Feel Trip ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Feel Trip, การศึกษา, 39 ถนน ราชดำเนินกลาง แขวง ตลาด, Phra Nakhon.

17/07/2026

เรื่องเล็กน้อยที่เริ่มต้นในจานอาหาร และชั้นเรียนอนุบาล
เพราะทุกเรื่องน้อยนิดนั้นมหาศาล

 #โรงเรียนแปลงผัก
16/07/2026

#โรงเรียนแปลงผัก

16/07/2026

🤝 ART SCHOOL เดินหน้าสร้างเครือข่ายการเรียนรู้

วันนี้ ART SCHOOL ได้มีโอกาสเข้าพูดคุยกับ ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" อำเภอศรีนครินทร์ ร่วมกับพี่ปิว จิระวรรณ ชูแก้ว เพื่อวางแผนการทำกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เราได้แลกเปลี่ยนไอเดียและร่วมกันออกแบบกิจกรรม ภายใต้แนวคิด "ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง" เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่สนุกสนานและสร้างสรรค์สำหรับ เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่

เชื่อว่าความร่วมมือเล็ก ๆ ในวันนี้ จะค่อย ๆ เติบโตเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปัน และการสร้างความสุขให้กับทุกคนในชุมชน

แล้วพบกันกับกิจกรรมดี ๆ จาก ART SCHOOL เร็ว ๆ นี้ 😊🎨📚


#เปลี่ยนการเรียนสู่การสร้างคุณค่าความหมายและตัวตน
#สสส #สสย

ด.ญ. รดา พี่ใหญ่ของน้องๆ กลุ่ม Young คำเที่ยง Creator 🌟🌟🌟 ตัวแทนของเด็กและเยาวชน ที่ร่วมเสวนาปัญหาฝุ่นในจังหวัดเชียงใ...
15/07/2026

ด.ญ. รดา พี่ใหญ่ของน้องๆ กลุ่ม Young คำเที่ยง Creator 🌟🌟🌟 ตัวแทนของเด็กและเยาวชน ที่ร่วมเสวนาปัญหาฝุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ 💕💕💕

#สาธารณะศึกษา #สสส. #สสย.
#เสียงเล็กๆที่กำลังขยับเมือง
#เดินเมือง #นักสำรวจเมือง
#เชียงใหม่ที่อยากเห็น


#เมืองที่เด็กอยากอยู่
#เชียงใหม่น่าอยู่สำหรับทุกคน
#เชียงใหม่ที่อยากเห็น 🌿🏙️💙

Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน ในมุมมองสื่อคนรุ่นใหม่
ช่วงเย็นของวันที่ 13 มิถุนายน 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ และมูลนิธิสื่อประชาธรรม ภายหลังพิธีมอบรางวัล และเกียรติบัตรให้แก่เยาวชนที่ร่วมประกวดสื่อคลิปสั้นในงานเทศกาลลมหายใจครั้งที่ 4 ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนผ่านวงเสวนาสำคัญในหัวข้อ “เวที 5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน ในมุมมองสื่อคนรุ่นใหม่” ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ สวนสาธารณะรถไฟเชียงใหม่ เพื่อชวนสังคมมองวิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือผ่านมุมมองของการสื่อสารแบบสร้างสรรค์ (Constructive Journalism) ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การตีแผ่ปัญหา แต่เน้นการหาทางออกร่วมกัน
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/liveable-chiang-mai01
วงเสวนานี้ได้รวมสื่อเยาวชนรุ่นใหม่ อาทิ สุนารี วารีขจรผล อินฟลูเอนเซอร์ช่อง Sunaree Travel Alone, สุภาพร เนาะดู คอนเทนต์ครีเอเตอร์ จากชุมชนบ้านบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่, อักษรสิริ ด้วงแจ่ม สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) พร้อมตัวแทนเยาวชนที่ได้รับรางวัลประกวดสื่อรางวัลที่ 1 ด.ญ.รดา โรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ตุลการ รินทร์ชัยศักดิ์ หจากโรงเรียนสันกำแพง โดยมี ปาริฉัตร คงปาน เป็นผู้ดำเนินรายการ
ย้อนความทรงจำ เมื่อฝุ่นเข้ามา ใครถูกตีตรา
สุนารี วารีขจรผล ย้อนภาพความทรงจำในวันที่ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมทั่วเมืองเชียงใหม่จนทัศนวิสัยพร่าเลือน สิ่งที่น่าหดหู่ใจยิ่งกว่าสภาพอากาศ คือครั้งที่เธอเปิดสื่อโซเชียลและพบว่า ขณะที่ทุกคนกำลังเผชิญปัญหาในรูปแบบเดียวกัน ชุมชนบนพื้นที่สูงกลับกำลังถูกสังคมตีตราว่าเป็นต้นตอของวิกฤตทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
เธอเสริมว่า หากมองย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน สื่อกระแสหลักบางส่วนยังคงนำเสนอข่าวสารที่ขาดมิติความเข้าใจเรื่องวิถีชุมชน จนกลายเป็นการตอกย้ำความเข้าใจผิดและสร้างตราบาปให้แก่ชุมชน ทว่าปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นผ่านการทำหน้าที่ของสื่อกระแสรอง ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ตลอดจนเยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ที่ลุกขึ้นมาสร้างความรับรู้และอธิบายถึงวิถีเกษตรชุมชน การทำไร่หมุนเวียนที่แท้จริง พร้อมแผ่ขยายให้สังคมเห็นว่า ต้นตอของฝุ่นพิษนั้นเกิดจากหลายปัจจัยที่มากกว่าแค่เพราะ ‘ชาวบ้านเผาป่าทำเกษตร’
ด้าน อักษรสิริ ด้วงแจ่ม ระบุว่า องค์กรให้ความสำคัญกับมิติชุมชนผ่านหน่วยงานย่อยที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสื่อในทุกระดับอย่างใกล้ชิด เมื่อย้อนกลับไปมองตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสื่อกระแสหลัก สื่อท้องถิ่น องค์กรเพื่อสังคม รวมถึงคนรุ่นใหม่ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดและการเผยแพร่ข้อเท็จจริงสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการนำเสนอนโยบายร่วมกับ สภาลมหายใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสื่อที่แปรเปลี่ยนจากการเป็นผู้รายงานข่าว สู่การเป็นกลไกสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเพื่อคลี่คลายปัญหาฝุ่นควันอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน ตัวแทนเยาวชนทั้งสองคน ด.ญ.รดา โรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์ และตุลการ รินทร์ชัยศักดิ์ โรงเรียนสันกำแพง ร่วมสะท้อนภาพความจริงจากสายตาของคนรุ่นใหม่ว่า เมื่อวิกฤตฝุ่นควันเข้ามา ภาพดอยสุเทพที่เคยเด่นชัดกลับถูกฝุ่นบดบังจนหายไปจากสายตา และเมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม พวกเขามองว่าปัญหานี้ไม่อาจมองเพียงมิติเดียวได้ และการมุ่งหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อโยนบาปให้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต่างมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ด้วยกันทั้งสิ้น
สื่อรุ่นใหม่ เล่าเรื่องฝุ่นอย่างไรไม่ให้ลดทอนปัญหา
สุนารี วารีขจรผล และ สุภาพร เนาะดู มีความเห็นตรงกันว่า การนำเสนอสื่อควรมีความระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นเพียงรูปภาพหรือวิดีโอธรรมดาก็ตาม เพื่อที่จะไม่ทำให้ใครต้องถูกโจมตีด้วยการใช้สื่อ พร้อมศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ชี้แจงข้อเท็จจริงข้อดีและข้อเสียของประเด็นต่าง ๆ และนำเสนอการแก้ไขปัญหาในอนาคตไปพร้อมกัน
ในฐานะตัวแทนสื่อกระแสหลัก อักษรสิริ ด้วงแจ่ม สะท้อนมุมมองว่า การยกระดับประเด็นข่าวเรื่องฝุ่นในปัจจุบันทำได้ผ่านการเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนในชุมชนได้ถูกมองเห็นมากขึ้น โดยสื่อต้องทำหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อจำกัดในชีวิตของกลุ่มเกษตรกรก่อนด่วนสรุปพาดหัวข่าวด้วยถ้อยคำที่ตีตราว่าพวกเขาคือผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการนำข้อมูลเชิงนโยบายจากส่วนกลางมาวิเคราะห์และประกอบการนำเสนอ เพื่อให้สังคมมองเห็นโครงสร้างของปัญหาในภาพใหญ่ร่วมกัน
ด้านตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากผู้ชนะในชิ้นงานประกวดคลิปวิดีโอ ด.ญ.รดาเล่าว่าได้นำเสนอกิจกรรมเดินเมืองเพื่อสำรวจชุมชนถึงปัญหา เมื่อพบว่าฝุ่นควันดำจากรถขนส่งสาธารณะ ทำให้เธอฉุกคิดและกลับไปทำไอเดียนำเสนอ
และตุลการ ทำเรื่องการตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยนำเสนอในรูปแบบคัมภีร์ลึกลับที่จะพาผู้ชมไปพบกับมิติลมหายใจ ตีแผ่ความสัมพันธ์ระหว่างลมหายใจและบรรยากาศ รวมถึงสร้างการรับรู้ถึงความอันตรายของฝุ่นให้เกิดขึ้น
ความภาคภูมิใจต่อผลงานในการนำเสนอสื่อจากคนรุ่นใหม่ สะท้อนการแก้ไขจากชุมชน
สุนารี วารีขจรผล ได้แบ่งปันเรื่องราวความภูมิใจจากคลิปวิดีโอที่วางแผนจะลง โดยเธอได้ลงพื้นที่ ณ ชุมชนแม่นิงใน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ในชุมชนที่ถูกโครงสร้างสังคมบีบให้ปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพในการทำไร่หมุนเวียนไปสู่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวโพดไร่แทน
เธอเล่าถึงประวัติศาสตร์บาดแผลของชุมชนว่า ในอดีตชาวบ้านมีวิถีชีวิตอยู่กับไร่หมุนเวียนที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ แต่เมื่อโครงสร้างสังคมบีบบังคับให้ต้องใช้เงินในการดำรงชีวิต ชุมชนจึงถูกผลักเข้าสู่วังวนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว ในช่วงแรกผลผลิตดีเพราะดินในไร่เหล่านั้นยังอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อผ่านไป 3-4 ปี ดินเริ่มเสื่อมโทรม ต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายาสำหรับปลูกพืชสูงขึ้น ท้ายที่สุดรายได้กลับกลายเป็นหนี้สิน โดยมีราคาข้าวโพดเพียงกิโลกรัมละ 6-7 บาทเป็นตัวกำหนดชีวิต
“มันไม่ใช่ทางเลือก แต่ว่าข้าวโพดมันเป็นทางรอดเดียวที่เขาเลือกได้ ณ ตอนนั้น”
อย่างไรก็ดี เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขานำองค์ความรู้ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ มาประยุกต์เข้ากับองค์ความรู้ใหม่จากการศึกษา เพื่อแปรรูปทรัพยากรในไร่หมุนเวียนและผืนป่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในการสร้างรายได้ โดยที่ยังคงดูแลผืนป่าไปพร้อมกัน แม้จะยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเต็มที่ แต่สุนารีชี้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนรูปแบบให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน
และในอีกพื้นที่หนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ณ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สุภาพร เนาะดู จากช่อง TikTok “ปะโอ๋มีพ่อ” ได้เล่าถึง ตำบลบ่อแก้วซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ ซึ่งในอดีตเคยเป็นแหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รีที่ใหญ่ที่สุด แต่เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไป อากาศไม่หนาวเย็นเหมือนเมื่อก่อน การปลูกพืชก็มีความยากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของทุนนิยมและเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด ทำให้ดินก็เสื่อมสภาพและไม่สามารถปลูกพืชผลใดได้อีก
อย่างไรก็ดี คนในชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการการท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้ชื่อ “บ่อแก้วลัวฉือนี” โดยคำว่า ลัวฉือ แปลว่า ‘ยิ้ม’ ในภาษาม้ง และ นี แปลว่า ‘ยิ้ม’ ในภาษากะเหรี่ยง คือชุมชนแห่งรอยยิ้ม โดยพวกเขานำเสนอการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายธรรมชาติ (No Carbon) จากการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อคืนออกซิเจนให้โลกผ่านกิจกรรม อาทิ ‘กิจกรรมคุณปลูกเราดูแล’ เป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนที่ยังอุดมสมบูรณ์ มีการเดินป่าตามหาเสียงชะนี เก็บเมล็ดพันธุ์ส่งต่อให้ผู้เฒ่าในชุมชนเป็นผู้เพาะปลูก หลังจากนั้นจึงจะส่งต่อให้นักเรียนโรงเรียนบ้านบ่อแก้วนำไปปลูกและเติบโตไปพร้อมกับเด็กๆ เป็นการสร้างรายได้และคืนคุณค่าให้คนในชุมชน
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Workshop ทำกระถางต้นไม้จากเศษข้าวโพด เพื่อนำไปเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ เป็นกิจกรรมที่ภาคภูมิใจและสร้างแรงบันดาลใจให้เธออยากพัฒนาชุมชนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
หลังจากได้ฟังเรื่องราวของเยาวชนรุ่นใหม่ทั้งสองคน อักษรสิริ ด้วงแจ่ม ได้สะท้อนภาพรวมของทั้งสองชุมชนได้ว่า สังคมไม่ได้มองหาทางออกจากนโยบายการแก้ไขจากรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ชุมชนเองก็พยายามหาทางแก้ปัญหา โดยที่ไม่นิ่งนอนใจเสมอ พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของนักสื่อสารท้องถิ่นและอินฟลูเอนเซอร์ชุมชน ที่สามารถทำหน้าที่นำเสนอเรื่องราวเชิงบวกให้สังคมได้รับรู้
ทั้งนี้ หน้าที่ของสื่อกระแสหลักหลังจากนี้ คือการเชื่อมต่อเจตจำนงของชุมชนและนำไปส่งต่อสู่สาธารณะ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่สอดรับกับวิถีชีวิตจริงของชุมชนอย่างยั่งยืน
ภาพฝัน 5 ปีข้างหน้า ความคาดหวังที่อยากเห็นเชียงใหม่เปลี่ยนแปลง
“หนักที่เรา เบาที่โลก” คือคำคมจากสุภาพร เนาะดู จากวงเสวนาที่ร่วมกันฉายภาพความคาดหวังในอีก 5 ปีข้างหน้า ถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ที่ทุกภาคส่วนต้องหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง สะท้อนความร่วมมือในการสร้างเมืองเชียงใหม่ที่ไร้ฝุ่นควันให้กลับมาอีกครั้ง
วงเสวนาได้เสนอถึงการร่วมมือกันในทุกภาคส่วนเพื่อเสนอนโยบายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิถีชุมชนได้จริง ลดการตีตราผู้อื่น การเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม พร้อมทั้งต้องการมองเห็นเชียงใหม่ที่ไร้ฝุ่นอีกครั้ง
ในส่วนของสื่อหลัก อักษรสิริกล่าวว่าควรจะมีการสร้าง ฐานข้อมูลชุดเดียวกันเพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดจากข้อมูลการรับรู้คนละชุด “สื่อกระแสหลักต้องปรับเปลี่ยน และดึงกลุ่มนักสื่อสารภาคพลเมืองเข้ามาเติมข้อมูลในชุดเดียวกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน และคุยกันได้เข้าใจมากขึ้น” อักษรสิริ กล่าว
ในขณะที่ตัวแทนเยาวชนได้กล่าวต่อผู้ชมว่า แม้พวกเขาจะเป็นกลุ่มเยาวชนเสียงเล็กๆ แต่พวกเขาเชื่อว่าหากเยาวชนและคนเชียงใหม่หันมาใส่ใจและร่วมมือกันดูแลเมือง สภาพบรรยากาศที่สวยงามของเชียงใหม่จะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน
ด้าน สุนารี วารีขจรผล เน้นย้ำว่าต้องเลิกการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และหันมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะทุกวันนี้คนเชียงใหม่กำลังเป็นเมืองที่ “ตายผ่อนส่ง” จากการสูดฝุ่นพิษเข้าไปทุกวัน พร้อมกล่าวว่าไม่อยากให้ลูกหลานต้องมาประสบปัญหาฝุ่นแบบเดียวกับที่เธอและใครหลายๆ คนกำลังประสบอยู่
สุภาพร เนาะดู ได้ฝากข้อคิดเปรียบเปรยไว้ว่า ตราบใดที่เรายังหายใจ ทุกคนย่อมมีส่วนรับผิดชอบต่อสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยน “อย่าคิดว่าตัวเองเป็นสิ่งเล็กๆ เราก็เหมือนน้ำค้างหยดหนึ่ง หนอนต้องการน้ำค้างเพียงหยดเดียวเพื่อเติบโตเป็นผีเสื้อที่สวยงาม เราจงเริ่มต้นที่ตัวเราเพื่อเป็นน้ำค้างหยดนั้น”
และ อักษรสิริ ด้วงแจ่ม ตบท้ายด้วยการย้ำเตือนว่า ‘อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน’ ของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพราะอากาศไหลโดยไม่มีเส้นพรมแดนกั้น จึงเชิญชวนผลักดันและจับตามอง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปพร้อมกัน
ส่งท้ายกับนิยาม Liveable Chiang Mai
สำหรับตัวแทนเยาวชน นิยามของ Liveable คือการที่ทุกคนช่วยกันดูแลเมือง ให้มีทั้งอากาศสะอาดและพื้นที่สีเขียว
สุนารีและสุภาพร เห็นตรงกันว่า Liveable คือ ภาพของเมืองที่มีพื้นที่ปลอดภัยทางลมหายใจโดยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องสุขภาวะ และที่สำคัญต้องเป็นเมืองที่ปราศจากการกล่าวโทษกันและกัน และเป็นเมืองที่ผู้คนพยายามเข้าใจบริบทของกันและกัน
ท้ายที่สุด อักษรสิริส่งท้ายว่า Liveable คือเมืองที่ไม่ได้เป็นแค่เมืองที่คนมาหายใจทิ้ง แต่เป็นเมืองที่ผู้คนมีพลังแตกต่างแต่พร้อมปรับตัว รวมถึงมีพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้ทุกคนกล้าออกมาแสดงพลัง พูดคุยแลกเปลี่ยนจากน้ำค้างหยดเล็กๆ ให้กลายเป็นบ่อน้ำใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเมืองได้
จากวงเสวนาจากกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม ไปจนถึงคนทำงานและสื่อกระแสหลัก สื่อท้องถิ่น ได้สะท้อนให้เห็นว่า Liveable Chiang Mai หรือเมืองที่น่าอยู่นั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีทัศนียภาพที่สวยงามหรือเศรษฐกิจที่ดี แต่คือเมืองที่โอบรับสิทธิพื้นฐานในลมหายใจของทุกคน เป็นเมืองที่ผู้คนเห็นอกเห็นใจกัน และเป็นเมืองที่เสียงทุกเสียงได้รับการรับฟังเพื่อขับเคลื่อนอนาคตร่วมกันต่อไป.
#สื่อคนรุ่นใหม่
#ฝุ่นไฟdialogue
#เทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่

  เล็กๆ ที่ใจใหญ่ เพราะเรื่องน้อยนิดนั้นมหาศาล
14/07/2026

เล็กๆ ที่ใจใหญ่ เพราะเรื่องน้อยนิดนั้นมหาศาล

"เราอยู่เชียงใหม่ทุกวัน... แต่เราเคยรู้จักเมืองนี้จริง ๆ หรือยัง?" คำถามชวนคิดจากน้อง ๆ กลุ่ม “คำเที่ยง Young Creators”
"CITY SHIFT KIDS" พาเดินเท้าสำรวจเมืองที่สะท้อนทั้งปัญหาและเสน่ห์ของคลองแม่ข่า ท่าแพ และช้างม่อย สะท้อนปัญหาจริงที่พบเจอ ทั้งน้ำเน่าเสียขยะล้นคลองแม่ข่า และวิกฤตนกพิราบประตูท่าแพที่ต้องรณรงค์งดให้อาหารอย่างจริงจัง แต่เมืองก็ยังมีมุมสวยงามซ่อนอยู่ เช่น งานคราฟต์เสื้อผ้าทำมือที่ส่งออกไกลถึงญี่ปุ่น พิสูจน์ว่าเชียงใหม่ไม่ได้มีดีแค่คาเฟ่ พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากเจ้าอาวาส ถึงที่มาของชื่อ "ถนนช้างม่อย" ซึ่งมาจากภาษาถิ่นเรียกช้างที่เหนื่อยล้าว่ามีอาการ "ม่อย"
เสียงเล็ก ๆ เหล่านี้ยังฝากความหวังอยากเห็นเชียงใหม่ไร้ฝุ่นควัน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และมีแม่น้ำใสสะอาดจนปลาแหวกว่ายได้ อยากให้บ้านเกิดเป็นเมืองที่ปลอดภัย ไร้ขยะตกค้างเรี่ยราด เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับทุกคนในชุมชน การเดินสำรวจครั้งนี้เปิดมุมมองให้น้อง ๆ เข้าใจบริบทเมืองลึกซึ้งขึ้น เห็นทั้งจุดแข็งที่น่าภูมิใจและจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไขพร้อมฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า การทำให้เมืองน่าอยู่ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คนเชียงใหม่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล มาร่วมรับฟังและเป็นกำลังใจให้พวกเขา เพราะความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเมืองนี้อยู่ในมือของพวกเราทุกคน ชมภาพการลงพื้นที่... https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/55908
ขอบคุณภาพและเรื่องราว : อนวัช นันทะเสน
#สำรวจเมือง #คำเที่ยงYoungCreators #เชียงใหม่ #นักข่าวพลเมือง

ปิกนิก350 ล้อมวงเม้าท์เมืองเมื่อกลุ่มคนเล็กๆ มานั่งคุยกัน เม้าท์เมืองเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ กลางสวนสาธารณะอย่างสวนลุมพินี ค...
13/07/2026

ปิกนิก350 ล้อมวงเม้าท์เมือง
เมื่อกลุ่มคนเล็กๆ มานั่งคุยกัน เม้าท์เมืองเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ กลางสวนสาธารณะอย่างสวนลุมพินี คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ “350 บาท เท่าไหร่ถึงจะพอ?” คำตอบเดียวจากวงคือ "ต้องมากกว่า 350 บาท" เพราะแค่ใช้จ่ายทั่วไปก็แทบไม่เหลือ อย่าพูดถึงเงินเก็บเลย หลายคนต้องทำ OT เพิ่มเติมเพื่อแค่ให้มีเงินพอจ่ายค่าใช้จ่ายแฝง และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักของคนเมือง ยิ่งเดินทางเข้ามาในเมืองหรือออกปริมณฑล ก็แทบทำไม่ได้ในต่อเดียว
ลองจินตนาการว่า... การดำรงชีวิตด้วยงบ 350 บาทต่อวัน คือการต่อสู้กับข้อจำกัดมหาศาล
>>> ทำไมถึง ‘ร่วง’?
- การเดินทางที่เหมือนกับการซื้อเวลา “ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเมืองหรือชานเมือง ค่าเดินทางคือเงื่อนไขชีวิต และมันมาพร้อมกับ “เวลา” บางคนต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อเวลาในการเดินทางให้เร็วขึ้น และหลายคนไม่สามารถเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะเพียงต่อเดียว”
- ความเหลื่อมล้ำของอาหาร “ระหว่างอาหารที่ “ปลอดภัย” (มีตัวเลือกของสด) กับอาหารที่ “ราคาถูก” ที่จับต้องได้ คือทางเลือกที่บีบหัวใจ และใช้ลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง”
- พื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงยาก “แทนที่จะเป็นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย กลับต้องเสียค่าเดินทางมหาศาลเพื่อเข้ามาในเมือง”
- เวลาที่เท่ากัน แต่ใช้ชีวิตไม่เท่ากัน “ทุกคนมี 24 ชั่วโมง แต่คุณภาพชีวิตและเวลาว่างเพื่อความสุขกลับต่างกันลิบลับ ทรัพยากรพื้นฐานที่ควรเข้าถึงง่าย กลายเป็นของฟุ่มเฟือย”
>>> ทางออกสู่คำว่า ‘รอด’ – ข้อเสนอ + ทางออกเชิงระบบ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องคิดมากกว่าแค่การเพิ่มค่าแรง
1.บทบาทของรัฐ - ลดความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะเรื่องการเดินทาง ย่นระยะการให้บริการรถโดยสารสาธารณะให้สั้น หรือมีจุดต่อจุดที่สะดวก เปลี่ยน “จอดแล้วจร” เป็นจุดจักรยาน และสร้างโครงข่ายการเดินทางอื่น เช่น ทางจักรยาน เป็นต้น
2.บทบาทของเอกชน - ลงทุนใน CSR แบบ Social Impact Investment เช่น โครงการ Carbon Credit ให้คนได้มีส่วนในการลงทุนกับพื้นที่สีเขียว (ให้คนเป็นเจ้าของต้นไม้) นำไปสู่การสร้างกองทุนสาธารณะคืนทรัพย์สินให้ประชาชน (บำนาญประชาชน)
3.บทบาทบุคคล - แต่ละคนต้องมีศักยภาพในการจัดการทุนของตนเองควบคู่กันไป
“เงิน 350 บาท ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือโจทย์ตั้งต้นที่ท้าทายให้เราทุกคนได้แลกเปลี่ยนความคิด รับฟังปัญหา และหาทางออกร่วมกันถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในเมืองกรุงเทพฯ เพราะคนคือเมือง และเมืองคือคน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน“
แล้วคุณล่ะ ...คุณคิดว่าทางออกไหนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรา ‘รอด’? มาแชร์ความคิดกันได้นะ
#ปิกนิก350 #ห้องทดลอง350 #ค่าแรงขั้นต่ำ #คุณภาพชีวิตคนเมือง #ความเหลื่อมล้ำ #ทางออกเพื่ออนาคต #กรุงเทพฯ #สสย. #สสส.

ละเอาะโมปีนา ละเอาะมาจากไหน?แล้วเห็ดมาจากไหน เกิดที่ไหนในละเอาะบ้างฒ
12/07/2026

ละเอาะโมปีนา ละเอาะมาจากไหน?
แล้วเห็ดมาจากไหน เกิดที่ไหนในละเอาะบ้างฒ

11/07/2026
 #ห้องทดลอง350
10/07/2026

#ห้องทดลอง350

ผลโหวตเอกฉันท์ 100%! "ค่าเดินทาง" คือสิ่งที่กลืนกินเงินคนกรุงเทพฯมากที่สุด
ในวันที่ค่ารถแพงกว่าค่าข้าว และทางเท้ายังเดินยากเหมือนทางวิบาก กิจกรรม “ห้องทดลอง 350 : Little Big Things in BKK” โดยกลุ่ม Feel Trip พานักสำรวจลงพื้นที่จริง 6 โซนทั่วกรุง แบ่งกลุ่มใช้ชีวิต 1 วันด้วยเงินค่าแรงขั้นต่ำ 350 บาท พร้อมทำหน้าที่สะท้อนเสียงของผู้คนในตรอกซอกซอย เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามและเสนอแนะนโยบายในการออกแบบเมืองที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง
📖 ชวนอ่าน สรุปเสียงสะท้อนจาก "ห้องทดลอง 350" เงินค่าแรงขั้นตำ 350 บาทในกรุงเทพฯ... รอดหรือร่วง?
https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/hykofifiad5yxz407gfa8anc-350-บาทในกรุงเทพฯ-รอดหรือร่วง-สรุปเสียงสะท้อนจาก-ห้องทดลอง-350
#เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร2569 #นักข่าวพลเมือง #ฟังเสียงกรุงเทพฯ #จับตาการเลือกตั้ง #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 ุงเทพฯ
#กทม #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #ร่วมออกแบบอนาคตเมือง ุงเทพฯ

ที่อยู่

39 ถนน ราชดำเนินกลาง แขวง ตลาด
Phra Nakhon
10200

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Feel Tripผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Feel Trip:

ทางลัด

แชร์

ประเภท