06/12/2021
เลี้ยงลูกยังไง...ให้ลูกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี - ฉันยังไหวนะ เรื่องที่แม่ต้องสอนลูก เรื่องที่แม่ต้องสอนลูก ไม่ใช่แค่ …
แม่และเด็ก
06/12/2021
เลี้ยงลูกยังไง...ให้ลูกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี - ฉันยังไหวนะ เรื่องที่แม่ต้องสอนลูก เรื่องที่แม่ต้องสอนลูก ไม่ใช่แค่ …
15/02/2021
📣 NEWS: ผลวิจัยเผย ตีเด็กไม่ใช่เรื่องดี ยิ่งตีตอนเล็กยิ่งก้าวร้าว 📣
“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” สำนวนนี้คงใช้ในการเลี้ยงเด็กไม่ได้อีกต่อไป เพราะอย่างที่เราได้ยินกันว่าการลงโทษเด็กด้วยการตีไม่ใช่ทางออก และตอนนี้นี้ก็มีผลวิจัยในเรื่องนี้ออกมาอย่างชัดเจนแล้ว
โดยผลวิจัยนี้เป็นรายงานการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (UM) ของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยฯ และตีพิมพ์ลงวารสารกุมารเวชศาสตร์ (Journal of Pediatrics) ซึ่งเป็นผลการวิจัยในประเด็นวิธีลงโทษอย่าง “การตี” และ “การมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก” (ACE) ส่งผลกระทบต่อปัญหาพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวขาดการควบคุม (EB) ในเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี
คณะนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาครอบครัวเปราะบางและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก (Fragile Families and Child Wellbeing Study) จำนวน 2,380 ครอบครัว โดยมีกลุ่มคุณแม่รายงานปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวและพฤติกรรมเก็บกดในเด็กอายุ 5 ปี และการมีประสบการณ์เลวร้ายและการถูกตีในเด็กอายุ 3 ปี
จากการศึกษาทำให้เห็นว่า เด็กอายุ 3 ปี ที่มีประสบการณ์เลวร้ายและถูกลงโทษด้วยการตี สุ่มเสี่ยงจะมีปัญหาพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวขาดการควบคุมเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 5 ปี
ดังนั้นการลงโทษด้วยการตีถือเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กและสร้างบาดแผลที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจและพฤติกรรมเมื่อพวกเขาโตขึ้น
อ้างอิงจาก
https://www.posttoday.com/world/645356
-----------------
🌟ติดตามพวกเราได้ที่
📌Facebook : Parents One
📌Twitter : twitter.com/ParentsOne
📌WebSite : www.parentsone.com
📌Instagram : instagram.com/parentsone/
📌Youtube : https://www.youtube.com/c/parentsone
15/02/2021
#ปู่จิกผมหลาน #ปู่แกล้งหลาน
วันนี้พาหลานชายวัย 4 ขวบไปหาคุณปู่คุณย่า พยายามจะให้ถ่ายรูปด้วยกัน แต่หลานก้อซนปีนป่ายไปมา แล้วจู่ๆ คุณปู่จิกผมหลานและกระชากไปมา 3-4 ที แม่เห็น เพราะแม่กำลังเตรียมตัวจะกดถ่ายรูปอยู่ค่ะ หลานร้องไห้ออกมาดัง แล้วหันไปตี แม่เลยเข้าไปอุ้มลูกออกมาเพื่อปลอบ และบอกกับลูกว่าแม่เห็นว่าคุณปู่ดึงผมลูกและลูกเจ็บ
แต่ในระหว่างที่ปลอบลูก คุณปู่ก็ยังคงหัวเราะด้วยความสนุกและยังพูดซ้ำๆ อยู่ว่า "ให้มันร้องไห้ซะบ้าง" และตามมาพูดอยู่เรื่อยๆ ในทุกที่ๆ เราพาลูกไป
เราเลยตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน พอลูกได้สติ เค้าก้อบอกว่าเค้าเจ็บไม่มากแต่โกรธมากกว่า แต่ไม่อยากอยู่ต่อ ส่วนทางสามี ก้อได้ถามคุณปู่ว่าดึงผมหลานทำไม ปู่ก้อตอบว่า ดึงเฉยๆ จะได้อยู่นิ่งๆ
ในกรณีที่เป็นแบบนี้ แม่ทำเกินไปมั้ยคะที่พาลูกกลับบ้าน และเป็นการสปอยล์ลูกหรือเลี้ยงเป็นเด็กเทวดาที่ใครแตะต้องไม่ได้รึเปล่าคะ
.........
ในกรณีแบบนี้แม่ทำได้ดีมากเลย ไม่เกี่ยวกับลูกเทวดาอะไรเลย แม่ได้ปกป้องลูกชายที่โดนแกล้งจากคนใกล้ชิดที่เขาเคารพ... ซึ่งปู่ไม่ควรทำตั้งแต่แรก..ถ้าแม่ไม่พาลูกออก, ไม่เข้าไปช่วยลูก จนลูกมีสติทบทวนความรู้สึกตนเองและบอกได้ด้วยว่าไม่เจ็บแต่โกรธ ลูกคงจะแย่กว่านี้
ถ้าแม่ยืนเฉยๆ ปล่อยให้ปู่แกล้งไปเรื่อยๆ ลูกคงขาดที่พึ่งทั้งที่พึ่งทางกาย (เจ็บผม)และที่พึ่งทางใจ (ไร้คนช่วย) ลูกจะสับสนว่า ชีวิตเขามีความปลอดภัยมั้ย อันตรายถึงตัวแบบนี้ ยังไม่มีใครช่วย แล้วจะไว้วางใจใครได้ แม้แต่แม่ก็ไม่มาช่วย เชื่อใจแม่ก็คงไม่ได้ซิ... ลูกก็คงพัฒนาความรู้สึกมั่นคงในชีวิต ไม่ค่อยดี
ขอย้ำอีกครั้งว่า คุณแม่ทำหน้าที่ดีมากแล้ว การช่วยลูกออกการบูลลี่ หมอไม่เรียกว่าสปอยล์ลูก หมอเรียกว่า “ช่วยลูกให้ปลอดภัย” เราทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอีกครั้งหลังจากที่กลัวและเจ็บจากฝีมือปู่ เมื่อแม่เข้ามาช่วย ลูกจะไว้วางใจและมั่นใจแม่มากขึ้น...
สำคัญนะคะ เด็กๆต้องพัฒนาความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในชีวิตจากการดูแลของพ่อแม่ โดยเฉพาะถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วเรารีบแก้ปัญหาช่วยเหลือลูกให้ปลอดภัยทันที เมื่อรากฐานความมั่นคงในชีวิตดี ฐานของสุขภาพจิตใจก็จะดีตาม
ส่วนการสปอยล์ลูก น่าจะหมายถึงการตามใจเด็ก เอาใจเด็ก ซึ่งไม่เกี่ยวกับช่วงเวลาที่เด็กถูกบูลลี่ ต้องแยกตรงนี้..
สำหรับคุณปู่.. หมอขอตำหนิคุณปู่ว่า คุณปู่เป็นผู้ใหญ่แล้ว สมควรทำตัวให้เด็กเคารพ ไม่ใช่เรียกร้องให้เด็กสนใจด้วยการแกล้งเด็ก ไม่สมควรเลยที่จะเข้าหาหลานด้วยการบูลลี่ หมอรู้ว่าปู่รักและเอ็นดูหลาน แต่ควรหาวิธีเรียกร้องให้เด็กสนใจวิธีอื่น อย่าทำให้เด็กมีแผลใจ และอย่าทำให้คู่สามี ภรรยาเขามีปัญหากันเพราะเราเลย...
เมื่อไรก็ตามที่คนใกล้ชิดบูลลี่เด็กเสียเอง ความรู้สึกมั่นคงในชีวิตและความไว้วางใจจะลดลง อีกหน่อยเจอหน้าปู่ หลานจะไม่เข้าใกล้ กลัวจะโดนแกล้ง หลานจะไม่ไว้ใจปู่แล้ว
และที่เห็นบ่อยๆ พอเด็กไม่กล้าเข้าใกล้ ผู้ใหญ่ก็จะดุเด็กมากขึ้น หรือไม่ก็ไปดุแม่หาว่าเลี้ยงเป็นลูกเทวดาแตะไม่ได้...คำว่าแตะไม่ได้ ถ้ามองกันจริงๆคนอื่นๆที่ไม่แกล้งเด็ก เด็กเขาก็เข้าหาอยู่นะ ก็มีแต่คนที่บูลลี่เด็กเท่านั้นแหละที่เด็กไม่ให้แตะ ซึ่งหมอถือว่าเป็นภาวะปกติ ไม่ใช่เพราะเลี้ยงเป็นลูกเทวดา
กราบขออภัยถ้าล่วงเกินท่านผู้สูงอายุทั้งหลาย ท่านก็อายุมากแล้ว ขอให้ท่านอยู่เป็นร่วมโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานร่มเย็นเถอะ อย่าอยู่ใกล้ลูกหลานแล้วไปแกล้งเด็ก หรือตำหนิบ่นด่าจนทำให้บ้านร้อนรนไปหมดแบบนี้เลยนะคะ 🙏 🙏
ด้วยความเคารพ
#รักหลานกอดหลาน_ไม่แหย่ไม่แกล้งหลาน
หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
09/02/2021
ตอนนี้น้องเลล่ากำลังสนุกกับการตีค่ะ ..
เลยต้องมาหาคำตอบกันหน่อย
บางทีน้องก็ตีเพราะสนุกที่เห็นปฏิกริยาของอีกฝ่าย
คุณครูบอกว่า เวลาน้องตี อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่
แต่ต้องให้ความสำคัญ
และค่อยๆแก้ไขอย่างละมุนละม่อมค่ะ
#มนุษย์ลูก #ลูกชอบตี
09/02/2021
📣 NEWS: พ่อแม่ต้องรู้ เด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรกินเค้ก ขนมและลูกกวาด 📣
อย่างที่รู้กันว่าขนมหวานหรือของที่มีน้ำตาลไม่ควรให้เด็กเล็กกินเพราะนอกจากจะทำให้เด็กติดรสหวานแล้ว ยังทำให้ฟันผุ และมีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนอีกด้วย
กระทรวงเกษตร (USDA) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและบริการประชาชน (HHS) ของสหรัฐอเมริกาได้ให้คำแนะนำล่าสุดเรื่องอาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก โดยแนะให้เด็กกลุ่มนี้ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวต่อเนื่องจนถึงอย่างน้อย 6 เดือน และไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบบริโภคอาหารที่มีใส่น้ำตาลเพิ่มเติม อย่างเช่น ขนมหวาน ลูกกวาด หรือเค้ก
นอกจากนี้เรื่องโภชนาการก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก อาหารที่ให้เด็กวัยนี้กินควรมีคุณค่าทางสารอาหาร และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้เด็กๆ นำไปใช้ในการเจริญเติบโต
สำหรับเด็กที่โตกว่า 2 ขวบขึ้นไป ยังคงจำกัดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลให้ไม่เกิน 10% ของปริมาณแคลอรีที่บริโภคต่อวัน
อ้างอิงจาก
https://www.sanook.com/health/27221/
------------------
🌟ติดตามพวกเราได้ที่
📌Facebook : Parents One
📌Twitter : twitter.com/ParentsOne
📌WebSite : www.parentsone.com
📌Instagram : instagram.com/parentsone/
📌Youtube : https://www.youtube.com/c/parentsone
24/01/2021
💬 พูดแบบไหนทำให้ลูกฟังมากกว่ากัน ความแตกต่างระหว่าง You vs. I Message 😍
ไม่ว่าจะพูดอะไรลูกก็ไม่ยอมฟัง จะทำอย่างไรดี? คุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้านน่าจะเคยเจอปัญหานี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความปวดหัวและทำให้เรากับลูกทะเลาะกัน นั่นอาจทำให้เราต้องกลับมามองตัวเองว่า สิ่งที่เราพูด ทำให้ลูกรู้สึกต่อต้านรึเปล่า เรากำลังพูดด้วย You Message รึเปล่า วันนี้เราจึงมีเทคนิคการพูดที่เรียกว่า I Message มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนค่ะ
💬 ลักษณะการพูด 💬
💔 You message : พูดถึงการกระทำของลูก
พูดโดยมุ่งไปที่การกระทำของลูก ตำหนิหรือชี้ว่าลูกเป็นคนผิด แฝงด้วยอารมณ์ด้านลบและความรู้สึกไม่พอใจ มักขึ้นต้นประโยคด้วย “ทำไม”
❤️ I Message : พูดถึงความรู้สึกของตัวเอง
บอกความต้องการและความรู้สึกต่อพฤติกรรมที่ลูกทำ หรือพูดสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น โดยไม่ใช้อารมณ์ หลีกเลี่ยงการหาคนผิด มักขึ้นต้นประโยคด้วย “แม่อยาก…”
👂ความรู้สึกเมื่อได้ฟัง👂
💔 You message :
ลูกรู้สึกถูกต่อว่าหรือถูกกล่าวหา สูญเสียความมั่นใจ คิดว่าตัวเองเป็นตัวปัญหา รวมไปถึงพูดย้อนเพื่อป้องกันตัวเอง ทำให้รู้สึกต่อต้านไม่อยากทำในสิ่งที่พ่อกับแม่สั่งให้ทำ
❤️ I Message :
ลูกรับรู้ถึงความห่วงใย เพราคำพูดที่สร้างความรู้สึกนุ่มนวล ให้ผลด้านบวก ทำให้ลูกคล้อยตามและเชื่อฟังได้มากกว่า
🌟 ตัวอย่างประโยค 🌟
💔 You message : ไม่ควรพูดแบบนี้
- เมื่อไหร่จะไปอาบน้ำ พูดกี่รอบแล้วเนี่ย
- ทำไมไม่ทำการบ้านสักที
- ทำไมพูดจาไม่น่ารักเลย
❤️ I Message :ควรจะพูดแบบนี้
- แม่อยากให้หนูไปอาบน้ำ จะได้สบายตัว
- แม่จะดีใจมากถ้าหนูทำการบ้านเสร็จนะ
- แม่เสียใจที่หนูพูดแบบนี้
จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้วิธีพูดมีผลต่อความรู้สึกของคนฟังเป็นอย่างมาก การเลือกใช้ I Message ย่อมทำให้ลูกรู้สึกเปิดใจ และรับฟังเรามากกว่า ถึงแม้เทคนิคนี้อาจฟังดูยาก แต่ถ้าเราตั้งสติก่อนพูด เลือกใช้คำพูดที่แสดงความรู้สึกของเรามากกว่าตำหนิลูก รับรองว่าการสื่อสารภายในบ้านจะเป็นไปด้วยความเข้าใจอย่างแน่นอนค่ะ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://www.parentsone.com/talk-to-kid-with-i-message/
------------------
🌟ติดตามพวกเราได้ที่
📌Facebook : Parents One
📌Twitter : twitter.com/ParentsOne
📌WebSite : www.parentsone.com
📌Instagram : instagram.com/parentsone/
📌Youtube : youtube.com/c/parentsone
27/10/2020
พอถึงปลายฝนต้นหนาว เจ้ากลับมาอีกแล้วสินะ ..
กับวายร้ายไวรัสตัวเดิม “เจ้า RSV”
ที่จะมากี่ทีก็น่ากลัวไม่เคยเปลี่ยน
ส่วนการติดต่อก็ง่ายแสนง่าย
ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสถูกพื้นผิวที่มีเชื้อ
หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่ง คือน้ำลายหรือน้ำมูก
โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ หรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ
เพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้
และมีอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
อาการของเจ้าโรคนี้จะคล้ายๆหวัด แต่รุนแรงกว่ามาก
น้องจะมีไข้สูง 39-40 องศา ไอจาม มีเสมหะมาก
เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ไปจนถึงปอดบวม หลอดลมอักเสบ
คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องคอยสังเกตอาการ
หรือถ้าไม่แน่ใจก็พาไปพบแพทย์ไว้ก่อน ปลอดภัยกว่าค่ะ
เจ้า RSV นี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และยังไม่มียารักษาโดยตรง
จึงต้องรักษาไปตามอาการ
ส่วนวิธีป้องกันโรคนี้ก็คือการล้างมือบ่อยๆ
ใส่กน้ากากอนามัยในที่คนเยอะๆ ไม่อยู่ใกล้คนป่วย
และดูแลเรื่องสุขภาพและอาหารในช่วงนี้เป็นพิเศษ
สำหรับน้องที่ยังไม่เลิกนม การทานนมแม่ก็ช่วยสร้างภูมิได้ดีค่ะ
ส่วนน้องที่ป่วยก็ควรจะหยุดอยู่บ้านก่อนจนกว่าจะหาย
เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อออกไปสู่คนอื่นนะคะ
#มนุษย์ลูก
27/10/2020
#สังเกตให้ดี >>6 ข้อแตกต่าง ไวรัส RSV หรือ ไข้หวัดธรรมดา
02/10/2020
ระวังลูกของเราด้วยนะคะ
ติดเชื้อ RSV เพราะเครื่องเล่น พ่อแม่ต้องระวัง! - amarinbabyandkids มีคุณแม่ท่านหนึ่ง พาลูกน้อยไปเล่นเครื่องเล่นที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมาบ้านลูกน้อยมีไข้สูง จึงพาไปหา...
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |