16/07/2025
"ความรู้ภาษาอังกฤษ 100 ข้อ (สำหรับปี 2020!)"
วันนี้รวบรวมความรู้/เทคนิค/แนวคิดในการเรียนภาษาอังกฤษที่ผมเคยเขียนไว้มาสรุปให้อ่านเพลิน ๆ เป็นบทความที่ผมตั้งใจจะทำมานานแล้ว
ตั้งเป้าไว้ว่าจะเขียน 100 ข้อ รวมความรู้แบบ random เลยทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ประวัติภาษาและอื่น ๆ
(จะพยายาม) เขียนข้อละ 1-2 ประโยคพอ อยากให้ทุกคนอ่านให้จบนะ!
มาเริ่มเลย
Let's roll!!
_______________
1. ภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษมากที่สุดในโลกคือภาษาฟริเซียน (Frisian) รองลงมาคือดัชต์ ต่อด้วยเยอรมัน และตบท้ายด้วยภาษานอร์วีเจียน
2. หัวข้อแกรมมาร์ที่นักเรียนภาษาอังกฤษผิดบ่อยมากที่สุดคือเรื่องการใช้ "verb to be" มีทั้งลืมเติม (He working.) และใส่เกิน (He is work.)
3. การใช้ "phrasal verb" ในประโยคจะทำให้ภาษาอังกฤษมีความ native-like (เหมือนเจ้าของภาษา) มากขึ้น
4. ประวัติศาสตร์ภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลักคือ "Old English" (ค.ศ. 450-1100) "Middle English" (ค.ศ. 1100-1500) และ "Early Modern English" (ค.ศ. 1500-1800) และ "Late Modern English" (ค.ศ. 1800 จนถึงปัจจุบัน)
5. สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มต้นการฝึกแต่งประโยคด้วยการใช้ "there is & there are" ขึ้นต้นประโยค (รวมไปถึง there was & there were ด้วย)
6. present continuous tense (v-ing) ไม่ได้แปลว่า 'กำลังทำ' อย่างเดียว มันใช้บอกอนาคตได้ เช่น He's coming tomorrow. (แปลว่า เขา 'จะ' มาพรุ่งนี้ ไม่ใช่ เขา 'กำลัง' มาพรุ่งนี้)
7. ชาวไวกิ้งอาจดูป่าเถื่อน แต่เขาสอนให้เรารู้จักคำว่าให้นะ! คำว่า 'give' ในภาษาอังกฤษถูกยืมมาจาก 'gefa' ในภาษานอร์สโบราณ (ภาษาของชาวสแกนดิเนเวียนหรือชาวไวกิ้งนั่นเอง)
8. เวลาพูดภาษาอังกฤษอย่าลืม "ออกเสียงท้าย" (final sounds) "เชื่อมเสียงสระ" (linking sounds) "เน้นพยางค์หลัก" (word stress) และ "ใช้เสียงสูง-ต่ำ" (intonation)
9. อย่าเพิ่งรีบ! อ่านภาษาอังกฤษให้จบประโยคก่อนค่อยแปล เพราะหลายทีคำสำคัญมันอยู่ข้างหลัง พออ่านจบแล้วจะแปลง่ายทันที
10. คำศัพท์สำคัญกว่าแกรมมาร์ ฝรั่งเข้าใจเราได้เพราะคำศัพท์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝรั่งเข้าใจเราง่ายขึ้นเพราะแกรมมาร์ด้วย
11. -age อ่านว่า อิจฺ ไม่ใช่ เอจฺ เช่น damage (อ่านว่า แด-มิจฺ), image (อ่านว่า อิม-มิจ), luggage (อ่านว่า ลัก-กิจฺ) และคำอื่น ๆ
12. ต่อไปจะพูด me too ลองเปลี่ยนมาใช้ so do I, so am I หรือ so will/can I ดู (ตามบริบท)
13. Octo- แปลว่า แปด แต่ที่ October เป็นเดือนสิบก็เพราะว่ามีการเพิ่มเดือน January และ February เข้ามาในปฏิทินในภายหลัง ทำให้ October เขยิบจากเดือนแปดมาเป็นเดือนสิบ
14. และ February ไม่ได้อ่านว่า เฟบ-บรู-เอ-รี แต่อ่านว่า "เฟบ-ยู-หริ" ต่างหาก (ส่วน January อ่านว่า แจน-ยู-หริ)
15. เวลาเจอคนถาม How are you? ลองตอบว่า "Can't complain." แทน I'm fine
16. "Fingers crossed." แปลว่า good luck!
