โลกใต้น้ำ

โลกใต้น้ำ เพจรวมความรู้และกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ไมโครพลาสติก เร่งโลกร้อน!!!
08/06/2026

ไมโครพลาสติก เร่งโลกร้อน!!!

◉ CLIMATE CHANGE: ราวกับว่ายังแย่ไม่พอ ไมโครพลาสติกที่ลอยอยู่ในอากาศกำลังเก็บความร้อนแล้วทำให้บรรยากาศรอบข้างร้อนขึ้น
ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก มลพิษที่ไม่มีใครหนีพ้นเนื่องจากพวกมันได้เข้าไปปนเปื้อนในทั่วระบบนิเวศ น้ำ อากาศ ดิน ร่างกายสัตว์ พืช และร่างกายมนุษย์ แถมยังขึ้นไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจว่ามันสร้างผลกระทบอะไรได้บ้างในระดับความสูงขนาดนั้น
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่บนวารสาร Nature Climate Change อนุภาคพลาสติกสีสันสดใสดูดซับแสงแดดมากกว่าสะท้อน ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิของอากาศโดยรอบสูงขึ้น สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ปริมาณของมันอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากกว่าที่ใครจะคิดไว้มาก
“ผมคิดว่าเรามีความมั่นใจในเรื่องนี้มาก เพราะเราได้ทำการวัดทั้งหมดในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ของมันกับแสงแดด สิ่งที่เราไม่มั่นใจนักและยังคงเป็นความไม่แน่นอนอย่างมากคือ จำนวนอนุภาคเหล่านี้ในชั้นบรรยากาศว่ามีมากน้อยเพียงใด” ศาสตราจารย์ Drew Shindell ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกแห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ก กล่าว
ทีมวิจัยได้ทำความเข้าใจพฤติกรรมของมลพิษเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบลักษณะต่าง ๆ ของอนุภาคไม่ว่าจะเป็นขนาด สี องค์ประกอบทางเคมี และอายุ ที่สัมผัสกับแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกัน พวกเขาพบว่าอนุภาคสีดำ เหลือง น้ำเงิน และแดงดูดซับแสงแดดได้มากกว่าอนุภาคสีขาวมาก
อนุภาคที่มีสีสันดูดซับแสงได้ในระดับที่สูงกว่าชิ้นส่วนที่ไม่มีสีเกือบ 75 เท่า ขณะเดียวกันไมโครพลาสติกขนาดเล็กก็จะดูดซับและกระจายแสงได้รุนแรงกว่า ทีมวิจัยประเมินว่า ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อภาวะโลกร้อนอาจมีค่าประมาณหนึ่งในหกของคาร์บอนดำหรือเขม่า ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก
“ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกในอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการปนเปื้อนทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นใหม่” Gilberto Binda นักวิจัยไมโครพลาสติกจากมหาวิทยาลัยอินซูเบรียในอิตาลี กล่าว
ยังไงก็ตามผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่นั่นคือ ความซับซ้อนของโลกแห่งความจริง ที่อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เช่นความชื้น สารเคมี การกระทำของคลื่น และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ยังไงก็ตาม “มันเป็นเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่เราควรให้ความสนใจมากขึ้นกับการกำจัดขยะพลาสติกออกจากสิ่งแวดล้อม” Shindell บอก
อ่านฉบับเว็บไซต์ที่ https://environman.co.th/microplastic-climate-change/

ปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ = ปกป้องอนาคตของเรา5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ถูกจัดตั้...
05/06/2026

ปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ = ปกป้องอนาคตของเรา
5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก
วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนทั่วโลกตระหนักและร่วมมือกันแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยมีที่มาจากการประชุมใหญ่ระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ซึ่งมี 113 ประเทศเข้าร่วมเพื่อหาทางออกต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมจากยุคอุตสาหกรรม ที่ประชุมจึงมีมติประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกอย่างเป็นทางการ
โดยในปี 2026 ได้มีการขับเคลื่อนแคมเปญระดับโลกภายใต้แนวคิด "Inspired by Nature. For Climate. For Our Future."
ภาพ/ข้อมูล : นางสาววรรณาภรณ์ เจริญยิ่งสุขจินดา ตำแหน่ง ครู

22/05/2026

🌿🌏✨ 22 พฤษภาคม วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity)

🌱 ความหลากหลายทางชีวภาพคือรากฐานสำคัญของระบบนิเวศ 🌳 แหล่งอาหาร 🐟 แหล่งน้ำ 💧 และคุณภาพชีวิตของทุกคนบนโลก 🌎 การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนจึงเป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน 🤝💚

📌 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มุ่งส่งเสริมการจัดทำนโยบาย แผน และมาตรการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 🦋🐘🌺 พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ⚖️🌿 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ♻️ และการส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป 👨‍👩‍👧‍👦🌍

🎉 ในปีนี้ สผ. จัดงาน **“กิจกรรมวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำปี 2569”** ภายใต้แนวคิด **“Acting locally for global impact”** 🌱🌏 เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจากระดับท้องถิ่น สู่ผลกระทบเชิงบวกในระดับโลก 💚✨

📅 **วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569**
⏰ **เวลา 08.30 - 15.00 น.**
📍 **ณ ห้องประชุม Convention Center โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร**

💚🌱 เพราะทุกการลงมือทำในวันนี้ คือพลังสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยและโลกของเรา 🌏✨

#วันความหลากหลายทางชีวภาพ #สผ #ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #สิ่งแวดล้อมไทย 🌿🦋🌺

https://www.facebook.com/share/p/1MuaXHZEGj/?mibextid=wwXIfr
04/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/1MuaXHZEGj/?mibextid=wwXIfr

อาจจะเป็น New Normal ไปแล้ว กับสิ่งที่เราต้องเช็คก่อนออกจากบ้าน นอกเหนือจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานแข่งกับจรวด #อาร์ทิมิส2 ของ ในแต่ละวัน ว่า...

🥵 วันนี้คลื่นความร้อนจะสูงเท่าไร
😷 PM 2.5 สีส้ม แดง หรือม่วง

และเราเริ่ม "เคยชิน" กับมันมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ในประเทศไทย จะมีความพยายามผลักดัน "พ.ร.บ.อากาศสะอาด" กฎหมายที่อยากให้ทุกคน "มีสิทธิ์" ได้หายใจในอากาศดีๆ ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่เรากลับต้อง "เรียกร้อง" ก็ดูจะยังไม่ได้รับการตอบรับในเร็ววันนี้

ในขณะเดียวกันกับที่เรากำลังรับมือและ "ส่งเสียง" ให้ปัญหาที่มองเห็นตรงหน้าชัดๆ ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกหลายอย่างที่กำลังหายไปเงียบๆ แบบไม่มีโอกาสได้เรียกร้องอะไรจากใคร

🐝 แมลงบางชนิดในที่ผู้คนมองว่า "รกร้าง"
🪺 สัตว์เล็กๆ ที่อาศัยอยู่ต้นไม้ริมรั้วบ้าน
🌱 พืชที่เราอาจไม่เคยสังเกตเห็นการมีอยู่
..จนกระทั่งมันหายไป...

นี่คือปรากฏการณ์ "Silent Extinction" และไม่ใช่แค่ตัวของสิ่งมีชีวิต แต่ "บ้าน" ของพวกเขา ก็กำลังหายไปด้วย

🌳 พื้นที่สีเขียวหายไปเพราะภาษีที่ดิน
🌊 พื้นที่ชุ่มน้ำถูกลดทอนเพื่ออุตสาหกรรม
🏘️ เมืองขยายโดยไม่มีที่ว่างให้ธรรมชาติ

สิ่งที่หายไปเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ "พื้นที่"
แต่มันคือ "ชีวิต" และ "ความสัมพันธ์" ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบนิเวศ


คำถามคือ...
ถ้าเราไม่เคยสังเกต เราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรหายไปแล้ว? และถ้าเราไม่รู้...เราจะสู้เพื่อปกป้องมันได้ยังไง?


นี่คือเหตุผลที่ "วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง" จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กับบทบาทที่ความสูญเสียและเสื่อมถอยของโลกไม่อาจจะรอเพียงใครคนหนึ่ง แต่ "ทุกคน" คือพลังที่จะช่วยหาคำตอบ เพราะแม้เพียงสิ่งเล็กๆ ที่เราเห็น ก็อาจเป็นข้อมูลที่ช่วยต่อจิ๊กซอว์ให้กับภาพใหญ่ของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็น

🌫️ คุณภาพอากาศ
🌿 ความหลากหลายทางชีวภาพ
🏞️ การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ธรรมชาติ

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกไฟ 🔥 ในใจลุกโชน 🐦‍🔥 ก็ขอเชิญชวนมาช่วยกันเช็คสุขภาพระบบนิเวศใกล้บ้าน โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ "ปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง 2569" ไปพร้อมกันกับเพื่อนทั่วโลกกว่า 900 แห่ง ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน 2569 นี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน กับใคร เพียงมีสมาร์ทโฟน ก็สามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์ตัวจริงกู้โลกได้ ด้วย 3 Step ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว
🧐 See
📱Snap 📝
🌐 Share
ไปในแพลตฟอร์มออนไลน์


แต่ถ้าใครกลัวเดินคนเดียวแล้วเหงา ก็มาหาเราได้นะ 👇

📅 25 เมษายน 2569
⏰ 09.00 – 21.00 น.
📍คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน https://maps.app.goo.gl/XkbXpSMA2nP8nab7A

และเราเข้าใจว่าแดดมันร้อน คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ จะได้ทนตากแดดทั้งวัน (ฮั่นแน่ ~ ใครอ่านใส่ทำนอง 🙋 ยกมือขึ้น!! ) ปีนี้เลยขอชวนมาหลบคลื่นความร้อน จัดงานกันในอาคารวิทยาศาสตร์กายภาพ 45 ปี โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

มี MAIN DISH 🍽️ พร้อมเสิร์ฟมากมาย เพิ่มขึ้นจากทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละกิจกรรมตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี เพื่อรองรับคนหลากหลายกลุ่ม ให้ตอบโจทย์ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย


🌱 Nature re-connect สำหรับวัยรุ่นสาย Well-being ทิ้งตัวลง grounding ไปกับทีม Park ใจ

🧗 Kids Climbing สำหรับแกงค์ฟันน้ำนม มาปล่อยพลังกันในช่วงปิดเทอม กับทีมพี่ๆ School of Arborist

🦋 นิทรรศการ "Silent Extinction" ของบูธเครือข่ายสิ่งแวดล้อม และศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มก.

และ Highlight ของงาน ที่ห้ามพลาด! Nature Walk & Night Walk ตามล่าหา Pokemon ในชีวิตจริง พบ "เพื่อนใหม่" ใจกลางเมืองของเรา ไปกับ Leader ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายหน่วยงาน คณาจารย์จาก ม.เกษตรศาสตร์ และ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล R I M
ที่จะมาช่วยชี้ชวน พาสะสมแต้มใน Pokedex ของเราผ่านแอปพลิเคชัน iNaturalist.org


ทุกกิจกรรม เข้าร่วมได้ ฟรี!!! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน เพราะเราได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ดังนี้
💚 ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🧡 ChangeFusion
🩷 NanoMed

ร่วมด้วยพลังมดงานของ
Nature Plearn Club
GYBN Thailand
แมงมุมกระโดดไทย Jumping Spiders of Thailand
เครือข่ายธรรมชาติวิทยาไทย - ThaiNaturalist Network
Biodiv Campus Thailand
Wanghin Lab

และกราฟิกมือทอง จาก Stick With Kavee

แต่ถึงจะได้รับการสนับสนุนแล้ว บางกิจกรรมก็ยังรับได้จำนวนจำกัด และความไวเป็นของปีศาจ!!! 😈 รีบไปลงทะเบียนกันได้ที่...

อ๊ะๆ!! ก่อนลงทะเบียน อย่าลืม "อ่าน" เงื่อนไขการลงทะเบียน และเงื่อนไขการเข้าร่วมของแต่ละกิจกรรมให้ดีนะ

ถ้าพร้อมแล้วก็...เริ่มเลออออ ~

https://forms.gle/CoYf9wynNbyLGzAXA
..อย่ารอให้ธรรมชาติสวยๆ เหลือแค่ในความทรงจำ และคำบอกเล่า...

แล้วพบกัน!!







🌱 พรรณไม้น้ำคืออะไรแอดมินชวนน้องๆมาทำความรู้จักกลุ่มสังคมพืชที่โดดเด่นสุดๆในพื้นที่ชุ่มน้ำกันค่ะพรรณไม้น้ำ คือ พืชที่เจร...
26/03/2026

🌱 พรรณไม้น้ำคืออะไร
แอดมินชวนน้องๆมาทำความรู้จักกลุ่มสังคมพืชที่โดดเด่นสุดๆในพื้นที่ชุ่มน้ำกันค่ะ
พรรณไม้น้ำ คือ พืชที่เจริญเติบโตในน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม โดยแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตได้ 4 กลุ่มหลัก
1. 🐠 พืชใต้น้ำ (Submerged plant)
- จมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด
- ใบอ่อนบาง เปราะ ไม่มีคิวตินและปากใบ
ตัวอย่าง: สาหร่ายเส้นด้าย, สาหร่ายหางกระรอก, สันตะวาใบพาย
2. 🌸 พืชโผล่เหนือน้ำ (Emerged plant)
- รากยึดติดดินใต้น้ำ ลำต้นแข็งแรง
- ใบและดอกโผล่เหนือน้ำ มีคิวตินบาง ๆ
ตัวอย่าง: บัวหลวง, บัวสาย, บัวบก, แว่นแก้ว
3. 🌿 พืชลอยน้ำ (Floating plant)
- ลอยอยู่ผิวน้ำ รากห้อยลงใต้น้ำ
- เคลื่อนที่ไปมาได้ บางชนิดยึดดินตื้น ๆ
ตัวอย่าง: ผักตบชวา, จอกหูหนู, กระจับ, ไข่น้ำ
4. 🌾 พืชชายน้ำ (Marginal plant)
- เจริญตามริมตลิ่งหรือหนองน้ำตื้น
- รากอยู่ในดิน ลำต้นและใบชูเหนือน้ำ
ตัวอย่าง: โสน, ธูปฤาษี

อนุสัญญาแรมซาร์ อีกหนึ่งในอนุสัญญาอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่ต้องได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศ
20/03/2026

อนุสัญญาแรมซาร์ อีกหนึ่งในอนุสัญญาอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่ต้องได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศ

📢 𝙊𝙉𝙀𝙋 𝙇𝙚𝙖𝙧𝙣𝙞𝙣𝙜 #24 🌱
เมื่อธรรมชาติไม่มีพรมแดน…ทำไมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสำคัญ 🌍

เคยเป็นกันบ้างไหมครับ…เวลาได้ยินคำว่า “อนุสัญญา” หรือ “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” แล้วรู้สึกว่าไกลตัวเหลือเกิน เหมือนเป็นเรื่องของนักการทูต นักวิชาการ หรือเวทีใหญ่ระดับโลก แต่แอดอยากบอกครับว่า ความจริงแล้ว เรื่องเหล่านี้กำลังเกี่ยวข้องกับป่า ทะเล นกอพยพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และความมั่นคงทางอาหารที่อยู่รอบตัวเราโดยตรง เพราะธรรมชาติไม่ได้มีพรมแดน และใน Ep ที่ผ่านมา เราได้รู้แล้วว่า เส้นทางบินของนกก็ไม่ได้หยุดแค่หน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ระบบนิเวศทางทะเลไม่รู้จักคำว่า “เขตแดน” และปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพก็ไม่เลือกประเทศ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “สผ.” หรือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องทำงานเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายเวที โดยที่ประเทศไทยไม่เดินไปอย่างลำพัง

1. อาเซียนกับความหลากหลายทางชีวภาพ: ภูมิภาคเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันดูแล 🌏

เมื่อเราพูดถึง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หลายคนอาจนึกถึงป่าเขา ทะเล หรือสัตว์หายากในประเทศของเราเอง แต่ถ้าลองถอยออกมามองให้กว้างไปที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราจะเห็นว่าธรรมชาติไม่เคยหยุดอยู่แค่เส้นแบ่งเขตแดนทางการเมืองเลย ป่าชายเลนผืนหนึ่งอาจเชื่อมต่อกับทะเลอีกประเทศหนึ่ง แม่น้ำสายสำคัญอย่างโขงไหลผ่านหลายรัฐ เส้นทางนกอพยพพาดผ่านฟ้าเดียวกันทั้งภูมิภาค ในความเป็นจริงแล้ว ระบบนิเวศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โยงใยถักทอภูมิภาคนี้เข้าไว้ด้วยกัน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม “อาเซียน” จึงมีความหมายต่อการอนุรักษ์มากกว่าที่เราคิด

ภายใต้กรอบของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือ ASEAN Socio-Cultural Community ความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของภูมิภาค เพราะอาเซียนถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีระบบนิเวศหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งป่าฝนเขตร้อน แนวปะการัง แหล่งชุ่มน้ำ และภูเขาสูง หากพื้นที่เหล่านี้เสื่อมโทรม ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

เวทีหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ ASEAN Working Group on Nature Conservation and Biodiversity หรือ AWGNCB ซึ่งเป็นเวทีหารือของประเทศสมาชิกเพื่อทบทวนความก้าวหน้าการอนุรักษ์ ผลักดันโครงการความร่วมมือ และประสานท่าทีของอาเซียนในเวทีโลก เรียกได้ว่าเป็น “โต๊ะกลาง” ที่ทุกประเทศต้องเอาการบ้านของตัวเองมาวาง แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และหาทางไปต่อร่วมกัน

ในบทบาทของประเทศไทย สผ. ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานกลางกับหน่วยงานในประเทศไทย เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการเสนอพื้นที่คุ้มครองของไทยให้ได้รับการประกาศเป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Parks: AHP) และการผลักดันการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่ภาคเกษตร หรือที่เรียกว่า mainstreaming biodiversity ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องของกรมใดกรมหนึ่ง แต่ต้องถูกฝังอยู่ในทุกนโยบายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา

อีกกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนงานระดับภูมิภาคคือ การมี ASEAN Centre for Biodiversity (ACB) ซึ่งเป็นองค์กรซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ศูนย์กลางความรู้” ของอาเซียน สนับสนุนงานอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างเครือข่าย อบรม วิจัย และจัดการฐานข้อมูลระดับภูมิภาค โดยมีผู้แทนประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ ร่วมบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการกำกับศูนย์อาเซียนฯ สะท้อนหลักการว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน

ในมิติของพื้นที่คุ้มครองระดับภูมิภาค แนวคิด ASEAN Heritage Parks เกิดขึ้นจากปฏิญญาว่าด้วยพื้นที่อุทยานมรดกที่สงวนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2527 และได้รับการรื้อฟื้นในปี พ.ศ. 2546 ภายใต้ชื่อปฏิญญาอุทยานมรดกอาเซียน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการประกาศพื้นที่ซึ่ง “โดดเด่น” แต่เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแล สร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน และทำให้พื้นที่คุ้มครองเหล่านี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการที่เข้มแข็งในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ภูมิภาคก็ต้องการข้อมูลที่รอบด้านเพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย รายงาน ASEAN Biodiversity Outlook จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของประเทศสมาชิก ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์สถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งภูมิภาค รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารวิชาการ แต่เป็น “กระจกสะท้อน” ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหน ก้าวหน้าแค่ไหน และยังมีช่องว่างใดที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาได้จัดทำแล้ว 3 ฉบับ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำฉบับที่ 4

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราทำอะไรในประเทศของเรา” แต่คือ “เราทำอะไรในฐานะเพื่อนบ้าน” เพราะป่าชายเลน ทะเลอันดามัน แม่น้ำโขง และเส้นทางนกอพยพ ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค หากประเทศหนึ่งละเลย อีกประเทศย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ระบบนิเวศเชื่อมถึงกันหมด การอนุรักษ์จึงไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการร่วมมือ
และบางที คำว่าอาเซียน อาจไม่ใช่แค่เวทีการประชุมหรือถ้อยแถลงทางการทูต แต่คือคำถามที่ย้อนกลับมาหาเราทุกคนว่า เมื่อธรรมชาติของภูมิภาคนี้เป็นผืนเดียวกัน เราพร้อมจะดูแลมันไปด้วยกันหรือยัง 🤝

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสาร “อาเซียน 2025: มุ่งหน้าไปด้วยกัน” เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ 👉
https://shorturl.asia/wV0s4

2. เวทีโลกที่เชื่อม “วิทยาศาสตร์” กับ “นโยบาย”: Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) 🔬

ในโลกที่งานวิจัยถูกตีพิมพ์ปีละนับล้านฉบับ คำถามที่น่าคิดคือ งานวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเดินทางไปไกลแค่ไหน ไปไกลกว่าห้องแล็บหรือการประชุมวิชาการหรือไม่ หรือมันยังคงนอนนิ่งอยู่ในวารสารที่คนอ่านจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ

จากคำถามนี้เอง ทำให้เกิดเวทีระดับโลกอย่าง Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดยมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายมากว่า “จะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศ ไม่หยุดอยู่แค่บนกระดาษ แต่ถูกแปลงเป็นนโยบายที่ใช้ได้จริง”

IPBES จึงถูกออกแบบให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “นักวิทยาศาสตร์” กับ “ผู้กำหนดนโยบาย” บทบาทสำคัญของเวทีนี้คือการประเมินองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ลักษณะเป็นองค์กรอิสระระหว่างรัฐบาลใกล้เคียงกับ Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC ซึ่งเป็นองค์กรที่นำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ IPBES มุ่งเน้นเสนอการนำองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศ ดังนั้น รายงานของ IPBES ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูล หากเป็นการสังเคราะห์หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการทบทวนอย่างเข้มข้น โดยการมีส่วนร่วมของรัฐบาล นักวิชาการ ตลอดจนชนพืนเมืองและชุนชนท้องถิ่น เพื่อจะทำให้ข้อมูลวิชาการไม่ได้อยู่แค่ในตำราแต่สามารถนำเสนอทางเลือกให้รัฐบาลสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการประเมินองค์ความรู้แล้ว IPBES ยังพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ นำข้อมูลไปปรับใช้ได้จริง เสริมสร้างสมรรถนะของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาให้เข้าถึงองค์ความรู้และมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมิน และสื่อสารสาระสำคัญสู่สาธารณะในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพราะความรู้ที่ดี หากสื่อสารไม่ถึง ก็อาจไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ข้อมูลและข้อค้นพบจาก IPBES ถูกนำไปใช้สนับสนุนการประชุมสมัชชาภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological DIversity: CBD) และเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลายถ้อยคำในเอกสารนโยบายระดับโลก มีรากฐานมาจากกระบวนการประเมินทางวิทยาศาสตร์ของเวทีนี้

แล้วประเทศไทยได้อะไรจากการเข้าร่วม?

คำตอบแรกคือการเข้าถึงองค์ความรู้ล่าสุดระดับโลก ไม่ต้องรอให้ข้อมูลตกผลึกนานหลายปี ประเทศสามารถรับรู้แนวโน้ม ความเสี่ยง และช่องว่างเชิงนโยบายได้อย่างทันท่วงที คำตอบถัดมาคือการมีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการกำหนดนโยบายภายในประเทศ ทำให้การตัดสินใจไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ แต่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองในระดับสากล และอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยคือการยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีโลก เพราะการมีส่วนร่วมในกระบวนการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบร่วมต่ออนาคตของโลก 🌐

ท้ายที่สุดแล้ว IPBES อาจไม่ใช่เพียงเวทีของผู้เชี่ยวชาญ แต่คือคำถามชวนคิดสำหรับทุกประเทศว่า เราจะปล่อยให้ความรู้กับนโยบายเดินคนละทาง หรือจะทำให้สองสิ่งนี้เดินเคียงกัน เพื่อให้การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยงามในเอกสาร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 👉
https://ipbes.net/

3. เส้นทางบินที่เชื่อม 22 ประเทศ: East Asian-Australasian Flyway Partnership (EAAFP) 🐦

ลองเงยหน้ามองท้องฟ้าในช่วงฤดูอพยพ คุณอาจเห็นเพียงฝูงนกที่บินเป็นรูปตัววี แต่เบื้องหลังภาพนั้นคือเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 22 ประเทศ และเส้นทางบินที่ยาวไกลหลายหมื่นกิโลเมตร เส้นทางนี้มีชื่อว่า East Asian-Australasian Flyway Partnership หรือ EAAFP หนึ่งใน 9 เส้นทางนกน้ำอพยพที่สำคัญที่สุดของโลก

เส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นจากพื้นที่ตอนเหนืออย่างรัสเซียและอลาสก้า พาดผ่านเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงไปจนถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ตลอดแนวเส้นทางนี้ มีนกน้ำอพยพมากกว่า 50 ล้านตัว จากกว่า 250 ชนิด ใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นจุดพัก เติมพลัง และสืบพันธุ์ในแต่ละช่วงชีวิต พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ หากเส้นทางบินนี้เป็น “ทางด่วน” พื้นที่ชุ่มน้ำแต่ละแห่งก็คือ “จุดพักรถ” ที่ขาดไม่ได้แม้แต่แห่งเดียว

ประเทศไทยเองก็เป็นหมุดหมายสำคัญในเครือข่ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำกระบี่ ปากทะเล–แหลมผักเบี้ย โคกขาม และบางปู ซึ่งทำหน้าที่รองรับนกอพยพจำนวนมากในแต่ละปี พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในระดับท้องถิ่น แต่คือชิ้นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศระดับภูมิภาคและระดับโลก

ภายใต้กรอบความร่วมมือของ EAAFP มีการจัดประชุมภาคี (Meeting of Partners: MOP) ทุก ๆ 2 ปี เพื่อทบทวนแผนกลยุทธ์ ติดตามความก้าวหน้า และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศสมาชิก เพราะการดูแลนกอพยพไม่อาจทำแบบโดดเดี่ยวได้ การอนุรักษ์ต้องมองทั้งเส้นทาง ไม่ใช่แค่ปลายทาง

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความเชื่อมโยง หากประเทศใดประเทศหนึ่งทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ว่าจะด้วยการพัฒนาเมือง การถมทะเล หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน วงจรชีวิตของนกทั้งเส้นทางอาจสะดุดทันที นกที่บินมาไกลหลายพันกิโลเมตรอาจไม่พบพื้นที่พักที่ปลอดภัย ส่งผลต่อการรอดชีวิตและการสืบพันธุ์ในระยะยาว และเมื่อประชากรนกลดลง ระบบนิเวศที่พึ่งพากันเป็นห่วงโซ่ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

เรื่องของนกอพยพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคนรักนก แต่เป็นบทสะท้อนว่าธรรมชาติไม่เคยรู้จักคำว่า “พรมแดน” ความร่วมมือแบบพหุภาคีจึงไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นความจำเป็น เพราะในโลกที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งต้องพึ่งพาพื้นที่หลายประเทศ การอนุรักษ์ก็ต้องเดินทางไกลพอ ๆ กับพวกมันเช่นกัน ✈️

4. แล้วประชาชนได้อะไรจากความร่วมมือเหล่านี้? 🤔

นี่อาจเป็นคำถามที่ตรงที่สุด และสำคัญที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว นโยบายทุกฉบับ เวทีทุกเวที และข้อตกลงทุกข้อ ควรสะท้อนกลับมาที่คุณภาพชีวิตของผู้คน

ประการแรกคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือฐานรากของเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เมื่อดินยังดี น้ำยังสะอาด ความหลากหลายของแมลงผสมเกสรและสิ่งมีชีวิตในไร่นายังทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่ ผลลัพธ์คืออาหารที่ปลอดภัยและมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว พูดง่าย ๆ คือ หากธรรมชาติแข็งแรง ระบบอาหารของเราก็แข็งแรงตามไปด้วย

ประการที่สองคือ “การป้องกันภัยธรรมชาติ” พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน และแนวปะการัง เปรียบเสมือนแนวป้องกันภัยตามธรรมชาติที่ช่วยลดแรงกระแทกจากน้ำท่วม พายุ และคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง การอนุรักษ์จึงไม่ใช่เพียงการรักษาทรัพยากร แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของชุมชนในระยะยาว

ประการที่สามคือ “นโยบายที่มีฐานวิทยาศาสตร์” เมื่อประเทศไทยใช้ข้อมูลจาก Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services และกลไกความร่วมมือของอาเซียนมาประกอบการตัดสินใจ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมย่อมตั้งอยู่บนหลักฐานที่ผ่านการประเมิน ไม่ใช่การคาดการณ์หรือการตัดสินใจตามกระแสระยะสั้น ซึ่งหมายถึงความรอบคอบ โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากขึ้น

ประการที่สี่คือ “โอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ ASEAN Heritage Parks หรือการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับกรอบภูมิภาค ล้วนช่วยสร้างรายได้ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศในฐานะสังคมที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ในโลกที่ตลาดให้คุณค่ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจก็เปิดกว้างมากขึ้นเช่นกัน

และประการสุดท้ายคือ “เสียงของประเทศไทยในเวทีโลก” เมื่อเรามีบทบาทเชิงรุกในเวทีความร่วมมือ ไม่ว่าจะระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับกติกา แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทาง การมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางของการเจรจาหมายถึงการได้สะท้อนผลประโยชน์และบริบทของประเทศอย่างแท้จริง

ดังนั้น ความร่วมมือเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงภาษาทางการในเอกสารระหว่างประเทศ หากแต่เป็นโครงสร้างเบื้องหลังความมั่นคง อาหาร ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีของประเทศที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างแนบแน่น 🌿

ไม่ว่าจะเป็นเวทีภูมิภาค เวทีโลก หรือความร่วมมือเรื่องนกอพยพที่บินข้ามครึ่งโลก ทั้งหมดมันบอกเราชัด ๆ ว่า “ธรรมชาติไม่เคยมีพรมแดน” แล้วเราจะดูแลมันแบบต่างคนต่างทำได้ยังไง? ความร่วมมือระหว่างประเทศเลยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่แค่ศัพท์เท่ ๆ ในเอกสารราชการ แต่คือกลไกสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นนโยบายจริง การอนุรักษ์กลายเป็นการลงมือทำจริง และสุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่คุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน ทั้งเรื่องอาหาร ความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โอกาสเศรษฐกิจสีเขียว และบทบาทของไทยในเวทีโลก

ONEP Learning ตอนหน้า แอดบอกเลยว่าห้ามพลาดดดดดดด! 😆
เพราะถ้าไม่ตามไว้ เดี๋ยวคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ ซึ่งตอนหน้าแอดขอพาไปต่อกับอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ประชาชนอย่างเรา ๆ จะมีส่วนร่วมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพได้ยังไง?” ต้องทำอะไรบ้าง มีช่องทางไหนเปิดให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้จริง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเป็นพลังเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วเปลี่ยนอนาคตธรรมชาติของประเทศเราไปด้วยกัน 💚

#สผ #ทสหนึ่งเดียว

10/03/2026

กรมทรัพยากรน้ำ ขอเชิญร่วมกิจกรรมประกวดเชิงสร้างสรรค์
ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของโรงเรียน
ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 94,000 บาท
//////////
การประกวดแข่งขันแบ่งเป็น 2 ประเภท
1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา (ป.1-ป.6)
2. นักเรียนระดับมัธยมศึกษา / ปวช. (ม.1-ม.6 / ปวช.)

โดย ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็น "โครงการการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา บริหาร จัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ" ซึ่งเป็นพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งภายในบริเวณโรงเรียน หรือพื้นที่ที่โรงเรียนได้รับอนุญาตให้ดูแลและบริหารจัดการ

รายละเอียดเพิ่มเติม ดาวน์โหลดได้จากhttps://drive.google.com/file/d/1rwJR2PnPPsdtlB7Y9HYySR8B1VuW1-V2/view

รางวัล :
- รางวัลชนะเลิศเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
- รางวัลชมเชย เงินรางวัล 2,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

การส่งผลงาน :
ㆍส่งผลงานผ่านลิงก์ https://forms.gle/uCcJkN7vKXJ9PKBG7 หรือ สเเกน QR Code เพื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและส่งผลงาน
ㆍ ระบุชื่อ-นามสกุล, อายุ, สถานศึกษา, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล และช่องทางโซเชียลมีเดีย (ถ้ามี)
ตั้งชื่อไฟล์ภาพตามรูปแบบที่กำหนด (เช่น ชื่อผู้ส่ง_ชื่อภาพ.jpg)

ระยะเวลากิจกรรม : 6 - 31 มีนาคม 2569 เวลา 23.00 น.
ติดต่อสอบถาม : ผู้ประสานงาน 08 8542 7133
กรมทรัพยากรน้ำ 02 271 6156

เปรียบเทียบชัดๆ ข้อแตกต่างของพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเล VS ทะเลลึกภาพ/ข้อมูล : นางสาววรรณาภรณ์ เจริญยิ่งสุขจินดา ตำแหน่ง ...
03/03/2026

เปรียบเทียบชัดๆ ข้อแตกต่างของพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเล VS ทะเลลึก
ภาพ/ข้อมูล : นางสาววรรณาภรณ์ เจริญยิ่งสุขจินดา ตำแหน่ง ครู

02/03/2026

เจาะลึก 4 คำศัพท์โลกร้อน เป้าหมาย...แบบไหนคืออะไร

สถานการณ์ "โลกเดือด" (Global Boiling) ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คำศัพท์ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ยาก เนื่องจากมีความซับซ้อนและมีแนวทางการดำเนินงานที่แตกต่างกัน

เพื่อให้เข้าใจภาพรวมได้ง่าย คำศัพท์พื้นฐานที่ควรทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก คือ “Carbon Neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสมดุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ในชั้นบรรยากาศ) สิ่งสำคัญของ Carbon Neutrality คือการทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ "เท่ากับ" ปริมาณที่ถูกดูดซับกลับคืนมา โดยใช้กลยุทธ์ “ลด-ดูด-ชด”

🔹 ลด : การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อย CO₂ จากต้นทาง เช่น การใช้พลังงานสะอาด

🔹 ดูด : การใช้ระบบนิเวศทางธรรมชาติ เช่น พื้นที่ป่าไม้ในการกักเก็บคาร์บอน

🔹 ชด : ในส่วนที่ยังลดไม่ได้ องค์กรสามารถใช้การ “ชดเชยคาร์บอนเครดิต” (Carbon Offset) โดยการสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากที่อื่นเพื่อมาชดเชยส่วนเกินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม “Net Zero Emissions” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จึงถูกยกระดับขึ้นมาในฐานะเป้าหมายที่ครอบคลุมก๊าซเรือนกระจก "ทุกชนิด" Net Zero Emissionsเป็นเป้าหมายที่เข้มข้นและครอบคลุมมากกว่า Carbon Neutrality อย่างมาก เนื่องจากไม่ได้ดูแลเฉพาะ CO₂ แต่ต้องจัดการ “ก๊าซเรือนกระจกทุกชนิด” ที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

🔹 ลดให้มากที่สุด : ลดการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมต่างๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจจะทำได้ (Deep Decarbonization)

🔹 ดูดยิ่งกว่า : เน้นการกำจัดก๊าซออกจากชั้นบรรยากาศด้วยตนเอง ทั้งผ่านการฟื้นฟูธรรมชาติและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง CCS (Carbon Capture and Storage)

ทั้งนี้ แนวคิด Net Zero ให้ความสำคัญกับ “การลดจริง” เป็นหลัก โดยการใช้คาร์บอนเครดิตจะจำกัดเฉพาะในส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น สำหรับประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

ในขณะเดียวกัน สภาวะที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นศูนย์ไปสู่การคืนความสมดุลที่ยั่งยืนคือ “Carbon Negative” หรือ คาร์บอนติดลบ หมายถึง สภาวะที่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้มากกว่าปริมาณที่ปล่อยออกมา ส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตัวอย่างประเทศที่บรรลุเป้าหมายนี้ได้ คือ ประเทศภูฏานและประเทศซูรินาเมในลาตินอเมริกาที่มีพื้นที่ป่าไม้หนาแน่นมากว่า ร้อยละ 70 ของพื้นที่ประเทศ

นอกจากเป้าหมายเชิงปริมาณที่กล่าวมาข้างต้น “Climate Positive” หรือ การสร้างผลสัมฤทธิ์เชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ หมายถึง การลดหรือไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานสู่ชั้นบรรยากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอีกระดับของการขับเคลื่อนที่เน้นย้ำถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศในภาพรวมมากกว่าเพียงการคำนวณตัวเลขคาร์บอน การสร้างผลบวกต่อสภาพภูมิอากาศ คืนอากาศดีให้โลก มีความหมายในทิศทางเดียวกับ Carbon Negative แต่เน้นย้ำถึงการสร้าง "ผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อระบบภูมิอากาศโดยรวม" อย่างยั่งยืน โดยไม่ได้จำกัดเพียงแค่การคำนวณตัวเลขคาร์บอน แต่รวมถึงการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยดึงความร้อนออกจากชั้นบรรยากาศ เพื่อทำให้อากาศและสภาพภูมิอากาศดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ดังนั้น การทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละเป้าหมายไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในเวทีการค้าโลก รายงานจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และ TDRI ระบุอย่างแจ้งชัดว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมิได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือเงื่อนไขสำคัญทางการค้าระหว่างประเทศที่ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและการจัดการขยะเพื่อความมั่นคงของทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชน


ที่มา : https://plana.earth/academy/what-is-difference-between-carbon-neutral-net-zero-climate-positive?fbclid=IwY2xjawPakHhleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFMWFZzOUJxWDRQTm13cVN5c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHoZtmJ8juZZ-GsF65EpFtEWFnrVVPHzet12e9VhcPK_e19gAIfLd3wddQHtu_aem_A6LjGrcMvHeLEK-ktNclfw #:~:text=Climate%20positive%20means%20that%20activity,thing%20as%20

https://shorturl.asia/m7nQw
youtube.com/watch?v=0GVoVBYBPOY&t=1818s&fbclid=IwY2xjawPalK1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFMa2IzYW91U1BCa2Q4M2xwc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHi2RxM4mn4rm6h64IAG1tiiJmtcO_7mX3AmnoIuWEvmfHtKTlkmjohDyClp9_aem_4NTkIbdEZ5YDqQofpAVE3A


https://theactive.thaipbs.or.th/read/carbon-credit-to-net-zero/?fbclid=IwY2xjawPalPpleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFMa2IzYW91U1BCa2Q4M2xwc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHoQJT8DiNntcJFfNtqvskKLyHzVLiOu51Y4pajslwaTHN5b4jUnhr55YeVgB_aem_Sfzgv0AlnsmzBaNjEcP0vA


https://www.pier.or.th/blog/2022/0301/?fbclid=IwY2xjawPalQlleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFMa2IzYW91U1BCa2Q4M2xwc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHj9NuJRQBN3mfLRVvMo1A12gVAGFEy7f6ZuquUqKpLinXpyXV5_mQ194NMwL_aem_Uw7c47kIVG06srqOJXhjFw

https://www.egat.co.th/home/ghg-emissions-01/?fbclid=IwY2xjawPalRVleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFMa2IzYW91U1BCa2Q4M2xwc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHkK2OVjHxIBWwRcfZ689-oIW8VjGXmd_Mz40PaqvvOyxCvWF_nhZIf8q2rm5_aem_pwsPQN8yik0V6fiSJ02kqA

"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"

#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ที่อยู่

Prachuap Khiri Khan
77000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โลกใต้น้ำผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท