แนตีฆอตีฆอมีแล

แนตีฆอตีฆอมีแล ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก แนตีฆอตีฆอมีแล, โรงเรียน, 265 ถ. ท่าเสด็จ ต. ตะลุบัน อ. สายบุรี จ. ปัตตานี, Sai Buri.

24/11/2025

#จุดประสานงานผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้
สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี (CHNS) เตรียมความพร้อมรับมือกับความเดือดร้อนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากจากเหตุอุทกภัยในภาคใต้
รวมพลัง ร่วมสู้ไปด้วยกัน
พลังและความร่วมมือของทุกท่าน คือสิ่งสำคัญในการส่งความช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก
สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ตามภาพแนบ

📌 ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
🏦 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
เลขที่บัญชี: 034-1-09640-7
ชื่อบัญชี: สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
📩 ผู้บริจาคตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป สามารถขอรับใบเสร็จได้ที่
👉 https://forms.gle/wZqy2aFzu9SdT5JU8
📲 ส่งกำลังใจหรือติดตามภารกิจช่วยเหลือได้ที่
Line ID:
👉 https://line.me/R/ti/p/

03/09/2025

.“รัฐนิยม” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงแรก เป็นนโยบายที่เน้นความเป็นชาตินิยมในลักษณะที่รุนแรงสุดโต่ง จนสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยโดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมภาคใต้ จากที่เคยได้รับการดูแลในฐานะพลเมืองไทยอย่างเท่าเทียมมาตั้งแต่ยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กลายมาเป็นถูกกดขี่และบีบคั้นทางด้านศาสนาอย่างไม่เป็นธรรม

ต่อมาหลังจากที่จอมพล ป. ลงจากตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2487 อันเนื่องมาจากร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดระเบียบบริหารราชการนครเพชรบูรณ์ และ ร่างพระราชบัญญัติพระราชกำหนดสร้างพุทธบุรีมณฑล ซึ่งแพ้คะแนนเสียงในสภาจนทำให้จอมพล ป. ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคณะราษฎรฝ่ายทหารและพลเรือน ผลปรากฏว่ากลุ่มคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนซึ่งนำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ได้เข้ามามีอำนาจแทนในระหว่างปี พ.ศ. 2487 – 2491

โดยในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายในลักษณะผ่อนปรนมากกว่าช่วงแรก มีการประนีประนอมและเพิ่มสิทธิให้กับชาวไทยมุสลิมในการเข้ารับราชการ รวมถึงการยอมรับข้อเสนอต่างๆ ถือเป็นช่วงของการอุปถัมภ์ชาวอิสลามหลังจากที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและรุนแรงจากรัฐบาลจอมพล ป. และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศในกรณีเหตุการณ์กบฏดุซงญอ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายปรีดีฯ ได้ประกาศใช้มาตรการหลายอย่างเพื่อลดกระแสความขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่การแบ่งแยกในที่สุด และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 รัฐบาลได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอุปถัมภ์ฝ่ายอิสลามขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นการอุปถัมภ์และควบคุมไปพร้อมๆ กัน เพื่อหวังผลทางการเมือง

การเข้ามามีบทบาทของรัฐในขณะนั้น แยกออกได้เป็น 2 มุมมองคือ เป็นความพยายามในการลบภาพความรุนแรงที่เกิดจากนโยบายรัฐนิยมของจอมพล ป. ระหว่างปี พ.ศ. 2481 – 2487 และในอีกด้านคือ เป็นการเข้าไปควบคุมกิจการทางศาสนา หรือควบคุมบทบาทของผู้นำทางศาสนา ให้อยู่ในการดูแลชองรัฐบาลผ่านพระราชบัญญัติอุปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ. 2488 โดยใน พรบ.ฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามของประเทศ รวมถึงแต่งตั้งตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงระหว่างชาวมุสลิมกับรัฐบาล

โดยการกำหนดนโยบายการศึกษาแบบอิสลามนั้น จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ และตำแหน่งจุฬาราชมนตรีจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐมนตรีมหาดไทย

และพระราชบัญญัติอุปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม มาตรา 5, 6 และ 7 ยังได้กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้น เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาลและกรรมการจังหวัดในข้อราชการที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมโดยตรง ซึ่งปรากฏว่า การแต่งตั้งถอดถอนตำแหน่งคณะกรรมการอิสลามนี้ จะต้องเป็นไปตามคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเช่นเดียวกัน ด้วยข้อกำหนดดังกล่าวผลที่ตามมาคือ ผู้นำทางศาสนาคนใดที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความไว้วางใจก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง และจะไม่มีบทบาทในการให้คำปรึกษา

ดังนั้น พรบ.ดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการมุ่งแก้ปัญหาชาตินิยมมลายูที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐในขณะนั้น อันเนื่องมาจากกระแสการเข้ามามีบทบาทของอังกฤษในมลายา

ความพยายามของรัฐบาลในการอุปถัมภ์ศาสนาอิสลามโดยออกพระราชบัญญัติขึ้นนั้น เป็นกรณีของเหรียญที่มี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นการลบภาพความรุนแรงแบบเก่าในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และในอีกด้านหนึ่ง เป็นการเข้าไปจัดการกิจการทางศาสนาให้มีโครงสร้างที่ชัดเจนและอยู่ในการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาล

ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านต่างเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลพวกเขาอย่างจริงใจ ทำให้เกิดความแปลกแยก และส่งผลให้เกิดการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ ทั้งการเรียกร้องสิทธิการปกครองตนเอง การเข้าร่วมกับกองกำลังอังกฤษเพื่อหวังให้เป็นทางออกในการเข้าร่วมกับรัฐมลายา การปราศรัยในที่สาธารณะ และการอพยพย้ายถิ่นเข้าไปในมลายา

ต่อมารัฐบาลได้ยกร่างกฎหมายครอบครัวและมรดก พ.ศ. 2489 แทนที่การใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเนื้อหาที่ว่าด้วยครอบครัวในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 กฎหมายฉบับนี้นำมาซึ่งการไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือจากผู้นำทางศาสนาอิสลาม และถูกมองว่าเป็นการเข้าไปก้าวก่ายกิจการทางศาสนาอิสลามของรัฐบาล

และจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ได้ทำให้ ฮัจยีสุหลง อับดุลกอเดร์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวมลายูมุสลิม ได้ออกมาคัดค้านกฎหมายดังกล่าว รวมถึงคัดค้านการแต่งตั้งดาโต๊ะยุติธรรมที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากอิหม่ามหรือผู้ที่มีความรู้ทางศาสนา

ฮัจยีสุหลง ได้ยื่นคำร้องทั้งหมด 7 ข้อ ต่อรัฐมนตรีมหาดไทย และต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2490 โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ขอให้แต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจเต็มมาปกครองใน 4 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยให้มีอำนาจที่จะปลด ระงับ หรือโยกย้ายข้าราชการได้ บุคคลผู้นี้จะต้องถือกำเนิดในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งของ 4 จังหวัด และจะต้องได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนใน 4 จังหวัดนั้น

2.ข้าราชการใน 4 จังหวัด จะต้องเป็นมุสลิมจำนวน 80%

3.ให้ใช้ภาษามลายูและภาษาไทย เป็นภาษาราชการของ 4 จังหวัด

4.ให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางของการสอนในโรงเรียนชั้นประถม

5.ให้ใช้กฎหมายมุสลิมในศาลศาสนาแยกออกไปจากศาลจังหวัด ซึ่งเคยมีผู้พิพากษาเป็นมุสลิม (Kathi) นั่งพิจารณาร่วมด้วย

6.ภาษีเงินได้และภาษีทั้งปวงที่เก็บจากประชาชนทั้งจังหวัด จะต้องใช้จ่ายเฉพาะใน 4 จังหวัดเท่านั้น

7.ให้จัดตั้งคณะกรรมการมุสลิม มีอำนาจเต็มในการดำเนินการเกี่ยวกับคนมุสลิมทุกเรื่อง โดยให้อยู่ในอำนาจสูงสุดของผู้นำตามข้อ 1.


การเรียกร้องเหล่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ราษฎรไทยมุสลิมในขณะนั้นต่างถูกเจ้าหน้าที่กดขี่อย่างหนัก หากมีอะไรที่สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ก็จะถูกใส่ร้ายในคดีผิดกฎหมาย บ้างก็ถูกจับกุมพาไปยิงทิ้งกลางทางด้วยข้อหาต่อสู้เจ้าหน้าที่ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวบ้านแค่ 2-3 คน แต่เกิดขึ้นกับคนนับสิบในทุกๆ อำเภอ ที่หากไปเจรจาหรือขอร้องต่อหัวหน้าเจ้าหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ที่ไปเจรจานั้นก็มักจะโดนใส่ร้ายด้วยข้อหาที่หนักขึ้น

สำหรับการรวมตัวกันต่อต้านรัฐเป็นครั้งแรกของชาวไทยมุสลิม เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “กบฏดุซงญอ” (Dusun Nyur Rebellion) ซึ่งเริ่มจากการที่ฮัจยีสุหลง (Haji Sulong หรือ Sulong Bin Abdul Kadir Mohammad el Patani) ประธานสภาอิสลามจังหวัดปัตตานีได้ก่อตั้ง “ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาชนปัตตานี” ขึ้นในปี พ.ศ. 2490 และต่อมาเขาได้ถูกจับกุมในข้อหากบฏ