17. Good for you! มักไม่ได้แปลว่า ดีสำหรับคุณ แต่ชอบแปลว่า "สมน้ำหน้า" (แต่ก็ต้องแล้วแต่บริบท)
18. Merry Christmas ไม่ได้อ่านว่า เมอ-รี่ คริส-มาส แต่อ่านว่า "แม-หริ คริส-เมิส" (US) หรือ "เมะ-หริ คริส-เมิส" (UK)
19. Santa Claus มาจาก "Sinterklaas" ในภาษาดัชต์
20. "Laters." คือการพูด See you later แบบวัยรุ่น ลองเอาไปใช้ดู
21. "You rock!" ไม่ได้แปลว่า คุณหิน แต่เป็นคำชมแปลว่า "คุณสุดยอดมาก!"
22. "You sold me." แปลว่า ฉันโอเคกับไอเดียคุณ แต่ "You sold me out." แปลว่า คุณหักหลังฉัน
23. ลองหาซื้อหนังสือแกรมมาร์ของ Oxford และ Cambridge มาสักเล่ม (แนะนำเล่ม Essential Grammar in Use) อ่านให้จบ ทำแบบฝึกหัดให้ครบ เก่งขึ้นเกิน 50% แน่นอน!
24. แนะนำให้เริ่มฝึก Conversation จากบทสนทนาใน Youtube ลองเข้าไปแล้วพิมพ์ว่า English Conversation, Everyday Conversation หรือ Conversation at work อะไรประมาณนี้
25. ใครอยากสำเนียงดีลองฝึกพูดตามนักข่าวจากรายการ Words in the news ของ BBC (มีในยูทูป) เอาสคริปต์ของเขามาท่องตามและใส่อินเนอร์ให้เหมือน
26. โหลดแอป Dictionary ติดโทรศัพท์ไว้ ผมแนะนำแอป Merriam-Webster (Eng-Eng) และ ThaiFastDict (Thai-Eng/Eng-Thai)
27. เราไม่ตอบว่า "No have." (ไม่มี) เวลาเจอคำถาม How much ...? หรือ How many ...? แต่เราตอบว่า "None." แทน
28. Every จะตามด้วยคำนามเอกพจน์ ส่วน all จะตามด้วยคำนามพหูพจน์ (ทั้งสองแปลว่า "ทั้งหมด" เหมือนกัน)
29. "No-brainer!" ไม่ได้แปลว่า ไม่มีสมอง แต่แปลว่า ง่ายมาก (จนแทบไม่ต้องคิด!) เช่นในประโยค It's a no-brainer.
30. "Ta" แปลว่า Thank you มักใช้ในภาษาพูดทั่วไป (เป็นภาษาอังกฤษแบบ UK)
31. ทุกคนที่เรียนภาษาอังกฤษควรเริ่มต้นท่องศัพท์ภาษาอังกฤษจาก "Oxford 3000 Keywords" มันคือ 90% ของคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน
32. เวลาพูดถึงสภาพอากาศ เรามักจะใช้ it's มากกว่า I'm เช่น "It's cold." (มากกว่าจะใช้ I'm cold) แต่ไม่ใช่ว่าเราใช้ I'm cold หรือ I'm hot แล้วมันจะผิดนะ ฝรั่งเขาก็ใช้เหมือนกัน!
33. เริ่มฟังเพลงฝรั่งได้แล้ว หาวงดนตรีอังกฤษ/อเมริกันสักวงมาฟังดู ไล่ฟังไปทีละอัลบั้ม (เก็บคำศัพท์ไปด้วย)
34. นิสัยสำคัญที่ควรสร้างคือ ทุกครั้งที่เจอคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่รู้ ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด dict แปลความหมาย และจดไว้ทบทวน
35. โหลดแอป BBC Learning English มาฟัง + ดูวีดีโอภาษาอังกฤษด้วย แนะนำเลย มันดีมาก!
