25/08/2026
ก่อนจะเป็น “สระบุรีวิทยาคม” เรื่องของโรงเรียนสองสาย อาคารสามแห่ง และห้องเรียนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนมือไปตามกาลเวลา
หากเอ่ยชื่อ “โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม” คนสระบุรีส่วนใหญ่คงนึกถึงโรงเรียนประจำจังหวัดขนาดใหญ่ริมถนนพหลโยธิน เด็กในเครื่องแบบสีเหลือง–ฟ้า และอาคารเรียนหลายหลังที่ดูราวกับตั้งอยู่ตรงนั้นมาแต่แรก แต่ความจริง โรงเรียนสระบุรีวิทยาคมไม่ได้เริ่มต้นขึ้นภายในรั้วที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ชื่อเดิมก็ไม่ใช่ชื่อนี้ ที่ตั้งเดิมก็ไม่ใช่ตรงนี้ และเด็กชายกับเด็กหญิงก็ไม่ได้เรียนรวมกันมาตั้งแต่ต้น
ก่อนจะมาเป็นโรงเรียนเดียวกัน มีโรงเรียนสองสายเดินทางคู่ขนานกันมา ฝั่งหนึ่งคือโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรีหรือโรงเรียนชาย ส.บ.1 อีกฝั่งคือโรงเรียนสหายหญิงหรือโรงเรียนสตรีสระบุรี ส.บ.2 ทั้งสองโรงเรียนต่างผ่านการย้ายสถานที่ สร้างอาคาร และขยายตัวตามการเติบโตของเมือง ก่อนจะเดินมารวมกันเป็น “โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม” ใน พ.ศ. 2515
เรื่องราวของโรงเรียนฝั่งชายเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2445 หลังจากทางรถไฟเดินทางมาถึงสระบุรีได้เพียงประมาณสี่ปีครึ่ง
พระปลัดบุญ เจ้าอาวาสวัดศาลาแดง ได้เปิด “โรงเรียนศาลาแดง” ขึ้นภายในวัด และรับหน้าที่เป็นครูใหญ่คนแรก
โรงเรียนประจำจังหวัดขนาดใหญ่ที่เราเห็นในวันนี้ จึงมีจุดเริ่มต้นจากห้องเรียนเล็ก ๆ บนศาลาการเปรียญ ในช่วงเวลาที่เมืองสระบุรีกำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อ—วิถีชีวิตเดิมยังผูกพันกับวัด ชุมชน และสายน้ำ ขณะที่ทางรถไฟสายใหม่กำลังนำผู้คน ความรู้ และความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกเดินทางเข้ามาถึงเมือง
ในยุคนั้น วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่พบปะของผู้คน และเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานชาวบ้านได้เริ่มต้นเรียนหนังสือ
เมื่อจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น พื้นที่เดิมเริ่มคับแคบ ใน พ.ศ. 2456 โรงเรียนจึงย้ายจากวัดศาลาแดงไปอยู่ที่วัดศรีบุรีรัตนาราม หรือวัดปากเพรียว มีการสร้างอาคารเรียนไม้ขึ้นด้วยความร่วมมือของประชาชน และใช้ชื่อว่า “โรงเรียนวัดปากเพรียว” จากนั้นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี” ซึ่งต่อมาเรียกกันสั้น ๆ ว่า “โรงเรียนสระบุรี” หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ “โรงเรียนชาย”
ต่อมาใน พ.ศ. 2481 โรงเรียนย้ายออกจากวัดปากเพรียวไปยังพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี จากโรงเรียนที่เริ่มต้นอยู่บนศาลาวัด โรงเรียนกำลังค่อย ๆ มีอาคารและพื้นที่เป็นของตนเองตามการขยายตัวของเมือง
การย้ายครั้งสำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2499 เมื่อโรงเรียนชายย้ายมายังที่ตั้งริมถนนพหลโยธินในปัจจุบัน พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร ได้อุทิศเงินซื้อที่ดินให้จำนวน 18 ไร่ 80 ตารางวา ต่อมารัฐได้รับงบประมาณซื้อเพิ่มเติมอีก 13 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา รวมเป็นพื้นที่เริ่มต้นประมาณ 31 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา และมีการสร้างอาคารคอนกรีตสองชั้น หลังคาทรงไทย จำนวน 32 ห้องเรียนขึ้นในบริเวณนี้
เส้นทางของโรงเรียนชายจึงสะท้อนการเคลื่อนตัวของเมืองสระบุรีได้อย่างน่าสนใจ จากวัดศาลาแดง สู่วัดปากเพรียว ไปยังพื้นที่อาชีวศึกษา ก่อนจะลงหลักปักฐานริมถนนพหลโยธิน เมืองที่เคยหันหน้าเข้าหาวัดและแม่น้ำ กำลังค่อย ๆ หันออกมาหาถนนสายใหญ่
ขณะที่โรงเรียนชายกำลังเติบโต โรงเรียนอีกสายหนึ่งก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2463 โรงเรียนสตรีสระบุรีเปิดสอนครั้งแรกโดยอาศัยบ้านพักปลัดจังหวัดเป็นสถานที่เรียน มีครูกรองทรัพย์ สุนทรนนท์ หรือกิจสุวรรณ เป็นครูใหญ่คนแรก เช่นเดียวกับโรงเรียนชาย โรงเรียนหญิงก็เริ่มจากการอาศัยสถานที่ของทางราชการ ก่อนจะมีอาคารเป็นของตนเองในเวลาต่อมา
ใน พ.ศ. 2466 สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงรับอุปถัมภ์โรงเรียนและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนคอนกรีต บ้านพักครู และจัดหาอุปกรณ์ทางการศึกษา โรงเรียนย้ายเข้ามาอยู่ในที่ดินหมู่ที่ 5 ตำบลปากเพรียว เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 และได้รับพระราชทานนามว่า “โรงเรียนสหายหญิง”
อาคารเรียนหลังสำคัญของโรงเรียนเป็นที่รู้จักในชื่อ “อาคารวไลยอลงกรณ์” ลักษณะเป็นอาคารเก่า หลังคากระเบื้อง หน้าจั่วไม้ และประตูหน้าต่างบานเกล็ดแบบอาคารราชการในยุคนั้น อาคารหลังนี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นหลักฐานทางกายภาพที่บอกเราว่า ครั้งหนึ่งบริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ศึกษาของเด็กหญิงชาวสระบุรี
สถานที่แห่งนี้ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรงเรียนอนุบาลสระบุรี เพราะโรงเรียนอนุบาลเปิดสอนครั้งแรกใน พ.ศ. 2487 โดยอาศัยพื้นที่โรงเรียนสหายหญิง เปิดได้หนึ่งปีก็ยุบเลิกไป ก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดอีกครั้งใน พ.ศ. 2496 ณ สถานที่เดิม จากความทรงจำของผม โรงเรียนอนุบาลสระบุรีที่ผมเคยเรียนตั้งแต่ ป.1–ป.4 อยู่ในตัวเมืองบริเวณใกล้หอนาฬิกา ไม่ใช่พื้นที่ริมถนนพหลโยธินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบัน เมื่อได้พบประวัติของอาคารวไลยอลงกรณ์ ความทรงจำที่เคยแยกเป็นชิ้น ๆ จึงเริ่มต่อเข้าหากัน
ในระยะแรก โรงเรียนสหายหญิงรับนักเรียนทั้งชายและหญิงในระดับประถมศึกษา แต่ระดับมัธยมศึกษารับเฉพาะนักเรียนหญิง กระทั่ง พ.ศ. 2491 โรงเรียนยุบชั้นประถมศึกษาทั้งหมด เหลือเฉพาะชั้นมัธยมศึกษาตั้งแต่ ม.1–ม.6 ตามระดับที่เปิดสอนในขณะนั้น เมื่อจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น อาคารวไลยอลงกรณ์และพื้นที่เดิมเริ่มคับแคบ โรงเรียนจึงจำเป็นต้องหาสถานที่แห่งใหม่
พ.ศ. 2500 พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร อุทิศที่ดินจำนวน 16 ไร่เพื่อสร้างโรงเรียนสหายหญิง ต่อมาได้รับงบประมาณซื้อเพิ่มเติมอีกกว่า 6 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา ที่ดินผืนใหม่นี้ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี โดยมีถนนพหลโยธินคั่นกลาง ส่วนสถานที่เดิมบริเวณอาคารวไลยอลงกรณ์ถูกมอบให้โรงเรียนอนุบาลสระบุรีใช้ต่อไป
แต่แม้จะได้ที่ดินแล้ว โรงเรียนสหายหญิงก็ยังย้ายเข้าไปเรียนไม่ได้ทันทีเพราะต้องรองบประมาณก่อสร้างอาคาร ระหว่างนั้น นักเรียนสหายหญิงจึงข้ามไปอาศัยอาคาร 32 ห้องเรียนของโรงเรียนชาย โดยได้รับการแบ่งให้ใช้จำนวน 16 ห้องเป็นการชั่วคราว ก่อนจะรวมเป็นโรงเรียนเดียวกันอย่างเป็นทางการ เด็กนักเรียนจากโรงเรียนชายและโรงเรียนหญิงจึงเคยใช้พื้นที่ฝั่งเดียวกันมาแล้ว คนละโรงเรียน คนละชื่อ แต่ต้องมาอาศัยหลังคาเดียวกันในช่วงที่อีกฝ่ายกำลังรอโรงเรียนแห่งใหม่
การรอคอยกินเวลานานหลายปี วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2505 ครูและผู้ปกครองจึงร่วมกันก่อตั้งสมาคมผู้ปกครองและครูสหายหญิง มีนายสิริ ปากเพรียว เป็นนายกสมาคม พร้อมกรรมการอีก 25 คน สมาคมช่วยจัดกิจกรรมและระดมทุนเพื่อผลักดันให้การก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่เกิดขึ้นจริง จนกระทั่ง พ.ศ. 2509 โรงเรียนได้รับงบประมาณจากรัฐบาล รวมกับเงินสมทบของสมาคมผู้ปกครองและครู นำไปก่อสร้างอาคารเรียนคอนกรีตสองชั้นจำนวน 18 ห้องเรียน พร้อมห้องน้ำ บ้านพักครู บ้านพักนักการภารโรง หอประชุม และอาคารประกอบอื่น ๆ
การก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2511 และโรงเรียนเริ่มทยอยเปิดใช้ห้องเรียนในพื้นที่แห่งใหม่ ข้อมูลนี้ช่วยอธิบายภาพที่ผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อผมจำความได้ พื้นที่ฝั่งสหายหญิงตรงข้าม ส.บ.1 ยังไม่ได้มีอาคารจำนวนมากอย่างโรงเรียนอนุบาลสระบุรีในวันนี้ สิ่งที่ผมจำได้ชัดที่สุดคือ “อาคารคอนกรีตสองชั้นหลังยาว” อยู่เพียงหลังเดียว อาคารในความทรงจำของผมน่าจะเป็นอาคาร 18 ห้องเรียนซึ่งสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2509–2511 นั่นเอง เมื่อมองจากสายตาของเด็ก พื้นที่ในเวลานั้นไม่ได้ดูกว้างใหญ่มาก เพราะอาคารหลักที่มองเห็นและใช้งานมีเพียงตึกยาวหลังเดียว ส่วนพื้นที่ลึกเข้าไปด้านในยังไม่ได้รับการพัฒนาเป็นกลุ่มอาคารจำนวนมากเหมือนในเวลาต่อมา
จนกระทั่งวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2515 กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้รวมโรงเรียนสหายหญิงเข้ากับโรงเรียนสระบุรี บริหารในระบบสหศึกษา และใช้ชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม” โดยใช้พื้นที่ฝั่งโรงเรียนชายเป็นสถานที่จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาประจำจังหวัด มีนายเจตน์ แก้วโชติ เป็นผู้บริหารโรงเรียน ส่วนพื้นที่โรงเรียนสหายหญิงแห่งใหม่ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ถูกมอบให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลสระบุรี
ชื่อ “สระบุรีวิทยาคม” จึงไม่ใช่เพียงชื่อใหม่ของโรงเรียนชาย แต่เป็นชื่อที่เกิดจากการรวมอดีตของโรงเรียนสองสายเข้าด้วยกัน สีเหลือง–ฟ้าของโรงเรียนชาย และสีชมพู–เขียวของโรงเรียนหญิง ยังถูกเก็บไว้ในสีคณะกิจกรรมของโรงเรียน กลายเป็นร่องรอยเล็ก ๆ ที่บอกว่า ก่อนจะมาอยู่ภายใต้ชื่อเดียวกัน เด็กสระบุรีเคยเติบโตอยู่คนละฝั่งถนน
