30/04/2026
สวัสดีฮะวันนี้มีหนังจีนเรื่องนึงอยากจะมาเล่าให้ทุกคนฟัง คิดว่าลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋วหลายคนน่าจะอิน เค้ากำลังจะเข้าโรงที่จีนแต่ไม่แน่ใจว่า Major Group หรือว่า SF Cinema จะเอาเข้ามาฉายในไทยมั้ย
นั่นคือเรื่อง “给阿嬷的情书” แปลเป็นไทยว่า “จดหมายถึงอาม่า” เข้าโรงที่จีนวันที่ 30 เมษานี้ หนังเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วล้วนๆเลยฮะ
เท่าที่ตี๋อ่านเรื่องย่อคร่าวๆมา เป็นเรื่องราวของหนุ่มจีนแต้จิ๋วที่ออกเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามรอยและค้นหาเรื่องราวสมัยอากงยังหนุ่ม
ใช่ฮะ…อากงของเค้าเป็นแบบบรรพบุรุษชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วไป ที่ออกเดินทางมายังประเทศไทย ทำงานอย่างหนัก ตั้งใจหาเงินและส่งกลับบ้านเพื่อไปเลี้ยงดูครอบครัวและคนอยู่ด้านหลัง ตี๋ว่าถ้าใครเป็นคนรุ่นเดียวกับป๊าม้าตี๋น่าจะรู้จักโพยก้วนกันอย่างดี
จดหมายที่ส่งทั้งความรักและเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน เพื่อส่งกลับไปยังบ้านเกิดไปจุนเขือครอบครัวที่ยากจนในประเทศจีน หลายคนจากบ้านเกิดมาและไม่ได้กลับไปอีก
ฉากของเรื่องนี้จะอยู่ที่แต้จิ๋ว ซัวเถาและประเทศไทย มีการถ่ายทำในประเทศไทยกันเยอะมากฮะ ตี๋แปะตัวอย่างหนังไว้ให้ในคอมเม้นต์ เชื่ิอว่าหลายๆคนฟังกันออกเลยล่ะ ดูแล้วอาจจะน้ำตาซึมก็ได้
ตัวตี๋เองได้ยินเรื่องของโพยก้วนมาเป็น 2 ทางฮะ ทั้งดีและไม่ดี ในบรรดากลุ่มชาวจีนที่อพยพมาระลอกใหญ่อย่างระลอกอากงอาม่าตี๋ มีจำนวนไม่น้อยฮะที่มีความระลึกคิดเสมอว่าแม้ออกเดินทางมาแต่สุดท้ายอยากทิ้งร่างตัวเองลงยังแผ่นดินเกิดตามคติจีน “落叶归根 ใบไม้ร่วงแล้วกลับลงสู่รากเดิม” เค้าพวกนี้จะตั้งใจทำงานอย่างหนัก ส่งเงินกลับไปสร้างบ้านที่จีน
หลายๆบ้านที่เป็นแบบนี้แต่ขณะเดียวกันก็สร้างครอบครัวที่ไทยก็มักจะได้ยินลูกๆพูดน้อยใจว่าบ้านในไทยยังลำบาก ทำไมต้องส่งเงินกลับไปด้วย
แต่บางบ้านเมื่อตัดสินใจมาตั้งรกรากในไทยแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินสร้างความมั่นคงในไทย หลายเป็นบรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนหลายกลุ่ม
แต่ไม่ว่าจะแบบไหน สุดท้ายแล้วตี๋ก็นับถือในความขยัน ประหยัดและเร่งก่อร่างสร้างตัวของกลุ่มคนเหล่านี้มากและคิดว่าโพยก๊วน จดหมายเหล่านี้ก็ยังคงเป็นความทรงจำในหลายๆคนมากฮะ
จริงๆเอามาเล่าเพราะหวังลึกๆว่าถ้ากระแสดี ในไทยจะเอามาฉายบ้างฮะ อยากพาม่าม้าไปดู จริงๆป๊าตี๋ถ้ายังอยู่คงอินมาก เพราะในช่วงชีวิตป๊าเองก็เคยส่งเงินไปช่วยญาติที่จีนฮะ สมัยเค้ายังลำบากกัน จนตอนนี้ญาติที่จีนล่ำซำกันแล้ว จากขอเงินซื้อจักรยานมาเป็นขับรถบีเอ็มออดี้มารับพวกตี๋ถึงสนามบินตอนแวะไปเยี่ยมเยียนกันละฮะ 5555
ใครอยากดูมาลงชื่อกันหน่อยฮะ หรือแวะมาเล่าความทรงจำที่มีเกี่ยวกับโพยก๊วนก็ได้ และอย่าลืมกดดูคอมเม้นต์เผื่อดูตัวอย่างหนังกันฮะ😆
25/04/2026
ตามหนังสือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต
ที่ ภก ๐๐๓๒/๒๐๕๘
ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า...
บัดนี้ สภาวัฒนธรรมตำบลตลาดใหญ่ ได้ร่วมกับสภาวัฒนธรรมตำบลตลาดเหนือ ซึ่งต่างเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนภารกิจทางวัฒนธรรมในพื้นที่เทศบาลนครภูเก็ตมาโดยตลอด ได้ร่วมกันยื่นยุบเลิกกิจการสภาวัฒนธรรมทั้ง ๒ แห่ง ให้สิ้นสุดลง เพื่อนำไปสู่การยกฐานะสภาวัฒนธรรมในลักษณะ “สภาวัฒนธรรมเทศบาล” ตามกฎกระทรวง การจัดตั้งสภาวัฒนธรรมเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๕ ในการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมเพิ่มเติม รูปแบบที่ ๔ สภาวัฒนธรรมเทศบาล ในนาม...
#สภาวัฒนธรรมเทศบาลนครภูเก็ต 🎉
นับจากนี้ การขับเคลื่อนภารกิจด้านวัฒนธรรมทุกประเภท จะได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยความเป็นเอกภาพเดียวกันของความเป็น #เทศบาลนครภูเก็ต
#บรรพชนสร้างสรรค์ #ลูกหลานสืบสาน #วัฒนธรรมยั่งยืน
12/04/2026
สวัสดีปีใหม่ไทย พ.ศ. 2569/ค.ศ. 2026 (สุขสันต์วันสงกรานต์)
Happy Songkran Festival
宋幹節快樂/潑水節快樂
Selamat Hari Songkran
..........................................................................
สามารถสนับสนุนเพจเพื่อเป็นทุนการศึกษาได้ที่
💵PromptPay: 0954289757
สามารถสั่งซื้อหนังสือนิยายเรื่อง "เป็นบาบ๋าเพราะรู้สึก" แบบ E-bookได้ที่ Mebmarket
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjM5ODY3NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQwODU1MiI7fQ
..........................................................................
𝑻𝒂𝒈𝒔🔖———————————————
#ภูเก็ตร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม #ภูเก็ตเปอรานากัน #เปอรานากัน #บาบ๋า #ย่าหยา #บาบ๋าย่าหยาภูเก็ต #ภาษาถิ่นภูเก็ต #ภาษาภูเก็ต #สนับสนุนสภาวัฒนธรรมเทศบาลนครภูเก็ต #เครือข่ายวัฒนธรรม #รักษาสืบสานส่งต่อภูเก็ตจากรุ่นสู่รุ่น #ภาษาบาบ๋าภูเก็ต.
12/03/2026
📢มิวเซียมภูเก็ตเปิดรับสมัคร “อบรมนักสื่อความหมายเมือง”
ชวนผู้สนใจมาร่วมอบรมเป็นนักสื่อความหมายเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยง “เมือง” กับ “ผู้คน” ฝึกการจับประเด็นเรื่องเล่า (Storytelling) และทดลองออกแบบเรื่องเล่าจากบริบทของสถานที่จริง เพื่อเป็นนักสื่อความหมายเมืองที่มีศักยภาพ มีความเข้าใจในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นภูเก็ต ทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวของเมืองได้อย่างยั่งยืน
🎤วิทยากร
ผศ.ดร.พัชราภรณ์ คชินทร์
นักวิชาการด้านภาษาเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
คุณชุติมา กิตติธรกุล นักสื่อสาร นักเขียนสารคดี
และครูฤดี ภูมิภูถาวร นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภูเก็ต
📅 อบรม 27 – 28 มีนาคม 2569
📍 ณ ศูนย์การเรียนรู้ลานมังกรและสนามทดลองในย่านเมืองเก่าภูเก็ต
🗓 เปิดรับสมัคร
ตั้งแต่บัดนี้ – 18 มีนาคม 2569
ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก 21 มีนาคม 2569
👉 สมัครและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://forms.gle/q6AnfoxuQrLuhcGq9
สอบถามข้อมูลได้ที่ 094-807-7873
คุณสมบัติผู้สมัคร
• เป็นผู้มีความสนใจถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองภูเก็ตไปสู่สาธารณะ
• เยาวชนและประชาชนในเขตเทศบาลนครภูเก็ต(ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ)
• เข้าร่วมกิจกรรมได้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด
• ทำงานเป็นทีมได้และสามารถลงพื้นที่เรียนรู้ผ่านสนามทดลองที่กำหนด
................................
มิวเซียมภูเก็ต Museum Phuket
จุดเริ่มต้นท่องเที่ยวเรียนรู้เมืองภูเก็ต
พิกัด: https://goo.gl/maps/MoZEJKHXt1mH7rbA6
เปิดทุกวัน อังคาร - อาทิตย์
(ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
เวลา 9.00 น. - 16.30.น.
