Trans Align Academy

Trans Align Academy Orthodontics Academy by Orthodontists

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP. 12“Reverse Curve of Speeดัดลวดให้ตรงกับปัญหาของคนไข้ ไม่ใช่ให้คนไข้ปรับตัวตามลวด”‼️โดย พี่ตั้ม ทพ....
09/08/2026

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP. 12

“Reverse Curve of Spee
ดัดลวดให้ตรงกับปัญหาของคนไข้ ไม่ใช่ให้คนไข้ปรับตัวตามลวด”‼️

โดย พี่ตั้ม ทพ. ทศพล ปั้นเทียน

เมื่อเจอคนไข้ที่มี deep Curve of Spee คุณหมอส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงการใส่ลวด reverse Curve of Spee เพื่อช่วยเปิดสบ

หลักการนี้ไม่ผิดครับ แต่สิ่งที่อยากชวนคิดต่อคือ🧐

«Curve of Spee ของคนไข้แต่ละคนไม่ได้มีรูปร่างเหมือนกัน แล้วเราควรใช้ลวดที่มีความโค้งเหมือนกันทุกคนหรือไม่?»

โดยทั่วไป ฟันล่างจะมี Curve of Spee เล็กน้อยประมาณ 1–2 มิลลิเมตร แต่ค่าที่พบจริงอาจแตกต่างกันตามอายุ ลักษณะการสบฟัน และวิธีที่ใช้วัด

นอกจากความลึกที่ต่างกันแล้ว ตำแหน่งของความโค้งก็ไม่เหมือนกันด้วย เช่น

- บางคนโค้งตั้งแต่ฟันกรามซี่ที่สองมาถึงฟันหน้า
- บางคนฟันหลังค่อนข้างราบ แต่โค้งมากเฉพาะด้านหน้า
- บางคนด้านซ้ายและขวาลึกไม่เท่ากัน
- บางคนมีทั้ง deep Curve of Spee และ occlusal cant ร่วมกัน

ดังนั้น ก่อนเลือกใช้ลวด เราควรดูให้ชัดว่า

🩵ความโค้งอยู่ตรงไหน และเราต้องการให้ลวดออกฤทธิ์กับฟันซี่ใดบ้า🩵

ลวดสำเร็จรูปอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ลวด NiTi reverse Curve of Spee แบบสำเร็จรูปใช้งานง่าย ให้แรงต่อเนื่อง และสามารถใส่ในฟันที่ยังเรียงตัวไม่สมบูรณ์ได้ดี

แต่ลวดส่วนใหญ่มักมีความโค้งต่อเนื่องจากด้านหน้าไปถึงด้านหลังในรูปแบบที่กำหนดมาจากโรงงาน

หากคนไข้มี Curve of Spee ลึกเฉพาะบริเวณฟันหน้า แต่เราใส่ลวดที่โค้งไปถึงฟันกรามซี่ที่สอง ลวดอาจสร้างแรงในบริเวณที่เราไม่ได้ต้องการ

▶️ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น

💟ฟันหน้าล่างเอียงออกมากขึ้น
💟ฟันกรามเกิด distal tipping
💟ฟันหลังบาง cusp ถูกกดหรือยก
💟marginal ridge ไม่เสมอกัน
💟เกิด posterior open bite เฉพาะตำแหน่ง

📚งานวิจัยพบว่า การเปิดสบด้วย reverse Curve of Spee ไม่ได้เกิดจากการ intrude ฟันหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายการเคลื่อนที่ร่วมกัน ได้แก่

❇️การ intrude ฟันหน้าบางส่วน
❇️การ proclination ของฟันหน้า
❇️การ extrusion หรือ tipping ของฟันหลัง

ดังนั้น เวลาดูผลการรักษา อย่าดูเพียงว่า overbite ลดลงหรือไม่ แต่ควรดูด้วยว่า ฟันแต่ละกลุ่มเคลื่อนอย่างไร

📌Reverse curve ระหว่างการปิดช่องถอนฟัน

ในการจัดฟันแบบถอนฟัน เมื่อดึงฟันหน้าเข้า อาจเกิด bowing effect ทำให้ Curve of Spee ลึกขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงแนวดิ่งของฟันหน้าและฟันหลัง

คุณหมอจึงอาจใส่ reverse curve หรือ anti-bowing compensation ลงใน working archwire

แต่หากเราต้องการควบคุมเฉพาะด้านหน้า การใส่ความโค้งต่อเนื่องไปจนถึงฟันกรามซี่ที่สองอาจแก้ปัญหาหนึ่ง แต่สร้างปัญหาใหม่ที่ด้านหลังแทน

👉🏼👉🏼คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง

«“ดึงฟันหน้าแล้วต้องใส่ reverse curve หรือไม่?”»

👉🏼👉🏼แต่ควรถามว่า

«“เราต้องการให้ reverse curve ออกฤทธิ์ตั้งแต่ตำแหน่งใดถึงตำแหน่งใด?”»⁉️

🧐ทำไมควรฝึกดัดด้วย Stainless Steel🤔

หากต้องการปรับรูปร่างของ reverse curve ให้เหมาะกับคนไข้แต่ละราย ลวด stainless steel เป็นวัสดุที่น่าฝึกใช้ เพราะ

-✅ดัดและปรับรูปร่างได้ง่าย
-✅คงรูปหลังจากดัด
-✅ผิวลวดมีแรงเสียดทานค่อนข้างต่ำ
-✅สามารถกำหนดตำแหน่งของความโค้งได้แม่นกว่าลวดสำเร็จรูป

สำหรับ slot 0.022 นิ้ว ลวด stainless steel ขนาด 0.016 × 0.022 นิ้ว เป็นขนาดที่เริ่มฝึกได้ง่าย เพราะยังดัดด้วยนิ้วได้ และให้แรงไม่มากจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ลวดขนาดนี้ยังมี play ใน slot ค่อนข้างมาก จึงช่วยควบคุม torque ได้เพียงบางส่วน ไม่ใช่ลวดที่ให้ full torque control

🔹เริ่มฝึกดัดอย่างไร🔹

1️⃣เริ่มจากนำลวด NiTi reverse curve สำเร็จรูปมาเป็นตัวอย่าง แล้ววางเทียบกับลวด stainless steel

2️⃣ใช้นิ้วโป้งค่อย ๆ กดลวดทีละน้อย การใช้นิ้วจะช่วยให้ได้ความโค้งต่อเนื่อง และลดโอกาสที่ผิวลวดจะเป็นรอยจากคีม

3️⃣เมื่อดัดโค้งตลอดทั้งเส้นได้แล้ว ให้ลองดัดเฉพาะด้านหน้า โดยทำให้บริเวณฟันกรามกลับมาเป็นเส้นตรง

ลวดลักษณะนี้อาจเหมาะกับกรณีที่

- Curve of Spee ลึกเฉพาะด้านหน้า
- ระดับฟันกรามค่อนข้างเหมาะสมอยู่แล้ว
- ต้องการป้องกัน bowing effect ระหว่างการปิดช่อง
- ไม่ต้องการให้เกิด vertical effect ที่ฟันกรามซี่ที่สอง

จากนั้นจึงลองฝึกดัดแบบไม่สมมาตร โดยให้ด้านหนึ่งโค้งมากกว่าอีกด้านหนึ่ง เพื่อใช้ในกรณีที่ Curve of Spee ซ้ายและขวาไม่เท่ากัน

แต่ก่อนจะใช้ลวดไม่สมมาตร ต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจาก

- การติดแบรกเกตต่างระดับ
- ฟันบางซี่เอียงหรือขึ้นไม่เต็มที่
- unilateral deep bite
- occlusal cant
- หรือ skeletal asymmetry

เพราะบางครั้งการแก้ตำแหน่งแบรกเกตอาจตรงจุดกว่าการชดเชยด้วยลวด

🤔แล้วลวด Yin–Yang ใช้เมื่อไร?⁉️

Curve of Spee กับ occlusal cant เป็นปัญหาคนละระนาบ

- Curve of Spee เป็นความโค้งในแนวหน้า–หลัง
- Occlusal cant เป็นความเอียงซ้าย–ขวาเมื่อมองจากด้านหน้า

ในกรณี occlusal cant อาจใช้ลวดที่ด้านหนึ่งเป็น Curve of Spee และอีกด้านหนึ่งเป็น reverse Curve of Spee เพื่อสร้าง intrusion และ extrusion ที่ต่างกัน ลวดลักษณะนี้เรียกว่า Yin–Yang archwire

อย่างไรก็ตาม การใช้ลวดชนิดนี้ต้องประเมิน anchorage, transverse torque, periodontal support และ skeletal asymmetry ร่วมด้วย ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการดัดลวดด้านหนึ่งขึ้นและอีกด้านหนึ่งลงเท่านั้น

🔆สรุป🔆

การใช้ reverse Curve of Spee ไม่ควรเป็นเพียงการหยิบลวดสำเร็จรูปมาใส่ทุกครั้งที่เห็น deep bite

ก่อนเลือกใช้ลวด คุณหมอควรตอบให้ได้ก่อนว่า

- Curve of Spee ลึกอยู่บริเวณใด
- ด้านซ้ายและขวาเหมือนกันหรือไม่
- ต้องการ intrude ฟันหน้า หรือยอมให้ฟันหลัง extrude ได้เพียงใด
- ต้องการควบคุม inclination ของฟันหน้าอย่างไร
- ลวดที่ใส่จะส่งผลต่อฟันกรามซี่ใดบ้าง

เมื่อฝึกดัดลวดไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มมอง reverse curve ไม่ใช่เพียง “ลวดสำหรับเปิดสบ” แต่เป็นระบบแรงที่เราสามารถออกแบบให้เหมาะกับลักษณะปัญหาของคนไข้แต่ละคนได้

สุดท้ายแล้ว เราฝึกดัดลวดไม่ใช่เพื่อแสดงว่าเราดัดลวดเก่งแค่ไหน แต่เพื่อให้ลวดของเราทำงานตรงจุด และลดเวลาที่ต้องกลับมาแก้ side effect ในภายหลังครับ

เอกสารอ้างอิงสำคัญ

1. Marshall SD, et al. Development of the curve of Spee. Am J Orthod Dentofacial Orthop. 2008.
2. Al-Zoubi EM, Al-Nimri KS. Reverse Curve of Spee archwires in deep overbite treatment. Angle Orthod. 2022.
3. Nasrawi YH, et al. Correction of Curve of Spee using different orthodontic archwires. Clin Oral Investig. 2022.
4. Shakhtour F, Al-Nimri K. Reverse Curve of Spee archwires with different torque designs. Angle Orthod. 2025.
5. Liou EJW, et al. Yin–Yang archwire for improvement of occlusal cant. APOS Trends Orthod. 2019.

