือลื่นไหลมากขึ้น

พี่น้องทุกคนคงเข้าใจเหตุผลที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปกันแล้ว หากอัลกุรอานถูกประทานลงมาในคราวเดียว บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เอง ก็คงไม่สามารถท่องจำไว้ได้ เพราะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะมีเวลาว่างมากพอสำหรับการท่องจำ เช่น อะฮฺลุศศุฟฟะฮฺ ซึ่ง 1 ในคนกลุ่มนี้ก็คือท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั้นต้องออกรบร่วมกับท่านนบี หรือทำธุรกิจ เดินทางเข้าออกตลาดอยู่ตลอด และหากอัลกุรอานถูกประทานลงมาในคราวเดียว เหมือนกับคัมภีร์เตารอตที่ลงมายังนบีมูซา ก็จะไม่มีใครที่มีเวลาอำนวยพอสำหรับจดบันทึกหรือคัดลอกมันทั้งหมดในครั้งเดียว เพราะคนส่วนใหญ่นั้นเป็นประชาชาติที่ไม่รู้หนังสือ สภาพของชาวอาหรับในตอนนั้นไม่เหมือนชนชาติเพื่อนบ้านที่มีอารยธรรมที่ก้าวหน้าและเก่าแก่กว่า เช่น ชาวกรีก, โรมัน และเปอร์เซีย

ดังนั้น การที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น จึงทำให้การท่องจำมันมีความมั่นคงตั้งแต่แรกเริ่มของการประทาน และการท่องจำไว้ในใจนั้นมีประสิทธิภาพกว่าการจดบันทึกในแง่ของการรักษาต้นฉบับที่ถูกต้องของอัลกุรอาน

หนังสือสมัยใหม่ในยุคของเรา สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงความหมาย เพียงเพราะสัญลักษณ์จุดที่หายไปหรือผิดพลาด แล้วจะเป็นอย่างไรกับยุคก่อนที่คัดลอกหนังสือกันด้วยมือเปล่า แน่นอนว่าย่อมเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายกว่า แต่เพราะมีการท่องจำและความจำที่ดี จากผู้คนนับร้อยนับพัน กระทั่งกลายเป็นมุตะวาติร (รายงานที่ตรงกันจำนวนมาก) และถูกส่งต่อโดยครูบาอาจารย์มายังลูกศิษย์ จากพ่อแม่สู่ลูก ๆ และแม้ว่าอัลกุรอานจะถูกเขียนและรวมเล่มอยู่ในมุศหัฟ และถูกคัดลอกมาแล้วเป็นพัน ๆ ครั้ง อีกทั้งยังถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ล้านเล่ม แต่คุณค่าของอัลกุรอานก็ยังอยู่ที่การอ่าน โดยเฉพาะการอ่านของผู้ที่เชี่ยวชาญการอ่านกุรอาน

วิธีการอ่านเองก็ได้รับการปกปักษ์รักษา ทั้งเรื่องตำแหน่งและวิธีการออกเสียงตัวอักษร (มัคร็อจญ์) วิชาตัจญ์วีด รวมไปถึงรูปแบบต่าง ๆ ของการอ่านกุรอาน (กิรออาต)

ตั้งแต่อัลกุรอานถูกประทานลงมา และรัฐอิสลามที่เมืองมะดีนะฮฺถูกสถาปนาขึ้น กระทั่งจนถึงปัจจุบันนี้ ชาวมุสลิมยังคังปกปักษ์รักษาสิ่งเหล่านี้ แม้จะมีการตีพิมพ์อัลกุรอานไปแล้วหลายล้านเล่ม แต่ก็ยังมีผู้คนมากมายที่สละเวลาของตัวเองเพื่อท่องจำอัลกุรอาน มีการรวมกลุ่มแข่งขันกันท่องจำกุรอาน ทำให้สิ่งที่ถูกเขียนและตีพิมพ์ยังคงอยู่ในการควบคุมดูแลของสิ่งที่ท่องจำไว้อยู่เสมอ

เช่นเดียวกัน กลายเป็นประเพณีของประเทศอิสลามทุกประเทศและทุกเชื้อชาติไปแล้ว ที่จะสอนลูกหลานของตัวเองตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ให้สามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้องและอ่านกุรอานได้อย่างคล่องแคล่ว นั่นคือเหตุผลที่ประเทศต่าง ๆ ที่เข้ามารุกรานแผ่นดินอิสลาม พยายามจะขัดขวางและหันเหความสนใจของพ่อแม่มุสลิมจากการสอนอัลกุรอานให้แก่ลูก ๆ ในตอนที่ประเทศของเรา (หมายถึง อินโดนีเซีย) ตกเป็นอาณานิคมของเนเธอแลนด์นั้น เด็ก ๆ เริ่มถูกส่งเข้าไปในโรงเรียนของชาวเนเธอแลนด์ ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนกุรอานเลย กระทั่งเมื่อแผ่นดินเกิดของเราได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ คนจำนวนมากก็ไม่เป็นแม้แต่จะเอ่ยคำกล่าวชะฮาดะฮฺตอนแต่งงาน และคนใหญ่คนโตหลายคนที่นับถือศาสนาอิสลาม ก็ไม่สามารถกล่าวสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ด้วยการออกเสียงที่ถูกต้องและคล่องแคล่วได้อีก

ฉะนั้น เพราะอัลกุรอานคือการอ่าน ผู้นับถือศาสนาอิสลามจึงควรอ่านกุรอานได้อย่างคล่องแคล่ว ฝึกฝนลิ้นของเด็ก ๆ และส่งลูกหลานไปเรียนรู้กับครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการอ่านกุรอาน เพราะกุรอานนั้นถูกประทานลงมาเพื่อการอ่านและปฏิบัติใช้ และกุรอานนี้เองที่สร้างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้นับถือศาสนาอิสลามขึ้นมา โดยวางอยู่บนหลักคุณธรรม ขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยน เสริมสร้างความจำที่ดี และกล่อมเกลาคำพูดให้นุ่มนวล

————————————
อ้างอิง : Tafsir Al-Azhar เขียนโดย HAMKA

อัลกุรอานและหะดีษ2 สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ในอัลกุรอานมีเรื่องเล่ามากมายนบีเองก็เคยเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในหะดีษของท่านสนใจอ...
01/07/2021

อัลกุรอานและหะดีษ
2 สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้
ในอัลกุรอานมีเรื่องเล่ามากมาย
นบีเองก็เคยเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในหะดีษของท่าน

สนใจอ่านเรื่องเล่าของท่านนบี
จากหะดีษที่ถูกรับรองว่าเศาะฮีหฺ
เข้าไปดูรายละเอียดได้เลยครับ

🌟NEW RELEASE 🌟

"50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺของท่านนบีมุฮัมหมัด"
โดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ | แปลโดย Zunnur

หนังสือที่จะพาทุกคนท่องไปในเรื่องเล่าของท่านนบี ผู้ไม่พูดสิ่งใด นอกจากเป็นวะหฺยูและความจริง เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวในอดีตและอนาคต เกี่ยวกับบรรดานบี, ผู้คนในยุคต่าง ๆ, สัตว์เดรัจฉาน มลาอิกะฮฺ, ญิน, อิบลีส, ดัจญาล, ยะอฺญูจญ์ - มะอฺญูจญ์, นบีอีซา, ตลอดจนวันกิยามะฮฺ, โลกหลังความตาย, นรก - สวรรค์ และความฝันของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

สิ่งที่ทุกคนจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้
✅ เรียนรู้ 50 หะดีษที่เศาะฮีหฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
✅ เพลิดเพลินกับ 50 เรื่องเล่าที่อ่านง่าย สนุก และมีประโยชน์
✅ ได้ใช้เวลาครุ่นคิด ถอดบทเรียน โน๊ตไว้ที่กล่องบันทึก "เรื่องเล่านี้ นบีสอนว่า..."
✅ ออกแบบและจัดพิมพ์อย่างดี ตัวหนังสืออ่านง่าย ใช้กระดาษถนอมสายตา

หนังสือหนา 160 หน้า ขนาด 13*19 ซม.
ราคา 160 บาท
- - - - - - - - - - - - - - - - - -

PRE-ORDER
สั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 กรกฎาคม นี้

สั่งซื้อวันนี้มีส่วนลดพิเศษ
1 เล่ม 160 บาท >>> เหลือ 145 บาท
2 เล่ม 320 บาท >>> เหลือ 280 บาท (ตกเล่มละ 140 บาท)
3 เล่มขึ้นไป >>> เหลือเล่มละ 135 บาท (จากราคาเต็ม 160 บาท)

ค่าส่ง 35 บาท
- - - - - - - - - - - - - - - - - -

สนใจสั่งซื้อ
พิมพ์ "สนใจ" ในคอมเมนต์ใต้โพสต์
ทักแชต หรือคลิ๊ก http://m.me/ZunnurMedia
ติดต่อทางไลน์ ID : abuhanzalah

* หนังสืออยู่ระหว่างการจัดพิมพ์
กำหนดพิมพ์เสร็จพร้อมส่งช่วง 20 กรกฎาคมเป็นต้นไป อินชาอัลลฮฺ

ห้องเรียนภาษากุรอาน หลักสูตรเร่งรัด 10 ชั่วโมง (1 วันครึ่ง) กับ สถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน กลุ่มชะบ้าบที่มุ่งมั่นพัฒนางานสถ...
12/04/2021

ห้องเรียนภาษากุรอาน หลักสูตรเร่งรัด 10 ชั่วโมง (1 วันครึ่ง) กับ สถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน กลุ่มชะบ้าบที่มุ่งมั่นพัฒนางานสถาปัตยกรรมมุสลิมไปสู่ระดับมืออาชีพ โดยไม่ลืมการพัฒนาศักยภาพทีมงานให้สามารถเข้าใจความหมายอัลกุรอาน ดำรัสของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

ขอบคุณ Sunman Mukam หัวหน้ากลุ่มฯ และน้องๆทุกคนตั้งใจเรียนและหัวไวกันทุกคน 😊 สนใจเรียนรู้ภาษาอาหรับเพื่อเข้าใจความหมายอัลกุรอาน ทักมาพูดคุยทาง inbox เพจฯ หรือโทร 0895135667 ได้นะครับ

ที่อยู่

Satun
91000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ภาษากุรอานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท