หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

แชร์

ความรู้หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยหนังสือจากคุณลุงการุณย์ บุญมานุช

21/02/2023

กล่าวสวดแผ่เมตตา
ก่อนเลิกจากการฝึก พึงกล่าวสวดแผ่เมตตาเสียก่อน โดยผู้นำหรือครูเป็นผู้กล่าวนำ สมาชิกกล่าวตาม คำสวดแผ่เมตตา มีดังนี้
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

📖อ่านเพิ่มเติม : หน้า 47 http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

05/08/2022

⚪️การบอกวิชาเมื่อฝึกเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว
เมื่อการฝึกดำเนินการมาพอสมควรแล้ว ผู้นำหรือครูกล่าวเตือนสมาชิกผู้ฝึก ท่านใดยังไม่เห็นดวงธรรม หรือเห็นแล้วแต่ยังไม่ชัด หรือเห็น ๆ หาย ๆ ให้บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นดวงธรรมในท้องของตนเองสว่างใส จึงจะฝึกความรู้ชั้นสูงต่อไปได้
สำหรับท่านที่ฝึกจนเห็นดวงธรรมในท้องของตนเอง เป็นดวงแก้วขาวใสสว่างโชติ ให้บริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ต่อไป โดยส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรมนั้น จนกว่าจะเห็น “จุดขาวใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม” นั้น และเมื่อเห็นจุดขาวใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมแล้ว ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น พร้อมกับบริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ๆ ๆ ๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมจะว่างและหายไป ในว่างใสนั้นจะเห็นพระพุทธรูปขาวใสเป็นเพชร เกตุดอกบัวตูม ตัวเราหันหน้าไปทางใด องค์พระก็หันหน้าไปทางนั้น ท้องเราขณะนั้น มีสถานะประดุจท้องฟ้าปราศจากเมฆ พระพุทธรูปขาวใสนี้เรียกว่า “ธรรมกาย” เป็นกายแก้ว มีชีวิตจิตใจ มีความศักดิ์สิทธิ์ในการปกปักรักษาแก่ผู้เข้าถึง
สภาพใจของใครที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ท่านจะรู้สึกสบายใจ ใจเกิดความสงบระงับตามที่ตามพระศาสดายืนยันว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ แปลว่า ไม่มีสุขใดเท่าความสงบนิ่งแห่งใจ และพระศาสดาทรงยืนยันว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา แปลว่า สิ่งทั้งหลายที่มีใจครอง ใจย่อมเป็นใหญ่เป็นประธาน งานใด ๆ ย่อมสำเร็จด้วยใจ ท่านใดที่มีใจนิ่งอย่างนี้ สามารถพัฒนาใจได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะไปทำการใด ๆ ย่อมทำแต่กรรมดี
เพราะสภาพใจที่ใสสะอาดเป็นตัวบังคับ
ให้ทำกรรมดีเท่านั้น เหตุที่ทำกรรมชั่วไม่ได้
เพราะ ใจมีความรู้สึกละอายต่อกรรมชั่ว (หิริ)
และเกรงกลัวต่อกรรมชั่ว (โอตตัปปะ) เป็น
อัตโนมัติ
เราทราบแล้วว่า ผลงานต่าง ๆ ในโลกนี้ มนุษย์เป็นผู้ทำขึ้นทั้งนั้น หากมนุษย์ได้รับการพัฒนาใจตามวิธีที่กล่าวนี้ เขาย่อมทำแต่กรรมดี แม้ประกอบอาชีพส่วนตัว ก็ทำแต่กรรมดี แม้ไปเป็นผู้ปกครอง เข้าก็ทำแต่กรรมดี ผลแห่งการกระทำของมนุษย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกเสมอ
มนุษย์ที่พัฒนาใจถูกวิธีแล้ว ย่อม
ทำให้โลกน่าอยู่ เพราะโลกไม่มีการเบียดเบียนกัน
ไม่ข่มเหงกัน ไม่มีสงคราม ไม่มีภัยธรรมชาติ
เพราะมนุษย์ที่อาศัยโลกอยู่ ได้รับการพัฒนาใจ
ถูกวิธีแล้ว ประหยัดเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้
ปราบโจรผู้ร้าย ประหยัดเงินงบประมาณที่จะนำ
ไปใช้สร้างระเบิดปรมานู ประหยัดเงินงบประมาณ
ที่ต้องจ้างผู้พิพากษาตุลาการ และประหยัดเงิน
ทุกสถานในทางไม่ควร
ผู้นำที่ฉลาด จะต้องชักนำปวงชนให้หันมาสนใจต่องานพัฒนาใจ เพราะลงทุนน้อย ได้กำไรมาก เราเคยพัฒนาประเทศด้วยวิธีอื่นมามากมาย เราเคยส่งคนของเราไปศึกษาเล่าเรียนวิทยาการทั้งหลายเพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ เราลืมงานพัฒนาใจมนุษย์กันทั้งนั้น ในที่สุด เราก็ประสบความล้มเหลว
ประโยชน์จากการพัฒนาใจที่บังเกิดแก่ตัวเอง เราทราบชัดหากจะให้ส่งผลกระทบต่อโลกนั้น เราต้องพัฒนาใจกันทุกหมู่เหล่าแต่ถ้าประพฤติปฏิบัติกันเพียงบางส่วน ผลกระทบที่มีต่อโลกย่อมได้ผลน้อย เข้าทำนอง น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

📖อ่านเพิ่มเติม : หน้า 45 http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

25/07/2022

⚪️การวัดผล
การวัดผลเบื้องต้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้นำหรือครูจะต้องติดตามตรวจสอบ เพื่อทราบผลการปฏิบัติว่า ฝึกใจได้ผลเพียงใดหรือไม่ ? หากผู้ใดยังทำไม่เป็น จำต้องฝึกเบื้องต้นต่อไป รายใดที่สามารถฝึกใจระดับเบื้องต้นได้ ผู้นำหรือครูจะต้องบอกความรู้ชั้นสูงต่อไปเรื่อย ๆ ตามระดับความรู้หลักสูตรต่าง ๆ
นั่นคือ เมื่อสมาชิกฝึกเฉพาะตนเป็นเวลา ๒๐ นาทีแล้ว ผู้นำหรือครูจะต้องถามสมาชิกว่า ผู้ใดสามารถเห็นดวงธรรมในท้องของตน แสดงว่าฝึกพัฒนาใจเบื้องต้นได้แล้ว ผู้นำหรือครูจะต้องบอกความรู้ชั้นสูงให้เขาฝึกต่อไป

📖อ่านเพิ่มเติม : หน้า 44 http://www.crystalmind.org/index.php/th/vijja12/vijja1202/56-freedom-of-human

03/07/2022

⚪️ การบอกกำหนดดวงนิมิตเพื่อพัฒนาใจต่อไป
บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้สวดมนต์ไหว้พระเสร็จเรียบร้อย ซึ่งการกล่าวคำสวดเช่นนี้ เป็นอุปการะให้การพัฒนาใจได้ผลดียิ่ง ดังนั้น ก่อนฝึกพัฒนาใจทุกครั้ง จะต้องกล่าวคำสวดให้ครบบทสวด
จากนี้ไป ให้ทุกท่านนั่งขัดสมาธิ คือเท้าขวาทับเท้าซ้าย วางมือบนหน้าตัก มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย ตั้งกายตรง ตั้งใบหน้าให้ตรง ไม่ก้มหน้า แล้วนึกทำใจให้ว่าง คือ ปราศจากเรื่องกังวลใจทั้งปวง แม้หน้าที่การงานและภารกิจส่วนตัวไม่ต้องนำมาขบคิด นึกถึงคำสอนของพระศาสดาข้อ ๓ ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า ทำใจให้สว่างใส นั้น มีวิธีทำดังนี้
ให้ทุกท่านหลับตา เพื่อให้ใจเปิด เมื่อหลับตาแล้ว ให้นึกถึงดวงแก้วกลมขาวใส สว่างโชติ มีขนาดเท่าแก้วตา นึกให้เห็นดวงแก้วขาวใสด้วยใจ เมื่อนึกได้แล้ว พึงเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่าง ๆ ในตัวเรา ดังต่อไปนี้
(๑.) ปากช่องจมูก (หญิงซ้าย ชายขวา)
น้อมดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องจมูก สำหรับท่านหญิงปากช่องจมูกซ้าย สำหรับท่านชายน้อมมาที่ปากช่องจมูกขวา เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใสเบาๆ พร้อมกับบริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๒.) เพลาตา (หญิงซ้าย ชายขวา)
จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่เพลาตา สำหรับท่านหญิงเพลาตาซ้าย และท่านชายเพลาตาข้างขวา นึกบรรจุดวงนิมิตใสลงไปที่รูน้ำตาออกคือเพลาตา เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสเกิดความสว่างโชติ
(๓.) จอมประสาท (ในกะโหลกศีรษะ)
จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในจอมประสาท อยู่ในกะโหลกศีรษะ วิธีเลื่อนดวงนิมิตใส ให้ทำตาขาวเหมือนตาคนเป็นลม คือนึกเหลือกตากลับเข้าไปในกะโหลกศีรษะ พร้อมกับเลื่อนดวงนิมิตไปด้วย ให้ดวงนิมิตใสนิ่งอยู่ในกะโหลกศีรษะ แล้วให้ลืมเรื่องการเหลือกตาทันที เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๔.) ปากช่องเพดาน
จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องเพดาน เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๕.) ปากช่องลำคอ
จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องลำคอ อยู่ในหลอดลำคอ คะเนว่าอยู่เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่ง เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๖.) ฐานของศูนย์กลางกาย
จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในท้องของเรา ดวงนิมิตใสตั้งอยู่ตรงไหน สมมุติว่ามีเส้นด้าย ๒ เส้น เส้นแรกสมมุติว่าแทงจากสะดือตัวเราเอง ขึงตึงทะลุข้างหลัง อีกเส้นหนึ่งสมมุติว่าแทงจากสีข้างขวาขึงตึงทะลุสีข้างซ้าย เราเห็นเป็นมโนภาพว่า ในท้องเรามีเส้นด้ายตัดกัน ๒ เส้น เป็นรูปกากบาท ตรงจุดตัดคือฐานของศูนย์กลางกาย เอาดวงนิมิตใสไปตั้งไว้ตรงจุดตัดของเส้นด้าย บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๗.) ศูนย์กลางกาย (ศูนย์ถาวร)
จากนี้ไป เลื่อนดวงนิมิตใสจากฐานที่ ๖ ให้สูงขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือตัวเอง คือเลื่อนจากฐานของศูนย์กลางกาย มาที่ศูนย์กลางกาย เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง นึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ บริกรรมเรื่อยไปจำนวนร้อยครั้งพันครั้ง อย่างน้อย ๒๐ นาที ต่างคนต่างบริกรรม ผู้นำวิชาหรือครูเงียบเสียงชั่วคราว ให้โอกาสสมาชิกฝึก ต่างคนต่างฝึก ตามวิธีการดังกล่าวแล้ว

📖อ่านเพิ่มเติม : หน้า 41 http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

24/06/2022

⚪️วิธีบูชาพระ ของพระมงคลเทพมุนี บูชาพระก่อนนั่งภาวนาทุกครั้ง
ยะมะหัง สัมมาสัมพุทธัง, ภะคะวันตัง สะระณัง คะโต,(ชาย) คะตา,(หญิง)
อิมินา สักกาเรนะ, ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ, ซึ่งข้าพเจ้าถึง,ว่าเป็นที่พึ่ง,กำจัดทุกข์ได้จริง,ด้วยสักการะนี้
ยะมะหัง สะวากขาตัง, ภะคะวะตา ธัมมัง สะระณัง คะโต, (ชาย) คะตา, (หญิง)
อิมินา สักกาเรนะ, ตัง ธัมมัง อภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้,ซึ่งพระธรรม, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว, ซึ่งข้าพเจ้าถึง, ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดภัยได้จริง, ด้วยสักการะนี้
ยะมะหัง สุปะฏิปันนัง, สังฆัง สะระณัง คะโต, (ชาย) คะตา, (หญิง)
อิมินา สักกาเรนะ, ตัง สังฆัง อภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี, ซึ่งข้าพเจ้าถึง, ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดโรคได้จริง, ด้วยสักการะนี้

⚪️ไหว้พระต่อไป
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบลง ๑ หน)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบลง ๑ หน)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ (กราบลง ๑ หน)

⚪️คำขอขมาโทษ
บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสร็จแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่วแน่ ขอขมาโทษงดโทษต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราได้พลาดพลั้งลงไปแล้ว ด้วยกาย วาจา ใจ ตั้งแต่เล็กยังไม่รู้จักเดียงสามาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ขอขมาโทษ งดโทษแล้ว กาย วาจา ใจ ของเราจะได้เป็นของบริสุทธิ์ สมควรเป็นภาชนะทองรองรับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในอดีต ปัจจุบัน อนาคตสืบต่อไป แต่ก่อนจะขอขมาโทษงดโทษพระรัตนตรัย พึงนอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยปณามคาถา คือ นะโม ๓ หน หนที่ ๑ นอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในอดีต นะโมหนที่ ๒ นอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในปัจจุบัน นะโมหนที่ ๓ นอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในอนาคต ทั้งหมดด้วยกัน ต่างคนต่างว่านะโมดัง ๆ พร้อมกัน ๓ หน ได้ ณ บัดนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อุกาสะ, อัจจะโย โน ภันเต, อัจจัคคะมา, ยะถา พาเล, ยะถา มุฬเห, ยะถา อะกุสะเล, เย มะยัง กะรัมหา, เอวัง ภันเต มะยัง, อัจจะโยโน, ปะฏิคคัณหะถะ, อายะติง สังวะเรยยามิ
ข้าพระพุทธเจ้าขอวโรกาส ได้พลั้งพลาดด้วยกาย วาจา ใจ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพียงไร แต่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนพาลเป็นคนหลง อกุศลเข้าสิงจิต ให้กระทำความผิด ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงงดความผิดทั้งหลายเหล่านั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระพุทธเจ้าจักขอสำรวมระวังซึ่ง กาย วาจา ใจ สืบต่อไปในเบื้องหน้า
กาย วาจา ใจ ของเราเป็นของบริสุทธิ์ต่อไปนี้ จะได้อาราธนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เข้าสิงสถิตในกาย วาจา จิต สืบต่อไป

⚪️คำอาราธนา
อุกาสะ, ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนา, สมเด็จพระพุทธเจ้า, ที่ได้ตรัสรู้ล่วงไปแล้ว, ในอดีตกาล, มากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔, แลสมเด็จพระพทุธเจ้า, อันจักได้ตรัสรู้, ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า, แลสมเด็จพระพุทธเจ้า, ที่ได้ตรัสรู้ในปัจจุบันนี้, ขอจงมาบังเกิด, ในจักขุทวาร โสตทวาร, ฆานทวาร ชิวหาทวาร, กายทวาร มโนทวาร, แห่งข้าพระพุทธเจ้า, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
อุกาสะ, ข้าพระพทุธเจ้าขออาราธนา, พระนพโลกุตธรรมเจ้า, ๙ ประการ, ในอดีตกาลล่วงลับไปแล้ว, จะนับจะประมาณมิได้, และพระนพโลกุตรธรรมเจ้า, ๙ ประการ, ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า, และพระนพโลกุตรธรรมเจ้า, ๙ ประการ, ในปัจจุบันนี้, ขอจงมาบังเกิด, ในจักขุทวาร โสตทวาร, ฆานทวาร ชิวหาทวาร, กายทวาร มโนทวาร, แห่งข้าพระพุทธเจ้า, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
อุกาสะ, ข้าพระพทุธเจ้าขออาราธนา, พระอริยสงฆ์ กับสมมุติสงฆ์, ในอดีตกาลล่วงลับไปแล้ว, จะนับจะประมาณมิได้, และพระอริยสงฆ์กับสมมุติสงฆ์, ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า, และพระอริยสงฆ์กับสมมุติสงฆ์, ในปัจจุบันนี้, ขอจงมาบังเกิด, ในจักขุทวาร โสตทวาร, ฆานทวาร ชิวหาทวาร, กายทวาร มโนทวาร, แห่งข้าพระพุทธเจ้า, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

⚪️คำอธิษฐาน
ขอเดชคุณพระพุทธเจ้า, คุณพระธรรมเจ้า, คุณพระสงฆเจ้า, (ท่านผู้หญิงว่า คุณครูบาอาจารย์) คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์, คุณมารดาบิดา, คุณทานบารมี ศีลบารมี, เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี, วิริยบารมี ขันติบารมี, สัจจบารมี อธิษฐานบารมี, เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี, ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา, แต่ร้อยชาติพันชาติ, หมื่นชาติแสนชาติก็ดี, ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา, ตั้งแต่เล็กแต่น้อย, ระลึกได้ก็ดี มิระลึกได้ก็ดี, ขอบุญบารมีทั้งหลายเหล่านั้น, จงมาช่วยประคับประคองข้าพเจ้า, ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จมรรคและผล, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด, นิพพานะปัจจะโย โหตุ ฯ

อ่านเพิ่มเติม หน้า 37 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

18/06/2022

⚪️๒.การฝึกเป็นหมู่คณะ
ได้แก่ การฝึกให้ในครอบครัวหรือการฝึกในที่ประชุม หากผู้ฝึกมีจำนวนมาก จำต้องจัดที่นั่งให้ห่างกันพอสมควร ป้องกันคนข้างเคียงสัมผัสกับผู้อื่น เพราะผู้อื่นกำลังทำสมาธิ หากคนข้างเคียงมีเสียงรบกวนหรือไปสัมผัสตัวเขา จะทำให้เขาเสียสมาธิทันที หากจัดแถวก็ต้องเว้นช่องให้แต่ละบุคคลห่างกันพอสมควร เมื่อจัดที่นั่งให้แก่ผู้ฝึกเสร็จแล้ว จึงทำความตกลงในประการอื่นต่อไป
การฝึกแบบหมู่คณะนี้ จะต้องมีผู้นำหรือครู เพราะจะต้องทำหน้าที่นำเขาในทุกเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนปลาย ดังนั้น ครูหรือผู้นำจะต้องฝึกตนเองให้ทำเป็นเสียก่อน เพื่อจะได้นำเขาได้คล่องตัว ทั้งนี้รวมถึงการตรวจสองผลการฝึกและบอกวิชาชั้นสูงแก่สมาชิกได้ ดังนั้น จึงขอให้ผู้นำหรือครูท่องจำบทสวดมนต์ก่อนฝึก บทสวดแผ่เมตตาบทสวดมนต์บูชาพระศาสดา บอกวิธีกำหนดดวงนิมิตและเลื่อนดวงนิมิตจากฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ ให้จำได้ทั้งหมด อีกทั้งต้องจำขั้นตอนต่าง ๆ ของการฝึกไว้ทั้งหมด ว่าขั้นตอนใดทำอะไรอย่างไร
(ก.) การจัดห้องฝึก ในห้องนี้จะต้องตั้งโต๊ะหมู่บูชาในที่สูง ควรยกพื้นให้สูงขึ้นเพื่อตั้งโต๊ะหมู่บูชา โต๊ะหมู่บูชาประกอบด้วยพระพุทธรูป แจกันดอกไม้สดแต่พองาม
(ข.) อุปกรณ์การสอน ตั้งให้ต่ำกว่าโต๊ะหมู่บูชา มีดวงแก้วขาวใส ๑ ดวง ควรเป็นขนาดใหญ่เพื่อจะได้เห็นกันทั่วมีภาพแสดงทางเดินของดวงนิมิต ๗ ฐาน ควรเขียนให้ใหญ่ เพื่อจะได้เห็นกันทั่ว
ขั้นอธิบายแสดงวิธีปฏิบัติ
เมื่อผู้นำหรือครูจัดที่นั่งให้แก่สมาชิกเสร็จแล้ว จากนี้ไปเป็นการอธิบายแสดงวิธีปฏิบัติการพัฒนาใจ ดังนี้
(ก.) ท่านั่งสมาธิ ว่านั่งอย่างไร ตามแบบที่กล่าวมาแล้ว
(ข.) อธิบายวิธีพัฒนาใจ ว่าทำอย่างไร เริ่มต้นจากการกำหนดดวงนิมิต ชูดวงนิมิตให้เห็นกันทั่ว การเลื่อนดวงนิมิตไปตามจุดต่าง ๆ ในกายเรา ชี้ให้ดูภาพอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ เห็นว่าเข้าใจกันดีแล้วจึงเริ่มปฏิบัติจริง
ขั้นปฏิบัติจริง
(ก.) กล่าวคำสวด ให้ผู้นำหรือครูกล่าวนำ แล้วสมาชิกสวดตามไปทีละวรรค จนกว่าจะจบ
(ข.) เมื่อกล่าวคำสวดจบแล้ว ครูหรือผู้นำสั่งให้สมาชิกนั่งสมาธิ หลับตา สั่งให้กำหนดดวงนิมิต และนำให้สมาชิกเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่าง ๆ ๗ ฐาน ตามที่กล่าวแล้ว จากนั้น ให้โอกาสสมาชิกปฏิบัติเฉพาะตนประมาณ ๒๐ นาที
(ค.) การวัดผล ให้ผู้นำหรือครูถามสมาชิกว่า ท่านใดเห็นดวงธรรมเบื้องต้นบ้าง เป็นหน้าที่ของครูจะต้องคัดสมาชิกที่เห็นดวงธรรมเบื้องต้นมาไว้ส่วนหนึ่งเพื่อบอกวิชาชั้นสูงให้เขาปฏิบัติต่อไป
(ง.) เมื่อเสร็จจากการปฏิบัติ ให้ผู้นำหรือครูกล่าวคำสวดแผ่เมตตาก่อน โดยสมาชิกกล่าวตามไปทีละวรรคจนกว่าจะจบ ครั้นเสร็จจากกล่าวแผ่เมตตาแล้วจึงจะถือว่า เสร็จสิ้นการฝึกคราวนี้

อ่านเพิ่มเติม หน้า 34 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

17/06/2022

⚪️ภาคฝึกการพัฒนาใจ
การฝึกพัฒนาใจตามคำสอนของพระศาสดาข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ซึ่งแปลว่า ทำใจให้สว่างใสนั้น มีการฝึกเป็น ๒ แบบ คือฝึกเฉพาะตน และฝึกเป็นหมู่คณะ มีข้อแนะนำดังนี้
๑. การฝึกเฉพาะตน
จะต้องเคร่งต่อตนเอง ว่าจะฝึกนานเท่าไร จะต้องหาสถานที่สงบ หาอุปกรณ์การฝึกไว้เฉพาะตน เช่น ดวงแก้วกลมขาวใสภาพแสดงทางเดินของใจ ๗ ฐาน ท่องคำสวดก่อนฝึกให้ได้ เพราะจะต้องกล่าวคำสวดก่อนฝึกพัฒนาใจ ท่องจำวิธีเลื่อนดวงนิมิต ตั้งแต่กำหนดดวงนิมิต เลื่อนดวงนิมิตไปฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ ให้จำได้แม่นยำ เพราะเราปฏิบัติเอง เมื่อถึงขั้นฝึกจริง ทำไปแล้วเกิดติดขัดหากไปเปิดหนังสืออ่านดูอีก จะทำให้เสียจังหวะหรือเสียอารมณ์ ดังนั้น ต้องท่องจำให้จำได้ เพื่อความคล่องตัวในการฝึกของเรา
(ก.) ลำดับแรก ปรับปรุงท่านั่งเจริญภาวนาให้ถูกตำรา
(ข.) ลำดับที่สอง หลับตาแล้วนึกกำหนดดวงนิมิต เลื่อนดวงนิมิตจากฐานที่ ๑ ไปถึงฐานที่ ๗ ทำใจนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ คือศูนย์กลางของกาย แล้วกล่าวคำสวดในใจ เมื่อท่องคำสวดในใจจบแล้ว ให้ภาวนาต่อไปได้เลย บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง เรื่อยไปตามกำหนดเวลาที่เราตั้งใจไว้
(ค.) ลำดับที่สาม ผลจากการเจริญภาวนาของเรา หากถึงขั้นเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว จากนั้นเป็นการฝึกชั้นสูง ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
(ง.) เมื่อเสร็จการฝึก อย่าเพิ่งลืมตา จะต้องสวดแผ่เมตตาในใจเสียก่อน เสร็จจากสวดแผ่เมตตาแล้วจึงลืมตาพักจากการฝึกได้ บทสวดมนต์และบทสวดแผ่เมตตาได้พิมพ์ไว้ให้แล้ว

อ่านเพิ่มเติม หน้า 33 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

14/06/2022

⚪️สรุปคำสอนของพระศาสดา ๓ ข้อ
ก่อนที่เราจะได้เรียนความรู้ขั้นสูงว่าด้วยการพัฒนาใจต่อไปนั้น เรามาสรุปความรู้เบื้องต้นเสียก่อนว่า เราได้อ่านและเรียนรู้วิธีฝึกใจเบื้องต้นอะไรบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้ความรู้ของเราเป็นระเบียบ ความรู้เรื่องใดที่เรายังไม่แม่นยำ ควรเปิดอ่านและทบทวนดูใหม่

"เราเรียนมาแล้วว่า มนุษย์มีความ
ต้องการอะไรบ้าง ความต้องการของมนุษย์
จะสามารถเป็นความจริงขึ้นมาได้อย่างทันตา
เห็น ถ้าหากเราสามารถพัฒนาใจไปตาม
คำสอนของพระศาสดา"

เราได้เรียนรู้ต่อไปว่า พระศาสดาสอนอย่างไร พระศาสดาทรงสอน ๓ ข้อ คือ ให้เว้นกระทำชั่ว (บาป) ด้วยกาย วาจา ใจ ให้กระทำดี (กุศล) ด้วยกาย วาจา ใจ และให้ทำใจให้ใสสว่าง
คำสอนข้อ ๓ ว่าด้วยเรื่องการทำใจให้ใสสว่างนั้น มีความรู้ที่เราต้องเรียนมากมาย และเราได้ทราบวิธีพัฒนาใจเบื้องต้นมาแล้ว หากหลงลืมหรือไม่เข้าใจ โปรดอ่านทบทวนใหม่ เพราะต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องการพัฒนาใจชั้นสูง ความรู้ว่าด้วยการพัฒนาใจเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ทั้งความรู้เบื้องต้นและความรู้ชั้นสูง หากความรู้ใดไม่แม่นยำ จำต้องอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม หน้า 30 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

13/06/2022

⚪️การเห็นดวงธรรมที่ถูกต้องนั้นคืออย่างไร
เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียนรู้แต่เบื้องต้นว่า การเห็นดวงธรรมที่ถูกต้องนั้นคืออย่างไร การเห็นที่ถูกต้องนั้น มีกฎเกณฑ์ดังนี้
(๑.) เห็นดวงธรรมในท้องของตนเอง คือเห็นที่ศูนย์กลางของกาย การเห็นนอกท้องของตน เรียกว่า “เห็นนอก” เป็นการเห็นที่ผิด
(๒.) ปัญหาใหญ่อยู่ที่เรามักเห็นนอกตัวเรา คือเห็นนอก เกิดจากการเลื่อนดวงนิมิตจากฐานที่ ๒ (เพลาตา) ไปฐานที่ ๓ (จอมประสาท) ไม่เหลือกตากลับเข้าไปในกะโหลกศีรษะ ความเห็นของเราจึงไม่เข้าไปในกาย เราจึงมักเห็นดวงธรรมนอกกายกันเป็นส่วนใหญ่ การเห็นลักษณะนี้ เป็นความผิดอย่างมหันต์ ดังนั้น จึงต้องรีบแก้ไขการฝึกเบื้องต้นให้ถูกต้อง

ปกติเรามองเห็นสิ่งรอบตัวเราเป็นการ
เห็นข้างนอกอยู่แล้ว ต่างกับการเห็นของการ
พัฒนาใจ การพัฒนาใจจะต้องเห็นข้างใน
จึงต้องฝึกการเหลือกตาให้ชำนาญ คือการทำ
ตาขาวเหมือนคนเป็นลม แล้วนึกให้ดวงนิมิตใส
เข้าไปอยู่ในกะโหลกศีรษะของตัวเรา และเมื่อ
ดวงนิมิตใสเข้าไปอยู่ในกะโหลกศีรษะแล้ว ให้
เราลืมเรื่องเหลือกตาทันที คงใช้ความรู้สึกคือใจ
มองนิมิตต่อไป หากฝึกเหลือกตาเป็นแล้ว
เราก็จะเห็นดวงธรรมข้างใน คือเห็นในท้อง
ของเรา

(๓.) ระหว่างการฝึก ให้ทำใจนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายเพียงอย่างเดียว เห็นหรือไม่เห็น ก็ให้จรดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายสถานเดียว ไม่ส่ายใจไปทางอื่น ให้วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเท่านั้น มืดหรือสว่าง ก็จรดใจที่ศูนย์กลางกายเท่านั้น ไม่ต้องส่ายใจไปที่อื่น ในที่สุด ที่เราว่ามืดนั้น จะสว่างขึ้นมาเอง โปรดจำไว้ว่า การเห็นนั้น จะต้องเห็นที่ศูนย์กลางกายเท่านั้น
ขณะที่เราวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย กิเลสเขามักจะแกล้งเราให้เราเห็นสว่างที่หน้าอก ให้เห็นเป็นไฟฉายมาที่ใบหน้า เห็นสว่างที่ศีรษะ เห็นความสว่างที่นัยน์ตา กรณีอย่างนี้ ห้ามส่ายใจไปมองดูความสว่างเหล่านั้น คงให้ภาวนามองดูที่ศูนย์กลางกายเท่านั้น
บางรายไม่ทราบวิธีหลอกของกิเลส แต่แรกกำหนดนิมิตก็ว่าดวงนิมิตชัดเจนดีอยู่ แต่พอเลื่อนดวงนิมิตไปที่ศูนย์กลางกาย ภาวนาได้สักครู่ เกิดมืดไม่เห็นดวงนิมิต แต่ไปเกิดความสว่างรอบตัวเราเกิดความสว่างตามที่ต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น กรณีเช่นนี้ ห้ามส่ายใจไปดู คงยึดมั่นและภาวนาที่ศูนย์กลางกายดังเดิม และอีกไม่นานความมืดนั้นจะกลายเป็นสว่าง จะเห็นดวงธรรมค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุด เราก็เห็นดวงธรรมได้ตลอดปลอดโปร่ง
กรณีที่รู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือรู้สึกคันตามตัวเสมือนมีตัวอะไรมาคลาน อย่าได้ส่งความรู้สึกไปรู้สิ่งเหล่านั้น เพราะอีกไม่นาน ท่านก็จะบรรลุผลของการฝึกแล้ว หากท่านใช้มือเกาตามร่างกายหรือไปบีบเท้าเพื่อคลายความปวดเมื่อย ใจของเราจะถอนออกจากศูนย์กลางกายทันที การฝึกไม่ได้ผล ต้องมาตั้งต้นกันใหม่ ความปวดเมื่อยมีอยู่บ้าง แต่คันตามตัวไม่มีอะไรมาคลาน เป็นเรื่องของกิเลสที่จะทำให้การฝึกของเราไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้น การฝึกเบื้องต้นจึงของร้องให้เราอดทน หากจะขยับกาย ใจต้องไม่เคลื่อนจากศูนย์กลางกาย
(๔.) การเห็นดวงธรรมที่แท้จริง เพียงแต่นึกจะให้เห็น ก็เห็นดวงธรรมใสแจ่มจรัสที่ศูนย์กลางกาย อารมณ์ของเราเช่มชื่นอยู่กับดวงธรรมนั้น หลับตาก็เห็น แม้ลืมตาก็เห็น แสดงถึงว่าได้ฝึกใจมาชำนาญแล้ว ให้จรดใจไว้กับดวงธรรมเนือง ๆ ดวงธรรมก็ให้ความคุ้มครองรักษา แม้จะพูดหรือคิดหรือตัดสินใจ จะถูกต้องไปทั้งหมด นี่คือดวงธรรมให้การคุ้มครองรักษา ไปไหนมาไหน ไม่มีอันตราย พระศาสดาทรงยืนยันว่า จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ แปลว่า จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้ เราเกิดความรู้สึกว่า พระศาสดาตรัสไว้ถูกแล้ว เพียงเราพัฒนาใจเบื้องต้น เรายังได้รับประโยชน์ถึงเพียงนี้ หากเราขยันหมั่นเพียรต่อไป เราจะได้รับความสุขมากกว่านี้แน่นอน

อ่านเพิ่มเติม หน้า 27 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

12/06/2022

⚪️ ลักษณะของดวงธรรม เป็นดวงแก้วขาวใสกลม มีรัศมีสว่างโชติ เหตุที่ดวงธรรมมีขนาดต่างกัน ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีที่สร้างสมอบรมมาแต่อดีตชาติ ใครสร้างสมอบรมบุญบารมีไว้มากดวงธรรมจะมีขนาดใหญ่ ท่านที่ดวงธรรมใหญ่ มักเรียนรู้เร็ว ทำเป็นเร็ว

เมื่อเห็นดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายเช่นนี้
แล้ว พึงรักษาดวงธรรมให้สว่างจรัสแสงเนืองๆ
ชีวิตของท่านจะเจริญก้าวหน้า อารมณ์ของ
เราจะสว่างใส สุขภาพอนามันดี นอนหลับ
เป็นสุข ตื่นขึ้นก็เป็นสุข

พระศาสดาทรงรับรองเป็นภาษาบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ แปลว่า ไม่มีความสุขใดเท่ากับความสงบใจ บัดนี้ เราได้พิสูจน์ความจริงแล้ว เราฝึกเพียงเบื้องต้น ยังให้ผลแก่เราถึงเพียงนี้ หากเราขยันหมั่นเพียรยิ่งขึ้น นั้นคือประโยชน์อันไพศาลที่เราคาดไม่ถึง
แต่ถ้าเราไม่ขยันหมั่นฝึก ดวงธรรมของเราไม่สว่างใส เราจะมีอารมณ์หงุดหงิด สุขภาพไม่ดี สามวันดีสี่วันไข้ ไม่ว่าจะทำอะไรไม่ดีทั้งนั้น เหตุนี้เอง พระศาสดาจึงสอนว่า ให้ทำใจให้สว่างใส เพราะสภาพใจที่สว่างใสให้ประโยชน์สถานเดียว

อ่านเพิ่มเติม หน้า 26 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

11/06/2022

⚪️วิธีการฝึกให้สภาพใจใสสว่าง
ลำดับแรก ให้ท่านดูภาพในท่าผ่าซีก จำฐานทางเดินของใจ ๗ ฐานให้ได้
ลำดับที่ ๒ ให้ท่านดูดวงแก้วขาวใส ดูแล้วให้นึกได้ด้วยใจ เมื่อหลับตาแล้ว จะต้องนึกมโนภาพของดวงแก้วขาวใสได้
ลำดับที่ ๓ ขั้นปฏิบัติ
(ก.) ให้นั่งสมาธิ คือเท้าขวาทับเท้าซ้าย
(ข.) มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย แขน ๒ ข้างไม่เกร็ง ปล่อยตามสบาย
(ค.) ตั้งกายตรง ไม่ค้อมหลัง ตั้งใบหน้าให้ตรง ไม่ก้มหน้า
จากนั้นให้หลับตา ไม่ต้องขยี้ตา เพียงหลับตาเบาๆ ให้นึกทำใจปลอดโปร่ง ไม่คิดไปในเรื่องอื่นใดทั้งหลายทั้งปวง พึงนึกสลัดเรื่องขุ่นข้องหมองใจออกไปจากใจตน เรื่องหน้าที่การงาน และกิจการส่วนตัว ไม่นำมาคิดนึกขณะฝึกใจ
ความรู้ใดที่เคยอ่าน เคยรู้ เคยได้ยิน ให้ระงับความรู้นั้นไว้ก่อน อย่านำมานึกคิดขณะฝึก หากนำมาคิดนึก จะทำให้การฝึกไม่ได้ผล ให้นึกทำใจโปร่งใส นึกทำใจปลอดโปร่ง นึกทำใจเป็นใจเด็กไร้เดียงสา เขาสอนแค่ไหน ทำแค่นั้น เขาสอนอย่างไร ทำอย่างนั้น ทำได้อย่างนี้ การฝึกจะก้าวหน้า จากนั้น พึงนึกคำสอนของพระศาสดาข้อ ๓ ที่สอนให้ทำใจให้ใสนั้น มีวิธีทำดังนี้
นึกถึงดวงแก้วกลมขาวใสรัศมีโชติขนาดเท่าแก้วตา แล้วน้อมใจให้ดวงใสไปตามจุดหมายในตัวเรา ดังนี้
(๑.) ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก (หญิงปากช่องจมูกข้างซ้าย ชายปากช่องจมูกข้างขวา)
น้อมดวงนิมิตขาวใสมาที่ปากช่องจมูก สำหรับหญิงน้อมมาที่ปากช่องจมูกข้างซ้าย สำหรับชายน้อมมาที่ปากช่องจมูกข้างขวา ส่งความรู้สึกทางใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตสว่างโชติ
(๒.) ฐานที่ ๒ เพลาตา (หญิงเพลาตาซ้าย ชายเพลาตาขวา)
จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตขาวใสมาที่ฐานที่ ๒ คือเพลาตาสำหรับหญิงเพลาตาซ้าย สำหรับชายเพลาตาขวา บรรจุดวงนิมิตลงที่รูน้ำตาออก สัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตสว่างโชติ
(๓.) ฐานที่ ๓ จอมประสาท จากนั้น เลื่อนดวงใสไปที่จอมประสาท อยู่ในกะโหลกศีรษะ ให้เหลือกตา คือทำตาขาวเหมือนคนเป็นลม เลื่อนดวงนิมิตใสไปที่จอมประสาท เพื่อให้ใจของเราไปรับรู้ข้างใน และให้ลืมเรื่องเหลือกตาทันที เอาความรู้สึกจรดนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๔.) ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่ฐานที่ ๔ คือ ปากช่องเพดาน ได้แก่ จุดหมายที่เราสำลักน้ำสำลักอาหาร ส่งใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจ สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตสว่างโชติ
(๕.) ฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่ฐานที่ ๕ คือ ปากช่องลำคอ อยู่ในหลอดลำคอ แต่อยู่เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่งโดยประมาณ ส่งใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจ สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ
(๖.) ฐานที่ ๖ ฐานของศูนย์กลางกาย จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในท้องเรา ให้ได้ระดับสะดือ สมมุติว่ามีเข็มร้อยด้าย ๒ เล่ม เล่มที่ ๑ สมมุติแทงจากสะดือตัวเราเองเป็นเส้นตรงทะลุข้างหลัง อีกเล่มหนึ่งสมมุติว่าแทงจากสีข้างขวาเป็นเส้นตรงทะลุสีข้างซ้าย เห็นเป็นมโนภาพว่า ในท้องเรามีเส้นด้ายตัดกันเป็นรูปกากบาท จุดที่เส้นด้ายตัดกันนั้นคือ ฐานของศูนย์กลางกาย ให้เลื่อนดวงนิมิตใสตั้งไว้ตรงนั้น ส่งใจนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง และนึกให้ดวงใสสว่างโชติ
(๗.) ฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกาย จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสจากฐานที่ ๖ ให้สูงขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือตัวเอง ส่งใจนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจ สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๑๐๐ ครั้งและภาวนาเรื่อยไป จนกว่าดวงนิมิตเดิมเกิดความสว่างยิ่งขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น ในที่สุดดวงนิมิตเดิมจะหายไป และเกิดดวงขาวใสดวงใหม่เกิดขึ้น เป็นดวงธรรมแท้จริงของตัวเราเอง มีขนาดของดวงต่าง ๆ กัน เช่น เท่าดวงดาวในอากาศ เท่าเมล็ดข้าวโพด เท่าผลลูกหมาก เท่าผลส้มโอ แต่อย่างใหญ่ไม่เกินดวงจันทร์ดวงอาทิตย์

อ่านเพิ่มเติม หน้า 23 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

09/06/2022

⚪️วิธีการพัฒนาใจทำอย่างไร ?
เราเรียนรู้มาแล้วว่า การรวมใจทำอย่างไร และทราบว่าจะต้องรวมใจที่ศูนย์กลางของกาย เพื่อพัฒนาให้สว่างและให้ขาวใสต่อไป
วิธีการพัฒนาให้ใจเกิดความใสและสว่าง เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ก่อน ปกติใจของเราไม่ใส ไม่สงบ ไม่ระงับ เอาแต่คิดนึกเรื่องราวทั้งหลาย เพียงนาทีเดียวก็คิดหลายเรื่อง การจะทำให้ใจสงบและนิ่ง เป็นเรื่องทำยาก ท่านได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ดังนี้
อุบายการทำใจให้สงบ
(๑.) กำหนดดวงนิมิตขึ้นก่อน โดยใช้ดวงแก้วกลมขาวใสเป็นนิมิต คือ ให้มองดูดวงแก้วกลมขาวใส เพื่อให้ใจจำได้
(๒.) น้อมเอาดวงนิมิตขาวใสกำหนดไว้ที่ศูนย์กลางของกาย ส่งใจสัมผัสนิ่งที่ดวงนิมิตกลมขาวใสนั้น พร้อมกับบริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวนร้อยครั้งหรือพันครั้ง
(๓.) ขณะบริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ต้องไม่นึกไปในเรื่องอื่นใด ปล่อยวางเรื่องที่จะคิดนึกเหล่านั้นสียสิ้น แม้เรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ก็ไม่ต้องนำมาคิด ทำสภาพใจให้ว่างจากเรื่องนึกคิดทั้งปวง ใจคงนิ่งอยู่กับดวงนิมิตและการบริกรรมในใจตลอดไป ลืมเรื่องหายใจเข้าออก บริกรรมไปเรื่อยๆ และนึกให้ดวงนิมิตขาวและเกิดความสว่างยิ่งขึ้น แม้ใครทำเสียงโครมครามก็ไม่ส่งความรู้สึกไปรับรู้
(๔.) วางใจเบาๆ อย่างเกร็ง พึงนึกทำสภาพใจอย่างใจของเด็กเล็ก อย่าเกิดความอยากรู้และอย่าอยากเห็นล่วงหน้า
บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง เรื่อยไป จะรู้สึกเกิดความปลอดโปร่งทางใจ รู้สึกสบายใจ เกิดความสงบทางใจ จนในที่สุด “ใจนิ่ง” ไม่ส่าย ไม่ไหว ไม่ริบรัว ดวงนิมิตกลมขาวใส ก็จะเกิดความสว่างยิ่งขึ้น เมื่อถึงขั้นนี้ อย่าให้เกิดความดีใจเป็นอันขาด อย่าได้เกิดความลิงโลดเป็นอันขาด พึงวางใจเฉย ๆ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
หากท่านเกิดความดีใจ หากท่านนึกเอาใจจี้ ดวงนิมิตจรัสแสงจะหายไปทันที ดังนั้น จึงขอร้องให้ท่านวางใจเฉยๆ ภาวนาไปเรื่อย ๆ จนกว่าดวงนิมิตเดิมหายไป แล้วท่านจะเห็นดวงธรรมจริงของท่าน มีลักษณะเป็นดวงเพชรขาวใสกลมสว่างโชติ เท่าดวงดาวในอากาศก็มี เท่าลูกหมากก็มี เท่าผลส้มโอก็มี เท่าเมล็ดข้าวโพดก็มี แต่อย่างใหญ่ไม่เกินดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ขณะที่ท่านบริกรรมจนสภาพใจ “หยุด” และ “นิ่ง” ดวงนิมิตสมมุติที่เรากำหนดแต่แรกนั้นจะหายไป และท่านจะเห็นดวงธรรมของท่านเอง ช่วงนี้เป็นเหตุการณ์เร็วและฉับพลัน ต้องสังเกตให้ดี
ใครสามารถทำได้ดังกล่าวนี้ ถือว่าท่านพัฒนาใจเบื้องต้นได้แล้ว ท่านเกิดความสุขทางใจ สุขภาพอนามัยของท่านจะดีขึ้น ความคิดปลอดโปร่ง ความคิดถูกทาง นอนหลับเป็นสุข ฝันเป็นมงคล คนที่เคยเป็นศัตรูจะกลับมาเป็นมิตร นี่คือประโยชน์เบื้องต้นที่ท่านจะได้รับ โทษไม่มีเลย
(๕.) การพัฒนาใจ ต้องฝึกติดต่อกัน ไม่ทิ้งธุระ ถือว่าการพัฒนาใจเป็นกิจสำคัญ ทำได้ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่ง ยืน เดิน นอน การฝึกจึงจะได้ผล
เมื่อทราบอุบายในการฝึกแล้ว จากนี้ไปเป็นวิธีการฝึก ว่ามีวิธีฝึกอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม หน้า 21 หนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียวเท่านั้น : http://www.crystalmind.org/library/thangrod/index.htm

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Phra Nakhon?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Phra Nakhon