17/09/2025
ผู้คนในปัจจุบันมักพูดถึง 12 ประสาทสัมผัส (12 senses) แต่เข้าใจผ่านความคิด และพูดถึงศิลปะแต่มองเป็นเพียงการระบายอารมณ์ความรู้สึก
การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสพื้นฐาน ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เราเพียงใช้ประสาทสัมผัสเหล่านี้ในการรับรู้ตามจริง เช่นเดียวกับศิลปะ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางการระบายออกทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างที่หลายคนมักให้คำจำกัดความ
หากแต่ศิลปะยังเป็นกระบวนการสัมผัส(กระทบ)ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้สีสันเฉดต่าง ๆ หรือการสัมผัสสภาวะ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หนัก เบา หากผู้สร้างงานศิลปะมีจิตรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างละเอียดอ่อน จึงเข้าถึงหัวใจของศิลปะด้านใน อย่างแท้จริง
เช่นนี้แล้ว ผู้ดูแลเด็กจึงควรให้ความสำคัญกับการ ‘ออกแบบกระบวนการศิลปะที่เชื่อมโยงกับด้านใน’ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เหมาะสมแต่ละช่วงพัฒนาการ สังคมปัจจุบันที่เร่งรีบ จนทำให้โอกาสในการพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติตามช่วงวัยขาดหายไป เราจึงควรเอื้อให้เด็กได้สัมผัสความสงบ ความเงียบ การเฝ้ารอ จังหวะ และการฝึกรับรู้สัมผัสจากธรรมชาติอันอ่อนโยน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหา
ภารกิจสำคัญของผู้ดูแล จึงเปรียบได้กับการวางสีน้ำเงินน้ำทะเลที่สงบทอดยาวลงบนกระดาษ ไล่เรียงไปตามจังหวะจากโทนเข้มมาสว่าง ให้จิตของเด็กค่อย ๆ สัมผัสไปตามธรรมชาติของสีแสงจากภายนอกจนซึมซับเข้าสู่ภายใน พลังจากธรรมชาตินี้เองที่จะนำไปสู่การพัฒนาประสาทสัมผัส senses ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า การให้ความสำคัญกับ 12 senses ในงานศิลปะด้านใน คือเส้นทางที่เกื้อหนุนการพัฒนาจิต ผ่านความเข้าใจอย่างแท้จริงของกระบวนการศิลปะ
#รับสัมผัสจากธรรมชาติ
#ศิลปะด้านใน
#สสส.
30/08/2025
.. อาจไม่มีบ้านหลังใหญ่ อาจไม่มีเงินทองมากมาย
อาจไม่มีสิ่งของสุขสบาย แต่หัวใจไม่เคยเหน็บหนาว ..
ช่วงสายของวันอาทิตย์ ณ ห้องสมุดสวนธารทิพย์
ในช่วงกิจกรรมวงกลม ดนตรี จังหวะ
เด็ก ๆ จะล้อมวงร้องเพลงชาร์ลี ร่วมกัน
จากนั้น กิจกรรมระบายสีอิสระ และวาดภาพ "บ้าน คน ต้นไม้" ด้วยสีเทียน
นำพามือเล็กๆ ของเด็กๆ เลือกสีระบายท้องฟ้า พื้นดิน
จากนั้น สิ่งอื่นๆ ค่อยปรากฎขึ้น
" ขอบคุณครูที่สอนหนูวาดรูปคนแบบใหม่ จากหุ่นก้างปลา กลายเป็นตุ้ยนุ้ยน่ารัก"
" พี่ให้น้องใช้สีนี้ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยส่งมาให้พี่ใช้ต่อนะ"
จากเด็กบางคนที่เมื่อก่อนอดทนรอคอยได้ยาก
วันนี้ เริ่มสื่อสารระหว่างกัน เธอก่อน ฉันหลัง รอได้ๆ
จากเด็กบางคนที่เคยขอต่อเวลาไป 2 รอบ งานก็ยังไม่เสร็จ
วันนี้เริ่มมองเข็มนาฬิกาบนผนัง ว่ามีเวลาเท่าไหร่
ฮึบ ไม่ชวนเพื่อนคุย ทำงานของตนให้เสร็จก่อน
และไม่ลืมว่า ทำงานเสร็จแล้ว มาช่วยกันเก็บของส่วนรวมด้วย
..
หลังวาดรูป ระบายสีเสร็จ
พวกเราช่วยกันจัดเรียงเป็นนิทรรศการเล็กๆ
แล้วทุกคนเดินชมภาพของตนและเพื่อนร่วมห้องจนครบทุกภาพ
ไม่มีการแข่งขันกันว่าใครวาดสวยกว่าใคร
ในทุกภาพล้วนมีความงาม ในแบบฉบับของตนเอง
"...แม้จะมีความทุกข์ มีเรื่องราวโหดร้าย
เราจะผ่านมันไปด้วยกัน
เราจะจับมือกัน ร่วมเผชิญขวากหนาม จนกว่าจะผ่านพ้นไป.."
(เพลงชาร์ลี : ครูมัย ณภัทร)
.แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์ต่อไปนะเด็กๆ
ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่สนับสนุนพื้นที่และการทำกิจกรรมของเด็กๆ ค่ะ
ห้องสมุดสวนธารทิพย์
#ศิลปะด้านใน
#โครงการพัฒนาขยายผลครูและนักจัดการเรียนรู้ด้วยแนวทางศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญา
#กสศ
11/08/2025
‘เจ้าคือเลือดเนื้อของแม่
แม่เฝ้าถนอมรักษา
นอนอยู่ในท้องแม่มา
เป็นดังแก้วตาดวงใจ
จะเลี้ยงเจ้าให้เข้มแข็ง
ด้วยแรงสองมือให้ได้
อ่อนโยนด้วยกาย วาจา ใจ
เติบใหญ่ให้เป็นคนดี
นอน นอน แม่ไม่ห่างไปไหน
นอนหลับสบายใจ
เติบใหญ่ให้เป็นคนดี’
เพลง : สองมือแม่
เนื้อร้อง : ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต / ครูแม่อุ้ย อภิสิรี จรัลชวนะเพท
มือที่แม่โอบเราเป็นมือที่ศักดิ์สิทธิมาก อ้อมอกแม่ดึงจิตใจที่เตลิดกลับมารู้เนื้อรู้ตัวด้วยไออุ่นและความรักอันไร้เงื่อนไข
ฟังเพลง : https://youtu.be/UsVJqudIb_4?si=6h_Cknn2IY-cWGqH
#วันแม่
#ศิลปะด้านใน
#สสส
07/05/2025
‘ศิลปะ' เมื่อเราพูดถึงกัน มักจะถูกเข้าใจว่าเด็กต้องแสดงผลงานออกมา แต่ในความจริงเด็กรับพลังจากกระบวนการศิลปะ ความงามนั้นมีพลังความสงบ การปล่อยวาง ปราณีต และดูแล
เป็นเมล็ดพันธ์แห่ง 'สติ' ในระดับเด็กเล็ก 'สติ' นั้นยังเป็นแบบเบา ๆ พอรู้เนื้อรู้ตัว ไม่ได้เป็นสติแบบจดจ่อ เพ่ง กดหรือให้เด็ก focus มากไป คนที่อยู่รอบข้าง แม่ครูอนุบาล หรือพ่อแม่ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะเลอเลิศในการนำพาศิลปะเลย
สิ่งสำคัญคือการพาเด็กได้รับศิลปะนี้ด้วยความงาม ด้วยรอยยิ้ม คำพูด การเรียนรู้ที่นุ่มนวล คุณภาพภายในเหล่านี้เกิดจากการฝึกฝนตนเองของผู้ใหญ่
'เด็กจึงเรียนรู้ศิลปะจากตัวผู้ใหญ่ต่างหาก'
ครูมอส - อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี
#ศิลปะด้านใน
#สสส.
07/05/2025
#สร้างรากฐานเด็กน้อยให้แข็งแรง
การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของวัย ตามแนวมนุษยปรัชญา Anthroposophy โดย ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ Rudolf Steiner ให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ที่จะค่อย ๆ พัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติในแต่ละช่วงวัย เมื่อได้รับการบ่มเพาะอย่างเหมาะสม
🌱 0–7 ปี
'เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบและการเคลื่อนไหว'
• หัวใจของช่วงวัยนี้ คือการได้เล่นอิสระ การเลียนแบบผู้ใหญ่ การใช้ร่างกาย สิ่งที่เด็กต้องการ คือ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย อบอุ่น มีจังหวะที่ชัดเจน เช่น เวลานอน เวลากิน เวลาหยุดพักที่แน่นอน กิจกรรมหลัก คือ การเล่นกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานบ้าน งานครัว งานสวน การใช้มือ เช่น ปั้นดิน นวดแป้ง งานฝีมือ การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดจากการเล่น หลีกเลี่ยงการสอนแบบท่องจำ เน้นการเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น การพูด การเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตอย่างสงบงาม
🌿 7–14 ปี
'เรียนรู้ผ่านจินตนาการและความรู้สึก'
• หัวใจของวัยนี้ คือ ความงาม ศิลปะ นิทาน ดนตรีและจังหวะ การเล่าเรื่อง สิ่งที่เด็กต้องการ คือ ครูที่มีความอบอุ่น เป็นผู้นำที่เด็กเชื่อใจและรู้สึกผูกพันได้ การเรียนรู้ทุกวิชาบูรณาการผ่านศิลปะทุกแขนง เช่น วาดภาพ ร้องเพลง เล่านิทาน สร้างภาพในใจมากกว่าท่องจำ การสร้างห้องเรียนด้วยความงาม โดยจุดเน้นของการศึกษา เป็นการสร้างจินตนาการและความรู้สึกถึงความดี ความงาม ความจริง
🌳 14–21 ปี
'เรียนรู้ผ่านการคิดอย่างมีเหตุผลและการตั้งคำถาม'
• หัวใจของวัยนี้ คือ การค้นหาตัวตน ความยุติธรรม และอุดมคติ ดังนั้นสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ คือ การสนทนา การตั้งคำถาม และครูที่พร้อมเปิดใจรับฟัง ไม่ตัดสิน จัดให้มีกิจกรรม การถกเถียงด้วยเหตุผล การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองของการเปลี่ยนแปลง การทำโครงงาน ฝึกความรับผิดชอบ โดยสิ่งสำคัญ คือการให้พื้นที่วัยรุ่นได้ลองผิดลองถูกในขอบเขตที่ปลอดภัย และให้พวกเขาได้สัมผัสความรับผิดชอบจริง
🌸 21 ปีขึ้นไป
'การสร้างตัวตนในโลก'
• เน้นการตื่นรู้ในตนเอง ในระดับที่ลึกขึ้น ทั้งในเชิงความรับผิดชอบ จิตวิญญาณ และความสัมพันธ์กับโลก เป็นช่วงของการลงมือทำจริง นำความคิด อุดมคติ หรือแรงบันดาลใจไปสู่โลกภายนอก เช่น เรียนต่อ ทำงาน ค้นหาเส้นทางชีวิต วุฒิภาวะได้รับการพัฒนา ในแง่มนุษยปรัชญา จิตวิญญาณเริ่ม 'ยืนด้วยขาตัวเอง' เป็นช่วงต้นของการมีอิสรภาพที่แท้จริง
แต่ละช่วงวัยต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่ต่างกัน การเร่งหรือข้ามขั้นการเรียนรู้จะทำให้ “ราก” ไม่มั่นคง เด็กอาจโตมาโดยขาดความมั่นใจ หรือหมดแรงบันดาลใจ
ดังนั้น ศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติ คือปัจจัยสำคัญในการช่วยเสริมพัฒนาการด้านจิตใจและจิตวิญญาณ
#ศิลปะด้านใน
#สสส.
07/05/2025
"ถ้าการศึกษาไม่ให้ความสำคัญกับการเข้ามาตื่นรู้ของจิตวิญญาณ อย่างเช่น บอกว่าเด็กทุกคน 3 ขวบ หรือ 7 ขวบต้องเรียนสิ่งที่ยากเกินช่วงวัย อย่างท่องสูตรคูณ หรือเนื้อหาการเรียนเร็วเกินกว่าช่วงวัย ที่เราถือว่าประสบความสำเร็จ แต่นี้เป็นเพียงความสำเร็จทางโลก
เมื่อเด็กเติบโตขึ้นและย้อนกลับไปมอง สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในช่วงเวลาเหล่านั้น คือ “การเล่น” เขาต้องการเห็นโลกที่ดี ได้อยู่กับเพื่อน ๆ ไม่ต้องคิดมาก เห็นโลกที่งาม มีประสบการณ์ที่จะทำอะไรโดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมาย ไม่ต้องแข่งขันก็ได้ แต่ทำแล้วมีความสุข อย่างงานศิลปะ กิจกรรมยามว่าง เด็กบางคนไม่มีเลย ทั้งที่เป็นสิ่งที่ควรจะมีในช่วงอายุ 7-14 ปี และสุดท้ายมีโอกาสคิดสักนิดว่าจริง ๆ แล้วฉันอยากเป็นอะไร ถ้าตรงนี้ไม่ถูกเติมเต็ม นั่นจะเป็นปัญหาว่า นำไปสู่การรู้สึกเจ็บป่วยทางจิตใจ จิตวิญญาณ ซึมเศร้า หมดอาลัย ท้อแท้ และนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ว่า ฉันไม่อยากอยู่แล้ว จะเป็นเหตุการณ์ที่มากขึ้นและมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
เราต้องย้อนกลับมาดูว่า ‘แล้วการศึกษาของเราได้ช่วงชิงวันเวลาที่จิตวิญญาณของเราจะตื่นรู้ เพื่อที่จะรับรู้ความจริง ความงาม ความดี ไปจนหมดเลยหรือเปล่า’ ทำให้พอถึงจุดหนึ่งเราไม่มีความอยากที่จะอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ของศิลปะ ดนตรี ที่จะมาช่วยเยียวยาผู้คนให้กลับไปเห็นความจริง ความดี และความงามอีกครั้ง"
ส่วนหนึ่งในเนื้อหาการบรรยาย หัวข้อ #พื้นฐานสุขภาวะผ่านศิลปะด้านในกับเด็กปฐมวัยและวัยเรียน
โดย หมอปอง นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
ในการอบรมโครงการ 'ศิลปะด้านใน'
#มนุษยปรัชญา
#ศิลปะด้านใน
#สสส.
07/05/2025
ก่อร่างปัญญา 3 ฐาน พื้นฐานการเรียนรู้ที่พัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวม กับความเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุธาตุ หากแต่ประกอบด้วยสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย
เป้าหมายของการศึกษาเป็นไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ผ่านปัญญาทั้ง 3 ฐาน ที่เป็นเสมือนรากของต้นไม้ซึ่งจะเติบโตขึ้นอย่างสมดุล
🙌🏼 ฐานแรก Will - ปัญญาทางกาย หรือสัญชาตญาณ เป็นพลังการลงมือทำ
การได้ลงมือทำ สัมผัสวัสดุจริง เคลื่อนไหวร่างกาย ทำซ้ำอย่างมีจังหวะ คือการสร้างพลังเจตจำนง เด็กจึงต้องมีประสบการณ์ที่ไม่ถูกเร่ง แต่ได้ฝึกฝนความตั้งใจ ความอุตสาหะ และการรับผิดชอบด้วยหัวใจที่รู้สึกอยากทำด้วยตนเอง เมื่อทำแล้วเขาจะรู้สึกสนุกและจะทำจนถึงที่สุด การลงมือทำเชื่อมความคิดและความรู้สึกให้กลายเป็น ‘ความจริง’ ที่มีชีวิต
🤍 ฐานต่อมา ใจ Feel - ปัญญาทางจิตใจ หรือปัญญาญาณ
ใจคือศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวภายใน เด็กต้องได้มีพื้นที่ในการสัมผัสความงาม ความรู้สึกลึกซึ้ง และศิลปะ พลังทางอารมณ์เหล่านี้เมื่อได้รับการโอบอุ้มอย่างเหมาะสม จะค่อย ๆ กลายเป็นศิลปะ เป็นความเมตตา เป็นพลังสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ศิลปะไม่ใช่เพียงผลงาน แต่มันคือ ‘กระบวนการ’ ที่เด็กใช้ในการเข้าใจโลกและใจของตนเอง
🧘🏽และฐานคิด Mindfulness - สติ ปัญญาทางสมอง หรือปรีชาญาณ
เด็กต้องได้สัมผัสประสบการณ์ที่ปลุกการตื่นรู้ ไม่ใช่เพียงการคิดในเชิงเหตุผล แต่รวมถึงการตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ ความเข้าใจตนเอง และโลกที่อยู่รอบตัว อันเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘การรู้ตัว’ เมื่อเราฝึกการใช้สติ เด็กจะไม่เพียงรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยหัว แต่จะเริ่มฟังเสียงภายในและเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
ปัญญาทั้ง 3 ฐานนี้คือรากฐานของการศึกษาในแบบศิลปะด้านใน
เมื่อเราสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการพัฒนาเจตจำนงผ่านกาย ความรู้สึกผ่านใจ และการมีสติรู้ตัวผ่านฐานหัว ไปพร้อมกัน เด็กจะไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่จะค่อย ๆ กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สมดุล และมีศิลปะในชีวิต
#ศิลปะด้านใน
#สสส.
04/03/2025
🌟 นิทานเรื่อง ดาวประทานพร 🌟
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเรื่องราวที่เกิด ณ ที่แห่งหนึ่งและเรื่องราวนี้จะเกิดได้อีกในทุก ๆ ที่
ณ ชนบทที่แห่งไกลแห่งหนึ่ง ยังมีเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอไม่มีบ้าน ไม่มีพ่อแม่ เธออยู่ตามลำพังเธอมีเพียงเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่และขนมปังอยู่ในมือหนึ่งก้อน
เพลง.. เด็กน้อยแสนดีอย่างเธอ มีหัวใจมั่นคง อยู่ตามลำพังไม่กลัว ในหัวใจซื่อตรง
เธอพบชายชรา ผู้น่าสงสาร
ชายชรากล่าวว่า “ฉันหิวเหลือเกิน ขอขนมปังในมือของเธอในฉันเถอะนะ ฉันหิวเหลือเกิน”
เด็กหญิงให้ขนมปังในมือของเธอแก่ชายชราไปแล้วบอกว่า
“เอาไปซิจ้ะ แล้วขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนด้วยนะ”
เพลง.. ดาวบนฟ้ากระพริบทอแสง ท่ามกลางฟ้าสีครามสดใส ดาวส่งใจมาให้เด็กน้อย
เป็นคนดีต่อไปจะคอย
เธอเดินต่อไป พบเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาไม่มีหมวก เขาหนาวจนตัวสั่น
เด็กผู้ชายกล่าวว่า “ขอหมวกของเธอให้ฉันเถอะ ฉันหนาว ฉันไม่มีหมวกเลย”
เด็กหญิงให้หมวกแก่เด็กชายคนนั้นไปแล้วบอกว่า
“เอาไปซิจ้ะ แล้วขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนด้วยนะ”
เพลง..ดาวบนฟ้ากระพริบทอแสง ท่ามกลางฟ้าสีครามสดใส ดาวส่งใจมาให้เด็กน้อย
เป็นคนดีต่อไปจะคอย
เธอเดินต่อไป พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาไม่มีเสื้อ เขาหนาวจนตัวสั่น
เด็กคนนั้นกล่าวว่า “ขอเสื้อของเธอให้ฉันเถอะ ฉันหนาว ฉันไม่มีเสื้อเลย”
เด็กหญิงให้เสื้อแก่เด็กหญิงคนนั้นไปแล้วบอกว่า
“เอาไปซิจ้ะ แล้วขอบคุณเบื้องบนด้วยนะ”
เพลง..ดาวบนฟ้ากระพริบทอแสง ท่ามกลางฟ้าสีครามสดใส ดาวส่งใจมาให้เด็กน้อย
เป็นคนดีต่อไปจะคอย
เธอเดินต่อไป พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาไม่มีกระโปรง เขาหนาวจนตัวสั่น
เด็กคนนั้นกล่าวว่า “ขอกระโปรงของเธอให้ฉันเถอะ ฉันหนาว ฉันไม่มีกระโปรงเลย”
เด็กหญิงให้กระโปรงแก่เด็กหญิงคนนั้นไปแล้วบอกว่า
“เอาไปซิจ้ะ แล้วขอบคุณเบื้องบนด้วยนะ”
เพลง ดาวบนฟ้ากระพริบส่องแสง ท่ามกลางฟ้าสีครามสดใส ดาวส่งใจมาให้เด็กน้อย
เป็นคนดีต่อไปจะคอย
บัดนี้เด็กหญิงผู้แสนดีเหลือเพียงชุดชั้นในบาง ๆ เธอเข้าไปในป่า และที่ในป่านั้นเธอพบเด็กน้อยคนหนึ่งเขาไม่มีแม้เสื้อผ้าจะสวมใส่ เขาหนาวและบอกเธอว่า
“ขอเสื้อชั้นในของเธอให้ฉันเถอะ ฉันหนาว ฉันไม่มีเสื้อสวมใส่เลย”
เด็กหญิงหยุดมองเด็กน้อยคนนั้นแล้วบอกว่า
“เอาไปซิจ้ะ แล้วขอบคุณเบื้องบนด้วยนะ”
และเธอก็ให้ชุดชั้นในของเธอแก่เด็กน้อยคนนั้นไป
เพลง..
กริ้ง กริง กริ้ง กริงดาวบนฟ้า ทอแสงมาเป็นเสื้ออาภรณ์
กริ้ง กริง กริ้ง กริงดาวบนฟ้า ทอแสงมาเป็นเงินและทอง
กริ้ง กริง กริ้ง กริงดาวบนฟ้า ทอแสงมาจากดาวประทานพร
แล้วเด็กหญิงผู้แสนดีคนนั้นก็กลายเป็นเด็กที่ร่ำรวยและมีความสุขที่สุดคนหนึ่ง
ต้นฉบับเป็นภาษาญี่ปุ่น
เรียบเรียงเพลงทำให้นิทานมีชีวิตขึ้นมา : แม่ครูอุ้ยอ้าย อภิสิรี จรัลชวนะเพท
อนุบาลบ้านรัก
ภาพประกอบ : สุพิชฌาย์ เอี่ยมดิลกวงศ์
#นิทาน #ดาวประทานพร
#ศิลปะด้านใน
#สสส.