36. สำหรับคนที่กำลังจะไปสอบ (โดยเฉพาะข้อสอบที่เกี่ยวกับ grammar) ควรศึกษาเรื่อง "Participle phrases" / "Participle clauses" / "Gerunds" & "To-infinitives" และ "comparative" (การเติม -er หรือ more) และ superlative (การเติม the -est หรือ the most) ให้ดี
37. 4 อันดับเว็บ dictionary แบบ Eng-Eng ที่ดีที่สุดสำหรับผมคือ Cambridge, Oxford, Longman, Macmillan
38. เว็บเรียนแกรมมาร์ที่แนะนำให้เข้าไปดูทุกวันคือ "Engvid" มีแบบฝึกหัดให้ทำด้วย ทำให้ครบนะ
39. อันนี้เน้นย้ำไปหลายทีแล้ว หัวใจหลักของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษคือเรื่อง "Part of speech" (noun, verb, adjective etc.) ศึกษาไว้ให้ดี!
40. สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มดูซีรีส์ฝรั่ง แนะนำให้ดูเรื่อง "Human Discoveries" ของ Facebook (กด search หาในเฟซได้เลย มีซับให้ด้วย)
41. "It's not the end of the world." แปลว่า อย่าคิดมาก
42. "That's lit." เป็นการพูดว่า That's good ที่โคตรอเมริกัน! (เอาไปใช้ได้ เช่น It's lit. / That movie was lit!)
43. "Don't take it to heart." แปลตรงตัวเลยว่า อย่าไปใส่ใจ
44. ฝรั่งมักจะตอบรับมุกตลกด้วยประโยค "That's a good one!"
45. ลองฝึกตั้งคำถามด้วย "Whose" ที่แปลว่า "ของใคร" ด้วยนะ ไม่ค่อยเห็นใครใช้เลย เช่นในประโยค Whose is this? (นี่ของใคร) หรือ Whose car is that? (รถคันนั้นของใคร)
46. ประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย "Which" มักจะมีตัวเลือกมาให้ด้วยเสมอ เช่น Which way shall we go, left or right? (left or right เป็นตัวเลือก)
47. ที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษมันสะกดให้อ่านยากก็เพราะว่าสำนักพิมพ์ในอดีตมักจะแก้ตัวสะกดให้เหมือนกับภาษาอังกฤษยุคโบราณ (ทำให้มันสะกดไม่เหมือนที่มันถูกออกเสียง)
48. เวลาตัว s มาเจอตัว y เราจะออกเสียงเป็น ch เช่น I miss you ที่อ่านว่า "I miss chu" (จำไว้ s + y = ch)
49. สำหรับคนอังกฤษ บางครั้งพวกเขาจะไม่ออกเสียงตัว t ที่อยู่หลังตัว r เช่น Party ที่ออกเสียงเป็น Par'y (อ่านว่า พา-อิ)
50. เรามักจะเติม "a bit" หน้า adjective ที่มีความหมายในเชิง negative เช่น It's a bit rusty. หรือ He's a bit silly.
51. ที่ UK คำว่า "Knackered" เป็น slang แปลว่า เหนื่อย (very tired)
52. Will ไม่ได้แปลว่า "จะ" แต่มันแปลว่า "เดี๋ยว" เช่น I'll be back. (เดี๋ยวฉันมา) / I'll do it. (เดี๋ยวฉันทำเอง)
53. หลายครั้งกริยาที่เติม -ed หรือ -ing นั้นทำหน้าที่เป็น adjective ไม่ใช่ verb (เช่น boring, interested, excited เป็นต้น) เราเรียกมันว่า participial adjective
54. Tense ที่ยากที่สุดคือ "present perfect" (have + v.3) แต่ถ้าทำความเข้าใจมันได้จะแต่งประโยคได้ดีขึ้นมาก
55. ถ้าไม่เก่ง tense ไม่เป็นไร พยายามใช้ "time expression" ในประโยคบ่อย ๆ ฝรั่งเขาก็เข้าใจช่วงเวลาที่เราจะสื่อได้อยู่นะ (เช่น yesterday, tomorrow, this afternoon, last night เป็นต้น)
56. Wish เป็นการหวังในอดีต (I wish I had more friends.) ส่วน Hope เป็นการหวังในปัจจุบันและอนาคต (I hope I have more friends.)
