บ้านวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านพรหมยาม

บ้านวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านพรหมยาม บ้านวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านพรหมยาม

กิจกรรสืบเสาะอิสระ เรื่อง สะพานของฉัน แข็งแรงแค่ไหนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3สังกัดสำน...
13/03/2026

กิจกรรสืบเสาะอิสระ เรื่อง สะพานของฉัน แข็งแรงแค่ไหน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับประถมศึกษา
การจัดการเรียนรู้ด้วยวัฏจักรการสืบเสาะ

1. สังเกต (Observation) – สะพานแบบไหนจะรับน้ำหนักได้มาก ต้องออกแบบแบบไหนดี

ให้นักเรียนลองจินตนาการว่าตนเองเป็นวิศวกร จะออกแบบสะพานแบบไหนดี ให้รับน้ำหนักได้มาก

ตัวอย่างคำถามกระตุ้นการสังเกต:

● เคยเห็นสะพานไหม?
● สะพานมีโครงสร้างแบบไหน?
● คิดว่าโครงสร้างของสะพานแบบใดจะรับน้ำหนักได้ดีที่สุด?

2. ตั้งคำถาม (Questioning) และตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis)

ให้นักเรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับการสร้างสะพาน

● สะพานรูปสามเหลี่ยมน่าจะรับน้ำหนักได้มาก

3. ทดลองและเก็บข้อมูล (Investigation & Data Collection)

ให้นักเรียนทำการทดลองง่าย ๆ เช่น
- ทดลองนำไม้ไอศกรีม ทากาวแล้วนำมาติดกันให้เป็นรูปสามเหลี่ยมติดต่อกัน 3 รูป รอกาวแห้งนำมาทดลองรับน้ำหนัก โดยการนำถุงใส่น้ำ มาผูกติดกับสะพานและเพิ่มน้ำหนักเรื่อยๆ ตรวจสอบว่าจะรับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไร แล้วนำมาบันทึกผล

4. อภิปรายและอธิบายผล (Explanation & Discussion)

ให้นักเรียนแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบ เช่น

● สะพานที่รับน้ำหนักได้มากจะเป็นสะพานรูปทรงสามเหลี่ยมจะกระจายแรงได้ดี แข็งแรงและมั่งคงกว่าแบบอื่น

5. การนำไปใช้และสรุปผล (Application & Conclusion)

● นักเรียนใช้ความรู้เรื่องการสร้างสะพาน แข็งแรงแค่ไหน ในการแก้ปัญหา เช่น
- การเลือกวัสดุที่ใช้สร้างสะพาน
- การคิด แก้ไขปัญหา ในการออกแบบ

● นักเรียนสามารถบันทึกสิ่งที่ค้นพบในรูปแบบภาพวาดหรือรายงานสั้น ๆ

6. การนำเสนอผลงาน (Presentation & Sharing)

● นักเรียนจัดทำโปสเตอร์ หรือแผ่นพับเกี่ยวกับสะพานในความคิดของตนเอง
● นำเสนอผลการสำรวจให้เพื่อนฟัง พร้อมตัวอย่างจากชีวิตจริง
● อาจทำโครงงานเล็ก ๆ เช่น "สำรวจโครงสร้างสะพานแบบต่างๆ"

ประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรม

● นักเรียนเข้าใจแนวคิดเลขคู่เลขคี่ผ่านสิ่งรอบตัว
● ได้ฝึกสังเกต ตั้งคำถาม และลงมือทดลอง
● สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
● ได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมและการนำเสนอ
ครูผู้สอน
1. นางสาวโสพิศชา อินทรสุวรรณ์
2. นางสาวสุพรรณิการ์ ฉิมมุจฉา

กิจกรรมสืบเสาะอิสระ เรื่อง ไข่ต้ม 3 น้ำ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3การจัดการเรียนร...
13/03/2026

กิจกรรมสืบเสาะอิสระ เรื่อง ไข่ต้ม 3 น้ำ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3
การจัดการเรียนรู้ด้วยวัฏจักรการสืบเสาะ
1. ตั้งคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ครูถามนักเรียนดังนี้
- ไข่ที่ต้มในน้ำเปล่า น้ำเกลือ และน้ำส้มสายชู มีความแตกต่างกันอย่างไร
2. รวบรวมความคิดและข้อสันนิษฐาน
ความคิดและข้อสันนิษฐานของนักเรียน
- ปกติเวลาที่เราต้มไข่ เราจะใช้น้ำเปล่าในการต้มไข่ จึงเกิดข้อสงสัยหากเราเปลี่ยนน้ำในการต้มที่จะทำให้ไข่สุก โดยใช้น้ำเปล่า น้ำเกลือ และน้ำส้มสายชู จะเกิดข้อแตกต่างอย่างไร
3. ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ
- นำไข่ไก่มาต้ม โดยแยกเป็นต้มในน้ำเปล่า ต้มในน้ำเกลือ และต้มในน้ำส้มสายชู ในเวลาที่กำหนด จากนั้นนำขึ้นมา
4. สังเกตและบรรยาย
- เปลือกไข่ที่ต้มในน้ำเปล่าและน้ำเกลือ มีสีน้ำตาลเหมือนเดิม แตไข่ที่ต้มในน้ำส้มสายชูเปลือกมีสีที่เปลี่ยนแปลงไป คือเป็นสีขาว ส่วนเนื้อไข่ด้านในใช้เวลา 8 นาทีเท่ากัน พบว่าเนื้อไข่ขาวที่ต้มในน้ำเปล่ามีความแข็ง ไข่แดงสุก,เนื้อไข่ขาวที่ต้มในน้ำส้มสายชู มีความนุ่มเด้งไม่แดงมีความสุกเยิ้ม และเนื้อไข่ที่ต้มในน้ำเกลือ ไข่ขาวไม่มีการซ็ทตัว ไข่แดงสุกเยิ้ม
5. บันทึกข้อมูล
นักเรียนสังเกตและบันทึกผลการทดลอง
6. อภิปรายผล
ไข่ต้มที่ต้มในน้ำเปล่า น้ำเกลือและน้ำส้มสายชูนั้นมีความแตกต่างกันทั้งลักษณะภายนอกและลักษณะภายในของเนื้อไข่ เนื่องจากน้ำมีความเข้มข้นที่แตกต่างกัน จึงทำให้ไข่ต้มทั้ง 3 ชนิดมีลักษณะไม่เหมือนกัน หรืออาจจะต้องใช้เวลาที่มากขึ้นเมื่อต้มในน้ำที่มีความหนาแน่นมาก
ครูผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้
นางสาวโสพิศชา อินทรสุวรรณ์
นางสาวสุพรรณิการ์ ฉิมมุจฉา

กิจกรรสืบเสาะอิสระ เรื่อง เลขคู่เลขคี่รอบตัวเรา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3สังกัดสำน...
13/03/2026

กิจกรรสืบเสาะอิสระ เรื่อง เลขคู่เลขคี่รอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับประถมศึกษา
การจัดการเรียนรู้ด้วยวัฏจักรการสืบเสาะ

1. สังเกต (Observation) – สำรวจเลขคู่เลขคี่รอบตัวเรา

ให้นักเรียนเดินสำรวจสิ่งของรอบตัวในห้องเรียน บ้าน หรือสนามเด็กเล่น แล้วจดบันทึกสิ่งที่มีจำนวนเป็น "เลขคู่" และ "เลขคี่"

ตัวอย่างคำถามกระตุ้นการสังเกต:

● จำนวนขาของเก้าอี้เป็นเลขคู่หรือเลขคี่?
● มีหน้าต่างกี่บาน? เป็นเลขคู่หรือเลขคี่?
● ลูกบอลที่อยู่ในตะกร้ามีกี่ลูก?
● จำนวนบันไดของอาคารเป็นเลขคู่หรือเลขคี่?
ตัวอย่างการสำรวจ:

● ใบไม้ที่เก็บมา มี 7 ใบ เป็น เลขคี่
● จำนวนปุ่มเสื้อ มี 6 เป็น เลขคู่
● กระถางต้นไม้ มี 5 กระถาง เป็น เลขคี่

2. ตั้งคำถาม (Questioning) และตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis)

ให้นักเรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับเลขคู่และเลขคี่ เช่น

● ทำไมขาเก้าอี้มักมีจำนวนเป็นเลขคู่?
● ทำไมจำนวนล้อของจักรยานทั่วไปมี 2 ล้อ (เลขคู่)แต่จักรยานสามล้อมี 3 ล้อ (เลขคี่)
● ถ้าเรานำของที่มีเลขคี่มาบวกกัน ผลลัพธ์จะเป็นเลขคู่หรือเลขคี่?
จากนั้นให้นักเรียนลองคาดเดาคำตอบของคำถาม (สมมุติฐาน) เช่น

● "ถ้าบวกเลขคี่กับเลขคี่ น่าจะได้เลขคู่"
● "ของที่มีสมดุลมักจะมีจำนวนเป็นเลขคู่ เช่น ขาโต๊ะ 4 ขา"
3. ทดลองและเก็บข้อมูล (Investigation & Data Collection)

ให้นักเรียนทำการทดลองง่าย ๆ เช่น
- ทดลองบวกเลขคู่กับเลขคู่, เลขคี่กับเลขคี่

● หยิบก้อนหิน 2 ก้อน (เลขคู่) แล้วเพิ่มอีก 2 ก้อน (เลขคู่) → ผลรวมเป็นเลขคู่
● หยิบก้อนหิน 3 ก้อน (เลขคี่) แล้วเพิ่มอีก 3 ก้อน (เลขคี่) → ผลรวมเป็นเลขคู่
● หยิบก้อนหิน 2 ก้อน (เลขคู่) แล้วเพิ่มอีก 3 ก้อน (เลขคี่) → ผลรวมเป็นเลขคี่
- แยกของรอบตัวเป็นกลุ่มเลขคู่และเลขคี่

● แยกสิ่งของที่พบในบ้าน เช่น ช้อน แก้วน้ำ รองเท้า
● นับของเป็นคู่ ๆ ถ้าจับคู่หมดแสดงว่าเป็นเลขคู่ ถ้ามีเหลือ 1 แสดงว่าเป็นเลขคี่
-สังเกตเลขคู่และเลขคี่ในสิ่งปลูกสร้าง

● นับขั้นบันได แล้วลองก้าวทีละ 2 ขั้น สังเกตว่าถ้าขั้นสุดท้ายเป็นเลขคี่ จะต้องก้าวเพิ่มอีกหนึ่งก้าว
● สังเกตหมายเลขห้องเรียน ว่ามีการเรียงตัวเป็นเลขคู่ฝั่งหนึ่ง และเลขคี่อีกฝั่งหรือไม่
4. อภิปรายและอธิบายผล (Explanation & Discussion)

ให้นักเรียนแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบ เช่น

● "ฉันพบว่าถ้ารวมเลขคี่สองตัว ผลลัพธ์จะเป็นเลขคู่เสมอ!"
● "เก้าอี้มีขาเป็นเลขคู่เสมอ เพราะช่วยให้สมดุล"
● "หมายเลขบ้านบนถนนฝั่งหนึ่งเป็นเลขคู่ อีกฝั่งเป็นเลขคี่"

สรุปผลเบื้องต้น:

● เลขคู่สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ลงตัว (2, 4, 6, …)
● เลขคี่เมื่อจับคู่กันจะเหลือ 1 เสมอ (1, 3, 5, …)
● การรวมกันของเลขคู่และเลขคี่มีรูปแบบที่แน่นอน
○ เลขคู่ + เลขคู่ = เลขคู่
○ เลขคี่ + เลขคี่ = เลขคู่
○ เลขคู่ + เลขคี่ = เลขคี่

5. การนำไปใช้และสรุปผล (Application & Conclusion)

● นักเรียนใช้ความรู้เรื่องเลขคู่และเลขคี่ในการแก้ปัญหา เช่น
○ ถ้าเรามีลูกอม 7 เม็ด แบ่งให้เพื่อน 2 คนเท่า ๆ กันได้หรือไม่?
○ ถ้าเราเดินขึ้นบันไดทีละ 2 ขั้น ขั้นสุดท้ายจะเป็นเลขคู่หรือเลขคี่?
● นักเรียนสามารถบันทึกสิ่งที่ค้นพบในรูปแบบภาพวาดหรือรายงานสั้น ๆ
6. การนำเสนอผลงาน (Presentation & Sharing)

● นักเรียนจัดทำโปสเตอร์ หรือแผ่นพับเกี่ยวกับเลขคู่เลขคี่
● นำเสนอผลการสำรวจให้เพื่อนฟัง พร้อมตัวอย่างจากชีวิตจริง
● อาจทำโครงงานเล็ก ๆ เช่น "สำรวจหมายเลขทะเบียนรถยนต์รอบโรงเรียนว่าเป็นเลขคู่หรือเลขคี่มากกว่ากัน?"
ประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรม

● นักเรียนเข้าใจแนวคิดเลขคู่เลขคี่ผ่านสิ่งรอบตัว
● ได้ฝึกสังเกต ตั้งคำถาม และลงมือทดลอง
● สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
● ได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมและการนำเสนอ
ครูผู้สอน
1. นางสาวโสพิศชา อินทรสุวรรณ์
2. นางสาวสุพรรณิการ์ ฉิมมุจฉา

วันศุกร์ที่ 13  มีนาคม 2569โรงเรียนบ้านพรหมยาม ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 โครงการบ้านนักวิ...
13/03/2026

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569
โรงเรียนบ้านพรหมยาม ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยระดับประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3

กิจกรรมการเรียนรู้ Hand On 🔵เรื่อง จรวดลูกโป่ง 🚀🧨🎈🔵นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3🔵จัดการเรียนรู้ วันที่ 25 กุมภาพันธ...
11/03/2026

กิจกรรมการเรียนรู้ Hand On
🔵เรื่อง จรวดลูกโป่ง 🚀🧨🎈
🔵นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
🔵จัดการเรียนรู้ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569
🔵โรงเรียนบ้านพรหมยาม สพป. เพชรบูรณ์ เขต 3
🔵ดำเนินการกิจกรรมโดย
นางสาวโสพิศชา อินทสุวรรณ์
นางสาวสุพรรณิการ์ ฉิมมุจฉา

🔵การจัดการเรียนรู้ด้วยวัฏจักรการสืบเสาะ
1. ตั้งคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ครูถามนักเรียนดังนี้
-“ทำไมลูกโป่งเวลาปล่อยลมถึงพุ่งไปได้?”
-“ถ้าเราผูกลูกโป่งกับหลอดและร้อยเชือกไว้ ลูกโป่งจะเคลื่อนที่ได้ไหม?”
-“อะไรจะทำให้ลูกโป่งเคลื่อนที่ได้ไกลขึ้น?”

2. รวบรวมความคิดและข้อสันนิษฐาน
- ถ้าลูกโป่งใหญ่ ลมน่าจะดันแรงกว่า
-ถ้าเชือกหย่อน ลูกโป่งจะไม่วิ่ง
-ถ้าเทปติดหลอดไม่แน่น ลูกโป่งอาจหลุด

3. ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ
ครูนำความคิดและข้อสันนิษฐานของนักเรียนสู่กิจกรรม จรวดลูกโป่ง ดังนี้
-แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน
-แจกอุปกรณ์: ลูกโป่ง เชือก หลอดดูดน้ำ เทปใส
-ครูอธิบายวิธีทำ:
-ผูกเชือกให้ตึงระหว่างจุด A กับ B
-ร้อยหลอดดูดน้ำเข้าไปในเชือก
-ติดลูกโป่งเข้ากับหลอดด้วยเทป (อย่าเพิ่งปล่อยลม)
-เป่าลมลูกโป่งแล้วปล่อยให้ลูกโป่งพุ่งไป
-ให้กลุ่มทดลองหลายรอบ โดยอาจเปลี่ยนขนาดลูกโป่ง/มุมเชือก

4. สังเกตและบรรยาย
ครูถามนักเรียนขณะทำกิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคิดและลงความเห็นจากกิจกรรมการจรวดลูกโป่ง ดังนี้
-“ลูกโป่งเคลื่อนที่ไปได้เพราะอะไร?”
-“ถ้าลูกโป่งใหญ่ขึ้น การเคลื่อนที่จะเปลี่ยนไปอย่างไร?”

5. บันทึกข้อมูล
- นักเรียนบันทึกผลการทำกิจกรรม จรวดลูกโป่ง ลงในใบกิจกรรม

6. อภิปรายผล
-แรงอากาศที่เกิดจากการปล่อยลมในลูกโป่งสามารถทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหลักของแรงและแรงปฏิกิริยา จากกิจกรรมการสร้างจรวดลูกโป่ง

ที่อยู่

หมู่ที่ 7 ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี
Phetchabun
67130

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านพรหมยามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท