รับสอนพิเศษ พัทยา

รับสอนพิเศษ พัทยา

แชร์

รับสอนพิเศษพัทยา

07/05/2025

https://www.facebook.com/share/p/1Bi37NFsGQ/

#สอนการบ้านลูกทีไรแปลงร่างทุกที

อยากให้ลูกเรียนเก่ง เข้าใจที่เราสอน จดจำได้ดี
แต่พอไม่เป็นอย่างหวัง ทำเอาเราโมโหทุกที และเผลอพูดจาไม่ได้ใส่ลูกคำพูดที่เราพลั้งปากด่าว่าลูกไป มันจะฝังอยู่ในใจลูกไม่มีวันลืม..และนั่นจะทำให้ลูกรู้สึกกลัวทุกครั้งที่เราจะสอนการบ้าน 📖✏

ปัญหาเหล่านี้เชื่อว่าเกิดขึ้นเกือบทุกครอบครัวเลยค่ะ
หากพ่อแม่ท่านไหน หรือคนรอบข้างที่เรารู้จักกำลังเผชิญกับปัญหานี้

✅ 4 วิธีที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ หยุดปัญหาเหล่านี้..
1.เตรียมความพร้อม ร่างกาย จิตใจ เรื่องของอารมณ์ และสภาพร่างกายของเรา
เมื่อคุณพ่อคุณแม่ มีความเหน็ดเหนื่อย แล้วมาสอนลูก การควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ก็จะลดน้อยถอยลง ซึ่งอาจจะทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของลูกแย่ลง

2.ตรวจสอบระดับความต้องการ ผู้ให้และผู้รับ มีระดับที่ตรงกันหรือไม่..
ถ้าผู้ใช้ ให้ด้วยความเต้มใจ อย่างเต็มที่ แต่ผู้รับยังไม่ต้องการรับ เมื่อระดับความต้องการไม่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างที่ทำให้รู้สึกไม่ดี เกิดขึ้นในใจของผู้ให้และผู้รับ ที่ไม่ได้ตามที่ตัวเองคาดหวัง

3.ลดความคาดหวังลง เนื่องจากความรู้ของพ่อแม่ ที่เป็นผู้ถ่ายทอด กับความรู้ของลูกที่เป็นผู้รับมีฐานความรู้ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่เราคาดหวังให้ลูกต้องรู้เหมือนที่เราสอน เราจะคาดหวังไม่ได้

4.ปรับ Mindset ของพ่อแม่ ว่าสิ่งที่เราสอนลูกไปแล้ว ลูกยังทำไม่ได้นั้นเป็นเพียงเพราะลูกยังไม่เข้าใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่สอนลูกด้วยวิธีเดิมๆ และลูกก็ยังไม่เข้าใจ ต้องกลับมาดูที่ตัวเรา มีกระบวนการสอนที่ถูกต้องแล้วรึยัง หรือว่าต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการสอนใหม่ เพื่อให้เข้ากับจริตของลูก เพราะเด็กแต่ละคน แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเอง กระบวนการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน บางคนเรียนรู้ด้วยการทำ บางคนเรียนรู้ด้วยการเขียน บางคนเรียนรู้ด้วยการนั่งดูเป็นตัวอย่าง สิ่งพวกนี้คือหลักการที่พ่อแม่ควรเรียนรู้จากลูกๆ

#ครูทุกคนเป็นพ่อแม่ได้ #แต่พ่อแม่ทุกคนเป็นครูไม่ได้
สอนการบ้านลูกทีไร แปลงร่างกลายเป็นยักษ์ทุกที 😂

#การเรียนรู้ #การศึกษา #ก้าวออกจากComfortZone #พัฒนาตัวเอง #เติบโต #พ่อม้าน้ำและแม่หมีกริซลี

11/03/2023

ปิดเทอมมาเรียนว่ายน้ำด้วยกันนะครับ🏊‍♂️🏊‍♀️💯🙏

24/09/2022

“ลูกทำการบ้านส่งไม่ทัน ทำยังไงดี? “

ในวันนี้เราก็เดินทางมาถึงตอนจบของบทความ ‘สอนลูกทำการบ้านอย่างไร’ วันนี้ เราจะมาพูดคุยกับถึง ‘กำหนดส่งงาน’

ตัวช่วยสำคัญสำหรับเทคนิคนี้คือ “ปฏิทินของฉัน”

สามารถอ่านบทความ 'สอนลูก(ทำการบ้าน)อย่างไร (ตอนจบ) โดยคุณจิราภา เดือนเพ็ญศรี ฉบับเต็มได้แล้วทาง
https://www.netpama.com/Library/detail/189

#เน็ตป๊าม้า #เลี้ยงลูกเชิงบวก

อ่านบทความสอนลูกทำการบ้าน ตอนแรกได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=450631920028594&id=106834924408297

อ่านบทความ ‘สอนลูกทำการบ้าน’ ตอนที่ 2 ได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=453627816395671&id=106834924408297

01/08/2022

คำถาม "ทำไมเราควรให้เด็กๆ ใช้ "ดินสอไม้" ในการขีดเขียน
ทั้งๆ ที่ "ปากกาลูกลื่น" “ดินสอกด” ใช้ง่าย ไม่ต้องเหลา สะดวกสบายกว่าตั้งเยอะ?"

คำตอบ "เหตุผลสำคัญ คือ ดินสอไม้นอกจากจะมีความแข็งแรง ทนต่อแรงกดของเด็กแล้ว ด้ามจับที่ทำจากไม้ส่งผลต่อการจับที่มั่นคง เพราะผิวสัมผัสไม่ลื่นเหมือนพลาสติกหรือเหล็ก ที่สำคัญเนื้อไส้ดินสอที่ทำให้การเขียนต้องออกแรงกดพอประมาณ ไส้ไม่หักง่ายเหมือนดินสอกด และไม่ลื่นเหมือนปากกาลูกลื่น ทำให้เด็กๆ ต้องค่อยๆ ลาก ค่อยๆ ขีด ค่อยๆ เขียน ความช้าที่เกิดขึ้นทำให้เด็กมีสมาธิมากกว่า การใช้อุปกรณ์ที่เขียนได้ลื่นมือ นอกจากนี้ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินไปผนวกกับความเรียบง่ายของดินสอไม้ ทำให้เด็กๆ สามารถให้ความสนใจสิ่งสำคัญอย่าง “การเขียน” และ “การวาด” ได้อย่างเต็มที่"

ดังนั้น ข้อสำคัญของการเลือกอุปกรณ์สำหรับการขีดเขียนให้เด็กๆ จึงต้องคำนึงมากกว่า “ความสวยงาม” และ “ความสะดวกสบาย” แต่ต้องคำนึงถึง “ความเหมาะสม” กับการใช้งานของเด็ก แต่ละช่วงวัยของเขาด้วย

**********

ลำดับพัฒนาการ "การจับอุปกรณ์การเขียน"

ในเด็กวัย 1 ปี - 1 ปีครึ่ง เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มหัดจับอุปกรณ์เพื่อขีดเขียน เราไม่ควรให้เริ่มจากอุปกรณ์ที่มีตัวด้ามรูปร่างผอม (ขนาดดินสอหรือปากกาปกติ) เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กของเขาเพิ่งจะพัฒนา “สีเทียน” ด้ามอ้วน จึงเหมาะแก่การฝึกจับในช่วงแรก นอกจากตัวด้ามที่เหมาะมือแล้ว ความคงทนต่อแรงกดของเด็กน้อย ที่ยังควบคุมน้ำหนักมือไม่ได้ จึงทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฝึกใช้อุปกรณ์เพื่อขีดเขียน

***

ในเด็กวัย 2 - 3 ปี เด็กๆ เริ่มพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมาพอสมควร การเลือกใช้อุปกรณ์สามารถนำ “ดินสอ” สำหรับเด็ก ที่มาตัวด้ามจับที่ใหญ่กว่าปกติ อาจจะเป็นด้ามที่มีลักษณะแบบสามเหลี่ยมจะยิ่งเหมาะมือเด็กมากขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่เราต้องให้เด็กรู้สึกดีกับการขีดเขียน ไม่ใช่การบังคับเขียน ให้เขาได้วาดอิสระ เขียนเส้นขยุกขยุย เส้นขีดมากมาย ได้เต็มที่เลย ขอเพียงเด็กน้อยสนุกกับการขีดเขียนก็พอ

***

ในเด็กวัย 3 - 4 ปี เด็กๆ เริ่มจับดินสอได้ดีขึ้น อาจจะยังไม่ถูกสักทีเดียว แต่เราสามารถปรับแต่งท่าทางได้เรื่อยๆ เป็นวัยที่เรายังปรับเปลี่ยนเขาได้อยู่ การเขียนในวัยนี้อาจจะเพิ่มการวาดรูปต่างๆ ตามจินตนาการ ที่มีเป้าหมายมากขึ้น และเพิ่มการควบคุมน้ำหนักมือเวลาลากเส้นต่างๆ แต่การเขียนตัวอักษรได้ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของวัยนี้

***

ในเด็กวัย 4 ปีครึ่ง - 7 ปี เป็นวัยที่การจับดินสอต้องถูกต้อง เพื่อให้เด็กเรียนรู้ และจดจำท่าทางที่เหมาะสมไปตลอด การจับดินสอที่ถูกต้องจะช่วยให้เด็กไม่เมื่อยล้า และไม่เกิดการเสียดสีที่บางนิ้วมือจนเป็นตุ่มพอง เด็กจะเขียนได้ดี และควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้นเมื่อจับดินสอได้ถูก การเขียนในวัยนี้นอกจากเส้น และรูปทรงแล้ว ตัวเลขจะเป็นสิ่งที่เด็กเริ่มเขียนได้ ต่อมาคือตัวอักษรภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เพราะลำดับความซับซ้อนของเส้น ตัวเลขจะง่ายที่สุด ตามมาคือตัวอักษรภาษาอังกฤษ และภาษาไทย

***

นอกจากนี้ “ท่าทางการนั่ง” ก็ส่งผลต่อการเขียนของเด็กเช่นกัน ไม่ควรนอน หรือ นั่งพื้นเพื่อเขียนหนังสือ เพราะจะทำให้เมื่อยล้า และเสียสุขภาพทั้งหลัง (ไม่ตรง) และสายตาได้

**********
อย่างไรก็ตาม ในเด็กที่เริ่มใช้ปากกาได้ คือช่วงวัย 10 ปีขึ้นไป การใช้ปากกาลูกลื่นควบคู่กับการใช้ปากกาหมึกซึมหรือปากกาแร้ง (จุ่มหมึก) จะช่วยให้เด็กๆ ไม่รีบร้อนเขียน และควบคุมน้ำหนักมือได้ดี ที่สำคัญได้ฝึกสมาธิด้วย

สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักเรียนประถมปลาย (ประมาณ 15 ปีก่อน)
ต้องเรียนวิชา “คัดลายมือ” ปากกาที่ใช้คือ “ปากกาหมึกซึม” และ “ปากกาคอแร้ง”
ช่วงแรกที่ฝึกใช้ปากกาหมึกซึม แขนเสื้อนักเรียนที่เป็นแขนยาวจะมีรอยดวงหมึกกลับบ้านเป็นประจำ เช่นเดียวกับสมุดที่เขียนหน้าหนึ่งทะลุไปถึงหน้าหลัง ดีไม่ดีทะลุไปสองสามหน้า ถ้ากดหนักจนหัวปากกาแตก แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็พบว่า ตัวเองเขียนได้ดี ตัวอักษรมีความสม่ำเสมอ และเป็นระเบียบกว่าตอนที่ใช้ปากกาลูกลื่นเขียนมาก

**********

“อุปกรณ์การเขียน” จึงสำคัญพอๆ กับการฝึกเขียน สิ่งที่ใหม่กว่า สวยงามกว่า สะดวกสบายกว่า ใช่ว่าจะเหมาะสมกับการฝึกเขียน
"ความเรียบง่าย แต่คงทน" และ "ช้าๆ แต่สม่ำเสมอ" อาจจะจำเป็นกว่านัก

ถ้ามีโอกาส ลองเหลาดินสอด้วยมีดคัตเตอร์ เหมือนสมัยก่อนให้เด็กๆ ได้เห็น เขาอาจจะอึ้งและทึ่งมาก เพราะปัจจุบันนี้เขาคงเห็นแต่ขั้นตอนที่เขานำดินสอเสียบเข้าไปในเครื่องไม่กี่วินาที ดินสอก็ถูกเหลาจนแหลมแล้ว การที่เขาได้เห็นถึงที่มาที่ไป ก็เป้นการเรียนรู้อย่างหนึ่งเช่นกัน

ความสำคัญของการเขียนจึงไม่ใช่แค่เพื่อให้ได้ตัวอักษรที่สวยงาม แต่เพื่อให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเขา ให้มือจดจำน้ำหนักและทิศทางการเคลื่อนไหว เพื่อให้สมองได้พัฒนา และการควบคุมน้ำหนักมือจะช่วยให้เขาควบคุมตนเองได้ดีขึ้น

ไป “ช้าๆ ไป “เรื่อยๆ” แต่ ไป “จนจบ” ดีกว่า

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

อ้างอิง
Selin, A-S. Pencil grip: a descriptive model and 4 empirical studies (dissertation). Abo Akademi University Press, 2003.

05/07/2022

#ลูกไม่ชอบหรือไม่อดทน

สวัสดีค่ะคุณหมอ ลูกสาว6ขวบค่ะ ชวนลูกเรียนว่ายน้ำ เรียนไปแป้นนึง พอจะว่ายได้ก็ไม่ยอมไปเรียนแต่ไปเล่นน้ำไปค่ะ ชวนเรียนเปียนโน เรียนยังไม่จบคอส ไม่อยากเรียนอีกแล้วบอกไม่ชอบ เราควรให้ลูกไปต่อหรือพอแค่นี้คะคุณหมอ ควรให้ลูกเรียนต่อ หรือให้ลูกค้นหาสิ่งที่ลูกชอบคะ ใจนึงก็กลัวลูกหยิบโหย่งทำอะไรไม่สุดค่ะ
.....................

ก่อนตัดสินใจให้ลูกเรียนต่อหรือไม่เรียน หมอขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาร่วมวิเคราะห์สาเหตุกันก่อนค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ลูกหยุดเรียนสิ่งที่เคยบอกว่าชอบ หลังจากที่เรียนไปได้ไม่นาน มีดังต่อไปนี้

1. ลูกไม่อดทน
หมอพบบ่อยค่ะ เด็กหลายคนเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ดี ชอบวาดรูป ชอบประดิษฐ์ฯ แต่พอลงทำกิจกรรมที่ต้องฝึกฝน กลับแป๊ก ไม่ยอมไปต่อ… เพราะเด็กกลุ่มนี้ เขาชินกับกิจกรรมที่ให้ผลลัพธ์ทันทีทันใด เช่น ถ้าวาดรูป เด็กจะมีความสุขที่เห็นรูปภาพเป็นไปตามจินตนาการเขา ผลลัพธ์มันเกิดขึ้นตามที่ใจคิดเลยค่ะ

แต่กิจกรรมที่ต้องมีการฝึกฝนซ้ำๆถึงจะเป็น เช่น ว่ายน้ำ, เปียโน, บัลเลต์ฯ กว่าจะทำได้ เด็กจะต้องฝึกฝนอยู่หลายหน อย่างว่ายน้ำ กว่าจะลอยตัวได้ ก็ต้องฝึกตีขาอยู่หลายครั้ง, หรือ จะเล่นเปียโนได้สักเพลง ก็ต้องจิ่มซ้ำๆแบบเดิมหลายครั้งมากกกก เด็กที่ชินกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามใจคิดทันที จะไม่ชินกับการรอคอยผลลัพธ์ที่ต้องเก็บสะสมฝีมือแบบนี้…นี่เป็นสาเหตุที่หมอพบบ่อยมากกกกกก ในเด็กยุคนี้😩

หมอขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งหยุดเรียน ไม่งั้นลูกอาจหยิบโหย่ง(ตามที่คุณแม่ในคำถามกำลังกังวล) อย่าเพิ่งหยุดเรียนตามคำบอกของลูก…. แต่ควรให้กำลังใจลูก บอกลูกว่า “ลูกน่าจะไม่ชินกับการฝึกฝนซ้ำๆ เพราะงานที่ลูกทำส่วนใหญ่ไม่มีฝึกซ้ำๆแบบนี้ แม่อยากให้ลูกลองเรียนต่อไปก่อน แม่เชื่อว่าถ้าลูกทำไปเรื่อยๆลูกก็จะทำได้ดีขึ้นค่ะ” และอย่าลืม สีหน้าท่าทางของคุณพ่อคุณแม่จะต้องมีพลังบวกส่งไปให้ลูกด้วยนะคะ🥰

2. ลูกไม่มั่นใจในศักยภาพตนเอง
ข้อนี้หมอก็พบบ่อยเหมือนกัน หลังจากที่เด็กฝึกฝนไปได้สักพักหนึ่ง เด็กจะไม่รู้สึกว่าเขาดีขึ้นหรือเก่งขึ้น เพราะความเก่งที่พัฒนาขึ้นสัปดาห์ต่อสัปดาห์นั้นเห็นไม่ชัด เช่น วันนี้ลูกเรียนตีขา.. ความจริงคือ ความสามารถในการตีขาและลอยตัวนั้นดีขึ้นกว่าครั้งแรก แต่ลูกยังไม่สามารถลอยตัวได้ ลูกก็เข้าใจว่าตัวเองทำไม่ได้สักที ความเก่งที่เพิ่มขึ้นในระดับเล็กๆ เด็กๆเขาไม่เห็นภาพ ความรู้สึกอยากเรียนจึงลดลง

ข้อนี้หมอขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ สังเกตสิ่งที่ลูกพัฒนาขึ้นในระดับเล็กน้อยนี้ และชื่นชมแบบบรรยายออกมาให้ลูกเห็นชัดๆ เช่น “วันนี้แม่เห็นลูกลอยตัวได้นานกว่าครั้งที่แล้วนะ แถมยังลอยตัวได้มั่นคงกว่าเดิม ไม่ได้ผลุบโผล่ๆแล้ว เยี่ยมเลยลูก”

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ชวนลูกมองให้เห็นภาพความสำเร็จในระดับเล็กๆ ลูกก็จะมองเห็นตนเองพัฒนาขึ้น และเริ่มเข้าใจความเก่งในกิจกรรมที่ต้องสะสมฝีมือ เก่งทีละนิดๆ คือ ถูกต้องแล้ว เรามาถูกทาง ลูกจะมั่นใจว่า เขากำลังเดินหน้าไปข้างหน้าอยู่ ไม่ได้อยู่ที่เดิม หรือถอยหลัง (เด็กหลายคนรู้สึกถอยหลัง เมื่อทำไม่ได้) ความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะเกิดขึ้น💪

3. คุณครูผู้สอนดุ ในลักษณะไม่ให้กำลังใจ
จริงๆข้อนี้หมอก็พบบ่อยเหมือนกัน อันที่จริงแล้ว ครูจะดุ จะเข้มงวด หมอไม่ว่ากันค่ะ แต่หลายท่านทั้งดุ ทั้งด่า ตัดกำลังใจเด็ก มีขู่มากเกินไปด้วย แบบนี้หมอคิดว่าไม่โอเค

ก็อยากจะบอกคุณครูว่า จะดุ จะเข้มงวดเพื่อให้ลูกศิษย์ได้ดี หมอคิดว่าเราทำได้ แต่อย่าให้อารมณ์เชิงลบเราเข้าไปคุกคามเด็กให้กลัว และหมดกำลังใจกับตัวเองเลยค่ะ



อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หมอก็อยากให้คุณพ่อคุณแม่คิดให้ถ้วนถี่ก่อนสรุปว่าลูกไม่ชอบกิจกรรมนั้นๆ อย่าเพิ่งคิดว่าลูกไม่อยากเรียนว่ายน้ำเพราะเขาไม่ชอบว่ายน้ำ เพราะหากเราหยุด ตามใจลูก เราอาจทำให้ลูกเป็นคนหยิบโหย่งได้

อย่าเพิ่งอนุญาตให้ลูกหยุดว่ายน้ำหรือหยุดเรียนเปียโน แต่ขอเปลี่ยนเป็นให้กำลังใจลูก, แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของลูก ที่แม้วันนี้ยังไม่เห็น แต่ในอนาคตจะต้องมีอะไรพัฒนาขึ้นแน่ๆ (มีแน่ค่ะ มองให้เห็นในรายละเอียดที่ก้าวหน้าขึ้น.. ลูกไม่เห็น พ่อแม่ต้องเห็น)

ขอให้ลูกลองไปให้ถึงที่สุด โดยมีกำลังใจและคำชื่นชมในความก้าวหน้าเล็กๆของเขาจากพ่อแม่ ให้ลูกได้สัมผัสเนื้อในของกิจกรรมนั้นให้มากที่สุดจริงๆ ซึ่งอย่างน้อยก็ควรจบคอร์สหนึ่ง หรือสัก 10 ครั้ง เพราะข้อมูลที่มากพอ จะทำให้เราประเมินได้ดีว่า ลูกชอบหรือไม่ชอบ จริงๆ

4. ลูกไม่ชอบจริงๆ เมื่อลูกคลุกวงในมากพอและนานพอ พ่อแม่จะเห็นชัดขึ้นค่ะ... ถึงตอนนี้ ก็ควรยอมรับการตัดสินใจของลูก หยุดเรียนได้…ตรงนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละครอบครัวด้วย.. หลายบ้านไม่ยอมหยุด ฝืนให้เรียนต่อ ลูกต่อต้านทั้งพ่อแม่และวิชานั้น ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี.. แต่อีกหลายบ้าน เด็กสามารถเรียนต่อในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบได้ โดยความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกไม่เสียหาย ตรงนี้มีข้อดีอยู่ เพราะการทำในสิ่งที่ฝืนใจได้ เพาะบ่มความอดทนให้เราได้ดีเยี่ยม👍 หมออยากให้ประเมินลูกและบริบทครอบครัวเราดูค่ะ ไม่ต้องเหมือนใคร เพราะไม่มีผิดหรือถูก
.

ที่หมอเขียนมาทั้งหมดนี้ เพื่อบอกว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจตามลูกบอกทั้งหมด ให้ใช้กระบวนการของพ่อแม่ในการตัดสินใจร่วมด้วย เท่านั้นค่ะ....🥰

หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
#ลูกไม่อดทน #ลูกขี้เบื่อ

11/06/2022

“พื้นที่เล่นของเด็กในอุดมคติคือพื้นท่ีท่ีปลอดจากบงการของผู้ใหญ่ มีเด็กหลายอายุเล่นร่วมกัน พื้นที่แห่งนี้ คือที่ที่เด็ก ๆ สร้างกันเอง ผู้ใหญ่ทำหน้าท่ีสนับสนุน ไม่ใช่เป็นผู้จัด”

การสร้างพื้นที่เล่นที่สนับสนุนการเล่นของเด็กที่ดี "ไม่ควรจำกัดพื้นที่เเด็กในวัยวัยเดียวกันเพียงอย่างเดียว" แต่ควรเอื้อยสำหรับการเล่นร่วมกันระหว่าง "เด็กเล็กและเด็กโต หรือ Mixed-Age Play

จากงานวิจัยด้านจิตวิทยาและพัฒนาการพบว่าประโยชน์ของการเล่นร่วมกันของ "เด็กที่มีวัยต่างกัน" จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มากและมีประสิทธิภาพกว่าการเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งเด็กทั้งสองวัย (เด็กที่เล็กและเด็กโต) จะเรียนรู้และได้ประโยชน์ที่เเตกต่างกันออกไป โดยใช้หลักการว่าเด็กเล็กต้องการการดูแล และเด็กโตชอบดูแลน้อง

นอกจากพื้นที่ที่เด็กทุกวัยสามารถเล่นร่วมกันแล้ว การออกแบบพื้นที่ที่พ่อแม่ทำให้ที่เป็น "ผู้สำรวจและสนับสนุนการเล่น" ของลูก มากกว่าการ "ผู้ชี้นำหรือบงการการเล่น" เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งบทบาทของ "ผู้สำรวจและสนับสนุนการเล่น" อาจจะเป็น..

- จัดพื้นที่เล่นให้ประจำให้เด็ก ๆ โดยให้เด็กเป็นผู้ตั้งกติกาของการเล่น
- พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยกเว้น คอยให้รางวัลเหรือกล่าวชมเด็ก

ดังนั้นพื้นที่เล่นที่ดีที่สุดคือพื้นที่ที่เด็ก ๆ สร้างกันเอง ผู้ใหญ่ทำหน้าท่ีสนับสนุน อำนวยการเล่นของเด็กไม่ใช่เป็นผู้จัดนั่นเอง

#เล่น

18/05/2022

เด็กๆพัฒนาได้นะครับ

เด็กทุกคนเรียนรู้และพัฒนาได้
แค่เพียงอาจจะเร็วช้าแตกต่างกันไปบ้าง

หัวใจสำคัญของการสอนเด็กปฐมวัย และเด็กทุกคนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ คือ “ผู้สอนต้องทำให้เป็นแบบอย่างและทำไปกับเขาด้วย” โดยขั้นตอนการสอนมีดังนี้
1. ทำให้ดู
2. พาเขาทำ (จับมือเขาทำ)
3. ทำด้วยกัน
4. ปล่อยให้เขาทำเอง โดยมีเราดูอยู่ห่างๆ
5. เขาทำได้เอง แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น

***

สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรตระหนักอยู่เสมอ

(1) เด็กทุกคนเรียนรู้เร็วช้าไม่เท่ากัน
ดังนั้นเราไม่ควรเปรียบเทียบเด็กคนหนึ่งกับเด็กอีกคน เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้นแล้ว ยังจะเป็นการกดดันให้เขาไม่อยากเรียนรู้อีก

เด็กบางคนเรียนรู้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่สอน
เด็กบางคนเรียนรู้ได้ในครั้งที่หนึ่งร้อย
แต่สุดท้ายเด็กทุกคนเรียนรู้และพัฒนาได้ ขอเพียงผู้ใหญ่ให้โอกาส และไม่ท้อถอยที่จะสอนเขาต่อไป

(2) เด็กทุกคนต้องการโอกาสในการเรียนรู้
ทุกการเรียนรู้ต้องการเวลา
เวลาในการเรียนรู้
เวลาในการลงมือทำ
เวลาในการฝึกฝน

ดังนั้นผู้ใหญ่มีหน้าท่ีเผื่อเวลา และช้าลง อย่าเร่งรัด อย่าทำให้ อย่าเน้นสะดวกเรา มากที่สุดที่ควรทำคือจับมือเขาทำ ไม่ใช่ทำให้ทันที ความแตกต่างนั้นมหาศาล เพราะเด็กจะเรียนรู้คนละแบบ

ถ้า "ทำให้" เด็กจะเรียนรู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องทำมันเอง ถ้าไม่อยากทำ
ถ้า "จับมือเขาทำ" หรือ "พาเขาทำ" เด็กจะเรียนรู้ว่า เขาจำเป็นต้องทำมันเอง แม้ไม่อยากทำก็ตาม

กฎ 5 นาทีใช้ได้เสมอ
5 นาทีในการลงมือทำเอง ก่อนเราจะเข้าไปช่วย
5 นาทีเตือนก่อนหมดเวลา ก่อนจะเลิก ก่อนจะไปไหน ก่อนจะเปลี่ยนกิจกรรม

(3) เด็กทุกคนต้องการการสนับสนุนทางกายใจ
เด็กทำได้ให้รีบชื่นชม
เด็กทำไม่ได้ ให้เราสอนก่อน ไม่ใช่ทำให้ทันที
เด็กทำพลาด เราควรให้กำลังใจไม่ใช่ซ้ำเติม
เด็กทำผิดแล้วอาละวาดให้รอสงบแล้วจึงสอน
เด็กทำผิดพลาด เราให้การสอนเพื่อให้เขาเรียนรู้ ไม่ใช่ลงโทษให้หวาดกลัว
เด็กทำผิดซ้ำๆ ให้ทบทวนว่าเขาไม่เข้าใจหรือเขาต้องการความสนใจ
เด็กไม่กล้าเผชิญ ให้เชื่อมั่น และการเคียงข้าง แต่ไม่พาหนี

***

สุดท้าย “อย่าให้ความคาดหวังของเราทำร้ายลูก”
เมื่อหันกลับมามองในมุมของพ่อแม่
ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีแรกในชีวิต
ความคาดหวังของพ่อแม่ค่อยๆ โตขึ้นตามไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

จากแค่เพียงขอแค่ “ลองทำ"
กลายเป็นต้อง “ทำได้”
และเขยิบไปสู่ “ต้องทำได้ดี”

นานวันพ่อแม่ได้เห็นลูกคนอื่น
พ่อแม่บางท่านอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
ทำให้บางทีความคาดหวังในตัวลูกขยายใหญ่เกินตัวเขาไปอีก
พอลูกทำไม่ได้เท่าคนอื่น พ่อแม่กลับผิดหวังในตัวเขา

เด็กทุกคนมีสิ่งที่เขาทำได้ดีและไม่ดี
ซึ่งบางทีสิ่งที่เขาทำได้ดีตรงกับใจพ่อแม่
แต่บางครั้งสิ่งที่เขาได้ดีกลับไม่ตรงใจเรา
พ่อแม่บางคนเลือกที่จะยอมรับและสนับสนุนสิ่งนั้น
แต่พ่อแม่บางคนเลือกที่จะมองข้ามและพยายามแก้ไขสิ่งที่ลูกทำได้ไม่ดี

เด็กทุกคนเกิดมามีความแตกต่างกัน
และถึงแม้ว่าเขาจะเป็นลูกของเรา เขาไม่ใช่คนๆ เดียวกันกับเรา
ข้อเท็จจริงนี้ คือ สิ่งที่พ่อแม่ควรตระหนักอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาไม่ใช่
เป็นคนที่ทำตามความฝันของพ่อแม่ให้สำเร็จ
เป็นคนที่ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ
สุดท้าย เขากลายเป็นคนที่พ่อแม่หวังไว้ แต่เขากลับไม่สามารถเป็นตัวเขาเองได้

ความเชื่อมั่นที่พ่อแม่มีให้กับลูก คือ พรที่วิเศษที่สุดที่ลูกทุกคนต้องการ

ซึ่ง "ความเชื่อมั่น" ไม่เท่ากับ "ความคาดหวัง"
เพราะ "ความเชื่อมั่น" คือ การยอมรับในตัวลูกในแบบที่เขาเป็น และเชื่อว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เขาตั้งใจได้

ในขณะที่ "ความคาดหวัง" คือ ความต้องการของเราที่ถูกนำไปใส่ในตัวของลูก
บางครั้งความคาดหวังมีปริมาณมากกว่าขนาดของตัวลูกที่จะรองรับได้เสียอีก

นอกจากนี้ ความรักและความหวังดีของพ่อแม่ ที่ปราศจากการยอมรับและรับฟังเสียงของลูก อาจจะเป็นความคาดหวังที่กลายเป็นความกดดันมหาศาล

การใช้ชีวิตเป็นความภาคภูมิใจของคนอื่นมันเหนื่อยนัก
ยิ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนที่เรารักนั้นเหนื่อยยิ่งกว่า
เพราะ คงไม่มีลูกคนไหนที่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวังและเลิกรักเขา
สำหรับลูกมันเจ็บปวดมากที่เขาต้องเลือกระหว่าง "ความฝัน ความเชื่อ และตัวตนที่เขาเป็น" กับ "พ่อแม่ที่เขารัก"

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

Photos 04/05/2022
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Pattaya?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


​99/12​ หมู่บ้านเอกมงคล​4 หมู่​10​ ซ. 1 ถ. เขาตาโล ต. หนองปรือ อ. บางละมุง
Pattaya
20150