แม้พื้นที่ฝั่งสหายหญิงจะถูกมอบให้โรงเรียนอนุบาลสระบุรีภายหลังการรวมโรงเรียนใน พ.ศ. 2515 แต่การย้ายนักเรียนและเปลี่ยนการใช้อาคารจริงไม่ได้เกิดขึ้นทันที ใน พ.ศ. 2520 โรงเรียนอนุบาลสระบุรีจึงเริ่มย้ายนักเรียนบางชั้นเข้ามาเรียนในพื้นที่แห่งนี้ แต่เป็นอาคารใหม่ด้านใน เพราะเมื่อผมเข้าเรียน ม.1 รุ่นแรกของระบบใหม่ที่โรงเรียนสระบุรีวิทยาคมใน พ.ศ. 2521 รุ่นของผมยังถูกจัดให้เรียนอยู่ในอาคารยาวฝั่งสหายหญิง(จำไม่ได้ว่า 1 ปีการศึกษาหรือ 1 ภาคเรียน) ส่วนพื้นที่ด้านในก็เริ่มมีการพัฒนาและขยายอาคารเพื่อรองรับโรงเรียนอนุบาลสระบุรีเป็นวงกว้างขึ้น
ภาพที่ผมจำได้จึงเป็นภาพของพื้นที่หนึ่งซึ่งกำลังเปลี่ยนมือ ด้านหนึ่งยังมีนักเรียน ม.1 ของสระบุรีวิทยาคมนั่งเรียนอยู่ในอาคารเดิม อีกด้านหนึ่ง โรงเรียนอนุบาลสระบุรีกำลังค่อย ๆ ย้ายเข้ามา ขยายอาคาร และเปลี่ยนพื้นที่ด้านในให้รองรับเด็กจำนวนมากขึ้น โรงเรียนอนุบาลเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง ป.6 ใน พ.ศ. 2522 แต่กระบวนการย้ายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่ง พ.ศ. 2526 จึงย้ายนักเรียนทั้งหมดจากสถานที่เดิมมารวมกันในพื้นที่ปัจจุบัน การรวมโรงเรียนในเอกสารจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2515 แต่การเคลื่อนย้ายคน ห้องเรียน และอาคารจริงกินเวลาต่อมาอีกหลายปี ประวัติศาสตร์ไม่ได้เปลี่ยนฉากในชั่วข้ามคืน แต่มันค่อย ๆ เคลื่อนผ่านโต๊ะเรียน ผ่านห้องเรียน ผ่านครู และผ่านเด็กทีละรุ่น
เมื่อเรียงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพในความทรงจำของผมจึงเริ่มมีคำอธิบาย อาคารวไลยอลงกรณ์ คือสถานที่ตั้งเดิมของโรงเรียนสหายหญิงซึ่งย้ายเข้าไปอยู่ใน พ.ศ. 2466 (ตรงหอนาฬิกา) ส่วนอาคารยาวฝั่งตรงข้าม ส.บ.1 คือโรงเรียนสหายหญิงแห่งใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2509–2511 สำหรับโรงเรียนอนุบาลสระบุรีในปัจจุบัน คือพื้นที่เดิมของสหายหญิงแห่งใหม่ที่ได้รับการพัฒนาและขยายตัวต่อมา
ผมเคยเป็นเด็กโรงเรียนอนุบาลสระบุรีที่เรียนอยู่ในตัวเมืองใกล้หอนาฬิกา ต่อมาผมกลับไปเรียน ป.5–ป.6 ที่โรงเรียนวัดบ้านยาง ก่อนจะกลับเข้ามาเป็นนักเรียน ม.1 สระบุรีวิทยาคม และได้นั่งเรียนอยู่ในอาคารของสหายหญิงแห่งใหม่ ในเวลานั้น ผมไม่รู้เลยว่าสถานที่สองแห่งที่ผมเคยเดินผ่าน มีประวัติศาสตร์สายเดียวกันเชื่อมอยู่เบื้องหลัง จนกระทั่งหลายสิบปีต่อมา เมื่อกลับมาค้นหา ผมจึงเริ่มมองเห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย บางครั้งมันก็คืออาคารหลังเดิมที่เราเคยเดินเข้าไปเรียน เพียงแต่ตอนนั้นเรายังเด็กเกินกว่าจะรู้ว่า ก่อนหน้าที่เราจะมาถึง ใครเคยยืนอยู่ตรงนั้นมาก่อน
และการตามหาประวัติศาสตร์ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ก็คงไม่ต่างจากสิ่งที่ PCMP กำลังทำ—ค่อย ๆ เดินย้อนกลับไปตามหาร่องรอยของผู้คนและบ้านเมือง เพื่อให้เรื่องราวที่อาจเลือนหาย ได้กลับมามีที่ยืนอยู่ในความทรงจำของพวกเราอีกครั้ง
หมายเหตุ: เรียบเรียงจากประวัติโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ประวัติโรงเรียนอนุบาลสระบุรี ข้อมูลและภาพอาคารวไลยอลงกรณ์ รวมทั้งความทรงจำส่วนบุคคลของผู้เขียน
Mr.Choon
Pasak Cultural Memory Project