ห้องเรียนครอบครัว by ดร.เบสท์

ห้องเรียนครอบครัว by ดร.เบสท์

แชร์

เพจเพื่อการศึกษา มีไว้แชร์แนวคิด

28/09/2020

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" และ "ไม้เรียวสร้างคน"
#ทำไมครูบางส่วนยังลงโทษนักเรียนแบบรุนแรง และมีคนอีกมากที่เชื่อว่าการลงโทษแบบรุนแรงจะประสบความสำเร็จในการจัดชั้นเรียนและจัดการศึกษา

ก่อนที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมครูบางส่วนยังลงโทษนักเรียนแบบรุนแรง และคนจำนวนหนึ่งยังเชื่อในวาทกรรม "ไม้เรียวสร้างคน" เราต้องมาทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการลงโทษนักเรียนกันเสียก่อน

รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการลงโทษนักเรียน ว่า “เป้าหมายของการลงโทษนั้นมีไว้เพื่อแก้ไขพฤติกรรมของนักเรียน โดยที่ต้องการให้ผู้ที่กระทำผิดเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวได้ทำไปนั้นไม่เหมาะสม ผิดระเบียบ ผิดประเพณี ผิดข้อตกลงหรือผิดกฎหมายของบ้านเมือง รวมถึงเพื่อสร้างสำนึกความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นการสร้างทัศนะคติ (Attitude) ที่ถูกต้องในบริบทของสังคมนั้น ๆ และเพื่อต้องการแก้ไขพฤติกรรม (Behavior) ให้เลิกกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ให้เปลี่ยนไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

คำกล่าวที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" และ "ไม้เรียวสร้างคน" นั้น ถือว่าเป็นแนวคิดการศึกษาและสังคมที่ตกทอดมาจากสังคมโบราณ ที่เชื่อว่าคนคนหนึ่งจะสำนึกและแก้ไขพฤติกรรมได้ด้วยการลงโทษที่รุนแรงเท่านั้น ความเชื่อนี้ไม่ได้มีเฉพาะในครอบครัว แต่รวมไปถึงขอบเขตการลงโทษระดับกฎหมายโบราณด้วย ต่อมาเมื่อเรามีระบบการศึกษาแบบปัจจุบัน การลงโทษแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้ในโรงเรียนไทยมาตลอด แม้จะมีงานวิจัยและแนวคิดทางด้านจิตวิทยาและการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงโทษโดยวิธีการรุนแรงนั้น นอกจากไม่สามารถทำให้นักเรียนสำนึกหรือแก้ไขพฤติกรรมและเกิดวินัยเชิงลึกในระยะยาวได้แล้ว ยังทำให้นักเรียนทั้งเกิดปมความกลัว ตลอดจนซึมซับและยอมว่าการลงโทษแบบรุนแรงนั้นคือการลงโทษที่ดีและถูกต้อง

ยกตัวอย่างเช่น Elizabeth T. Gershoff and Andrew Grogan-Kaylor นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออสตินในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ศึกษาผลกระทบจากการลงโทษที่มีต่อผลการเรียนของนักเรียนจำนวน 160,937 คน (กลุ่มตัวอย่าง) ข้อค้นพบที่ได้ คือ การลงโทษด้วยการตีนั้น นอกจากจะไม่สามารถทำให้นักเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้ว ยังทำให้นักเรียนมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวและใช้กำลังในการแก้ไขปัญหากับคนอื่น ๆ เมื่อเติบโตขึ้น นอกจากนี้องค์กรยูนิเซฟ ยังได้ระบุไว้ในรายงานเรื่อง Child Protection in Educational Settings: Findings from six countries in East Asia and the Pacific ว่าหลังถูกลงโทษด้วยความรุนแรงว่า เด็กจะเจอกับภาวะความเครียดระดับรุนแรง และถ้ามันสะสมต่อเนื่องก็จะเกิดผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ในระยะยาวได้

ถามว่าในเมื่อมีงานวิจัยและแนวคิดทางด้านจิตวิทยาและการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงโทษโดยวิธีการรุนแรงนั้นไม่ถูกต้อง แต่ทำไมครูไทยและคนไทยบางส่วนยังคงเห็นดีเห็นงามกับการลงโทษแบบนี้ (ทั้งๆ ที่ไม่อยู่ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียน) ผมสรุปด้วยประสบการณ์ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก 2 ประเด็น ประกอบด้วย

1. ครูจำนวนมากเติบโตมาจากครอบครัวและโรงเรียนที่เห็นว่าการลงโทษแบบนี้ถูกต้อง ในขณะเดียวกันตัวเองก็ซึมซับการลงโทษแบบนั้น หรืออาจโดนลงโทษแบบนั้นทั้งในครอบครัวและโรงเรียน และสมาทานว่าการลงโทษแบบนั้นคือแนวทางที่ถูกต้อง ด้วยเหตุผลว่าตัวเองก็โดนลงโทษมาแบบนั้น แล้วประสบความสำเร็จในชีวิตได้ และไม่เคยตั้งคำถามว่าการประสบความความสำเร็จในชีวิตนั้น อาจเกิดขึ้นจากตัวแปรอื่นๆ หรืออาจเกิดขึ้นจากความสำพันธ์ของตัวแปรหลายๆตัวรวมกัน ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าคนที่โดนลงโทษแบบนั้น แล้วไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอาจมีมากกว่า และตัวเองอาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้ก็ได้ ถ้าไม่โดนลงโทษแบบนั้น
2. ระบบการจัดการศึกษาที่มุ่งวัดความสำเร็จในการสอนด้วยคะแนน (ที่วัดเฉพาะความรู้มิติเดียว ทั้งในการสอบรายชั่วโมง รายภาค รายปี รายระดับชั้น จนถึงการเข้ามหาวิทยาลัย) จึงทำให้ทั้งผู้ปกครองและกระทรวงศึกษาธิการเรียกร้อง และออกแนวทาง ระเบียบ ฯลฯ สารพัด เพื่อให้ครูทำให้เด็กประสบความสำเร็จในแนวทางนั้น โรงเรียนใดทำไม่ได้ ก็จะถูกเพิ่งเล็งและกวดขันจากต้นสังกัด ทางเดียวที่ครูจะทำให้นักเรียนอยู่ในการควบคุมได้ จึงลงเอยด้วยไม้เรียวและความรุนแรง

ถามต่อว่าแล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลักๆ ก็เริ่มที่การแก้เจตคติของครูและผู้เกี่ยวข้องให้เห็นตรงกันก่อนว่าวิธีการลงโทษแบบนั้นไม่มี work แล้วจริงๆ (คนเรียนครูต้องเรียนวิชาจิตวิทยานะครับ ส่วนใหญ่รู้ว่าไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง) และต้องแก้ไขที่ระบบการสั่งการ และการประเมินผลนักเรียนและความสำเร็จในการสอนของครูที่ไม่ควรวัดในมิติเดียว ให้ครูได้ประเมินผลนักเรียนที่หลากหลายและเหมาะสมกับนักเรียนของตัวเอง และเลิกกดดันให้ครูวัดผลนักเรียนแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งหากเขียนเรื่องนี้ก็คงต้องใช้พื้นที่กระดาษอีกพอสมควร

ในกรณีนี้ อาจารย์อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ยังเรียกร้องว่าไม่ควรมองที่บุคคลหรือครู เพราะครูก็ถูกกดทับด้วยอำนาจในระบบการศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน

เอกสารอ้างอิง
https://www.facebook.com/anuchat.poungsomlee/posts/10220789320035617
https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/630967

Gershoff, E. T., & Grogan-Kaylor, A. (2016, April 7). Spanking and Child Outcomes: Old Controversies and New Meta-Analyses. Journal of Family Psychology. Advance online publication. http://dx.doi.org/10.1037/fam0000191

https://resourcecentre.savethechildren.net/library/child-protection-educational-settings-findings-six-countries-east-asia-and-pacific

15/08/2020

#รีวิวหนังสือดี

คำโปรยของสำนักพิมพ์ Readery เขียนสรุปจากเนื้อหาในหนังสือ “รู รัง เรือน” ไว้ว่า

"รู" มักจะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายประเภท (รวมทั้งมนุษย์) สัตว์เหล่านี้จะใช้ "รู" เพื่อตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณดิบๆ เป็นการชั่วคราว แล้วมันก็จะข้ามผ่านไปตั้ง "รัง" ในลำดับต่อไป มนุษย์ยุคหินและยุคดิจิทัลต่างก็ใช้ "รู" เป็นที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ของสตีฟ จ็อบส์ (และกลุ่มบุปผาชน) หรือตรอกซอยในไชน่าทาวน์ หรือถ้ำใต้ดินสำหรับวางตู้เซิร์ฟเวอร์ของชุมชน WikiLeaks

"รัง" เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการอยู่อาศัยโดยเฉพาะ "รัง" ของมนุษย์อาจมาในรูปแบบของบ้านจัดสรร คอนโด สลัม แฟลต เต็นท์ หรือแม้แต่เรือนขนทาส แม้ว่า "รัง" จะมีสถานภาพที่ถาวรและมีความเป็นทางการมากกว่า "รู" แต่ลักษณะของ "รัง" ก็ยังขาดศิลปะและความละเอียดอ่อนของสัตว์ผู้มีรสนิยมอันเลิศหรู

"เรือน" เป็น "รัง" ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อาศัยให้ดีขึ้นได้ "เรือน" นั้นไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของบ้านหรือคฤหาสน์เสมอไป มันอาจมาในรูปแบบของโรงแรม 5 ดาว หรือห้องชั้น 1 ในเครื่องบิน Airbus A380 ก็ได้ สุดท้ายแล้วอะไรคือ "รู" "รัง" หรือ "เรือน" ก็แล้วแต่จินตนาการและรสนิยมของผู้อ่าน

"โรงเตี๊ยม" ที่ดอนกิโฆเต้แลเห็นว่าเป็น "ปราสาท" ก็อาจจะเป็นเพียง "รู" ในสายตาของผู้อ่าน บ้านทรงหลุยส์ของเสี่ยแสนล้านก็อาจจะเป็นเพียง "รัง" ในสายตาของนักชีววิทยา ห้องเช่าถูกๆ ใน "รู" โคมเขียวก็อาจจะเป็นถึงคฤหาสน์ในสายตาของกวีซีไรต์ ทุกอย่างกำลังรอจินตนาการของผู้อ่านเพื่อปรุงแต่ง และปรนเปรอ

หนังสือเล่มบาง ๆ แค่ 160 กว่าหน้า ผมใช้เวลาอ่านระหว่างเดินทางจบในสองวัน อ่านแล้วขยายจักรวาลความรู้ของตัวเองได้มาก ได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ส่งผลต่อการออกแบบการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของชาวจีนในไชน่าทาวน์ ซานฟานซิสโก แฟลตจิ้งหรีดของดอน คาลิโอเน่ เจ้าพ่อจากซิซิลี อิตาลี เรือขนส่งทาสในยุคล่าอาณานิคม มาจนถึงความลับในการสร้างสังคมแห่งนวัตกรรมยุคดิจิตอลของซิลิคอนวัลเลย์

นอกจากการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นอนาคตของออกแบบอาคารและรูปแบบการใช้ชีวิตที่คนอาจใช้ระบบการเช่าหรือผสมผสานการซื้อร่วมกับการเช่าแทนการซื้อที่อยู่อาศัยแบบซื้อขาดเช่นเดิม

แต่เรื่องที่อยากให้อ่านที่สุดคือบทที่ว่าด้วยการชวนคนมาตื่นสายเพื่อช่วยโลก ซึ่งประเด็นที่ผมชอบมากที่สุดและหัวใจของเรื่องนี้ คงคล้ายๆ กับเรื่องเด็ดดอกไม้สะท้านถึงดวงดาว นั่นคือ จริง ๆ แล้ว ถ้าเราออกแบบให้คนไม่ต้องใช้ชีวิตให้เหมือน จะทำให้เราลดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ได้สูงมาก ตัวอย่างที่หนังสือยกมาก็เช่นที่ว่า การที่เราต้องตื่นเช้ามาทำงานพร้อม ๆ กัน มันทำให้ช่วงเวลาในการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีคจะสูงมาก ในขณะที่ช่วงเวลาอื่น ไม่ได้สูงตาม เราเลยต้องออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าให้ผลิตได้มากไว้ก่อน ซึ่งการทำแบบนี้ถ้ามองทั้งระบบถือว่าไม่คุ้มค่า หรือการที่เราต้องออกมาทำงานพร้อมกัน ทำให้ความต้องการในการใช้ถนนมีมากขึ้น จึงต้องสร้างถนนให้มาก แต่ช่วงอื่นของวันถนนกลับว่าง เป็นต้น

ลองหามาอ่านกันครับ ผมจัดให้เป็นหนังสือในดวงใจอีกเล่มเลย

ปล.1หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2555 แล้วครับ ก็นานพอดูแต่บทความยังทันสมัยอยู่
ปล.2 ภาพจากอินเทอร์เน็ต

12/07/2020

LGBT ก็อยากให้บังคับวิชาเรียนในแคมเปญญ์ตัวเอง พวกอนุรักษ์นิยมก็อยากบังคับให้หมอบกราบ/เรียนสังคม/ประวัติศาสตร์ที่ตัวเองเชื่อมั่นถือมั่นว่าถูกต้อง พวกสิ่งแวดล้อมก็บอกเนื้อหาด้านนี้ยังน้อยไป บางพวกยังบอกให้กลับไปท่องอาขยานด้วยซ้ำ ฯลฯ นี่มาอีกละพวกอยากบังคับให้คนอื่นเรียน เพราะตัวเองเห็นว่าสำคัญ ทั้งวิชาการเงิน วิชาภาษี ฯลฯ

ผมไม่ปฏิเสธว่าเรื่องพวกนี้สำคัญ แต่สำคัญของเรากับสำคัญของนักเรียนอาจคนละเรื่องกัน

บังคับๆๆๆๆๆ ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ เมื่อไหร่มันจะไปพ้นวิธีแบบนี้เสียที โรงเรียนควรเป็นพื้นที่เปิด ใครใคร่อยากเรียนอะไรๆ ก็เรียน หน้าที่ของโรงเรียนสมัยใหม่ คือ สนบุสนุนให้นักเรียนค้นหา ค้นพบ และพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ทำหน้าที่โค้ช ทำหน้าที่ในการอำนวยการในฐานะอำนวยกร (Facilitator) ให้นักเรียน วิชา/กิจกรรมอะไรที่โรงเรียนทำได้ก็ทำไป วิชา/กิจกรรมอะไรที่ทำไม่ได้ ก็อำนวยการให้นักเรียน ไม่ว่าจะเป็นหาผู้สอน หาที่เรียน หาวัสดุ อุปกรณ์ ประสานงาน ฯลฯ

ถ้าการศึกษาเริ่มต้นด้วยการคิดว่า "ต้องบังคับ" ก็เหมือนที่เขาว่าละครับ กระดุมเม็ดแรกก็ใส่ผิดเสียแล้ว....

จะเป็นอย่างไรถ้าคุณได้เรียนวิชาเหล่านี้ตั้งแต่อยู่ม.ปลาย?

05/07/2020

ผิด ถูก หรือไปรอดตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า ผมมิอาจตัดสิน แต่ขอคารวะหัวใจของเด็กคนนี้ การศึกษาที่แท้จริงต้องแบบที่น้องเสนอครับ

Photos from ห้องเรียนครอบครัว by ดร.เบสท์'s post 28/06/2020

จงมีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆ เพราะมันจะทำให้เรามีพลังในการก้าวไปสำเร็จในเรื่องใหญ่ๆ .................. และถ้าเราไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็ไม่ต้องถามหาความสำเร็จ

วันสองวันมานี้ ข่าวใหญ่ในวงการกีฬา คือ เรื่องการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของสโมสรลิเวอร์พูล และเป็นครั้งที่ 19 ของลีกสูงสุดแห่งอังกฤษ หลังจากแมนเชสเตอร์ซิตี้ทีมที่มีคะแนนลำดับสองในตารางคะแนน แพ้ต่อเชลชี ทำให้ไม่สามารถทำคะแนนไล่ลิเวอร์พูลได้ทัน แม้จะเหลือการแข่งขันอีกหลายนัด

หากใครที่ติดตามฟุตบอล จะทราบว่าลิเวอร์พูลเคยได้แชมป์ลีกสูงสุดครั้งสุดท้ายตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว (ค.ศ.1990) หลังจากนั้นมาก็ลุ่มๆ ดอนๆ แม้จะได้แชมป์อื่นๆ มาบ้าง แต่ในเกมลีกสูงสุดที่เปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก พวกเขาทำได้ดีที่สุดเพียงอันดับสอง ในขณะที่บางปีคะแนนรูดลงไปถึงอันดับ 8 ของตาราง จนเมื่อ “เจอร์เก้น คลอปป์” เข้ามาทำทีม ผลงานเริ่มดีขึ้นจนจบอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว และได้แชมป์ในปีนี้

หลังรู้ผลการแข่งขันในคู่ของแมนเชสเตอร์ซิตี้และเชลชี โลกออนไลน์ก็แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลออกมามากมาย แนวคิดสำคัญที่ “เจอร์เก้น คลอปป์” นำมาทำทีมคือ ให้ทุกคนในทีมมีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆ เพื่อสร้างพลังไปสู่การสร้างความสำเร็จในเป้าหมายใหญ่ ภาพนักเตะออกไปยืนเรียงแถวชูมือขอบคุณแฟนๆ ตรงหน้าอัฒจันทร์ เป็นภาพที่คุ้นตามาก แม้ในนัดที่แพ้ คริสตัล พาเลซ หรือไล่ตีเสมอ เวสต์บรอมวิชฯ และนัดที่ชนะนอริช ทีมระดับธรรมดาๆ ของลีก จนถูกค่อนแคะว่า แค่เสมอหรือชนะทีมดาดๆ ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น

คำตอบของเจอร์เก้น คลอปป์ จึงอยู่ที่แนวคิดในการทำทีม นั่นคือ ถ้าทีมยังไม่สามารถมีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆ ก็จะไม่มีทางที่จะมีพลังไปสร้างความสุขใหญ่ๆ ได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินแนวคิดนี้ ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก เมื่อเดือน-สองเดือนก่อนจากการให้สัมภาษณ์ของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอของกลุ่มบริษัทในเครือดุสิตธานี อดีตซีอีโอคนแรกของไทยคมที่ไม่ได้มาจากสายวิศวกร (คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ จบปริญญาตรีด้านสังคมวิทยาและปริญญาโทด้านการเงิน) และเคยนำทัพไทยคมจากขาดทุนติดต่อกันหลายปีจนมีกำไร หลังจากเข้ามาบริหารแค่หกเดือน และทำให้ไทยคมได้กำไรติดต่อกันถึง 18 ไตรมาส และเมื่อมาบริหารโรงแรมในเครือดุสิตก็สร้างกำไรได้ภายในสองปีแรก ก่อนจะปรับทัพพากลุ่มบริษัทในเครือดุสิตธานีร่อนคลื่นที่ถูกถั่งโถมจากโควิด-19 จนได้รับการยอมรับในความคิดสร้างสรรค์

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดในการบริหารคนไว้ตรงกันกับเจอร์เก้น คลอปป์ นั่นคือ ให้พนักงานมีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆ เพราะมันจะทำให้มีพลังในการก้าวไปสร้างความสำเร็จในเรื่องใหญ่ๆ

จากแนวคิดด้านการบริหารธุรกิจ ขนาดองค์กรธุรกิจ/กีฬา ยังเข้าใจเลยว่าความสุขของคนทำงานจะนำไปสู่ความสำเร็จหรือเกิดการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ให้องค์กร แต่เมื่อมาดูถึงแนวคิดทางการศึกษา เราไม่ค่อยเห็นนโยบายแบบนี้เลย เราไม่เคยมองว่านักเรียน ครู ผู้บริหาร ฯลฯ ควรเรียน สอน/ทำงานอย่างมีความสุขได้อย่างไร เราจึงเห็นแต่ความคร่ำครวญแต่ความทุกข์ในการไปโรงเรียนของนักเรียน เห็นแต่แววตาแห้งแล้งของครู/ผู้บริหาร เมื่อต้องตั้งรับกับสารพันนโยบายที่ออกมา

ทบทวนตัวเอง ทบทวนตัวตน ทบทวนแนวคิดและปรัชญาการศึกษาของเรา ถ้าการศึกษา ถ้าโรงเรียนคือบ่อทุกข์ของทุกคน มันยังจำเป็นต้องมีโรงเรียนอีกหรือ ในเมื่อโลกนี้มีสารพัดบ่อทุกข์ให้เราต้องปีนป่ายอยู่แล้ว

หมายเหตุ: ภาพจากอินเทอร์เน็ต

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์, เจอร์เก้น คลอปป์ และ“ครูโซ่” ยอดหทัย รีศรีคำ คุณครูคณิตศาสตร์คนดังขวัญใจเด็กนักเรียนจากลีลาการแต่งกายที่ไม่เหมือนใครและการสอนหนังสือสุดแปลกแหวกแนวเพื่อให้ลูกศิษย์สามารถเข้าใจบทเรียนง่ายๆ พร้อมกับมีความสุขและสนุกไปกับการศึกษา

นักโทษคดีฆาตกรรมเรียนไม่จบมัธยมปลาย แก้ปัญหาคณิตศาสตร์ขั้นสูงได้ในเรือนจำ 15/06/2020

#อัจฉริยะไม่รู้จบ ศรีนิวาสะ #รามานุจัน

วันที่ 16 มิ.ย. เมื่อ 106 ปีที่แล้ว มีจดหมายปริศนาจากอินเดียส่งข้ามทวีปไปถึงนักคณิตศาสตร์หลายคน ที่ทรินิตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริจด์ (Trinity College Cambridge) ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อเปิดอ่านแล้ว ไม่มีใครให้ความสนใจ ยกเว้นศาสตราจารย์ จีเอฟ ฮาร์ดี (G. F. Hardy) ซึ่งได้รับจดหมายด้วยฉบับหนึ่ง เขาเปิดอ่านเนื้อความในจดหมาย โดยคนที่แนะนำตัวเองว่าเป็นคนที่สนใจคณิตศาสตร์ แม้จะไม่ได้จบปริญญาใด ๆ มาก็ตาม โดยผู้ส่งได้แนบสูตรคณิตศาสตร์มาจำนวนหนึ่งเพื่อให้ ศ.ฮาร์ดีช่วยตรวจสอบ โดยสำทับว่าหากว่ามันถูกต้องให้ช่วยตีพิมพ์ (publication) ให้ด้วย และหากไม่ถูกต้องให้ช่วยให้ความเห็นและแนะนำกลับมาด้วย

ตอนที่ ศ. ฮาร์ดีอ่านจดหมายจบ ในวูบแรกคิดว่าคงเป็นพวกจิตว่างเขียนมากวนใจ แต่เมื่อได้อ่านสูตรคณิตศาสตร์ที่แนบมาจนจบ ศ.ฮาร์ดีรู้ว่าเขากำลังเจออัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ของโลกเข้าแล้ว จึงได้เชิญเจ้าของจดหมายให้มาทำงานด้วยกันที่มหาวิทยาลัย เจ้าของจดหมายนั้น ภายหลังถือเป็นคนอินเดียคนแรกและคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นราชบัณฑิตสาขาคณิตศาสตร์แห่งอังกฤษ (Fellowship of the Royal Society) และได้สร้างคุณุปการให้กับโลกคณิตศาสตร์ไว้เป็นอย่างมาก เขาเขียนสมการคณิตศาสตร์ไว้กว่า 4,000 สูตร ปัจจุบันสมการของเขาถูกแก้และพิสูจน์ได้แล้วบางส่วน สมการเหล่านั้น ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในการคำนวณเรื่องการแก้ปัญหาการเปลี่ยนสถานะของสสารในวิชาเคมี ทฤษฎีสตริงสำหรับฟิสิกส์ 10 มิติ การคำนวณเกี่ยวกับหลุมดำในอวกาศ และยังมีอีกหลายอย่างที่อาศัยสูตรของเขาในการคำนวณและแก้ปัญหา แต่ขณะเดียวกันยังมีสูตรปริศนาอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีใครแก้ได้

เขาเกิดร่วมสมัยกับไอน์ไสตน์ มีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2430-2463 ว่ากันว่าเขาสามารถท่องค่าของพายที่มีทศนิยมถึง 50 หลักได้ตั้งแต่ห้าขวบ สามารถเข้าใจ ลอการิทึม (Logarithm) จำนวนเฉพาะ พีชคณิต ตรีโกณมิติ และสารพัดคณิตศาสตร์ ทั้งยังพิสูจน์สูตรคณิตศาสตร์ต่าง ๆได้อีกนับพัน เพียงแค่การอ่านหนังสือด้วยตนเอง แม้จะเกิดในวรรณะพราหมณ์ แต่ก็มีชีวิตที่จนยาก ขาดแคลนและแร้นแค้นไม่ต่างกับคนเดียทั่วไปในยุคนั้น ด้วยความที่เขามุ่งให้ความสำคัญกับคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เขาสอบตกวิชาอื่นๆ จนไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่อย่างไรก็ตามเขากลับใช้เวลาที่มีหมดไปกับการคิดและแก้สมการคณิตศาสตร์ แม้ต้องเขียนบนพื้นดิน ฝนังบ้าน หรือกระดาษห่อของ ต่อโลกจึงได้รู้จักเขาในนาม “ศรีนิวาสะ รามานุจัน” อัจฉริยะผู้อาภัพแห่งอินเดีย

หลังเดินทางมาถึงอังกฤษ ความกดดันสารพัดก็ถั่งโถมใส่ ทั้งการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมและนักคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัย เนื่องด้วยสีผิว เชื้อชาติและการไร้ปริญญา กว่าผลงานจะได้รับการตีพิมพ์ ก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน และเมื่อถูกเสนอชื่อให้เป็นราชบัณฑิตก็โดนปฏิเสธในครั้งแรก นอกจากนี้ด้วยความที่เขาเป็นมังสาวิรัติ จึงทำให้หาอาหารกินยาก เมื่อบวกรวมเข้ากับความคิดถึงบ้าน แม่ และภรรยา และความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานไว้ให้โลกคณิตศาสตร์ เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต หมดไปกับแก้และพัฒนาสมการคณิตศาสตร์ แรงกดดันทั้งมวลจึงส่งผลต่อสุขภาพของเขาในช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ ในที่สุดเขาจึงเป็นโรคขาดสารอาหาร ซึมเศร้า และวัณโรค รามานุจันรู้ดีว่าเขาเกิดมาเพื่อคณิตศาสตร์ และทุกอย่างที่เขารู้จะต้องไม่ตายไปพร้อมกับเขา จึงยอมแลกกับสุขภาพของตัวเอง หลังใช้เวลาห้าปีในอังกฤษ สร้างผลงานไว้มหาศาลอย่างที่บางคนพูดไว้ว่า นักคณิตศาสตร์ทั่วไปจะทำได้อย่างเขา คงต้องใช้เวลาเป็นชาติจึงจะทำสำเร็จ

เมื่อสุขภาพทรุดหนัก หนทางเดียวที่จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น คือ การเดินทางกลับอินเดียไปอยู่กับครอบครัว ดังนั้นห้าปีหลังใช้ชีวิตที่อังกฤษ เขาจึงได้เดินทางกลับอินเดียเพื่อรักษาตัว โดยไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Madras แต่เมื่อเดินทางถึงบ้านเกิดเมืองนอน แทนที่จะรักษาตัวอย่างระมัดระวัง เขากลับหมกมุ่นวิจัยเรื่อง theta functions จนป่วยหนัก และเสียชีวิตลงเพียง 1 ปีหลังกับมาถึงบ้านเกิด ขณะมีอายุเพียง 32 ปี เมื่อตายเขาได้ทิ้งสมุดบันทึกที่มีสูตรคณิตศาสตร์ไว้หลายเล่ม แต่บางส่วนได้หายไป คงเหลือเพียงบางส่วนซึ่งมีมากกว่า 4,000 สูตร

@@@@@@@@@@@@@@@@

จากเรื่องราวของศรีนิวาสะ รามานุจัน วันนี้ มีอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์คนใหม่ ถูกค้นพบและอาจได้รับการเจียระไนให้เป็นเพชรประดับวงการอีกคน

เขาคือนักโทษคดีฆาตกรรมที่เรียนไม่จบม.ปลาย แต่สามารถแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ขั้นสูงได้ในเรือนจำ

#คริสโตเฟอร์ #เฮเวนส์

https://www.bbc.com/thai/features-53036521?at_custom4=D2B66E7E-ADEF-11EA-B2A2-3AD2923C408C& #38;at_medium=custom7& #38;at_custom1=%5Bpost+type%5D& #38;at_custom3=BBC+Thai& #38;at_custom2=facebook_page& #38;at_campaign=64& #38;fbclid=IwAR3K6hj3xsuycZl9TozGuP0v0cksc66qj0AB--NkuKuirsVvi5IvqtoY6hs

นักโทษคดีฆาตกรรมเรียนไม่จบมัธยมปลาย แก้ปัญหาคณิตศาสตร์ขั้นสูงได้ในเรือนจำ เขาค้นพบว่าตนเองมีพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์ขณะถูกขังเดี่ยว และได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับโลกไปเมื่อต้นป.....

Photos from ห้องเรียนครอบครัว by ดร.เบสท์'s post 10/06/2020

ห้องเรียนออนไลน์ $ ห้องเรียนออนเลน

10 มิ.ย.63

แม้ผมจะยืนยันเสมอว่าการเรียนการสอนออนไลน์ จะเป็นเครื่องสำคัญในการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันและในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนนอกห้องเรียน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของเด็ก และการเรียนรู้แบบบูรณาการทั้งวิชาการและเครื่องมือยังเป็นแนวทางที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอน

สอง-สามวันนี้มานี้ ผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่วิจัย วันไหนพอมีเวลาก็เดินทางเข้าชุมชน ไปพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนในชุมชน

เช้าวันหนึ่งได้ไปร่วมกิจกรรมการปลูกป่าชายเลนกับชุมชนชายฝั่งแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ส่วนบ่ายไปแลกเปลี่ยนความคิด/ประสบการณ์กับกลุ่มที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ในชุมชนเกษตรในอำเภอเดียวกัน

มีสองภาพที่อยากนำมาเล่าให้ฟัง คือ ภาพการใช้ชีวิตของเด็กๆ แถบชายฝั่งป่าชายเลนและในท้องทุ่ง เด็กๆ กลุ่มแรกใช้เวลาว่างไปช่วยพ่อ-แม่ทำประมง ขณะเดียวกันก็ช่วยผู้ใหญ่ปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่าชายเลน เมื่อได้นั่งพูดคุยกับเด็ก ๆ เหล่านั้นจนเริ่มคุ้นเคยและไว้ใจกัน ผมเริ่มโยนประเด็นให้เด็ก ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กัน ตั้งแต่ความสำคัญของป่าชายเลน สิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน การใช้ประโยชน์ ตลอดจนภัยคุกคามต่อป่าชายเลน รวมไปถึงมุมมองของเด็กๆ ต่อสภาพปัญหาเหล่านั้น

เด็กๆ อธิบายความสัมพันธ์ในระบบนิเวศป่าชายเลนได้ราวกับผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของน้ำขึ้น-น้ำลง ต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพน้ำกับปริมาณและชนิดของสัตว์น้ำ รวมไปถึงความกังวลของภัยคุกคามต่อป่าชายเลนที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียและขยะที่ถูกระบายมาจากในตัวเมือง

พวกเขาบอกว่าสำนึกเสมอว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ ที่พ่อ-แม่ เอามาใช้จ่ายในบ้าน และคำมั่นที่ว่าจะมีเงินมาส่งเสียให้เรียนหนังสือในระดับที่สูงขึ้นนั้น งอกเงยมาจากป่าชายเลน และอนาคตของพวกตนขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนและทรัพยากรสัตว์น้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปูดำ (ปูทะเล) กุ้ง ปลากระบอก และปลาเก๋า เป็นต้น

ในขณะที่ประสบการณ์จากเด็กๆ อีกกลุ่มจากชุมชนเกษตร ซึ่งใช้เวลาช่วงบ่าย ลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ก็บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ของระบบนิเวศในท้องทุ่ง/ในทุ่งนา รวมไปถึงความกังวลของภัยคุกคามที่มีต่อท้องทุ่งแห่งชีวิตของพวกตน พวกเขารู้สึกว่าพื้นที่เคลื่อนไหวหดแคบลง จากท้องทุ่งกว้างที่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ พลันเมื่อนาบางแปลงเปลี่ยนผู้ครอบครอง และนาข้าวถูกเปลี่ยนเป็นสวนยางหรือสวนปาล์มน้ำมัน พื้นที่นั้นๆ ก็กลายเป็นพื้นที่หวงห้ามไปโดยพลัน

การเปลี่ยนแปลงของลำคลอง และท้องทุ่ง มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของหลายครอบครัว พวกเขาจับสัมผัสได้ ผ่านเรื่องเล่าว่าพ่อและญาติผู้ใหญ่หลายคน ต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน พันธุ์ปลาบางชนิดที่หายไป บางฤดูที่ปลาที่จับได้ ทั้งตัวมีแต่แผลเปื่อย และพวกเขารู้ด้วยว่ามันมาจากยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง และปุ๋ยพืชที่หลุดลอดมาจากสวนปาล์มและสวนยางนั่นเอง

ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่พวกเขาเล่า มันคือความรู้ที่พวกเขาประจักษ์ ประมวลและสั่งสมผ่านประสบการณ์ชีวิต ถ้าความรู้เหล่านี้ ได้รับการประเมินเป็นผลการเรียนได้ เด็กๆ ทั้งในท้องทุ่งและชายฝั่ง คงมีผลการเรียนที่ไปอวดใครๆ ได้ไม่แพ้กัน

ในระหว่างที่เด็กๆ จำนวนมากต้องนั่งเฝ้าจอ ทั้งเพื่อเรียนทางไกลและออนไลน์ แม้เด็กๆ ทั้งสองกลุ่มข้างต้น ซึ่งไม่สามารถเข้าเรียนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และระบบสัญญาณ แต่พวกเขาก็มีโลกการเรียนรู้อีกด้าน ที่เด็กๆ อีกจำนวนมากในประเทศนี้ไม่มีโอกาส ถ้าระบบการศึกษาของเราเอื้อโอกาสให้พวกเขาได้บูรณาการเรียนรู้จากพื้นที่จริง ร่วมกับออนไลน์ และการส่งเสริมการคิดที่เป็นระบบจากโรงเรียน ผมเชื่อว่าเด็กไทย เก่งไม่แพ้ใครในโลก

03/06/2020

ในปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546) แอรอน ราลสตัน (Aron Ralston) วิศวกรหนุ่ม (อายุ 28 ปีในปีนั้น) จากเมืองแมเรียน รัฐโอไฮโอ นักปีนเขาฝีมือดี ผู้ชื่นชอบการเดินทางคนเดียว และต้องการพิชิตทุกยอดเขาของโลก ได้วางแผนจะไปพิชิตยอดเขา Blue John Canyon ในอุทยานแห่งชาติ Canyonlands ในภาคตะวันออกของเมืองเวนย์ (Wayne County) รัฐยูท่าห์ (Utah)

ในขณะที่กำลังปีนเขาอยู่นั้น เขาเกิดพลัดตกลงในช่องแคบของหุบเขา และมีก้อนหินกลิ้งตามลงมาทับแขนขวาของเขา จนกระดูกแตกไม่เป็นชิ้นดี เขาขยับไปไหนไม่ได้ เพราะแขนถูกอัดติดอยู่กับก้อนหินซึ่งขัดลงสนิทกับร่องภูเขา และด้วยสไตล์ที่ชอบบินเดี่ยว ก่อนมาก็ไม่ได้บอกใครไว้ว่าจะไปไหน และจุดที่เขาติดอยู่นั้น แทบไม่มีคนผ่านไป-มาเลย ดังนั้นการรอความช่วยเหลือจากคนอื่น จึงแทบไม่มีทางเป็นไปได้ เขาจึงเหมือนโดนแขวนไว้ลำพังบนที่สูงกว่า 20 เมตรจากพื้นดิน

แอรอนมีน้ำดื่มติดตัวเหลืออยู่เพียง 350 มล. และมีเบอริโต้ (อาหารเม็กซิกัน ซึ่งทำจากข้าว ผักและเนื้อ ห่ออยู่ในแป้งบางๆ) เหลืออยู่เพียง 2 ชิ้นเท่านั้น ดังนั้นเขาจำเป็นต้องเอาตัวเองลงมาให้ได้เร็วที่สุด ทั้งยังพยายามประหยัดน้ำและอาหารให้มากที่สุด เพราะไม่แน่ใจว่าจะต้องติดอยู่กี่วัน ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเอาก้อนหินที่หนักถึง360 กก. ออกจากมือ เขาพยายามอยู่หลายวิธี แต่ก็ไม่เป็นผล

เมื่อผ่านไป 3 วัน แอรอนซึ่งมีอาการขาดน้ำและอาหาร เริ่มมีอาการหลอนเป็นระยะ ๆ เริ่มยอมรับและตระหนักว่า ทางเดียวที่จะพาตัวเองลงจากภูเขาได้ คือต้องตัดแขนทิ้งเท่านั้น วันต่อมา เขาจึงหาวิธีตัดแขนจากเครื่องมือที่มีติดตัวอยู่เพียงไม่กี่อย่าง เขามีมีดพับซึ่งพกติดตัวมา ซึ่งมันใช้ตัดแขนได้ และพบสายรัดที่สามารถใช้รัดแขนเพื่อหยุดเลือด ทั้งระหว่างและหลังการตัดแขนได้ แต่ปัญหาสำคัญที่เขาคิดไม่ตกคือ จะตัดกระดูกได้อย่างไร

จนเมื่อผ่านมาถึงวันที่ 5 ซึ่งเขาได้กินเบอริโต้และน้ำจนหมดแล้ว แม้ว่าเขาจะยังพยายามยืดเวลาชีวิตออกไปด้วยการดื่มปัสสาวะของตัวเอง แต่คราวนี้เขาเริ่มยอมแพ้และยอมรับว่าคงไม่อาจมีชีวิตรอดไปได้แล้ว เขาจึงสลักชื่อ วันเกิด และสุดท้ายของการเกิดเหตุไว้ที่ผนังผาข้างตัว รวมทั้งได้บันทึกวิดีโอเพื่อบอกลากับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย แต่ในวินาทีระหว่างความเป็นความตาย ระหว่างความจริงและความหลอนนั้น เขาตัดสินใจใช้แรงบิดเพื่อหักกระดูกให้ขาดออกจากกัน และใช้มีดพกตัดแขนตัวเองจนสำเร็จ และปืนลงจากภูเขาที่สูงกว่า 20 เมตร โดยใช้มือเพียงข้างเดียว กับสติที่สะลึมสะลือจากอาการขาดน้ำและอาหาร และเมื่อลงถึงพื้นแล้ว เขายังต้องเดินไปที่รถซึ่งจอดห่างจากจุดที่เกิดเหตุอีกถึง 13 กม. แต่โชคดีที่ในระหว่างทาง เขาได้พบกับนักท่องเที่ยวจากเนเธอร์แลนด์ครอบครัวหนึ่ง ที่ช่วยให้น้ำและอาหาร รวมทั้งช่วยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่อุทยาน ซึ่งได้ประสานงานให้เฮลิคอปเตอร์มารับตัวไปโรงพยาบาลต่อไป

มีการวิเคราะห์ในภายหลัง ซึ่งทำให้รู้ว่า หากแอรอนตัดสินใจตัดแขนตัวเองเร็วกว่านั้น เขาคงจะตายไปแล้ว เพราะจะเสียเลือดมากเกินไป แต่ที่รอดมาได้ก็เพราะเขาตัดแขนตัวเอง ในจังหวะเวลาที่พอดี คือ เป็นเวลาที่เนื้อเริ่มตายและเลือดไม่ไหลไปเลี้ยงบริเวณนั้นแล้ว ในทางกลับถ้าตัดช้ากว่านั้น เขาก็คงตายไปก่อนจากการขาดน้ำ และถ้าไม่ขาดน้ำก็ต้องตายเพราะแผลเน่า และติดเชื้ออยู่ดี

5 วัน หรือ 127 ชั่วโมง เขาเสียเลือดไปประมาณ 25% ของร่างกาย น้ำหนักลดไปถึง 18 กก. แต่หลังจากหายดีเขาก็กลับมาปีนเขา เหมือนไม่มีอะไรก็ขึ้น ซ้ำยังพิชิตยอดเขาสำคัญ ๆ ของโลกได้อีกหลายแห่ง #ศรัทธาที่จะมีชีวิตเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคน เขียนไว้เพื่อเป็นกำลังใจในวันที่วิกฤตโควิด-19 อาจทำให้หลายคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

เรื่องราวของแอรอน ราลสตัน ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง 127 Hours

Photos from ห้องเรียนครอบครัว by ดร.เบสท์'s post 02/06/2020

ครู: #จำเลยของสังคมไทย

เกือบยี่สิบปีที่แล้ว มีมุกตลกเรื่องการสอนแนวใหม่ (ที่ผมไม่ตลกด้วย) ว่าด้วยเรื่องการสอนแบบ Child Center Learning ซึ่งมีคนเอามาอำ เอาข่มครูกัน ว่ามีครูบางคน สอนนักเรียนแบบ Child Center หรือจัดการเรียนการสอนแบบมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยวิธีการที่ครูเอานักเรียนมานั่งเรียนในวงกลม ผมได้ยินเรื่องนี้ในการอบรมเรื่อง Child Center Learning จากวิทยากรส่วนกลาง ในทำนองดูถูกดูแคลนครูว่าไม่ประสีประสา ไม่รู้เรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ของสากล

หากถือว่าแนวทางการเรียนการสอนแบบ Phenomenon-Based Learning (PhenoBL) ที่กำลังเป็นที่สนใจของวงการการศึกษาไทยคือหมุดหมายสำคัญใหม่ ที่เราอยากไปถึง อยากให้เราลองยืนนิ่งๆ แล้วหันหลังกลับมองย้อนอดีตไปว่า ที่ผ่านมาเรานำเข้าอะไรมาบ้างในการศึกษาไทย และทำไมอะไรๆ ที่มัน work หรืองอกงาม ออกดอก ออกผลในที่อื่น แต่ไหงเมื่อมาถึงบ้านเรามันถึงได้แห้งเหี่ยวตายไปทุกที

จาก Phenomenon-Based Learning มาจนถึง การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method), การจัดการเรียนการสอนแบบ CIPPA Model, วิธีสอนแบบโครงงาน (Project Method), การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning), การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method), การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process), การเรียนการสอนแบบพหุปัญญา (Multiple Intelligences) การเรียนการสอนแบบย้อนกลับ (Backward Design) และอีกมากมายมหาศาล

จะเห็นว่าครูไทยส่วนใหญ่ ล้วนต้องผ่านการอบรมและบังคับให้เอาวิธีการหรือรูปแบบการเรียนการสอนข้างต้น ไปใช้กับชั้นเรียน/นักเรียนของตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น แต่ก็อย่างที่รู้ๆกันนะครับ ว่าสุดท้ายก็เหลือวิธีการสอนเดียวที่ได้รับความนิยม และเป็นมุกตลกที่เจ็บปวดว่า วิธีการสอนที่ครูไทยนิยมใช้ คือ Talk $ Chalk ???

ที่ผ่านมาครูไทยตกเป็นจำเลยของสังคมและกระทรวงศึกษาธิการมาตลอด เมื่อผลการประเมินต่าง ๆ ออกมาว่าเด็กไทยยังล้าหลังประเทศอื่น ๆ ในแต่ละการประเมิน เมื่อเป็นดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการก็ยิ่งหาวิธีการที่คิดว่าดีแล้ว สั่งการและเร่งรัดให้ครูนำไปใช้ เมื่อคะแนน O-net ไม่น่าพอใจ ก็สั่งครูไปติวโอเน็ต เมื่อคะแนน PISA โดนนักเรียนเพื่อนบ้านทิ้งไม่เห็นฝุ่น ก็สั่งครูไปติว PISA

ย้อนกลับไปที่ว่าทำไมการจัดการเรียนการสอนแบบต่างๆ ที่นำเข้ามา จึงล้มเหลวย่อยยับในมือครูไทย ไม่ใช่ครูไทยไม่มีความรู้ความสามารถครับ เพราะแม้ข้อมูลของ ศธ.ก็พบว่าครูไทยเกือบทั้งหมดจบการศึกษาขั้นต่ำระดับปริญญาตรี และสัดส่วนคนที่จบปริญญาโทเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนครับ

ปัญหามันอยู่ที่ครูไทยไม่มีเวลาเตรียมการสอน และขาดอิสระในการเลือกรูปแบบและวิธีการสอนที่เหมาะสมกับศักยภาพของตัวเอง นักเรียน ทรัพยากรในมือ และสภาพเศรษฐกิจสังคมของโรงเรียน

ภารกิจของครูไทยไม่ได้มีแค่สอนนะครับ เรื่องภาระงานมหาศาลที่โยนลงไปในโรงเรียนจนครูแทบไม่ได้สอนนั้น กลับไม่มีใครสนใจแก้ไขเลย จากงานวิจัยของ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา ที่สำรวจกิจกรรมภายนอกชั้นเรียน ที่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของครูผู้ได้รับรางวัลครูสอนดีจาก สสค. ซึ่งมีอายุเฉลี่ยและวิทยฐานะสูงกว่าครูทั่วไป กระจายตัวครอบคลุมโรงเรียนทุกสังกัดทั่วประเทศ จำนวน 427 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15 ก.ย.-15 ต.ค.2557 พบว่า ใน 1 ปี มีจำนวนวันเปิดเรียนทั้งหมด 200 วัน ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การจัดการเรียนการสอนเฉพาะวันธรรมดาถึง 84 วัน หรือคิดเป็น 42% โดยที่งานที่งอกมานั้นได้แก่ อันดับ 1 การประเมินของหน่วยงานภายนอกเฉลี่ย 43 วัน ทั้งการประเมินโรงเรียน ประเมินครู และประเมินนักเรียน โดยครูใช้เวลาไปกับการประเมินของหน่วยงานต้นสังกัดในโครงการต่าง ๆ 18 วัน การประเมินของสถาบันทดสอบ 16 วัน และการประเมินของ สมศ. 9 วัน อันดับ 2 การแข่งขันทางวิชาการ 29 วัน และอันดับ 3 การอบรมจากหน่วยงานภายนอก 10 วัน

นี่ยังไม่นับรวมงานธุรการ บัญชี พัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้าง และงานบุคลากร รวมไปถึงการเยี่ยมบ้านนักเรียน งานอนามัยโรงเรียน งานบริการชุมชน ฯลฯ อีกนะครับ

เมื่อเวลาที่ควรใช้กับการเตรียมการสอนหมดไปกับงานนอก เมื่อถึงเวลาไปยืนต่อหน้านักเรียน วิธีการเอาตัวรอดที่ง่ายที่สุด ก็คือ Talk $ Chalk นั่นไงครับ

จากงานวิจัยที่อ้างถึงข้างต้น ที่น่าสนใจมาก คือ ครูมากกว่า 90% เห็นว่าหากกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอิสระ ในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การบริหารงบประมาณและการบริหารบุคคลจะมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู

อย่าปล่อยให้ครูและโรงเรียนเป็นจำเลยของสังคมอีกต่อไป ให้เชื่อมั่น เชื่อมือ และเชื่อใจโรงเรียนครับ โลกปัจจุบันซับซ้อนเกินการจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจแล้ว

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

อ้างอิงงานวิจัย

https://www.moe.go.th/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A7

26/05/2020

ทำไมเด็กไทยไม่รักการอ่าน????????

หลายปีมานี้ คนในวงการการศึกษามักพูดถึงทักษะของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 กันอย่างกว้างขวาง (ในบทความนี้จะไม่กล่าวถึงว่ามีอะไรบ้าง) แต่ทักษะที่สำคัญที่สุด ซึ่งหากนักเรียนไม่บรรลุทักษะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปถึงทักษะอื่น ๆ ได้ ทักษะที่สำคัญนี้ได้แก่ “การอ่าน”

ผมได้ยินเสียงบ่นเรื่องนี้ มาตั้งแต่เรียนมัธยมเมื่อเกือบสามสิบที่แล้ว และได้ยินมากที่สุด ตอนที่ยังรับราชการเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และแม้วันนี้ก็ยังได้ยินเสียงบ่นว่าทำไมลูกหลาน/นักเรียนไม่รักการอ่าน ไม่อ่านหนังสือกัน

ก่อนที่จะลงลึกกันว่าทำไมนักเรียนไทยถึงไม่รักการอ่าน ขอทำความตกลงก่อนว่า “การอ่าน” ในที่นี้หมายถึงการอ่านอย่างเป็นปกติวิสัยในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การอ่านเตรียมตัวสอบของนักเรียน เพื่อสอบเข้าเรียนต่อหรือเข้าทำงาน

หากให้วิเคราะห์ทั้งจากงานวิจัย และการสังเกตของผม สาเหตุที่นักเรียนไทย "ไม่รักการอ่าน" มีสาเหตุมาจากปัจจัยสามระดับ ดังนี้

ระดับแรก ปัญหาระดับกระบวนทัศน์ (Paradigm)

แม้จะมีหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ว่าในแถบอุษาคเนย์ มีพัฒนาการจนมีการใช้ภาษาเขียน มาตั้งแต่หลัง พ.ศ.1,000 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทุกคนจะสามารถอ่านออกเขียนได้ไปเสียหมด “ตัวอักษร”/ภาษาเขียน ในสายตาคนอุษาคเนย์ยุคก่อนสมัยใหม่นั้น มีความสำคัญในลักษณะของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” (ยันต์ คัมภีร์ หรือศิลาจารึกต่าง ๆ) ส่วนใบลาน/สมุดไทย แต่ละเล่ม ก็เขียนขึ้นเป็นธรรมทานและเก็บไว้ในหอไตร มากกว่าที่จะนำมาอ่านเล่นกัน และเมื่อจะอ่านแต่ละครั้ง คนอ่านก็ต้องมีสถานะสูงส่ง คือ ต้องเป็นพระเท่านั้น ที่จะนำมันขึ้นมาอ่านเทศน์กันอยู่บนธรรมาสน์ ส่วนคนฟังก็คือคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทำได้แค่นั่งพับเพียบพนมมือรับฟังกันไป

แม้เมื่อวัดสักวัดหนึ่ง ดิ้นรนที่จะหาพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาไทยมาใช้ ส่วนใหญ่ก็ใช้ประดับตู้ให้สวยงาม มากกว่าเอามาอ่านในลักษณะทั่วไปกัน ส่วนศิลาจารึกทั้งหลายก็อยู่ในวัง เกินความสามารถของไพร่ทาสที่จะเข้าถึง

เมื่อเป็นดังนั้น กระบวนทัศน์ดังกล่าว จึงมีอิทธิพลมาถึงวิถีชีวิตของคนไทย ในเมื่อไม่สามารถเข้าถึงตัวอักษรได้ เราจึงไม่มีวัฒนธรรมในการอ่านหนังสือมาตั้งแต่ต้น เราจึงสร้างสังคม "มุขปาฐะ" ขึ้นมาทดแทน เราจึงเป็นสังคมแห่งเรื่องเล่า ที่ถนัดการพูด การเล่า และการร้อง

แม้ต่อมาเมื่อเรารับเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามา เรากลับไม่ได้รับเอากระบวนทัศน์การศึกษามาทั้งหมด เราแค่เอารูปแบบการศึกษา มารับใช้กระบวนทัศน์เดิม ดังนั้นการสอน (Teaching) ของเรา จึงไม่มองความรู้ (Knowledge) ในฐานะของสิ่งที่ต้องประกอบสร้าง (Construction) ขึ้น แต่เรามองว่าความรู้คือพระเวท (Veda) ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ความ เป็นรูปร่าง เป็นกลุ่มก้อน เป็นสิ่งสำเร็จแล้ว ครูจึงมีหน้าที่นำความรู้นั้นมาให้นักเรียน และนักเรียนมีหน้าที่แค่เป็นเครื่องรับสารเท่านั้น การอ่านของนักเรียนจึงจำกัดแค่อ่านเพื่อสอบ อ่านให้ครบตามที่ครูสั่ง ไม่ได้อ่านเพราะอยากขยายจักรวาลความรู้ของตัวเอง

ระดับที่สอง ปัญหาระดับครอบครัว

เมื่อคนรุ่นก่อน ไม่ได้รักการอ่าน และสร้างนิสัยการอ่านให้เป็นปกติวิสัย มันจึงยากมากที่จะทำให้คนรุ่นหลังรักการอ่าน แต่หากเราสังเกตว่าบ้านไหน พ่อ-แม่รักการอ่าน ลูกๆ จะมีนิสัยรักการอ่านตามไปด้วย

สมัยยังรับราชการ เมื่อรับลูกกลับมาจากโรงเรียน บ่อยครั้งที่ผมต้องกลับมาทำงานต่อ ลูกๆของผม มักจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ โต๊ะทำงาน เพื่อนร่วมงาน มักชอบมาถามว่าทำไมอย่างไร ลูกๆ ของผมถึงรักการอ่าน ฝึกฝนพวกเขาอย่างไร ผมตอบย้ำเสมอว่าเราต้องทำให้เป็นตัวอย่าง

ผมอ่านหนังสือให้ลูกทุกคนฟังตั้งแต่แรกเกิด หากผมอยู่บ้านก็จะอ่านทุกคืน บางครั้งผมอ่านบทกวีให้พวกเขาฟัง บางคนบอกว่าเด็ก ๆ จะรู้เรื่องเหรอ ผมว่ารู้เรื่องซิ อย่างน้อยการอ่านบทกวี เด็ก ๆ จะจับโทนการอ่านได้ เมื่อเขาโตขึ้นพออ่านหนังสือเองได้ ผมมีวินัยที่สำคัญของบ้าน คือ ทุกสองทุ่มของวัน ทุกคนในบ้านต้องวางงาน ปิดโทรทัศน์ (ยุคนี้ก็จอคอม/มือถือ/แทปเล็ต) และเข้ามุมอ่านหนังสือของตัวเอง ของขวัญในวันสำคัญที่ให้ลูกก็ให้แต่หนังสือ โดยพาพวกเขาไปเลือกเองที่ร้าน หากไปเที่ยวหรือเดินทางไปไหน ทุกคนต้องมีหนังสืออ่านติดตัวไปให้ครบตามจำนวนวันที่ไป (รายละเอียดอื่น ๆ จะเขียนในภายหลัง)

ดังนั้นหากพ่อ-แม่ ไม่อ่านหนังสือ ไม่มีชั้นหนังสือที่บ้าน มันจึงเป็นการยากที่จะให้นักเรียนไทยรักการอ่าน

ระดับที่สาม ปัญหาระดับนโยบาย

การอ่านเป็นวัฒนธรรมที่สร้างได้ เมื่อระดับครอบครัวมีปัญหาในการสร้างวัฒนธรรมการอ่าน มาเจอกับนโยบายที่ไม่ส่งเสริมการอ่าน การสร้างนิสัยรักการอ่านจึงปิดประตูตายไปเลย

ปัญหาระดับนโยบาย มีตั้งแต่การที่เราไม่มีห้องสมุดดี ๆ ให้นักเรียนใช้ ห้องสมุดประชาชนก็มีแค่ระดับอำเภอ/จังหวัด การเดินทางไปห้องสมุดเหล่านั้น ล้วนสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย ในขณะที่ห้องสมุดของโรงเรียน อาจมีเฉพาะโรงเรียนระดับอำเภอ/จังหวัดเท่านั้น ส่วนโรงเรียนเล็ก โรงเรียนน้อยห้องสมุดแทบไร้ประโยชน์ โรงเรียนจำนวนมากไม่มีห้องสมุดที่เรียกว่าได้มาตรฐานเลย หนำซ้ำทั้งห้องสมุดประชาชนและห้องสมุดของโรงเรียน มักมีแต่หนังสือเก่าที่ตกยุค และจำนวนไม่เพียงพอ ทั้งอาจเกิดจากการขาดงบประมาณและบรรณารักษ์ที่ดี อีกประเด็นสำคัญที่ห้องสมุดประชาชนของไทยไม่เคยคำนึงถึง คือ เวลาเปิด-ปิด ตามเวลาราชการ ซึ่งไม่เอื้อให้คนทั่วไปเข้าใช้ เนื่องจากเวลาราชการเป็นเวลาทำงานของทุกคน

นอกจากนี้แล้ว ด้วยกลไกภาษีกระดาษและหนังสือที่ตั้งไว้สูง จึงทำให้ราคาหนังสือบ้านเรามีราคาแพงมาก จนเกินกว่าครอบครัวทั่วไปจะเข้าถึงได้

เมื่อระดับนโยบายยังไม่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่าน จึงส่งผลกระทบต่อครอบครัว ที่แม้อยากซื้อหนังสือให้ลูกหลานอ่าน ก็แพงจนเกินความสามารถ ครั้นจะไปพึ่งห้องสมุดประชาชน เวลาเปิด-ปิด ก็ไม่เอื้ออำนวย หนำซ้ำห้องสมุดก็อยู่ไกล และหนังสือที่มีก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในแง่จำนวนและความทันสมัย

กล่าวเฉพาะโรงเรียน เมื่อต้องการส่งเสริมการอ่านของนักเรียน ก็มักทำโครงการเป็นครั้งๆ ไป ไม่ได้สร้างบรรยากาศโดยรวมของโรงเรียน ให้เป็นสังคมแห่งการอ่าน จากภาพที่ผมเอามาก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของนโยบายส่งเสริมการอ่าน คือ มักไปกำหนดชนิดของหนังสือที่ให้นักเรียนอ่าน กำหนดจำนวนตามตัวชี้วัด ฯลฯ สุดท้ายมันเลยได้จำนวนและรูปแบบปลอมการอ่านแบบปลอมๆ มาแทน

แล้วทำอย่างใรจะทำให้เด็กไทยรักการอ่าน จะมาเขียนต่อในวันต่อไปครับ

หมายเหตุ: ภาพจากอินเทอร์เน็ต

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Phuket?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Phuket
83000