------------------------------------

อย่าลืมที่จะเริ่ด
เดินทางมาถึงtopic สุดท้าย ก่อนเปิดเทอม รุ่น 11 แล้วค่ะ

สำหรับคุณหมอที่สนใจพัฒนาทักษะทางทันตกรรมจัดฟัน
มาเรียนแบบละเอียดด้วยกันได้ที่หลักสูตร Essential Orthodontics
เข้าใจวิธีคิด สอนแบบจับมือทำ ด้วยเทคนิคจากวิทยากรทั้ง 3 ท่านค่ะ

รุ่น 11 เริ่มเรียน 1 กันยายน 2026 นี้ค่ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line Official : https://lin.ee/OhJc5Iz
แล้วพบกันนะคะ

𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐎𝐫𝐭𝐡𝐨𝐝𝐨𝐧𝐭𝐢𝐜𝐬 2026  🦷✨รุ่นที่ 11 เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ🎉เริ่มเรียน 1 กันยายน - 17 พฤศจิกายน 2026หลักสูตร 3 เดื...
04/08/2026

𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐎𝐫𝐭𝐡𝐨𝐝𝐨𝐧𝐭𝐢𝐜𝐬 2026 🦷✨

รุ่นที่ 11 เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ🎉
เริ่มเรียน 1 กันยายน - 17 พฤศจิกายน 2026

หลักสูตร 3 เดือน
ทุกวันอังคาร 12 สัปดาห์
CE 35 คะแนน🏅

เหมาะสำหรับ
✅ทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์แล้วแต่ต้องการเพิ่มทักษะงานจัดฟัน
✅ทันตแพทย์ทึ่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านงานจัดฟัน

🦷⚙️เทคนิคที่จะได้รับ
Edgewise, Roth, MBT,
Bidimensional technique
Self-ligating technique
Miniscrew
Clear Aligner
Class I, II, III

สอบถามเพิ่มเติม💌
ทักแอดมินได้เลยนะคะ
Line Official
>> https://lin.ee/nCgcqRH

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.11 🔆รื้อยังไงให้เริ่ด??🔆(พี่ออฟ, ทพ.คฑา โกศัยดิลก)ยังใช้หัวกรอ Stone เพื่อ Debond กันอยู่? 🦷⚠️แน่ใจ...
19/07/2026

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.11

🔆รื้อยังไงให้เริ่ด??🔆
(พี่ออฟ, ทพ.คฑา โกศัยดิลก)

ยังใช้หัวกรอ Stone เพื่อ Debond กันอยู่? 🦷⚠️

แน่ใจแล้วหรอว่าไม่กิน enamel...

หลาย ๆ ที่ยังคุ้นชินกับการใช้หัวกรอที่ "มีอยู่แล้ว" ในคลินิกเพื่อ debond bracket แต่รู้ไหมคะว่าการเลือกหัวกรอผิด อาจทำให้เคลือบฟันของคนไข้เสียหายแบบที่แก้คืนไม่ได้ 😳

วันนี้เรามาเช็คขั้นตอนและเครื่องมือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการกัน

📌 ขั้นตอนหลักของการ Debonding

1. ถอดลวดและ ligature ออกก่อนเสมอ
เพื่อให้แรงที่ใช้ถอด bracket กระจุกที่ตัว bracket โดยตรง ไม่ผ่านลวด

2. ใช้ debonding pliers เฉพาะชนิดวัสดุนั้นๆ
วางแรงกดในทิศทางที่ผู้ผลิตกำหนด ส่วนใหญ่เป็น shear force หรือแรงบิดที่ฐาน bracket เพื่อให้เกิด failure ที่รอยต่อระหว่าง adhesive กับ bracket ไม่ใช่ที่ enamel

💡 งานวิจัยระบุว่าแรงที่เหมาะสมมักอยู่ในช่วง 77–114 นิวตัน ทำมุมประมาณ 45 องศา ซึ่งเพียงพอให้เกิด bond failure ที่ adhesive-bracket interface มากกว่าที่ adhesive-enamel interface

3. สำหรับ ceramic bracket
ควรใช้ debonding instrument เฉพาะรุ่นที่ผู้ผลิตออกแบบมา เพราะ ceramic เปราะและมี fracture risk สูงกว่า metal bracket

4. Adhesive clean-up
ด้วยหัวกรอที่เหมาะสม หลังถอด bracket ออกหมดแล้ว

5. Polishing
ผิว enamel ด้วยแผ่นขัดหรือหัวขัดละเอียดเพื่อคืนความเรียบเนียน

✅ หัวกรอที่ควรใช้

🟢Spiral-fluted tungsten carbide bur คือตัวเลือกที่ safe ที่สุดและใช้กันแพร่หลายที่สุดสำหรับ enamel clean-up หลัง debond เพราะทำให้ enamel loss น้อยที่สุด

🟢ควรใช้ใน slow-speed handpiece มากกว่า high-speed
เลือกรูปทรงตามตำแหน่งฟัน:

🟢Flame-shaped / round-end taper bur → เหมาะกับฟันหน้า

🟢Egg-shaped bur ที่ใหญ่กว่า → เหมาะกับ premolar/molar เพราะ cover พื้นที่ผิวได้มากกว่า

เลือกหัวกรอแบบ multi-fluted (12-20 flute) เพื่อ cutting action ที่ละเอียดและ control ได้ดี

❌ เครื่องมือที่ไม่ควรใช้

🔴High-speed diamond bur สำหรับ routine adhesive clean-up เพราะกัด enamel มากเกินจำเป็น (ใช้เฉพาะกรณี ceramic bracket fracture ที่ต้องกำจัดเศษ ceramic เท่านั้น)

🔴Chamfer diamond bur ในบาง technique เพราะมีรายงานว่าอาจ slip ออกจากผิวฟันและทำ damage ต่อ enamel ได้ (แนะนำใช้ wheel diamond แทนในบางกรณี)

🔴Debonding pliers เพื่อขูด adhesive ออกโดยตรง เพราะแม้ enamel loss จะดูน้อย แต่ตรวจผิว enamel ละเอียดพบ surface scratch และ gouging ชัดเจน

🔴Hand scaler/explorer ปลายแหลม ในการแคะ adhesive ออกโดยตรง เพราะเสี่ยง scratch ผิว enamel เช่นกัน

🎯 สรุปให้จำง่าย ๆ

ถอดลวด → debonding pliers เฉพาะรุ่น → clean-up ด้วย spiral-fluted tungsten carbide bur ที่ slow-speed → polish ให้เรียบ

เลี่ยง high-speed diamond bur และเครื่องมือปลายแหลมในการขูด adhesive ทุกครั้ง

🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹

𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐎𝐫𝐭𝐡𝐨𝐝𝐨𝐧𝐭𝐢𝐜𝐬

คอร์สจัดฟันที่ลงลึกทุกรายละเอียด
ปรึกษาได้แบบไม่จำกัด
สารพัดเทคนิคจากวิทยากรทั้ง 3 คน
รุ่น 11 >>> เริ่ม 1 กันยายน 2026

สอบถามเพิ่มเติม
✅ 𝙇𝙞𝙣𝙚 𝙊𝙛𝙛𝙞𝙘𝙞𝙖𝙡 : https://lin.ee/twiq7zG

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.10ดึงฟันมาตั้งนาน...ทำไมช่องยังไม่ปิด?🤔โดย พี่ตั้ม ทพ.ทศพล ปั้นเทียนคุณหมอเคยเจอเคสแบบนี้ไหมครับ?เป...
27/06/2026

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.10
ดึงฟันมาตั้งนาน...ทำไมช่องยังไม่ปิด?🤔
โดย พี่ตั้ม ทพ.ทศพล ปั้นเทียน

คุณหมอเคยเจอเคสแบบนี้ไหมครับ?

เป็นเคสถอนฟันที่เราใส่ Power Chain ดึงปิดช่องมาหลายเดือนแล้ว คนไข้ก็มาตรงนัดทุกเดือน แต่ช่องกลับปิดช้ามาก หรือแทบไม่ขยับเลย ทั้ง ๆ ที่เราใช้ลวดสแตนเลสแล้วด้วย

เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณหมอหลายคนมักคิดทันทีว่า

"แรงไม่พอหรือเปล่า?"😳

แล้วก็แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยน Chain ถี่ขึ้น หรือเพิ่มแรงมากขึ้น

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ "แรงน้อยเกินไป" เสมอไปนะครับ

หลายครั้งที่ดึงฟันเท่าไหร่ฟันก็ไม่ไป สาเหตุอาจมาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไป เช่น ลวดมีรอยงอ มีรอยขีดข่วน หรือเกิด Binding และ Notching จากการบดเคี้ยวอาหารแข็ง อาหารชิ้นใหญ่ หรือคนไข้มีพฤติกรรมนอนกัดฟัน

บางครั้งเพียงแค่ลวดเป็นรอย หรือมีหินปูนสะสมอยู่ใน Bracket slot หรือ Buccal tube ก็สามารถเพิ่ม Friction ได้มากจนทำให้การเคลื่อนที่ของฟันช้าลงอย่างชัดเจน

อย่าลืมนะครับว่าใน Sliding Mechanics ไม่ว่าจะใช้ Power Chain หรือ Closed Coil Spring แรงที่เราสร้างขึ้นจะต้องถูกใช้ไปส่วนหนึ่งเพื่อเอาชนะแรงเสียดทานระหว่าง Bracket และ Archwire ก่อน

ดังนั้นถ้ามี Friction มากเกินไป ฟันก็อาจไม่เคลื่อนที่อย่างที่เราคาดหวัง

ในบางเคส Friction ที่มากเกินไปอาจไม่ได้ทำให้ฟันหยุดอย่างเดียว แต่ยังทำให้เกิด Anchorage Loss ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยแต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง

นั่นคือฟันหน้าที่เราพยายามดึงเข้า อาจเกิดการล้มของ Crown มากเกินไปจนรากฟันไปใกล้หรือสัมผัสกับ Buccal หรือ Lingual Cortical Plate แล้ว

เมื่อรากฟันเข้าใกล้กระดูกส่วนที่หนาและแข็ง การเคลื่อนที่ของฟันก็อาจช้าลงอย่างมาก แม้เราจะเพิ่มแรงเข้าไปก็ตาม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางครั้งการเพิ่มแรงไม่ได้ช่วยให้ช่องปิดเร็วขึ้น

แต่กลับทำให้เกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นแทน

ในสถานการณ์แบบนี้ Orthodontists หลายคนอาจเลือกนำ Loop Mechanics เข้ามาช่วย

หนึ่งใน Loop ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ T-loop✅

จุดเด่นของ Loop Mechanics คือเป็น Frictionless Mechanics หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นการปิดช่องที่ไม่ต้องพึ่งการเลื่อนของ Bracket บนลวดเหมือน Sliding Mechanics

การเคลื่อนที่ของฟันเกิดจากพลังงานที่ถูกเก็บไว้ภายใน Loop และค่อย ๆ ปลดปล่อยออกมาเป็นแรงที่เหมาะสมต่อการเคลื่อนฟัน

ข้อดีอีกอย่างของการดัด Loop คือเราสามารถเพิ่มความยาวของลวดได้

เมื่อความยาวของลวดเพิ่มขึ้น

✅ แรงที่ลงบนฟันจะลดลง

✅ Range of Activation เพิ่มขึ้น

✅ Force Decay ช้าลง

✅ ควบคุมการเคลื่อนที่ของฟันได้ดีขึ้น

และที่สำคัญคือ เราสามารถออกแบบ Force System ได้ตามที่ต้องการ

ในบริเวณฟันหน้า เราสามารถเพิ่ม Intrusion เพื่อลด Anterior Interference จากฟันหน้าที่ชนกันได้

หรือเพิ่ม Torque Bend เพื่อช่วยควบคุมไม่ให้ฟันหน้างุ้มระหว่างการปิดช่อง

นี่คือข้อดีที่ Power Chain เพียงอย่างเดียวทำได้ยากกว่า

ในทางคลินิก Loop Mechanics มักถูกนำมาใช้ในช่วง Space Closure หรือในเคสที่ต้องการควบคุมการเคลื่อนที่ของฟันอย่างละเอียด

เมื่อเราเข้าใจและดัด T-loop ได้อย่างถูกต้อง เราจะสามารถควบคุม Moment-to-Force Ratio ได้ดีขึ้น

และนั่นหมายความว่าเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ฟันเคลื่อนที่แบบใด

- Uncontrolled Tipping
- Controlled Tipping
- Translation
- Root Movement

ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการออกแบบ Force System ไม่ใช่เกิดจากการเพิ่มแรงเพียงอย่างเดียว

จริง ๆ แล้วการดัด T-loop เบื้องต้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด

เราสามารถเริ่มจากการสร้าง Loop บริเวณช่องถอนฟัน แล้วค่อยปรับความสูง ความกว้าง และ Preactivation Bend ต่าง ๆ ให้เหมาะกับ Force System ที่ต้องการ

ดังนั้นครั้งต่อไป ถ้าคุณหมอเจอเคสที่ปิดช่องช้า

ก่อนจะรีบเพิ่มแรง ลองหยุดคิดสักนิดครับ

- ฟันกำลังเคลื่อนที่แบบที่เราต้องการหรือไม่?
- ลวดมีรอยงอหรือรอยขีดข่วนหรือเปล่า?
- มีหินปูนติดใน Slot หรือ Tube หรือไม่?
- มี Binding เกิดขึ้นหรือไม่?
- รากฟันกำลังชน Cortical Bone อยู่หรือเปล่า?
- เรากำลังใช้ Force System ที่เหมาะสมกับเคสนี้แล้วหรือยัง?

เพราะหลายครั้งคำตอบของ "ช่องที่ไม่ยอมปิด"

อาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มแรง

แต่อยู่ที่ความเข้าใจเรื่อง Biomechanics, Material Properties, Anatomy และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไป

บางครั้งหินปูนเพียงก้อนเดียว

อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณหมอดึงฟันอยู่หลายเดือนโดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ 😎
------------------------------------

ดัดLoop จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ในหลักสูตร Essential Orthodontics
ที่ Trans Align Academy
อัดแน่นทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ
ให้การดัดLoop เป็นเรื่องง่าย

สำหรับคุณหมอที่สนใจอัพเกรดความรู้และทักษะ ด้านทันตกรรมจัดฟัน
สอบถามเพิ่มเติม
ได้ที่ Line Official
https://lin.ee/8WMMsMH6
แล้วเจอกันนะคะ

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.9“ก้าวแรกของรอยยิ้มสวย เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ”โดย พี่นิ้ง ทพญ. กนกวรรณ ทรัพย์รุ่งโรจน์เชื่อว่าหม...
13/06/2026

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.9
“ก้าวแรกของรอยยิ้มสวย เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ”
โดย พี่นิ้ง ทพญ. กนกวรรณ ทรัพย์รุ่งโรจน์

เชื่อว่าหมอหลายท่านคงเคยเจอคำถามจากคนไข้บ่อยๆ ว่า "เด็กต้องฟันแท้ขึ้นครบก่อนไหม ถึงจะเริ่มจัดฟันได้?" หรือ "ต้องรออายุเท่าไรถึงจะส่งมาเจอหมอจัดฟันดี?" 🤔

ตามแนวทางของ AAO (American Association of Orthodontists) แนะนำไว้ชัดเจนเลยค่ะว่า "อายุ 7 ขวบ" คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพาเด็กมาพบทันตแพทย์จัดฟันเป็นครั้งแรก

📌 ทำไมต้องเป็น "7 ขวบ"?
ในวัย 7 ขวบ เด็กจะเข้าสู่ช่วง Early Mixed Dentition ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราจะเริ่มเห็นสัญญาณสำคัญทางคลินิกเพื่อใช้วินิจฉัยได้ทันทีค่ะ:

1 .First Permanent Molars ขึ้นแล้ว: ทำให้เราประเมินความสัมพันธ์ของสบฟันแนวสากล (Sagittal Occlusion) ได้ชัดเจนขึ้นว่ามีแนวโน้มเป็น Class I, II หรือ III
2 .Permanent Incisors เริ่มขึ้น: ช่วยให้สังเกตปัญหาเรื่อง Crowding, Spacing, Deep bite หรือ Open bite ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ
3 .Growth Spurt กำลังจะเริ่ม: ขากรรไกรในช่วงนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงมาก เหมาะที่สุดสำหรับการทำ Growth Modification
🚨 4 สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ควรรีบส่งต่อหมอจัดฟัน🥸

ถ้าหมอ GP หรือหมอฟันเด็กตรวจเจอสิ่งเหล่านี้ในเด็กวัย 6-7 ขวบ ไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นครบนะคะ สามารถส่งต่อ (Refer) มาให้หมอจัดฟันดูแลร่วมกันได้ทันทีเลยค่ะ:
- Skeletal Discrepancies: คางยื่นผิดปกติ (Skeletal Class III) หรือคางสั้น/หน้าโปรไฟล์นกแก้ว (Skeletal Class II)
- Crossbite: ฟันหน้าสบคร่อม หรือฟันหลังสบคร่อม (Posterior Crossbite) ที่ส่งผลต่อ Functional Shift ของขากรรไกร
- Severe Crowding / Eruption Disturbances: ฟันแท้ขึ้นไม่ได้เนื่องจากพื้นที่ไม่พออย่างรุนแรง หรือฟันน้ำนมหลุดก่อนกำหนดจนเกิด Space Loss
- Oral Habits: เด็กที่ยังติดนิสัยดูดนิ้ว, กลืนน้ำลายเอาลิ้นดันฟัน (Tongue Thrust) หรือหายใจทางปาก (Mouth Breathing) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างใบหน้า

💡 ประโยชน์ของการทำ Interceptive Orthodontics (Phase 1)
การแก้ไขและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ (อายุ 7-9 ขวบ) ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ฟันเรียงสวยเพอร์เฟกต์จบในรอบเดียว แต่มันคือการ "ปรับโครงสร้าง" เพื่อช่วยลดความรุนแรงของปัญหา (Severity) จากเคสที่อาจต้องผ่าตัดขากรรไกร (Orthognathic Surgery) ในตอนโต ให้เหลือแค่การจัดฟันปกติ และลดโอกาสการถูกถอนฟันแท้เมื่อเติบโตขึ้น
ช่วยประคองทิศทางการขึ้นของฟันแท้ซี่อื่นๆ ให้ขึ้นได้ง่ายและถูกตำแหน่งมากขึ้นค่ะ

♥️สำหรับคุณหมอที่สนใจเพิ่มเติมความรู้ด้านทันตกรรมจัดฟัน เรียนเชิญมาเรียนด้วยกันนะคะ
หลักสูตรทันตกรรมจัดฟันระยะสั้น
Essential Orthodontics รุ่น 11
1 กันยายน - 17 พฤศจิกายน 2569
เปิดรับสมัครแล้ววันนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line Official https://lin.ee/tPpqPTM

🎉จบแล้วจ้าาา Essential Orthodontics รุ่น10 ทั้งหมด 11 คนเจอกันใหม่รุ่น 11 เริ่ม 1 กันยายน นะคะ
27/05/2026

🎉จบแล้วจ้าาา Essential Orthodontics
รุ่น10 ทั้งหมด 11 คน

เจอกันใหม่รุ่น 11
เริ่ม 1 กันยายน นะคะ

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.8รับเคสแล้วเจอทางตันในวันที่เคสเริ่มไม่เป็นไปตามสูตร โดย พี่ออฟ ทพ. คฑา โกสัยดิลก Katha Kosayatilak...
23/05/2026

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.8
รับเคสแล้วเจอทางตันในวันที่เคสเริ่มไม่เป็นไปตามสูตร
โดย พี่ออฟ ทพ. คฑา โกสัยดิลก Katha Kosayatilaka

"Class II เมื่อไหร่... ให้ถอน 4 บน หรือไม่ก็ถอน 4 บน 5 ล่าง สูตรแบบนี้มันมาจากไหน? ...คุณกำลังรักษาคนไข้ด้วย 'สูตรสำเร็จ' หรือ 'ความเข้าใจ' ? . สูตรเป็น cookbookแบบนี้เรามักจะได้ยินสูตรพวกนี้จนชินหู ราวกับว่าขากรรไกรของคนไข้ Class II ทุกคนบนโลก ถูกแบ่งออกเป็นแค่ 2 แบบนี้เท่านั้น

แต่ในฐานะทันตแพทย์... เคยตั้งคำถามไหมว่า "สูตรพวกนี้มันมาจากไหน? ใครเป็นคนคิด? และถ้าpatient condition เปลี่ยนไป สูตรนี้ยังจะรอดไหม?"🧐

🔍 ลองมาแกะรอยสูตรพวกนี้กันครับ

🟢 สูตรที่ 1: ถอน Upper 4 อย่างเดียว มักใช้ในเคส Class II ที่ฟันล่างเรียงสวยดีอยู่แล้ว ไม่ยื่น ไม่ซ้อนเก เราถอนแค่ 4 บน เพื่อเอา Space มาดึงฟันหน้าบนเข้าเพื่อลด Overjet โดยที่เราตั้งใจจะจบเคสด้วย Molar Class II แต่ฟันเขี้ยวต้องเป็น Canine Class I ถึงจะฟังก์ชันได้ถูกต้อง

🟡 สูตรที่ 2: ถอน Upper 4 และ Lower 5 มักใช้เมื่อฟันในขากรรไกรล่างเริ่มมีปัญหา เช่น มีฟันซ้อนเกเล็กน้อย หรือเราตั้งใจจะ "ปล่อยให้ฟันกรามล่างเลื่อนมาข้างหน้า (Anchorage Loss)" เพื่อช่วยปิดช่องว่างและปรับความสัมพันธ์ของฟันกรามให้จบด้วย Molar Class I ควบคู่ไปกับ Canine Class I

ดูเหมือนเมคเซนส์และจบง่ายใช่ไหมครับ? แต่ในความเป็นจริง... วิชาจัดฟันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น! .
💡 เพราะในโลกของหมอที่เข้าใจในงานจัดฟัน... "จริงๆ แล้ว จะถอนฟันซี่ไหน มันไม่สำคัญเลยครับ!"
สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การจำว่า 'เคสแบบนี้ต้องถอนซี่ไหน' แต่คือการย้อนกลับมาดูที่ Problem List (รายการปัญหา) และ Chief Complaint (ความต้องการหลัก) ของคนไข้แต่ละคนต่างหาก

คนไข้ Class II 3คน เดินเข้ามาด้วยฟันยื่นเหมือนกัน ลองนึกภาพตามหลักชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ดูครับ:

🔹 คนที่1: Class II ที่ฟันหน้าล่างซ้อนเกรุนแรง (Severe Crowding) หากเราเลือกถอนฟันตามสูตร Upper 4 และ Lower 5 ช่องว่างจากการถอนฟันล่างซี่ที่ 5 เกือบทั้งหมดจะถูกใช้ไปกับการแก้ฟันซ้อนเกจนหมด ทำให้เรา ไม่เหลือพื้นที่ สำหรับการลด Overjet หรือ correct molar relationshipเลย แผนการรักษาที่คิดว่าจะจบสวยๆ ก็จะพังทันที
🔹 คนที่2 : Class II ที่ฟันล่างเรียงดีอยู่แล้ว แต่คนไข้ฟันงุ้มเข้าหาตัว (Retroclined Lower Incisors) หากเราไปหลับตาถอน Lower 5 ตามสูตร Mechanics ในการดึงปิดช่องว่างจะยิ่งทำให้ฟันหน้าล่างงุ้มลึกลงไปอีก (Loss of torque) ทำให้ดูหน้าแก่ และเกิด Deep bite ตามมาทันที
🔹 คนที่3: เสียซี่16,26เหลือเป็นเพียง retained root ทำให้เราไปต่อไม่เป็น เพราะในสูตรให้ถอน4 บน แต่สถานการณ์จริงบังคับให้เราต้องถอนซี่16,26

เห็นไหมครับว่า แค่ลักษณะการซ้อนเกและแนวแกนฟัน (Incisor Inclination) ที่ต่างกันเพียงนิดเดียว รวมถึงteeth statusในช่องปากที่ไม่ตรงกับอุดมคติ ทำให้ชีวกลศาสตร์ที่เราต้องใช้ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว! แล้วเราจะเอาสูตรสำเร็จรูปตัวเดียวไป Apply ใช้กับคนไข้ทุกคนได้อย่างไร?

เมื่อเราวิเคราะห์เป็นระบบอย่างเข้าใจ เราจะไม่เอาสูตรถอนฟันนำหน้า แต่เราจะเอา "เป้าหมาย" เป็นตัวตั้ง ในเมื่อเป้าหมายสูงสุดคือเราต้องการออกแบบการเคลื่อนฟันเพื่อจบเคสด้วย Canine Class I เราจะตั้งคำถามกับ Mechanics เช่น

จากปัญหาของคนไข้คนนี้ เราต้องการแรงแบบไหน?🤔
* เราต้องการ Maximum Anchorage ที่ฟันบน เพื่อดึงฟันหน้าเข้าให้สุดหรือไม่?
* หรือเราต้องการ Absolute Anchorage โดยใช้ TADs (หมุดจัดฟัน) ช่วยแทนการถอนฟันหรือไม่?
* ถ้าเราเลือกถอนฟันซี่นี้ Mechanics ในมือเรา จะนำพาเราให้เคลื่อนฟันไปในตำแหน่งที่ต้องการเป๊ะๆได้หรือไม่?
เมื่อคุณมองออกว่า Mechanics ไหนจะแก้ปัญหานั้นได้... คำตอบเรื่อง "ซี่ฟันที่จะถอน" มันจะลอยออกมาเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งสูตรสำเร็จเลยสักนิดหรืออาจจะไม่ต้องถอนฟันเพื่อแก้ malcclusion นั้นก็อาจจะเป็นไปได้

การจัดฟันไม่ใช่การทำตามคู่มือทำอาหาร เพราะคนไข้มีความผันผวนทางชีววิทยาและกลศาสตร์ตลอดเวลา การเดินตามสูตรลัดโดยไม่มีพื้นฐานที่แน่นพอ อาจกำลังพาคุณไปเจอทางตันในวันที่เคสเริ่มไม่เป็นไปตามสูตร

เรียนจัดฟันแบบเน้นความเข้าใจ ไม่มีสูตรให้จำ ทำเคสจัดฟันได้จริง
หลักสูตรทันตกรรมระยะสั้น Essential Orthodontics
รุ่นที่11 เปิดรับสมัครแล้ว เริ่มเรียน 1 กันยายน 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม >> Line Official https://lin.ee/5HwxHdY

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.7Tip & Tricks ในการติดแบรกเกตวันแรก“FINISHING STARTS ON DAY ONE”โดย พี่ตั้ม Thosapol Puntien หมอหลา...
12/05/2026

อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.7
Tip & Tricks ในการติดแบรกเกตวันแรก
“FINISHING STARTS ON DAY ONE”
โดย พี่ตั้ม Thosapol Puntien

หมอหลายคนคิดว่า Finishing คือสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงท้ายของการจัดฟัน แต่จริงๆแล้วว Finishing ที่ดี เริ่มตั้งแต่วันที่ติด bracket

ปัญหาที่หลายๆคนเจอระหว่างรักษา เช่น
- marginal ridge ไม่เท่า
- smile arc ไม่สวย
- torque เพี้ยน
- occlusal plane เอียง
- ต้องดัด finishing wire เยอะผิดปกติ
- จบเคสยากแม้ alignment จะดูดีแล้ว

ปัญหาเหล่านี้หลายครั้งไม่ได้เกิดจาก wire sequence แต่อยู่ที่ “Bracket Positioning” ตั้งแต่วันแรก

ปัจจุบันเราไม่ได้ติด bracket ตาม prescription สำเร็จรูปแบบเดิมอย่างเดียวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น Standard, Roth หรือ MBT แต่เริ่มมีการ “Customize Bracket Positioning” ให้เหมาะกับฟันและ biomechanics ของแต่ละเคส

🏁 เป้าหมายคือ ลดการแก้ finishing ตอนท้ายให้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าในชีวิตจริง เรายังต้องมีการดัดลวด finishing อยู่บ้าง
เพราะ anatomy ของฟันแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเริ่มต้นถูกต้องตั้งแต่แรก mechanics ทั้งเคสจะง่ายขึ้นมาก

วิเคราะห์ฟันก่อนติด Bracket สำคัญกว่าที่คิด ก่อนติด bracket ผมมักถามตัวเองก่อนเสมอว่า “ฟันซี่นี้มี tendency จะ move ไปทางไหนอยู่แล้ว?”

ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือฟันที่มี linguoversion
(ฟันเอียงเข้าด้านลิ้น)
เมื่อเราเริ่ม leveling ด้วย round wire
ฟันประเภทนี้มักเกิด buccal crown tipping ออกมาเองตามธรรมชาติ

ผลที่เจอบ่อย เช่น
• upper lateral incisor เรียงแล้วดูพุ่ง
• upper second premolar มี lingual cusp ย้อยลงมา

ถ้าใช้ prescription ปกติทั้งหมด
สุดท้ายมักต้องมาแก้ torque กันช่วง finishing

เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยได้เยอะมาก คือ การพลิก bracket กลับหัว

ยกตัวอย่าง upper lateral incisor
ถ้าใช้ MBT prescription
torque ปกติของฟันซี่ 2 บนจะอยู่ที่ +10°

แต่ถ้าเราพลิก bracket กลับหัว
torque expression จะเปลี่ยนเป็น -10°

>>> ผลคือช่วยควบคุม proclination และช่วยงุ้มฟันได้ดีมาก โดยเฉพาะในฟันที่มี tendency จะพุ่งอยู่แล้ว

และถ้าใช้ slot 0.018" Torque expression จะยิ่งชัดกว่า 0.022" เพราะมี slot play น้อยกว่า

Customized Bracket ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน
จริงๆแล้ว Customized Orthodontics
ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเสมอไป
หลายครั้งเป็นเพียงการ
• เลือก prescription ให้เหมาะ
• ปรับ bracket height
• หรือสลับใช้ torque ของ bracket ให้ตรงกับ movement ที่ต้องการ

สิ่งเล็กๆเหล่านี้ ช่วยลด finishing adjustment ได้มากกว่าที่คิดครับ

Because great finishing…
doesn’t begin at debond.
It begins on Day One.

เรียนจัดฟัน ต้องจัดเต็ม
หลักสูตรทันตกรรมจัดฟันระยะสั้น
Essential Orthodontics รุ่น 11
เปิดรับสมัครแล้วค่ะ ลงทะเบียนได้ที่
Line Official: https://lin.ee/5FvJFCJ

รุ่นที่ 11 เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ🎉𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐎𝐫𝐭𝐡𝐨𝐝𝐨𝐧𝐭𝐢𝐜𝐬 2026  🦷✨หลักสูตร 3 เดือน ทุกวันอังคาร 12 สัปดาห์CE 35 คะแนน🏅เห...
05/05/2026

รุ่นที่ 11 เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ🎉
𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐎𝐫𝐭𝐡𝐨𝐝𝐨𝐧𝐭𝐢𝐜𝐬 2026 🦷✨
หลักสูตร 3 เดือน
ทุกวันอังคาร 12 สัปดาห์
CE 35 คะแนน🏅

เหมาะสำหรับ
✅ทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์แล้วแต่ต้องการเพิ่มทักษะงานจัดฟัน
✅ทันตแพทย์ทึ่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านงานจัดฟัน

🦷⚙️เทคนิคที่จะได้รับ
Edgewise, Roth, MBT,
Bidimensional technique
Self-ligating technique
Miniscrew
Clear Aligner
Class I, II, III

เริ่มเรียน 1 กันยายน - 17 พฤศจิกายน 2026
📍𝐀𝐋𝐎𝐅𝐓 𝐛𝐚𝐧𝐠𝐤𝐨𝐤 𝐡𝐨𝐭𝐞𝐥 สุขุมวิท 𝟏𝟏
รับจำนวนจำกัด 10 ที่นั่ง เท่านั้น!!

สอบถามเพิ่มเติม💌 ทักแอดมินได้เลยนะคะ
Line Official >>>
https://lin.ee/RswhMTS

ที่อยู่

Phra Khanong
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trans Align Academyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Trans Align Academy:

ทางลัด

แชร์

ประเภท