โดยก่อนหน้าการจับกุมนั้น ฮัจยีสุหลงได้มีความพยายามแต่งตั้งให้ เตงกู มะไฮยิดดิน เป็นตัวแทนไปเจรจากับทางรัฐบาล เพื่อให้เข้าใจในจุดประสงค์ของข้อเรียกร้องที่ชัดเจนขึ้น โดยเนื้อหาในจดหมายที่ฮัจยีสุหลงมีไปถึงเตงกู มะไฮยิดดิน เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2491 มีดังนี้ …

“เราชาวไทยอิสลามในการปกครองของสยาม ขอบอกแก่ท่านว่าเราไม่สามารถที่จะทนทานต่อความอยุติธรรม ความทุกข์เข็ญ การกดขี่ และการสูญเสียอิสรภาพส่วนบุคคลที่ข้าราชการและรัฐบาลสยามกระทำต่อเราได้อีกต่อไป แม้ว่าเราจะได้เคยวิงวอนต่อข้าราชการและรัฐบาลสยามมาหลายครั้งหลายหนแล้วให้มอบสิทธิเช่นมวลมนุษย์ทั้งหลายให้แก่เรา แต่เรากลับมิได้ข่าวที่น่าพึงพอใจเลย ไม่มีแม้แต่คำตอบ ดังนั้น เราขอมอบอำนาจเต็มตลอดจนสิทธิที่จะกระทำใดๆ ที่เป็นไปได้และที่เหมาะสมอันจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเรา เพื่อว่าเราจะสามารถมีชีวิตอยู่เช่นมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ มีอิสรภาพส่วนบุคคล ได้เชื้อชาติมลายูและศาสนาอิสลามกลับคืนมา ด้วยความมุ่งหมายและปรารถนาเช่นนี้ พวกเราแต่ละคนภายใต้ลายเซ็นหรือลายมือชื่อนี้ ขอแต่งตั้งท่านด้วยความเต็มใจให้เป็นตัวแทนข้างต้น”


จะเห็นได้ว่า แม้ข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ของฮัจยีสุหลง อาจเป็นไปได้ยากในการบรรลุข้อตกลงเมื่อมองในมุมมองของรัฐบาล แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปโดยเฉพาะจดหมายข้างต้น ความต้องการของพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการขอสิทธิความเป็นมนุษย์ อิสรภาพ และอิสระในด้านเชื้อชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วย่อมเป็นสิทธิโดยธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดสามารถพรากไปได้ ซึ่งจดหมายฉบับนั้นเป็นความพยายามที่จะเจรจากับรัฐบาลเพื่อขอในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องขอ เพราะมันคือสิทธิมนุษยชนที่พึงได้รับจากรัฐอยู่แล้ว

และเนื้อหาในจดหมายยังได้สะท้อนอะไรบาอย่าง นั่นคือความพยายามในการใช้ทูตหรือการเจรจาเพื่อหาความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งหลายคนอาจเคยเห็นแค่ด้านของการใช้ความรุนแรงเข้าจัดการหรือเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่จดหมายฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า มีความพยายามเจรจาร้องขอความยุติธรรมจากรัฐหลายครั้งหลายหนด้วยสันติวิธี

ซึ่งถ้าหากรัฐบาลคณะราษฎรยอมประนีประนอมและแก้ปัญหาให้พวกเขาด้วยความจริงใจ ก็น่าจะทำให้ความบีบคั้นของชาวไทยมุสลิมที่เกิดจากนโยบายรัฐนิยม ได้คลี่คลายไปในทิศทางที่เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่

03/05/2025

สามีวอนช่วยประกาศ ตามหาภรรยาและลูกที่หายตัวไป

เมื่อวันที่2พค 68 น.ส.อาซีซะ มะดอ ภรรยาคือได้หายออกจากบ้าน โดยแจ้งว่าจะไปทำพาสปอร์ตที่ศอ.บต. แต่ต่อมาเวลาประมาณ 11.00 น. สามีได้โทรหาภรรยาอีกครั้ง ภรรยาแจ้งว่าอยู่ที่เมืองยะลากำลังซื้อเสื้อผ้าอยู่ และหลังจากนั้นก็โทรติดต่อไม่ได้อีกเลย โดยภรรยา ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ YAMAHA รุ่น Filano สีเทา ทะเบียน 1กฉ 6030 ยะลา ไปพร้อมกับ บุตรจำนวน 2 คน

หากผู้ใดพบเห็นให้รีบติดต่อ นายอายีมิ บากา ได้ที่เบอร์ 061 081 8569 โดยด่วน สามีเป็นห่วงมาก

ที่อยู่

265 ถ. ท่าเสด็จ ต. ตะลุบัน อ. สายบุรี จ. ปัตตานี
Sai Buri
94110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แนตีฆอตีฆอมีแลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท