20/05/2024
🌺 วันวิสาขบูชา 🌕
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ นี้
---------------------------
ขอเชิญชวนพุทธบริษัททั้งหลาย
ร่วมกันเจริญกุศล ภาวนาจิตใจ เพื่อตน
๗.๐๐ น. - ทำบุญตักบาตร(ข้าวสารอาหารแห้ง) และพร้อมเพรียงกันที่ศาลาหอฉัน
๙.๐๐ น. - บวชรักษาศีลอุโบสถ เจริญจิตภาวนา
๑๔.๐๐ น. - ฟังธรรมตามกาล ยามบ่าย
๑๖.๐๐ น. - ภิกษุทุกรูปร่วมฟังพระปาติโมกข์ ณ ลานสีมา
๑๘.๐๐ น. - สวดมนต์เย็น พร้อมคำแปล
๑๙.๐๐ น. - ฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล
๒๐.๐๐ น. - เวียนเทียน บูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ จุดประทีปบูชาธรรม🕯️
---------------------------
ณ วัดคลองสามเรือน-ป่าโคกคราม
ต.สามเรือน อ.เมือง จ.ราชบุรี
---------------------------
สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย.
[การสั่งสมบุญ นำสุขมาให้]
16/04/2024
😊อิ่มบุญ อิ่มใจ ในเทศกาลสงกรานต์ปี 2567นี้.
ณ วัดคลองสามเรือน-ป่าโคกคราม
ขอให้สิ่งดีงาม จงมีแก่ท่านทุกเมื่อเทอญ.
สาธุ.🙏🙏🙏สาธุ.🙏🙏🙏สาธุ.🙏🙏🙏
https://www.facebook.com/share/p/rK52dQQtauggPgpn/?mibextid=oFDknk
17/03/2024
📢ขอเชิญอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ร่วมกันเจริญกุศล สวดมนต์เย็น พร้อมคำแปล
สวดสาธยายธัมมจักกัปปวัตนสูตร
🔊และฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล
วัดคลองสามเรือน-ป่าโคกคราม
🕕ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 20.00 น.🕗
ขอบุญนั้นจงรักษาท่าน อนุโมทนา… สาธุ🙏🙏🙏
24/02/2024
🌕 บุคคลไม่พึงละโอกาสกุศลทั้งหลาย ที่พึงกระทำให้เจริญโดยเฉพาะหน้านั้นๆ เถิด.🕯️
https://www.facebook.com/share/p/3x33skdPQphzHTUk/?mibextid=Nif5oz
29/12/2023
🌱สถานที่นี้ อนาคตต่อไปจะเป็น ที่รมณีย์ธรรม🌳🌿
วัดคลองสามเรือน-ป่าโคกคราม
🙏ร่วมอนุโมทนาบุญกันเทอญ… สาธุ🙏
📸 ดูโพสต์นี้บน Facebook
https://www.facebook.com/share/p/fe6Z5oNU6mt1sLcy/?mibextid=eHce3h
19/08/2015
คุณแห่งอุบาสก ๑๐ ประการ
๑. เป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์กับพระภิกษุสงฆ์
๒. รักษากายวาจาดี
๓. ถือธรรมะเป็นใหญ่
๔. ยินดีในการจำแนกแจกทาน
๕. พยายามเพื่อให้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า
๖. เป็นผู้มีความเห็นถูก
๗. เป็นคนเชื่อกรรม
๘. ไม่ถือผู้อื่นว่าดีกว่าพระพุทธเจ้า
๙. ยินดีในความพร้อมเพรียง
๑๐. ไม่เป็นคนลวงโลก มีแต่นับถือพระรัตนตรัยโดยตรง
ขอถวายพระพร คุณของอุบาสกทั้ง ๑๐ นี้ มีอยู่ในมหาบพิตรแล้ว การที่มหาบพิตรเล็งเห็นความเสื่อมเสียแห่งพระพุทธศาสนามุ่งแต่ความเจริญแล้วนั้น เป็นการสมควรแท้ อาตมภาพถวายโอกาสแก่มหาบพิตร ขอมหาบพิตรจงทรงไต่ถามตามพระทัยเถิด"
19/03/2015
“นิพพานอธิวจนะ”
คำว่า “นิพพาน” ในข้อความในสูตรอื่น ๆ เป็นอันมาก ได้ทรงแสดงไว้ด้วยอธิวจนะ
คือ คำแทนชื่อต่างๆกัน และมีเรื่องที่จะพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างเดียวกัน
คือ ทรงแสดงไว้ด้วยคำว่า ..
อสังขตะ (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หรือปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้)
อนตะ (ธรรมที่ไม่น้อมไปในสิ่งใด หรือสิ่งใดน้อมไปไม่ได้)
อนาสวะ (ไม่มีอาสวะอันเป็นสิ่งเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง)
สัจจะ (ของจริงเพียงสิ่งเดียว ไม่มีสิ่งที่สองเทียบ)
ปาระ (ฝั่งนอกที่กิเลสและทุกข์ตามไปไม่ถึง)
นิปุณะ (สิ่งละเอียดอ่อนสำหรับการศึกษาและปฏิบัติ ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า)
สุทุททสะ (อันผู้ไม่สิ้นอาสวะเห็นได้ยากที่สุด)
อชัชชระ (ไม่มีความคร่ำคร่าลงโดยประการทั้งปวง)
ธุวะ (ยั่งยืนมั่นคงไม่แปรผัน)
อปโลกินะ (เป็นที่จ้องมองแห่งสัตว์เพื่อการบรรลุถึง)
อนิทัสสนะ (ไม่มีการแสดงออกทางวัตถุ หรือทางตา; ผู้อื่นพลอยเห็นด้วยไม่ได้)
นิปปปัญจะ (ไม่มีเครื่องกีดกั้นให้เนินช้าเพราะว่างจากกิเลส)
สันตะ (สงบระงับจากการปรุงแต่งเสียดแทงเผาลน)
อมตะ (ไม่ตายเพราะไม่มีการเกิด เพราะไม่อยู่ในอำนาจเหตุปัจจัย)
ปณีตะ (ประณีตละเอียด เพราะพ้นไปจากความเป็นรูปธรรมและนามธรรม)
สิวะ (สงบเย็นเพราะไม่มีไฟกิเลสและไฟทุกข์)
เขมะ (เกษมจากสิ่งรบกวนทุกชนิด)
ตัณหักขยะ (เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา หรือภาวะสิ้นสุดแห่งตัณหา)
อัจฉริยะ (น่าอัศจรรย์ ไม่มีสิ่งใดน่าอัศจรรย์เท่า)
อัพภุตะ (สิ่งที่ไม่มีไม่เป็นควรนำมาบอกกล่าวในฐานะสิ่งที่ไม่เคยบอกกล่าว)
อนีติกะ (ไม่มีเสนียดจัญไร เพราะพ้นดีพ้นชั่ว)
อนีติกธัมมะ (มีปกติภาวะไม่มีเสนียดจัญไรเป็นธรรมดา)
อัพ๎ยาปัชฌะ (ไม่มีความเบียดเบียนเป็นสภาวะ)
วิราคะ (ไม่มีความย้อมติดในสิ่งใด มีแต่จะทำให้คลายออก)
สุทธิ (บริสุทธิ์หมดจด เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง)
มุตติ (เป็นความปล่อยความหลุดจากความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน)
อนาลยะ (ไม่เป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งกิเลสและความทุกข์)
ทีปะ (เป็นดวงประทีปที่พึ่งของสัตว์ผู้ตกจมอยู่ในความมืดคืออวิชชา)
เลณะ (เป็นเสมือนที่หลบซ่อนจากภัยของสัตว์ผู้หนีภัย)
ตาณะ (เป็นเสมือนที่ต้านทานของสัตว์ผู้แสวงหาที่ต้านทานข้าศึกศัตรู)
สรณะ (เป็นที่แล่นไปสู่แห่งจิตที่รู้สึกว่ามีภัยต้องการที่พึ่ง)
ปรายนะ (เป็นเป้าหมายในเบื้องหน้าแห่งสัตว์ผู้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ).
คำแทนชื่อกันและกันชนิดนี้ ในบาลีท่านเรียกว่า .. อธิวจนะ ในที่นี้เป็นอธิวจนะของคำว่า .. นิพพาน
- สฬา. สํ. ๑๘/๔๔๑-๔๔๒, ๔๕๐-๔๕๓/๖๗๔-๖๘๔, ๗๒๐-๗๕๑.
18/03/2015
5 ผู้ต้อง "ธรณีสูบ” สมัยพุทธกาล
โดยทั่วไปเราทราบกันว่า ในสมัยพระพุทธองค์มีคนที่ทำความชั่วจนถูกธรณีสูบไป 1 คน คือ พระเทวทัต แต่ความจริงมีถึง 5 ซึ่งทุกคนล้วนแต่ก่อกรรมทำเข็ญมุ่งร้ายต่อพระพุทธองค์และสาวกของพระองค์ทั้งสิ้น
1 พระเทวทัต ถูกธรณีสูบ
พระเทวทัต เป็นพระเชษฐาของพระนางยโสธราพิมพา ชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า พระเทวทัตตามล้างตามผลาญพระพุทธองค์มาแล้วหลายชาติ จากนั้นพระเทวทัตก็ติดตามจองเวรกับพระพุทธองค์มาหลายชาติ ชาติสุดท้ายก่อนเกิดเป็นพระเทวทัตจนถูกธรณีสูบ ได้เกิดเป็นชูชกขณะที่พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นพระเวสสันดร ในชาติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ พระเทวทัตก็มีจิตริษยาอาฆาตพระพุทธองค์มาแต่เยาว์วัย เมื่อพระพุทธองค์ทรงผนวช พระเทวทัตก็ออกผนวชด้วย และเมื่อพระพุทธองค์บรรลุพระโพธิญาณ พระเทวทัตก็สำเร็จโลกีย์ญาณ ได้อภิญญาสามารถแปลงกายและเหาะเหินเดินอากาศได้
นายขมังธนูซึ่งพระเทวทัตส่งไปฆ่าพระพุทธองค์ ปลงอาวุธ ฟังธรรม สำเร็จมรรคผล
แม้จะสำเร็จถึงขั้นนี้แล้ว พระเทวทัตก็ยังมุ่งประกอบการชั่วจองล้างจองผลาญพระพุทธองค์ตลอด ครั้งหนึ่งได้ส่งนายขมังธนูไปปลงพระชนม์ เพื่อจะตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเอง เมื่อไม่สำเร็จก็ยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรูที่เคยเลื่อมใสพระพุทธองค์ จนหลงผิดถึงขั้นปลงพระชนม์บิดาของตัวเอง และยังยุให้มอมเหล้าช้างนาฬาคีรีให้เมามันดุร้ายไปทำร้ายพระพุทธเจ้า ทั้งยังยุยงหมู่สงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ว่าพระองค์ยังพัวพันกับกิเลส มัวหมองในพรหมจรรย์ ฉันพระกระยาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ ขณะที่พระเทวทัตหันไปฉันมังสวิรัติ และโอ้อวดว่ามีพรหมจรรย์ที่เหนือกว่า ความชั่วร้ายต่างๆ ที่พระเทวทัตสะสมมาหลายชาติ ก็ได้บันดาลให้แผ่นดินลงโทษ เพราะไม่อาจจะแบกความชั่วไว้ได้ต่อไป แยกตัวออกสูบพระเทวทัตตกลงขุมนรกอเวจี หมกไหม้ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป