ปฐมว๊าย ปฐมวัย

ปฐมว๊าย ปฐมวัย ครูปฐมวัย มีเรื่องมาเล่า. บางที ความคิดเราก็แค่ วินาทีเดียวที่ผ่านไป.

มีตารางสอนกับเขาด้วยนะปีนี้. #ห้องครูตั้วร์
15/05/2026

มีตารางสอนกับเขาด้วยนะปีนี้.
#ห้องครูตั้วร์

10/05/2026

เดือนหน้ามีงานนี้นะ มาบอกตั้งแต่ตอนนี้เพราะเดี๋ยวจะหาว่าไม่รู้อีกกก!!!!🤣

”The Scene is Coming... เตรียมพบกับนิยามใหม่ของเทศกาลหมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี“

ลบภาพจำแบบเดิม ๆ แล้วมาสัมผัส 'ความดิบ' และ 'ความคราฟต์' ในมุมมองท้องถิ่นแบบเป็นกันเอง แสง สี เสียง เรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังจะถูกเล่าผ่านฉากกลางแปลง และแรงฝีมือศิลป์ของชาวบ้านหนองจวง

Nong Chuang Craft Scene | หนองจวงคราฟท์ซีน

หนองจวงเปิดบ้านต้อนรับแขก! ครั้งแรกของการร่วมจับมือกันเองภายในชุมชน ก่อเกิดกิจกรรมสุดพิเศษที่ผสานคน Gen เก่า และ Gen ใหม่

เรียนเชิญมาร่วมสัมผัสงานเฉลิมฉลองช่างฝีมือท้องถิ่น สำรวจสินค้าหัตถกรรมที่ไม่เหมือนใคร เพลิดเพลินกับดนตรีสด สัมผัสรสชาติอาหารดั้งเดิม & เมนูฟิวชั่น พร้อมรับชมภาพยนตร์รักษ์โลกภายใต้แสงดาว

ทั้งงานเข้าฟรี!
--------------------------------------------
วันจัดงาน
📅 19 - 21 มิถุนายน 2569
📍 บ้านหนองจวง, ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
--------------------------------------------
รายละเอียดเวลาและอื่น ๆ รอติดตามการอัพเดตเร็ว ๆ นี้ทางเพจ👉Prasceneburi - ปราซีนบุรี❤️ได้เลย

================================
#กินเที่ยวปราจีนบุรี #พื้นที่โฆษณา #พื้นที่โฆษณาปราจีนบุรี  #หนองจวงคราฟท์ซีน #หนองจวง #ปราจีนบุรี

ได้พอ 'อมยิ้ม' อยู่บ้างตอนได้เห็นผู้ปกครองท่านหนึ่งในร้านอาหารเชียร์ และ ชม อย่างสุดพลัง เพียงเพราะ เด็กเล็ก ๆ 1 คนกำลัง...
03/05/2026

ได้พอ 'อมยิ้ม' อยู่บ้าง
ตอนได้เห็นผู้ปกครองท่านหนึ่งในร้านอาหาร
เชียร์ และ ชม อย่างสุดพลัง เพียงเพราะ เด็กเล็ก ๆ 1 คนกำลังทานข้าว ร่วมโต๊ะอาหารได้
อย่างที่เคยตอบคำถามในกลุ่มเป็นประจำว่า
ถ้าเราอยากให้เด็กมีพฤติกรรมที่เราชอบ คนอื่นชอบ แค่ต้อง ชม เพิ่มพลังบวกในใจให้แบบเยอะ ๆล้น ๆไปเลย
แล้วเราจะได้รับพฤติกรรมดี ๆ เป็นรากฐานให้เด็กคนนั้นติดตัวไปตลอด.
#ห้องครูตั้วร์

วัน(ใช้)แรงงาน. #ห้องครูตั้วร์
01/05/2026

วัน(ใช้)แรงงาน.
#ห้องครูตั้วร์

เด็ก 100 คน ดูรวมๆอาจมีคล้ายๆกันแต่ เด็ก 100 คน ไม่มีใครเหมือนกันระบบการศึกษา ไม่ใช่สายพานการผลิตไม่มีทางจะสร้าง คนเหมือ...
13/04/2026

เด็ก 100 คน ดูรวมๆอาจมีคล้ายๆกัน
แต่ เด็ก 100 คน ไม่มีใครเหมือนกัน
ระบบการศึกษา ไม่ใช่สายพานการผลิต
ไม่มีทางจะสร้าง คนเหมือนกัน ทั้งร้อยคน.

อย่าคาดหวังให้พี่น้องต้องเป็นเหมือนกัน และอย่าเปรียบเทียบพี่น้องกันเอง

เผอิญไปเจอคลิปคนจีน ถ่ายลูกแฝด 3 เป็น content (จริงๆก็ไม่ได้สนับสนุนนะครับ ที่เอาลูกมาทำ contents แต่เห็นว่าประเด็นน่าสนใจครับ)

การทดลองเล่นเกมกับลูกแฝด 3 ให้ฝ่าอุปสรรค ไปเอาขวดนม

พ่อแม่ของเด็ก ค้นพบความจริงว่า
- ลูกแฝด 3 ไม่ได้ทำภารกิจนี้สำเร็จทุกคน
- มีแค่คนเดียวที่ทำได้
- ส่วนอีกคนร้องไห้ และไม่ยอมรับขวดนมจากคนที่ทำสำเร็จ พยายามจะทำบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้
- และอีกคนแค่รอรับขวดนม จากคนที่ข้ามไปสำเร็จ เอาไปดูดสบายใจ และเดินจากไป

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการทดลองนี้ ถูกพูดถึงหลากหลายประเด็น

1) ลูกจากครอบครัวเดียวกัน แม้เลี้ยงดูมาด้วยกัน แต่บุคลิกลักษณะ และนิสัยแต่ละคนต่างกัน ตั้งแต่เกิด

2) อย่าคาดหวังให้พี่น้องต้องเป็นเหมือนกัน คนหนึ่งทำเรื่องนี้ได้ดี ไม่ใช่ว่าอีกคนจะทำได้เหมือนกัน ทุกคนมีศักยภาพที๋โดดเด่น และความเฉพาะตัวเป็นของตัวเอง

3) อย่าเปรียบเทียบพี่น้องกันเอง อย่าทำให้ลูกรู้สึกด้อย เพียงเพราะเขาไม่เหมือนอีกคน ไม่มีใครดีกว่า หรือแย่กว่า "พวกเขาแค่แตกต่างกัน"

4) บางครั้งพ่อแม่ไม่ได้รักลูกไม่เท่ากัน แต่ลูกไม่เหมือนกัน ก็เลย treat ด้วยวิธีที่เหมาะกับแต่ละคน และทำให้ลูกเข้าใจผิดว่ารักบางคนมากกว่า

5) พ่อแม่มีฉันทาคติต่อลูกที่ "ทำสำเร็จตามเป้าหมาย ที่ตรงกับที่ตัวเองคาดหวังต้องการ" พอใจลูกคนนั้น และมองว่าเก่งกว่าพี่น้อง เกิดการแสดงออกบางอย่างที่ทำให้ลูกรู้สึก 'ไม่เท่ากัน' ทำให้ลูกเกิดความอิจฉาและไม่รักกัน แทนที่จะมองว่าพวกเขาแค่ต่างกัน/ไม่เหมือนกัน

"ขนาดแฝด ที่ควรจะเหมือนกันมากๆ ยังไม่เหมือนกันในความเป็นตัวตนเลยนะ"

เขียนเรื่องนี้ทำไมช่วงหยุดยาวสงกรานต์?

เพราะส่วนใหญ่วันรวมญาติ มักจะมีทัศนคติเปรียบเทียบลูกคนนั้นคนนี้ เผื่อเรื่องราวนี้จะทำให้ "เลิกพูดบั่นทอนลูกหลาน" และหันมามองสิ่งที่เขาเก่ง จุดแข็ง และความโดดเด่นของพวกเขา ที่ไม่เหมือนกัน แล้วหมั่นชื่นชมกัน เลิกเปรียบเทียบกันได้แล้ว

#ตุ๊ดส์review

24/03/2026

#อนุบาลวิชาการหรือบูรณาการ??
#เราได้รู้อะไรจากงานวิจัย
สำหรับพ่อแม่
การเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูก
สำคัญพอๆกับวันที่ลูกเลือกคณะในมหาวิทยาลัย
เพราะนี่คือ.....ครั้งแรกที่ลูก
ได้ไปเรียนรู้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ คนในครอบครัว
คำถามถัดไปที่อยู่ในใจพ่อแม่ส่วนใหญ่
คือ #โรงเรียนแนวไหนดี
โพสต์นี้ไม่ใช่ guideline การเลือก
แต่เป็นข้อมูลที่เก็บอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
มิได้บอกว่าถูกผิด เพราะมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อความสุขของเด็กๆ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
โรงเรียนเป็นที่ที่เด็กๆใช้ชีวิตอยู่นาน
รองจากบ้าน
เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่เด็กๆได้พบ
ก็จะหล่อหลอมเป็นวิธีคิด
และเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแน่ๆ
วันนี้หมอจะ focus ที่แนวทางการจัดการเรียนการสอน
ขอแบ่งเป็น 3 แบบนะคะ
ให้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ไปหาข้อมูลมา
■1. แนวเตรียมความพร้อมเชิงวิชาการ/เขียนอ่าน
■2. แนวบูรณาการ/เรียนรู้ผ่านการเล่นเป็นหลัก
■3. แบบผสม
● เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนที่ไปดูมา อยู่ในแนวไหน?
#ลักษณะของแนวเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ
👉ในห้องเรียนประดับไปด้วย ตัวอักษร สี รูปทรง คำศัพท์
อะไรก็ตามที่เด็กต้องเรียน จะถูกแปลงมาเป็นของตกแต่งในห้องเรียน
👉 กิจกรรมของนักเรียน #เป็นรูปแบบที่แน่นอน
ระบุให้รู้ได้เลยว่าเวลาไหนทำอะไร มีเวลากำกับเป๊ะๆ
👉คุณครูเป็นผู้ควบคุมกิจกรรรม และแบ่งให้นักเรียนทำอะไรชัดเจน
👉เด็กๆใช้เวลาส่วนใหญ่ เรียนรู้เรื่อง ตัวอักษร สี รูปทรง ตัวเลข บวกเลข ฝึกคัดลายมือ อาจจะมีวาดรูปละบายสีเล็กน้อย
👉เด็กๆต้องฝึกทักษะ ทำ worksheet แม้จะมีระบายสี
แต่กิจกรรมนั้นๆ มีการเตรียมล่วงหน้าแล้ว
#มีการไหลตามเด็กๆน้อยมาก
เพราะกิจกรรม ต้องไปตามแผนการสอนที่ชัดเจน
👉เด็กๆใช้เวลาส่วนใหญ่ “นั่งทำงาน”ของตัวเอง
👉 เป้าหมายคือ ต้องการสร้างเด็กที่พร้อมมากสำหรับการเรียนในชั้นประถม
♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡
● #แนวเรียนรู้ผ่านการเล่น
👉มุมในห้องเรียน ปรับเปลี่ยนได้ตลอด
อาจจะมีมุมครัว มุมบ้าน มุมอ่าน มีตู้ของเล่น
มีเวลาให้นักเรียนเลือกเข้ามุมที่สนใจและ เล่น
👉ครูมีหน้าที่ให้คำแนะนำ ตอบคำถาม ชี้แนะ มากกว่าการ lecture
👉ประเมินพัฒนาการของเด็กๆจากการมีส่วนร่วม การใช้มือ โดยครูเป็นผู้สังเกตและบันทึก ไม่ใช่การประเมินจากคะแนนของ worksheet
👉 #เน้นที่กระบวนการของการทำกิจกรรม มากกว่า product
👉บางโรงเรียนให้เด็กๆเป็นคนเลือกหัวข้อที่อยากเรียน หรือสิ่งที่อยากทำด้วยตัวเอง
♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡
● #ส่วนแนวผสมผสานก็คือ
ใช้ทั้งสองแนวมาผสมกัน
เข้าใจว่า รร.อนุบาลในประเทศเราหลายๆแห่ง ก็เป็นเช่นนี้
เพราะอยากทำตามปรัชญาพัฒนาการของเด็ก
แต่ก็ต้องคำนึงถึงสภาพสังคมจริงของประเทศเรา
♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡
👉งานวิจัยบอกอะไรกับเรา

1. เมื่อโรงเรียนต้องการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ
วิธีการที่ "จะบอกว่า"โรงเรียนมีการพัฒนา
คือ แนวโน้มเด็กจะต้องเรียนเนื้อหามากขึ้น ยากขึ้น (จริงมาก เห็นข้อสอบเข้า ป.1 แล้ว งงๆ ว่าลูกฉันเรียนตอน ป.2 มิใช่หรือ)

2. การที่ให้เด็กเล็กเรียนมากเกินไป
เด็กจะสูญเสียแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ (lose interest and motivation in learning)
ในอนาคต ซึ่งมักเห็นได้ชัดในวัยประถมปลายถึงมัธยม

3. เด็กที่เรียนในแนววิชาการ
จะได้คะแนนมากกว่าเพื่อนๆตอนเรียนชั้นประถมต้น
งานวิจัยที่มีคนหยิบยกไปถกกันถึงประเด็นนี้มาก เช่น
● วิจัยโดย Rebecca Marcon, Ph.D
ติดตามเด็ก 183 คน ตั้งแต่อายุ 4 ปี จนกระทั่งถึง ป.5-6 พบว่า เด็กๆที่เรียนในอนุบาลวิชาการจะได้คะแนนดีในช่วงต้น
แต่จะไม่มีความแตกต่างของคะแนนใน ป.5
และพบว่าเด็กที่มาจากแนวเน้นเล่น จะมีผลการเรียนเหนือกว่าในชั้นป.6
และยังมีอีกหลายๆงานวิจัยที่พบว่า
เด็กที่เรียนหนักในช่วงปฐมวัยจะหมดไฟเมื่อขึ้นมัธยม
ตรงกันข้ามกับเด็กที่มาจากอนุบาลที่เน้นการเล่น ช้ากว่าในช่วงแรก
แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆแซงหน้า
และเมื่อมองระยะยาวพบว่า ในชั้นมัธยม เด็กกลุ่มนี้จะทำได้ดีกว่า
●อีกงานวิจัยที่อยากอ้างถึง คือของ Dr.Herbert P. Ginsburg ที่พบว่า
เด็กที่เรียนในหลักสูตรเรียนผ่านการเล่น
จะมีทักษะทางคณิตศาสตร์ "ระยะยาว" สูงกว่า

● อีกงานวิจัยที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ
The Tennessee Pre-K Study, 2022-2024
งานนี้จัดทำโดยทีมวิจัยจาก Vanderbilt University
เป็นการศึกษาแบบสุ่มสมบูรณ์ (Randomized Controlled Trial)
ซึ่งหาได้ยากในงานวิจัยการศึกษา
เก็บข้อมูล 900 ห้องเรียนอนุบาล
นักเรียนอนุบาลในโครงการ 18,000 คน
พบว่า เด็กที่เข้าเรียนอนุบาลแนว
"เน้นวิชาการ" (Teacher-led)
เมื่อขึ้นชั้น ป.6 มีคะแนนสอบ ต่ำกว่า
และมีปัญหาพฤติกรรม มากกว่า
อย่างมีนัยสำคัญ
ยืนยันว่า การเร่งเรียนในช่วงต้นของชีวิต ก็ทำให้เด็กๆ"burn out" ในการเรียน

4. มีหลายงานวิจัยที่พบว่าผลของ “แนวทางการเรียนในช่วงปฐมวัย”
ส่งผลต่อทั้งชีวิต โดยมีคนให้คำอธิบายว่าเนื่องจากการเรียนแบบเน้นการเล่น
เด็กๆได้พัฒนาทักษะการควบคุมอารมณ์
การปรับตัวเข้ากับผู้อื่น
ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญต่อชีวิตมากกว่าผลการเรียนในวัยประถม
และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การที่ไม่ได้ถูกเร่งรัดให้เรียน ทำให้เด็กได้เรียนรู้
ในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ หรือพูดง่ายๆคือ
ยังสามารถรักษาความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้นานกว่านั่นเอง

●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●
👉ความคิดเห็นของหมอ
1.ในบทความนี้หมอหมายถึงการจัดการเรียนรู้ของเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี
และต้องเข้าใจก่อน ว่างานวิจัยต่างๆ ไม่ได้ทำในประเทศของเรา
มันมีสิ่งที่นำมาใช้ได้ แต่ก็มีความต่างในบริบททางสังคมอยู่มาก

2. สิ่งที่เป็นจริงและนำไปใช้ได้เลยคือ
#เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการเล่นและผ่านกิจกรรมที่ทำให้เค้ามีความสุข
ถ้าเรามีทางเลือกไม่มากนัก
ไม่ว่าจะส่งลูกไปเรียนที่แนวไหนก็ตาม
หมอคิดว่า #การเลี้ยงดูของพ่อแม่สำคัญที่สุด
ต่อให้ลูกไปเรียนแนวเขียนอ่าน แต่ถ้ากลับบ้าน
ได้เล่น ได้มีความสุข ก็ช่วยให้เด็กคนหนึ่ง
เติบโตไปเป็น #นักเรียนรู้ที่ดีได้
ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องไม่เต้นไปตามระบบ
เช่น ครูบอกว่าลูกอ่อนวิชาโน้นนี้ ก็มาลงกับเด็ก
ต้องพาไปเรียนเสริม ต้องเข้มงวดเพิ่ม
เราต้องใคร่ครวญให้ดี
เพราะบางครั้งคำพูด หรือคำวิจารณ์ของครู
มันอาจมีเพียงแง่มุมเดียว เช่น เด็กบางคนอายุน้อยกว่าเพื่อนๆ
หรือ ไม่ถนัดในเรื่องนี้ หรือ ครูสอนไม่สนุก ไม่อยากทำ ฯลฯ
อีกมากมายหลายเหตุผล
เราต่างหากที่รู้จักลูกดีกว่าใคร
ให้ถือว่าข้อมูลจากคุณครูก็เป็นข้อเท็จจริงที่คนคนหนึ่งให้มา
แต่ #ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของลูกเรา
อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ
อะไรที่คิดว่าไม่ใช่ เราสามารถพูดคุยกับคุณครูได้ เพราะนี่คือเด็กอนุบาล
ถ้าคุณครูหวังดีมองเด็กเป็นศูนย์กลาง
เราต้องคุยเพื่อหาทางออกและช่วยให้เด็กได้พัฒนามากขึ้นได้ค่ะ

3. โรงเรียนอนุบาลที่เป็น play-base ในประเทศเราหาได้ไม่ยากแล้วในยุคนี้
แต่ปัญหาคือ หลักสูตรในชั้นประถมที่ยังไม่ปรับให้รับกับเด็กที่มาจากระบบการเรียนแบบเล่น
จากประสบการณ์ส่วนตัวของหมอ
ลูกสาวเรียนแนวเล่น ตอนจบอนุบาล 3
ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง ไม่เคยบวกเลข
หมอพบว่า เมื่อลูกมาเข้าเรียนในชั้นประถม
มันมี gap ที่กว้างมากสำหรับเด็กที่มาจากอนุบาลแนวนี้
ในกรณีของโรงเรียนลูกสาว
หลักสูตรไม่ได้ล้ำหรือยากอะไร คุณครูก็ใจดี
แต่การที่เด็กที่ความสามารถด้านการเรียนต่างกันมากเกินไป
เช่น เด็กบางคน อ่านคล่อง เขียนได้ บวกเลขได้หลักร้อยแล้ว
ในขณะที่บางคน (ลูกสาวหมอเอง) ต้องมาเรียน ก-ฮ ใหม่
จำเสียงสระใหม่ ยังเขียนไม่คล่อง บวกเลขไม่เป็น
เด็ก 2 กลุ่มนี้มาอยู่รวมกัน จะเกิดการเปรียบเทียบ
(**เด็กประถมชอบเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆเป็นธรรมชาติของวัยอยู่แล้ว***)
เพราะเด็กเค้าไม่รู้ว่าตอนอนุบาลเรียนมาต่างกัน
สิ่งที่เค้าเห็นทุกวันๆ คือ
คุณครูชมเพื่อน เพื่อนเก่งมาก ทำงานเร็วและถูก
ตัวเองทำไม่ได้ ช้า ทำไม่เก่ง
เด็กจะเริ่มตั้งคำถามว่า
ทำไมฉันเรียนได้ไม่ดีเท่าเพื่อนๆ?
ตัวเองไม่ฉลาด?
**คุณพ่อคุณแม่ที่เจอกรณีคล้ายๆกันกับหมอ
ต้องทำงานหนักหน่อยนะคะ คือต้องช่วยลูกให้รักษา self-esteem ของตัวเองเอาไว้ (หมอจะเขียนเล่าในภาค 2)****

4. บทสรุปของหมอก็คือ ในประเทศเรา
ไม่ว่าเราเลือกทางไหน #มีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ
👉ถ้าเราเลือกให้ลูกเรียนแนววิชาการในชั้นอนุบาล
สิ่งที่เราต้องรักษาคือ เวลาที่ลูกจะได้เล่นอิสระที่บ้าน
เราต้องชดเชยเวลาที่เค้าควรได้คิดว่า
#ฉันอยากจะเล่นอะไรและฉันเล่นไปทำไม ให้มากที่สุด
รักษาความกระหายใคร่รู้ในการเรียนของลูกเอาไว้
เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟและหมดใจกับการเรียนที่จะเกิดในช่วงมัธยม

👉หากเราเลือกให้ลูกเรียนแนวเล่น
ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ไปให้สุดทาง
คือ เลือกโรงเรียนแนวนี้ตั้งแต่ อนุบาลต่อประถมด้วยเพื่อให้ไม่เกิดรอยต่อ
แต่หากเลือกเช่นนั้นไม่ได้
จากประสบการณ์ของหมอคือ
เมื่อมันเกิดช่องว่าง ที่ทำอย่างไรลูกก็ข้ามเองไม่ได้
เราต้องจูงมือลูกและช่วยกันถมช่องว่างนั้นให้แคบพอ
ที่ลูกจะกระโดดช้ามไปให้ได้
ที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นแรงใจให้ลูก
ชี้ให้ลูกเห็นจุดแข็งของตัวเอง
ให้เค้าได้เห็นความพยายามของตัวเอง
รักษาความภาคภูมิใจในตัวเองของเค้าเอาไว้
รอวันที่เค้าจะเบ่งบาน (เหมือนการออมเงินก้อนเล็กๆแต่สม่ำเสมอกว่าดอกผลจะเป็นกอบเป็นกำต้องใช้เวลามากทีเดียว)
แต่ไม่ว่า เราจะมีทางเลือก หรือ ไม่ต้องเลือก
(ตอนหมอเด็กแม่ก็ไม่ต้องเลือกเพราะมีทางเดียว)
แต่สิ่งที่เอาชนะปัจจัยทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนดี หลักสูตรดี อยู่ในประเทศเจริญ ฯลฯ
คือ #สายสัมพันธ์ที่มั่นคงจากความรักของพ่อแม่
สิ่งนี้ ทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต
และเป็นคนที่มีความสุข
หมอแพม

24/03/2026

ที่อยู่

สาธารณสุข
Prachin

เบอร์โทรศัพท์

+66883281740

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปฐมว๊าย ปฐมวัยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง ปฐมว๊าย ปฐมวัย:

ทางลัด

แชร์

ประเภท