เฉพาะวันอาทิตย์
เปิดเวลา 13.00 - 20.30 น
สอบถามข้อมูลได้ที่ 094-807-7873
#นักสื่อความหมายเมือง
#มิวเซียมภูเก็ตจุดเริ่มต้นท่องเที่ยวเรียนรู้เมืองภูเก็ต
#เทศบาลนครภูเก็ตเพื่อประชาชน
06/03/2026
#เล่าเรื่องเหมืองแร่
หลู้ย้ายขึ้นไปอยู่บนควน(เนินเขา)ตรงโด้(ตรงโน้น)ได้ม้าย หว้ากี่ทำเหมืองตรงนี้ แต่ตรงนี้มันที่นาผม ถ้าผมย้ายไปบนควนผมจะทำไหรกินอ่ะถ่าวเก้ หลู้ค่อยมาทำการในเหมืองหว้า ส่วนเมียกับแม่หลู้ หว้าให้ร่อนแร่ที่ท้ายราง
เสียงพ่อคุยกับถ่าวเก้ ชายผู้สูงวัย ผิวขาว หน้าตาเป็นคนจีน แต่งตัวเรียบร้อยใส่เสื้อเชิ้ตกางแกงสแล็ค หวีผมเรียบแปล้ ดังมาจากหน้าบ้าน ขณะที่ผมกำลังนั่งมัดไม้กวาดก้านมะพร้าวเพื่อ เอาไว้กวาดลานดินตากข้าว
แล้วบ้านผมล่ะถ่าวเก้ ถ้าถ่าวเก้ทำเหมืองตรงนี้ผมกี่ไปอยู่ไหน หว้ายกให้หลู้ใหม่บนควนโน้นเลย บ้านไม้อย่างดีปูพื้นด้วยปูนเลย ดีกว่าบ้านมุงจากพื้นดินอัดของหลู้แน่แน่ สายแร่มันผ่านมาทางนี้พอดี ที่ตรงนี้หว้าก็ขอออกอาชญาบัตรไปแล้ว พันพรือหลู้ก็ต้องย้าย
แต่ที่ดินแปลงนี้ผมทำกินมาแต่รุ่นปู่ย่าตายายเลยนะถ่าวเก้ เสียงพ่อพูดแบบวิงวอน
อันที่จริงผมก็ไม่อยากย้ายไปไหนทั้งนั้น บ้านเราปลูกอยู่บนที่ราบ รอบๆบ้านเป็นสวนสมรม ปู่ของปู่ ปลูกผลไม้ไว้มากมาย ทั้งลูกปริงลูกปราง ส้มขาม ลูกท้อน ลูกกำ ลูกม่วง ย่าหมู และอีกสารพัดสารเพ ที่เราสามามารถเก็บกินได้ทั้งปี
ตรงข้างบ้านโน้นก็เป็นนา เกิดมาผมก็เห็นบ้านเราทำนา มานมนาน ส่วนหลังบ้านเราก็เป็นคอกควาย มีไอ้สุข กับอีเสริม คอยช่วยไถคราดเวลาจะหว่านข้าว นี่ยังไม่รวมไอ้ต้ก กับบรรดาเมียๆของมันอีกหลายตัวช่วยกันไข่ให้เราได้มีไข่ไก่กินกัน ถ้าเราต้องไปอยู่บนควนโน้นจริงๆ ผมคงเสียดายสวนนี้ และเราคงไม่มีที่กว้างๆให้บรรดาสัตว์เลี้ยงของเราเป็นแน่ แต่พ่อคงจะหนักใจและเศร้าใจที่สุด ที่ไม่สามารถรักษาผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้ได้
ปู่เคยเล่าให้ผมฟังว่า ทวดของปู่มาตั้งแต่เมืองถลางแตก " โหมเราหลายครอบครัวหนีพม่ามา " เสียงปู่ยังอยู่ในความทรงจำ พวกเราเดินข้าม “ เขาม่าหนิก ” ตามพ่อท่านแก้วมา ท่านเคยมาธุดงค์ปักกลดที่แถวนี้ รู้ว่าแถวนี้อุดมสมบูรณ์ ที่บริเวณนี้เป็นป่าใหญ่ มีที่ราบเชิงเขา น้ำท่าดีเพราะมีน้ำตกหลายสายรวมกันเป็นคลองบางใหญ่ ทำนาได้ดี พื้นดินอุดมสมบูรณ์
พ่อท่านได้มาสร้างวัดที่นี่ ชื่อว่า “ วัดไม้เรียบ ” เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเมืองถลางที่หนีทหารพม่ามา ส่วนพี่น้องเราอีกกลุ่มเดินตัดข้ามเขาไปอีก ไปสร้างหมู่บ้านอีกแห่ง อยู่ที่ ต.ฉลอง ในปัจจุบัน ตรงนั้นก็เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา มีคลองใหญ่ ชื่อว่า คลองบางใหญ่ เหมือนกัน แต่ก่อนก็ไม่ได้ชื่อฉลอง ใช้ชื่อ ถลาง เพื่อรำลึกถึงที่ที่ต้องจากกันมา เรียกกันไปเรียกกันมาเพี้ยนไปเป็น ฉลอง มีพ่อท่านเฒ่าที่นำชาวบ้านหนีทัพมาได้สร้างวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ ชื่อว่า “ วัดฉลอง “ ในปัจจุบันนี่แหละ
พันพรือหลู้ก็ต้องย้าย หว้าให้เวลาหลู้สามเดือน หลู้อยากได้ที่บนควนนั้นแปลงไหนหลู้ก็เลือกมา เดี๋ยวหว้ายกบ้านให้หลู้เอง หลู้ไม่มีสิทธิ์มาคัดค้าน หลวงเขาออกอาชญาบัตรมาให้หว้าแล้ว ดีเท่าไหร่แล้วที่หว้าไม่รื้อบ้านหลู้ทิ้งเสียเปล่าๆ เสียงถ่าวเก้ ตะคอกใส่พ่อ แล้วก็เดินออกไปขึ้นรถปาเก้พร้อมกับลูกน้องอีกสองคนแล้วขับออกไป
!!! พ่อ !!! ผมไม่อยากย้ายบ้านเลย ผมละจากงานในมือแล้วเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อพูดกับพ่อ พ่อก็ไม่อยากย้ายเหมือนกันแต่ไม่รู้กี่ทำพรือ เราก่าไม่ค่อยรู้หนังสือ เอกสารที่ดินเขาก็ไปทำกันมาพันพรือพ่อก็ไม่รู้ เดี๋ยวพ่อลองไปปรึกษากำนันดูก่อน ว่าทำพรือได้บ้าง ที่ดินเราอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขาจะเอาไปได้พรือ
คุณคิดว่าตอนจบเป็นอย่างไร ลองคอมเมนท์ กันมาดูนะครับ
(เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สมมุติขึ้นมาตัวละครไม่มีจริงในปัจจุบัน)
ภาพแผนที่ภูมิประเทศแสดงจุดที่ตั้งคำขอประทานบัตรที่ 18/2514 หมายเลขท่อเหล็กที่ 6755 ของบริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด ต.กะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต
ภาพประทานบัตรของ บจก.อนุภาษและบุตร นำมาประกอบเรื่องราว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในนี้แต่อย่างใด
หว้า - ใช้แทนตัวเองว่า ฉัน เหมือนกับคำว่า อั้ว
หลู้ - ใช้แทนว่า คุณ เหมือนกับคำว่า ลื้อ
ถ่าวเก้ - เถ้าแก่
#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
03/03/2026
"เมื่อรักผลิบาน" ใต้แสงจันทร์เพ็ญ
โดย ไอวี ซุน (Ivy Soon)
————————————————
หัวใจเต้นระรัว เหล่าหญิงสาวผู้ร่าเริงในชุดสวยงามตระการตาต่างยิ้มอย่างเคอะเขินเมื่อได้รับความสนใจจณะที่รถของพวกเธอแล่นผ่านถนนสายต่าง ๆ ของจอร์จทาวน์บนเกาะปีนัง ไฟสว่างไสวสองข้างทางชวนให้บรรยากาศทั้งเมืองเหมือนงานรื่นเริง และเหล่าเด็กหนุ่มต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อเพื่อที่จะได้เห็นความงามของพวกเธอ
ในยุคก่อนสงคราม ขบวนแห่ฉลองวันจันทร์เพ็ญแรกของปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ "จับหง่อแหม (Cap Goh Meh)" หมายถึงคืนที่ 15 ของปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติจีน เป็นการเฉลิมฉลองที่มีความสำคัญเฉพาะตัวของปีนัง เพราะเป็นค่ำคืนแห่ง "ความโรแมนติกใต้แสงจันทร์" หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ "วันวาเลนไทน์จีน (Chinese Valentine's Day)"
"ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษที่ 1920-1930 หญิงสาวถูกกักอยู่ในเรือนเป็นส่วนใหญ่ หนุ่ม ๆ จึงมีโอกาสเห็นพวกเธอได้อย่างเปิดเผยก็เพียงวันที่ 14-16 เดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติจีนเท่านั้น" ดาโต๊ะ ค้อแชงกี่ (Datuk Khor Chaeng Kee) อดีตคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ (The Star) ในวัย 79 ปีรำลึกถึงเทศกาลจับบหง่อแหมในวัยหนุ่มของเขาด้วยความผูกพัน
ดาโต๊ะมีพี่สาว 6 คน จึงเข้าใจดีถึงทั้งความตื่นเต้นและความกังวลที่มาพร้อมกับคืนจับหง่อแหม "สาว ๆ จะตัดเย็บชุดบาญู ปันญัง (Baju Panjang) ที่ตัดจากผ้าไหมที่มีคุณภาพ และประดับมวยผม (Sanggul) ด้วยปิ่นปักผม (Cucuk Sanggul) สมัยนั้นไมมีเครื่องสำอาง ไม่แม้แต่กระดาษแดงสำหรับทาริมฝีปาก แต่เลือกสวมเครื่องประดับมากมาย เมื่อแสงส่องกระทบเพชรก็จะระยิบระยับอย่างงดงาม"
สามคืนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่ง "อิสรภาพ" ของเหล่าหญิงสาว เมื่อพลบค่ำ พวกเธอจะออกไปร่วมงานรื่นเริงในเมือง โดยมีคนขับรถและน้องชายคอยดูแล
มาดามค้อ (Madam Khor) ในวัย 85 ปียังคงจำความครึกครื้นของงานได้อย่างแจ่มชัด "เราจะนั่งรถเปิดประทุนไปตามถนนลีธ (Leith Street) ถนนบีช (Beach Street) ถนนมาเลย์ (Malay Street) วนรอบหอนาฬิกา และบริเวณเอสพลานาด (Esplanade) สมาคมศิษย์เก่าเซเวียร์ (Old Xaviers’ Association) และสมาคมศิษย์เก่าเฟรส (Old Fress’ Association) บนถนนลีธ หง่อคาขี่ (Goh Kaki) หรือทางเท้าของถนนสายต่าง ๆ จะสว่างไสวไปด้วยโคมไฟคิตสัน (Kitson Lamp) ขนาดใหญ่ มีเก้าอี้วางไว้ตามเส้นทางสำหรับหนุ่มโสดและแม่ยายในอนาคตเพื่อชมขบวนแห่ แต่ฉันไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชมที่ชื่นชม เพราะฉันมักจะได้รับมอบหมายให้ไปกับพี่สาวน้องสาวของฉันระหว่างที่พวกเธอนั่งรถแห่" เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ เมื่อนึกถึงความทรงจำที่ต้องแชร์แสงสปอตไลท์กับพี่สาวน้องสาวของเธอทางอ้อม
เขาบอกว่ายหนุ่มจะจ้องมองหญิงสาวอย่างเปิดเผย ส่วนพวกที่ใจกล้าหน่อยก็จะเข้ามามองใกล้ ๆ เพื่อให้เห็นชัดขึ้น และอาจถึงขั้นพูดจาออกมาบ้างด้วยซ้ำ
"ชายหนุ่มจะโยนริบบิ้นและถั่วลิสงเข้าไปในรถ ส่วนหญิงสาวจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจการกระทำของชายหนุ่มเหล่านั้น ในสมัยนั้น การที่หญิงสาวสบตากับชายหนุ่มโดยตรงถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่งามนัก ยิ่งกว่านั้นการพูดคุยกับพวกเขาถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม" มาดามค้อหัวเราะกับความประณีตของจารีตค่านิยมการจีบในสมัยนั้น
ดาโต๊ะกล่าวว่า ขบวนแห่ในคืนจับหง่อแหมนั้น เปรียบเสมือนการประกวดความงามอย่างไม่เป็นทางการนัก ผู้ที่สวยที่สุดของปีนังจะถูกตัดสินจากเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นขณะที่ขบวนแห่แล่นผ่านไป
แม้เบื้องบนจะคัดสรรคู่พรหมลิขิตไว้แล้ว แต่ความรักกลับเบ่งบานและคู่รักในอนาคตจะถูกเลือกท่ามกลางงานจับหง่อแหม ในสมัยนั้น หนุ่มสาวแทบไม่ได้พบปะสังสรรค์กัน สามคืนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด "ที่จะได้พบปะและทำความรู้จักกัน"
"หนุ่มโสดจะจดหมายเลขทะเบียนรถของหญิงสาวที่พวกเขาถูกใจ จากนั้นก็จะไปตรวจสอบกับสมุดรายชื่อที่ระบุรายละเอียดของเจ้าของรถโดยเฉพาะ ส่วนหนุ่มที่ใจกล้าก็จะพยายามแอบส่งจดหมายรักไปให้ในภายหลัง" มาดามค้อกล่าว
บางคนมีความตั้งใจจริงจังมากกว่านั้น โดยจะส่งมินังโป๋ (Minangpo) หรือแม่สื่อเพื่อไปสู่ขอแต่งงานกับหญิงสาว
"บางครั้งญาติ ๆ ก็มักนั่งรถคันเดียวกัน ทำให้การไปสู่ขอแต่งงานกับหญิงสาวผิดคนเข้า" มาดามค้อหัวเราะเบา ๆ กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เธอเล่าว่า บริเวณเอสพลานาดนั้นเต็มไปด้วยงานรื่นเริงที่สวยงาม เต็มไปด้วยสีสันและเสียงดนตรี
"วงดนตรีเทศบาลจะบรรเลงเพลงยอดนิยมในยุคนั้นให้ผู้คนฟัง อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคืนนี้คือ คณะดนดัง ซายัง (Dondang Sayang) จะแห่ไปรอบ ๆ ด้วยเกวียนเทียมวัวพร้อมด้วยนักดนตรี 5 คนที่เล่นกลองรำมะนา (Rebana) แอคคอร์เดียน ไวโอลิน ฆ้อง และขลุ่ย หนุ่มสาวจะร้องเป็นบาลัส ปาตุน (Balas Patun) หรือกลอนโต้ตอบ แลกเปลี่ยนคารมคมคายเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชม เมื่อเวลาผ่านไปและผู้คนเปิดกว้างมากขึ้น ความแปลกใหม่และความโรแมนติกของขบวนแห่จับหง่อแหมก็จางหายไป สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์จึงเป็นเพียงเรื่องของเมื่อวันวาน เมื่อหนุ่มสาวสามารถพบปะกันได้อย่างไม่จำกัดตลอดทั้งปี แทนที่จะยืนอยู่ข้างทางมองสาว ๆ ตอนนี้หนุ่ม ๆ พากันพาแฟนสาวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปด้วยกัน" มาดามค้อกล่าว
"ปัจจุบันจับหง่อแหมได้สูญเสียความงดงามและความรุ่งเรืองในอดีตไปแล้ว" ดาโต๊ะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผสมด้วยความหวนคิดถึงวันวาน
————————————————
🗂เอกสารอ้างอิง🗂
[1] Ivy Soon. When Love Bloomed Under the Full Moon[EB/OL]. [1995-02-12].
..........................................................................
สามารถสนับสนุนเพจเพื่อเป็นทุนการศึกษาได้ที่
💵PromptPay: 0954289757
สามารถสั่งซื้อหนังสือนิยายเรื่อง "เป็นบาบ๋าเพราะรู้สึก" แบบ E-bookได้ที่ Mebmarket
..........................................................................
𝑻𝒂𝒈𝒔🔖———————————————
#ภูเก็ตร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม #ภูเก็ตเปอรานากัน #เปอรานากัน #บาบ๋า #ย่าหยา #บาบ๋าย่าหยาภูเก็ต #ภาษาถิ่นภูเก็ต #ภาษาภูเก็ต #สนับสนุนสภาวัฒนธรรมเทศบาลนครภูเก็ต #เครือข่ายวัฒนธรรม #รักษาสืบสานส่งต่อภูเก็ตจากรุ่นสู่รุ่น #ภาษาบาบ๋าภูเก็ต
02/03/2026
โกได้มีโอกาส ร่วมงาน เสวนา “เล่าเรื่องเหมืองเเร่ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องเล่าจากยุคเหมืองเเร่ดีบุกในภูเก็ต” และได้ไปเยี่ยมชม นิทรรศการ “เงาเหมืองในเรือนเก่า” เป็นภาพถ่ายของ คุณสุเมธ องค์สกุล เจ้าของเหมืองแร่ที่กระโสม ซึ่งท่านเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 45 ถ.กระบี่ ท่านได้ทำการบันทึกภาพของบรรยากาศการทำเหมืองแร่ของท่านในอดีตเอาไว้ ยุคเดียวกับหนังสือเรื่อง " มหาลัยเหมืองแร่ " ที่ลุงอาจินต์ ได้เขียนเอาไว้ โกเห็นภาพถ่ายภาพนี้ หวนนึกไปถึง ภาพยนตร์ในดวงใจ มหาลัยเหมืองแร่ ที่ คุณ จิระ มะลิกุล ได้สร้างไว้ นับว่าทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ทำการบ้านเรื่องหน้าตานักแสดง เสื้อผ้า ทรงผม มาดีมาก ตรงรุ่นตรงยุค
ภาพนี้ถือได้ว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ตั้งแต่ตระเวณดูภาพเก่าๆมายังไม่เคยเห็นภาพการสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุกเลยสักภาพเดียว ในภาพเป็นการทำบอริ่งแร่ หรือ การถ้ามต๋าง เป็นขั้นตอนแรก ของการทำเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเจ้าของเหมืองแร่ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ได้แก่การนำอาหารมาเซ่นไหว้และการนำสิ่งของมาบูชา เพื่อเป็นการขออนุญาตการทำเหมืองแม่ดีบุกจากพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นจึงยื่นเรืองราวขออนุญาตประทานบัตรจากกรมทรัพยากรธรณี เพื่อดำเนินการสำรวจหาความอุดมสมบูรณ์ของแร่ดีบุก
ขั้นแรกของการถ้ามต๋าง คือการสำรวจภูมิประเทศบริเวณอันได้แก่ สภาพพื้นที่ ความเหมาะสมและอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ จากนั้นเจ้าของเหมืองจะติดต่อว่าจ้างหาคนงานมาถ้ามต๋าง โดยการติดต่อหา " ถ้ามต๋างถาว " หรือหัวหน้าคนเจาะสำรวจแหล่งแร่ดีบุก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการถ้ามต๋าง และมีผู้ร่วมงานอีกหลายคน ได้แก่ " ถ้ามต๋างชิ้ว " คือคนงานเจาะสำวจแร่ มี 8 คน " เสเซียะบี้ป่าน " คนทำตัวอย่างแร่ มี 1 คน " หลุนเซียะบี้ " คือ คนร่อนหาแร่ มี 1 คน การทำงานถ้ามต๋างเป็นการเจาะสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุกงานประเภทนี้ส่วนใหญ่ทำในป่าและใช้เวลานานพอสมควร ดังนั้นการถ้ามต๋าง จึงจำเป็นต้องมีคนงานถางป่าเพื่อบุกเบิกสถานที่ทำงานซึ่งเรียกว่า" ผะป๊า " มีการปลูกสร้างที่พักอาศัยชัวคราวของคนงาน เรียกว่า " ก่องซี้ " มีคนงานหุงข้าว หรือ " จ๊องผ่อ " มีคนงานหาบน้ำ 2 คน เรียกว่า " ต่าจุ้ย " และมีคนงานเฝ้าเครื่องมือถ้ามต๋าง 1 คนซึ่งเรียกว่า " ก้อต๋าง "
วิถิชีวิตของคนงานถ้ามต๋างนั้นเป็นที่น่าเห็นใจ สงสารมาก เขาเหล่านั้นต้องทำงานหนัก สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สะดวกสบาย อัตคัตแร้นแค้น คนงานมีข้อจำกัดด้าน" อาหาร มีการทำงานที่เสี่ยงภัยหลายด้าน มีความเครียด ทั้งนี้เนื่องจากต้องทำงานอยู่ในป่าเป็นเวลานาน ในยุคแรกของการทำเหมืองแร่ดีบุกคนงานถ้ามต๋างส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่หลบหนีความอดอยากมาแสวงหางานทำในเมืองไทย แม้นจะมีความลำบากในการทำงาน มีรายได้จากการทำงานเพียงไม่มากนั้น แต่เขาเหล่านั้นก็อดทนจนสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้
เครื่องมือในการถ้ามต๋างมีอยู่มากมาย ในยุคแรกของการเจาะสำรวจหาแร่ดีบุกนั้นเครื่องมือในการถ้ามต๋างส่วนใหญ่ใช้แรงงานคน คนงานถ้ามต๋างจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เครื่องมือทุกชนิดจะมีการทำงานที่สัมพันธ์ เริ่มจากการเจาะหาแร่ดีบุก การนำตัวอย่างดินเพื่อมาร่อนหาแร่ และการหาความสมบูรณ์ของแร่
ในภาพเป็นเครื่องมือการถ้ามต๋าง ที่เรียกว่า บังกา ดริลส์ ( Banga Drill ) ขุดเจาะเก็บตัวอย่างดินไปตรวจสอบปริมาณความหนาแน่นของดีบุก เพื่อประเมิณความคุ้มค่า ในการลงทุน
สถานที่ถ่ายภาพ เหมืองแร่สินกระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา
บันทึกภาพโดย สุเมธ องค์สกุล ปี พ.ศ.2500-2510
ปรับปรุงภาพให้ชัดขึ้นและใส่สีโดย โกหนึ่ง
อ้างอิง :
หนังสือวิถีชีวิตของคนในเหมือง ศูนย์อนุรักษ์ท้องถิ่นกะทู้ 2542
#ไชแร่ #บอริ่งแร่ #ถ้ามต๋าง
#เล่าเรื่องเหมืองเเร่ #เงาเหมืองในเรือนเก่า #มหาลัยเหมืองแร่
#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
17/02/2026
🔸ภาษาถิ่นภูเก็ตและภาษาบาบ๋าภูเก็ต : 46🔸
————————————————
🔸กิ๊ดเหล่งอ้า|[kit̚⁴⁵leːŋ²¹ʔaː⁴¹]|羯陵兒、克令兒、吉寧兒、吉靈兒🔸
คนอินเดียหรือปากีสถานที่ผิวดำ; กะลา, ก่าลา, แขกกะลา, แขกดำ, ลา ก็เรียก.
————————————————
⁉️อธิบายเพิ่มเติม⁉️
คำว่า "กะลา" ในภาษาบาบ๋าภูเก็ตมีที่มาจากคำว่า "เกอลิง (Keling)" ในภาษามลายู ซึ่งใช้เรียกพ่อค้าหรือนักเดินเรือที่เดินทางมากจาก "แคว้นกลิงค์ (Kalinga)" หรือ "กลิงครัฐ" หรือ "กลิงคราษฎร์" ในอินเดียใต้ (ปัจจุบันคือ รัฐโอฑิศา/โอริสสา) ดังปรากฏใน "พงศาวดารมาเลย์ (Malay Annals)" หรือ "เซอญาระหฺเมอลายู (Sejarah Melayu)"
ชาวกาลิงคะ คือ กลุ่มบุกเบิกทางการค้าทางทะเลที่เข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ชนพื้นเมืองเรียกขานผู้ที่มาจากอินเดียโดยรวมว่าชาว "เกอลิง" และเมื่อคำนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาสู่ภูเก็ต จึงเกิดการกร่อนเสียงและปรับโทนเสียงจนกลายเป็น "กะลา" หรือ "ก่าลา" แม้ปัจจุบันคำนี้อาจถูกตีความในเชิงลบ แต่ในทางประวัติศาสตร์ถือเป็นหลักฐานทางภาษาที่ยืนยันถึงการเข้ามาของชาวอินเดียใต้มาอย่างยาวนาน
ชาวจีนฮกเกี่ยนในปีนังเรียกพ่อค้าเหล่านี้ว่า "เกี๊ยดเหล่งอ้า/กิ๊ดเหล่งอ้า (吉靈兒)" หรือ "เกี๊ยดเหล่งเกี้ย/กิ๊ดเหล่งเกี้ย (吉靈囝)" ในขณะที่ชาวบาบ๋ามลายูเรียกว่า "เกอเลิง (Keleng)" ซึ่งชาวบาบ๋าภูเก็ตก็รับคำเหล่านี้มาใช้เรียกพ่อค้าชาวอินเดียใต้เหล่านี้ด้วย
คำว่า "กิ๊ดเหล่งอ้า" ในภาษาบาบ๋าภูเก็ตเกิดจากการอ่านในภาษาเขียน (文讀音) คือ "กิ๊ด (吉)" มาผสมกับการอ่านในภาษาพูด (白讀音) คือ "เหล่งอ้า (靈兒)"
————————————————
📘เทียบภาษาฮกเกี้ยนปีนัง📘
1. กิดเหลงอ้า-กิ๊ดเลงอ้า|[kit³²⁻⁴liŋ²⁴⁻²²a⁵³]|吉靈兒——ภาษาเขียน(文讀音)
เกียดเหลงอ้า-เกี๊ยดเลงอ้า|[kiat³²⁻⁴liŋ²⁴⁻²²a⁵³]|吉靈兒——ภาษาพูด(白讀音)
: ชาวอินเดียใต้; ทมิฬ
2. เกหลิงน่า|[ke⁴⁴liŋ²³na⁵³]|Kelingna
: ชาวอินเดียใต้; ทมิฬ
⁉️อธิบายเพิ่มเติม⁉️
คำเหล่านี้กลายเป็นคำเหยียดมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 ดังนั้นจึงไม่ควรใช้คำนี้เพื่อหมายถึงชาวอินเดียใต้หรือชาวอินเดียโดยทั่วไป ควรใช้คำว่า "อินต่อหลาง (印度人 [in⁴⁴tɔ²¹laŋ²³])" แทน
————————————————
📘เทียบภาษามลายูกลาง📘
1. เกอลิง|Keling|کليڠ
: 1) อาณาจักรบนชายฝั่งโจฬมณฑล (Cholamandalam Coast) หรือ ชายฝั่งโคโรมันเดล (Coromandel Coast) ของคาบสมุทรอินเดียที่ชื่อ "กาลิงคะ (Kalinga)" และ "เตลังคานา (Telangana)" ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องนักเดินเรือหรือพ่อค้าที่เดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 3; 2) คำเรียกนักเดินเรือหรือพ่อค้าที่เดินทางมาจากกาลิงคะและเตลังคานาที่เดินทางมายังคาบสมุทรมลายูตั้งแต่ศตวรรษที่ 3; 3) ชาวมุสลิมอินเดีย.
————————————————
📘เทียบภาษาบาบ๋ามลายู📘
1. เกอเลิง|Keleng
: ชาวอินเดียใต้ทั่วไป; ทมิฬ
————————————————
🗂เอกสารอ้างอิง🗂
[1] อนันต์ อารีย์พงศ์. พจนานุกรมภาษาถิ่นภูเก็ต พุทธศักราช ๒๕๖๐[M]. ภูเก็ต: โรงเรียนสตรีภูเก็ต, 2017.
[2] 李荣. 现代汉语方言大词典·厦门方言词典[M]. 南京: 江苏出版社, 1993.
[3] 林宝卿. 普通话闽南方言常用词典[M]. 厦门: 厦门大学出版社, 2007.
[4] 林宝卿. 闽南方言与古汉语词源词典[M]. 厦门: 厦门大学出版社, 2019.
[5] 刘梓琳等.民族史视野下的南海研究[J].北大区域国别研究,2025(10):152-160.
[6] 王昌农. 马来语汉语简易词典 (Kamus Bahasa Melayu-Bahasa Mandarin Yang Mudah)[M]. 广州: 世界图书出版公司, 2022.
[7] 周长楫. 闽南方言大词典[M]. 福州: 福建人民出版社, 2025.
[8] Sabri Zain. A Historical Perspective on the Word 'Keling'[EB/OL]. 2026-01-24.
[9] Tan Siew Imm. Penang Hokkien-English Dictionary[M]. Malaysia: Sunway University Press, 2016.
[10] William Gwee Thian Hock. A Baba Malay Dictionary: The First Comprehensive Compendium of Straits Chinese Terms and Expressions[M]. Singapore: The Peranakan Association of Singapore, 2006.
..........................................................................
สามารถสนับสนุนเพจเพื่อเป็นทุนการศึกษาได้ที่
💵PromptPay: 0954289757
สามารถสั่งซื้อหนังสือนิยายเรื่อง "เป็นบาบ๋าเพราะรู้สึก" แบบ E-bookได้ที่ Mebmarket
..........................................................................
𝑻𝒂𝒈𝒔🔖———————————————
#ภูเก็ตร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม #ภูเก็ตเปอรานากัน #เปอรานากัน #บาบ๋า #ย่าหยา #บาบ๋าย่าหยาภูเก็ต #ภาษาถิ่นภูเก็ต #ภาษาภูเก็ต #สนับสนุนสภาวัฒนธรรมเทศบาลนครภูเก็ต #เครือข่ายวัฒนธรรม #รักษาสืบสานส่งต่อภูเก็ตจากรุ่นสู่รุ่น #ภาษาบาบ๋าภูเก็ต
31/01/2026
เช่าชุดนายเหมืองแป๊บ
#เชิญชวนครับ
ตอนนี้เมืองภูเก็ตกำลังจะมีนิทรรศการเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ ชื่อว่า "เงาเหมืองในเรือนเก่า" Shadow of the Mine in the Old
นิทรรศการภาพถ่ายจากเหมืองแร่ดีบุก ถ่ายระหว่างปี พ.ศ. 2500 - 2510 บอกเล่าเรื่องราวของเหมืองดีบุกและขั้นตอนการทำเหมืองให้ได้มาซึ่งแร่ดีบุก ทรัพย์ในดินที่สร้างความเจริญให้กับภูเก็ตและเมืองต่าง ๆ ตลอดชายฝั่งทะเลอันดามมันในอดีต
พรุ่งนี้คือวันแรกของนิทรรศการ มีพิธีเปิดในช่วงเช้า 10.00 น. และนิทรรศการจะเปิดให้ชมฟรีตั้งแต่ วันที่ 1 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 10.30 น ถึง 17.30 น ทุกวัน ณ บ้านเลขที่ 45 ถนนกระบี่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ตภูเก็ต
พิกัด https://maps.app.goo.gl/16pgoYeQis4oJ7BWA
เชิญชวนนะครับ......
..............
You are cordially invited to view old photographs of Tin Mining, taken between 1957 to 1967.
from 01 to 28 February 2026, between the hours of 10:30 to 17:30 daily.
At 45 Krabi Road, Phuket Town
free admission. https://maps.app.goo.gl/16pgoYeQis4oJ7BWA