57. "Future perfect continuous" เป็น tense ที่ผมไม่เคยเจอใครใช้ในชีวิตจริงเลย! ดังนั้นไม่ต้องสนใจมัน (ตัด tense ที่น่าปวดหัวออกไปได้หนึ่งเรื่อง)
58. คนที่เรียนฝรั่งเศสมักเจอคำศัพท์ที่หน้าตาเหมือนภาษาอังกฤษหลายคำ นั้นก็เพราะว่าคำศัพท์ 28.3 % ในภาษาอังกฤษเป็นคำยืมมาจากภาษาฝรั่งเศส
59. Accent-shaming คือการที่เห็นคนสำเนียงดีแล้วไปว่าเขากระแดะ อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด เราควรชื่นชมคนที่พยายามออกเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษา ไม่ใช่ไปบั่นทอนกำลังใจเขา!
60. เวลาเจอคุยกับฝรั่งแล้วเจอคำศัพท์ที่เราไม่รู้ความหมาย อย่าเพิ่งสติแตก แค่หยิบโทรศัพท์ให้มากดหาคำแปลให้ก็รอดแล้ว! ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
61. หลายคำในภาษาอังกฤษมีมากกว่าหนึ่งความหมาย เช่นคำว่า set ที่มากกว่า 460 คำนิยาม! (แต่เราไม่จำเป็นต้องรู้หมดหรอก) ส่วนมากเราจะใช้แค่ความหมายที่หนึ่งและสอง
62. "Palindrome" คือคำศัพท์ที่ไม่ว่าจะสลับจากหน้าไปหลังหรือหลังไปหน้าก็เขียนออกมาได้เหมือนเดิมเสมอ เช่น Madam, radar, refer, Anna, wow เป็นต้น
63. "Pangram" คือประโยคที่มีพยัญชนะภาษาอังกฤษครบทุกตัว เช่นประโยค The quick brown fox jumps over the lazy dog.
64. Rhythms คือคำที่ไม่มีสระที่ยาวที่สุดในภาษาอังกฤษ
65. 55.5% ของข้อมูลที่ถูกเก็บในอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษ
66. ถ้าเรามัวกังวลเรื่องสำเนียงจะเก่งภาษาอังกฤษยากมาก คิดดูว่าที่สหรัฐอเมริกามีภาษาอังกฤษตั้ง 24 สำเนียง! ดังนั้นพูด ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวสำเนียงก็เพราะเอง!
67. ในระบบสุริยะมีดาวหนึ่งดวงที่ไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามเทพเจ้าโรมัน "Earth" นั่นเอง
68. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการแห่งท้องฟ้า (Official Language of Skies)
69. แนะนำให้ฟัง podcast เพื่อฝึก listening skill ด้วย เช่น TedTalks Daily, Rachel's English, All Ears English Podcast เป็นต้น
70. การแบ่งวรรคประโยค (sentence pause) ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรฝึก เวลาพูดจะได้หายใจทัน!
71. คำศัพท์หลายคำสะกดต่างกัน AME และ BRE เช่น color (US) - colour (UK) / behavior (US) - behaviour (UK) / center (US) - centre (UK) เป็นต้น
72. adjective บางตัวห้ามวางหน้าคำนาม เช่น alone, glad, asleep, afraid เป็นต้น (ไม่มีใครบอกว่า an alone man, the afraid boy อะไรทำนองนี้)
73. หลายคนชอบใช้ already ในประโยค จากนี้จำไว้ว่าหากจะใช้ already ประโยคต้องเป็น past tense เช่น "I did it already." (ไม่ใช่ I do it already)
74. ผมเข้าใจว่ามันติดปาก แต่ลองเลิกลงท้ายประโยคด้วย krun, kha ดูบ้างก็ดีนะ เดี๋ยวจะเคยชินแล้วแก้ยาก
75. ไปฝึกออกเสียงตัว r กับ l ให้ดี เช่นในคำว่า right - light / read - lead อะไรแบบนี้ หลายคนออกเป็นเสียง ล หมดเลย ไปแก้ด้วยนะ! (เข้า google แล้วค้นหาว่า 'minimal pairs for r and l')
76. เสียง L เวลาลงท้ายก็เหมือนกัน (เช่น ball, shcool, tool) คนไทยชอบออกเป็นเสียง n (บอน, สคูน, ทูน) แต่จริง ๆ มันต้องเป็นเสียง ลฺ นะ ลองฝึกเอาลิ้นมาแตะโตนฟันบนดู
77. อย่าออกเสียง slow ว่า sah-low (สะ-โลว) ให้ออกว่า sss-low แทน (สฺ-โลว) คำอื่น ๆ ด้วยเช่น start, sky, stop เป็นต้น
78. เติม a หน้าคำนามนับได้ และเติม some หน้าคำนามนับไม่ได้ด้วย เช่น I want a car. หรือ I need some water. พยยามอย่าพูดแบบห้วน ๆ (I want car / I need water)
79. ใครคิดว่าตัวเองแก่เกินที่จะเรียนภาษา? งานวิจัยชื่อ 'Age no excuse for failing to learn a new language' (ปี 2011) พบว่าผู้ใหญ่มีความสามารถในการเรียนภาษาได้ดีกว่าเด็กนะ
80. 'สำเนียงภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษา' แบ่งออกเป็นสี่สำเนียงหลัก แต่แบ่งเป็นสองกลุ่มที่ใกล้เคียงกันคือ สำเนียงอังกฤษ (British accents) - สำเนียงออสซี่ (Australian accents) สองสำเนียงนี้มีความเป็น British และสำเนียงอเมริกัน (American accents) - สำเนียงแคนาดา (Canadian accents) สองสำเนียงมีความเป็น American
81. รู้ไหมว่าคนเรามีสำเนียงต่างกันเพราะอะไร? เพราะเราโตกันมาคนละที่ ก็ถูก! แต่เหตุผลที่แท้จริงคือเพราะเราออกเสียงสระต่างกันต่างหาก แต่ละคนห่อปาก/ใช้ลิ้นไม่เหมือนกัน เกิดเป็นเสียงสระที่แตกต่างกันออกไป
82. ถ้าอยากสำเนียงดีให้เริ่มฝึกจากเสียงสระเลย! ในภาษาอังกฤษมีอยู่ประมาณ 20 สระ ได้แก่ /ı/ as in hit, /ɪ/ as in team, /e/ as in bed, /æ/ as in bat, /ɑː/ as in hard, /ɒ/ as in shot, /ɔː/ as in short, /ʊ/as in full, /uː/ as in school, /ʌ/ as in cut, /ɜː/ as in alert, /ə/ as in about, /aɪ/ as in hi, /ɑʊ/ as in out, /əʊ/ as in go, /ɔɪ/ as in toy, /ʊə/ as in sure, /ɪə/ as in fear, /eə/ as in air, /eɪ/ as in gate
83. 'สำเนียงผู้ดี' หรือสำเนียง BBC ที่หลายคนชอบกันคือเสียง Received Pronunciation หรือ "RP accent"
84. แกรมมาร์ภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็นสามระดับคือ Beginner (ระดับเริ่มต้น พอมีพื้นฐานบ้าง), Intermediate (ระดับกลาง เข้าใจแกรมมาร์เบื้องต้น), Advanced (ระดับสูง รู้คำศัพท์และแกรมมาร์พอสมควร) เริ่มต้นให้ถูกนะ!
85. ประโยค I like cat. อาจถูกเข้าใจผิดแปลว่า "ฉันชอบกินเนื้อแมว" ประโยคที่ถูกต้องคือ "I like cats." อย่าลืมเติม -s ด้วย
86. "What's not down?" เป็นคำทักทายที่ผมชอบใช้ มันก็แปลว่า What's up? นั่นแหละ (not down = up)
87. วิธีฝึกแกรมมาร์ที่ดีที่สุดคือการทำข้อสอบ error (error identification test)
88. แนะนำให้มีสมุดหนึ่งเล่ม เอาไว้จดคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่เราเจอในแต่ละ ถ้าเป็นไปได้ให้จดประโยคที่เจอคำศัพท์นั้นลงไปด้วย จดเก็บไว้พร้อมกับคำแปลภาษาไทยข้าง ๆ ไว้กลับมาทบทวน
89. Have ไม่ได้แปลว่า มี เสมอไป บ้างครั้งมันอาจแปลว่า "ดื่ม" (have a beer, have a glass of wine) หรืออาจแปลว่า "กิน" ก็ได้ (have lunch, have some pizza)
90. "Have got" คือการพูดภาษาอังกฤษแบบคน British (เช่น I've got a car.) ส่วนคนอเมริกันจะใช้ have เฉย ๆ (I have a car.)
91. "Get on/off" แปลว่า ขึ้น/ลง ใช้กับรถไฟ, เครื่องบิน, รถเมล์ ส่วนรถยนต์เราใช้ get in/out
92. ลองเปลี่ยนมาใช้ "strong verb" เพื่อให้ประโยคฟังดูเพราะขึ้น เช่น I really love you ก็เปลี่ยนมาเป็น "I adore you."
93. จง "หยุดเป็นนักเรียน" หยุดคิดว่าเราต้อง 'เรียน' เท่านั้น แต่ให้คิดว่าเรากำลังเป็นผู้ใช้ภาษา และหยิบมันมาใช้บ่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตอนที่อยู่บนโต๊ะกับหนังสือแกรมมาร์ หรือเวลาที่อยู่ในห้องสอบ โอเค๊?!
94. การเรียนภาษามันคู่กับการลืม ดังนั้นเราควรฟัง-พูด-อ่าน-เขียนทุกวัน ก่อนจะลืมมันไป! จำใส่ใจไว้เลย "Use it or lose it!"
95. เสียงสระที่อยู่หน้าตัว r มักจะหายไป เช่น history ออกเสียงว่า "hist'ry" (ฮิส-ตริ) หรือ different ที่อ่านว่า "diff'rent" (ดิฟ-เฟรนทฺ)
96. ในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย it's เราจะออกเสียงแค่ 's พอ เช่น It's good. ที่ออกเสียงว่า " 's good." (สฺ-กู้ดฺ) ไม่ใช่ อิส กู้ด หรือ it's okay ที่อ่านว่า " 's okay." (โซ-เค) ไม่ใช่ อิส โอ-เค
97. อันนี้ทีเด็ดเลย L ไม่ได้อ่านว่า แอล แต่อ่านว่า "เอล" ต่างหาก!
98. ลองเปลี่ยนมาใช้ "Alright?" แทน How are you? ดู ฟังดู British ขึ้นมาเยอะ
99. ใช้ "love" เรียกคู่สนทนาที่เราสนิท เพื่อทำให้ประโยคน่ารักขึ้น เช่น Where are you going, love? หรือ What's the matter, love?
100. จงเรียนรู้จากทุกอย่างรอบตัว ไม่ใช่แค่ในหนังสือ ไม่ใช่แค่ในวิดีโอ ไม่ใช่แค่ในชีวิตจริง แต่จากทุกอย่างรวมกัน ไม่ต้องรู้ทั้งหมดในวันนี้ แค่รู้มากกว่าเมื่อวาน!
_______________
ขอบคุณที่ติดตาม และขอบคุณมากกว่านั้นที่ฝึกภาษาอังกฤษอย่าตั้งใจ ขอให้โชคดีในปี 2020 ครับ
You've been fantastic, and I've been JGC.
Please check out:
- ติดตามคำศัพท์ประจำวันที่ Instagram: British Dad (https://www.instagram.com/the.jgc/)
- ติดตามสรุปเนื้อหาโพสต์ที่ Twitter: พ่อผมเป็นคนอังกฤษ (https://twitter.com/the_jgc)
- ซื้อ E-book รวมบทความ "พ่อผมเป็นคนอังกฤษ's" (vol. 1 Jan, 2020) แอดไลน์เพจ ไอดี: english.jgc (เป็นไฟล์ PDF เปิดอ่านในไลน์ได้เลย จากนี้จะออกเดือนละเล่มครับ)