28/09/2020
"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" และ "ไม้เรียวสร้างคน"
#ทำไมครูบางส่วนยังลงโทษนักเรียนแบบรุนแรง และมีคนอีกมากที่เชื่อว่าการลงโทษแบบรุนแรงจะประสบความสำเร็จในการจัดชั้นเรียนและจัดการศึกษา
ก่อนที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมครูบางส่วนยังลงโทษนักเรียนแบบรุนแรง และคนจำนวนหนึ่งยังเชื่อในวาทกรรม "ไม้เรียวสร้างคน" เราต้องมาทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการลงโทษนักเรียนกันเสียก่อน
รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการลงโทษนักเรียน ว่า “เป้าหมายของการลงโทษนั้นมีไว้เพื่อแก้ไขพฤติกรรมของนักเรียน โดยที่ต้องการให้ผู้ที่กระทำผิดเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวได้ทำไปนั้นไม่เหมาะสม ผิดระเบียบ ผิดประเพณี ผิดข้อตกลงหรือผิดกฎหมายของบ้านเมือง รวมถึงเพื่อสร้างสำนึกความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นการสร้างทัศนะคติ (Attitude) ที่ถูกต้องในบริบทของสังคมนั้น ๆ และเพื่อต้องการแก้ไขพฤติกรรม (Behavior) ให้เลิกกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ให้เปลี่ยนไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
คำกล่าวที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" และ "ไม้เรียวสร้างคน" นั้น ถือว่าเป็นแนวคิดการศึกษาและสังคมที่ตกทอดมาจากสังคมโบราณ ที่เชื่อว่าคนคนหนึ่งจะสำนึกและแก้ไขพฤติกรรมได้ด้วยการลงโทษที่รุนแรงเท่านั้น ความเชื่อนี้ไม่ได้มีเฉพาะในครอบครัว แต่รวมไปถึงขอบเขตการลงโทษระดับกฎหมายโบราณด้วย ต่อมาเมื่อเรามีระบบการศึกษาแบบปัจจุบัน การลงโทษแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้ในโรงเรียนไทยมาตลอด แม้จะมีงานวิจัยและแนวคิดทางด้านจิตวิทยาและการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงโทษโดยวิธีการรุนแรงนั้น นอกจากไม่สามารถทำให้นักเรียนสำนึกหรือแก้ไขพฤติกรรมและเกิดวินัยเชิงลึกในระยะยาวได้แล้ว ยังทำให้นักเรียนทั้งเกิดปมความกลัว ตลอดจนซึมซับและยอมว่าการลงโทษแบบรุนแรงนั้นคือการลงโทษที่ดีและถูกต้อง
ยกตัวอย่างเช่น Elizabeth T. Gershoff and Andrew Grogan-Kaylor นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออสตินในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ศึกษาผลกระทบจากการลงโทษที่มีต่อผลการเรียนของนักเรียนจำนวน 160,937 คน (กลุ่มตัวอย่าง) ข้อค้นพบที่ได้ คือ การลงโทษด้วยการตีนั้น นอกจากจะไม่สามารถทำให้นักเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้ว ยังทำให้นักเรียนมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวและใช้กำลังในการแก้ไขปัญหากับคนอื่น ๆ เมื่อเติบโตขึ้น นอกจากนี้องค์กรยูนิเซฟ ยังได้ระบุไว้ในรายงานเรื่อง Child Protection in Educational Settings: Findings from six countries in East Asia and the Pacific ว่าหลังถูกลงโทษด้วยความรุนแรงว่า เด็กจะเจอกับภาวะความเครียดระดับรุนแรง และถ้ามันสะสมต่อเนื่องก็จะเกิดผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ในระยะยาวได้
ถามว่าในเมื่อมีงานวิจัยและแนวคิดทางด้านจิตวิทยาและการศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าการลงโทษโดยวิธีการรุนแรงนั้นไม่ถูกต้อง แต่ทำไมครูไทยและคนไทยบางส่วนยังคงเห็นดีเห็นงามกับการลงโทษแบบนี้ (ทั้งๆ ที่ไม่อยู่ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียน) ผมสรุปด้วยประสบการณ์ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก 2 ประเด็น ประกอบด้วย
1. ครูจำนวนมากเติบโตมาจากครอบครัวและโรงเรียนที่เห็นว่าการลงโทษแบบนี้ถูกต้อง ในขณะเดียวกันตัวเองก็ซึมซับการลงโทษแบบนั้น หรืออาจโดนลงโทษแบบนั้นทั้งในครอบครัวและโรงเรียน และสมาทานว่าการลงโทษแบบนั้นคือแนวทางที่ถูกต้อง ด้วยเหตุผลว่าตัวเองก็โดนลงโทษมาแบบนั้น แล้วประสบความสำเร็จในชีวิตได้ และไม่เคยตั้งคำถามว่าการประสบความความสำเร็จในชีวิตนั้น อาจเกิดขึ้นจากตัวแปรอื่นๆ หรืออาจเกิดขึ้นจากความสำพันธ์ของตัวแปรหลายๆตัวรวมกัน ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าคนที่โดนลงโทษแบบนั้น แล้วไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอาจมีมากกว่า และตัวเองอาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้ก็ได้ ถ้าไม่โดนลงโทษแบบนั้น
2. ระบบการจัดการศึกษาที่มุ่งวัดความสำเร็จในการสอนด้วยคะแนน (ที่วัดเฉพาะความรู้มิติเดียว ทั้งในการสอบรายชั่วโมง รายภาค รายปี รายระดับชั้น จนถึงการเข้ามหาวิทยาลัย) จึงทำให้ทั้งผู้ปกครองและกระทรวงศึกษาธิการเรียกร้อง และออกแนวทาง ระเบียบ ฯลฯ สารพัด เพื่อให้ครูทำให้เด็กประสบความสำเร็จในแนวทางนั้น โรงเรียนใดทำไม่ได้ ก็จะถูกเพิ่งเล็งและกวดขันจากต้นสังกัด ทางเดียวที่ครูจะทำให้นักเรียนอยู่ในการควบคุมได้ จึงลงเอยด้วยไม้เรียวและความรุนแรง
ถามต่อว่าแล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลักๆ ก็เริ่มที่การแก้เจตคติของครูและผู้เกี่ยวข้องให้เห็นตรงกันก่อนว่าวิธีการลงโทษแบบนั้นไม่มี work แล้วจริงๆ (คนเรียนครูต้องเรียนวิชาจิตวิทยานะครับ ส่วนใหญ่รู้ว่าไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง) และต้องแก้ไขที่ระบบการสั่งการ และการประเมินผลนักเรียนและความสำเร็จในการสอนของครูที่ไม่ควรวัดในมิติเดียว ให้ครูได้ประเมินผลนักเรียนที่หลากหลายและเหมาะสมกับนักเรียนของตัวเอง และเลิกกดดันให้ครูวัดผลนักเรียนแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งหากเขียนเรื่องนี้ก็คงต้องใช้พื้นที่กระดาษอีกพอสมควร
ในกรณีนี้ อาจารย์อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ยังเรียกร้องว่าไม่ควรมองที่บุคคลหรือครู เพราะครูก็ถูกกดทับด้วยอำนาจในระบบการศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน
เอกสารอ้างอิง
https://www.facebook.com/anuchat.poungsomlee/posts/10220789320035617
https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/630967
Gershoff, E. T., & Grogan-Kaylor, A. (2016, April 7). Spanking and Child Outcomes: Old Controversies and New Meta-Analyses. Journal of Family Psychology. Advance online publication. http://dx.doi.org/10.1037/fam0000191
https://resourcecentre.savethechildren.net/library/child-protection-educational-settings-findings-six-countries-east-asia-and-pacific