22/05/2026
🧠 สมาธิสั้น ไม่ใช่แค่ "นิสัยขี้เกียจ" แต่เป็นเรื่องของ "สมอง" ที่ต่างออกไป
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนถึงวอกแวกง่าย นั่งนิ่งๆ ไม่ได้ หรือชอบผัดวันประกันพรุ่งบ่อยๆ? หลายคนมักมองว่าคนกลุ่มนี้ "ขาดความวินัย" หรือ "ขี้เกียจ"
แต่คือโรคสมาธิสั้น (ADHD)
มาเข้าใจกันว่า ข้างในสมองนั้นเกิดอะไทำไมพวกเขาถึงควบคุมตัวเองได้ยากกว่าคนอื่น
# # 🩻 3 จุดเปลี่ยนในสมองของ ADHD
ถ้าเราเปิดภาพสแกนสมองดู จะพบความแตกต่างหลักๆ อยู่ 3 ส่วนสำคัญครับ:
1. สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำงานช้าลง
สมองส่วนนี้เปรียบเสมือน "ผู้บริหารใหญ่" ของร่างกาย มีหน้าที่วางแผน จัดระเบียบ ยับยั้งชั่งใจ และจดจ่อ แต่ในคนที่เป็นสมาธิสั้น เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนนี้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการคิดและควบคุมตัวเองทำงานได้ไม่เต็มที่
2. สารเคมีในสมอง "โดปามีน" ต่ำกว่าปกติ
โดปามีน (Dopamine) คือสารแห่งความสุขและแรงจูงใจ เมื่อคนทั่วไปทำงานสำเร็จ สมองจะหลั่งสารนี้ออกมาทำให้รู้สึกฟิน แต่คนเป็น ADHD จะมีสารนี้ต่ำมาก สมองของพวกเขาจึงต้องวิ่งวุ่นหา "สิ่งเร้าใหม่ๆ" ตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว
3. การส่งสัญญาณ (Frontostriatal) ติดขัด
สมองเรามีเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างการคิดและการเคลื่อนไหว เมื่อเส้นทางนี้ส่งสัญญาณหากันได้ไม่ดี ผลที่ตามมาคือ อาการหุนหันพลันแล่น คิดปุ๊บทำปั๊บ หรือขยับตัวยุกยิกอยู่ตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นสมอง
# # 🧩 3 อาการหลักที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
จากความผิดปกติทางชีววิทยาข้างต้น จึงหล่อหลอมออกมาเป็นพฤติกรรม 3 แบบที่เราเห็นกันบ่อยๆ:
* Inattention (หลุดโฟกัสง่าย): วอกแวกเก่ง ลืมเก่ง เพราะสมองส่วนหน้ากรองสิ่งรบกวนรอบตัวไม่ได้
* Hyperactivity (ซน ไม่อยู่นิ่ง): ต้องขยับร่างกาย ขยับนิ้ว หรือเดินไปมา เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้สมองตื่นตัว
* Impulsivity (หุนหันพลันแล่น): รอคอยไม่เป็น พูดแทรก เพราะเบรกในสมองส่วนหน้าทำงานไม่ทัน
# # 💡 เปลี่ยนความเข้าใจ = เปลี่ยนชีวิต
การเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยาทำให้เราตระหนักได้ว่า "สมาธิสั้นไม่ใช่โรคทางจิตใจ แต่เป็นโรคทางชีววิทยา" การบอกให้พวกเขา 'พยายามมากกว่านี้' หรือ 'ตั้งใจหน่อย' จึงอาจไม่ช่วยอะไร เพราะมันเหมือนกับการบอกคนสายตาสั้นให้พยายามมองให้ชัดขึ้นโดยไม่ให้แว่นตา
ปัจจุบันเราสามารถช่วยสมองกลุ่มนี้ได้ผ่านการปรับพฤติกรรม การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อลดสิ่งเร้า และการใช้ยาที่ช่วยเพิ่มสารโดปามีนให้สมดุล ซึ่งช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ให้ออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ 🚀
10/05/2026
โรคออทิสติกเทียมไม่มีอยู่จริงในทางพัฒนาการเด็ก มีแต่โรคออทิสติก (ASD) แล้วสิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่าออทิสติกเทียมคืออะไร ? เรามาอธิบายเรื่องนี้แบบจัดเต็มกันครับ !
*** "คำถามนี้เป็นคำถามที่มีคนถามกันเข้ามาเยอะจริงๆ แล้วพอดีผมยังไม่สะดวกเขียนบทความใหม่ จึงขอนำบทความเก่ามาปรับแล้วลงอีกครั้งครับ" ***
...........................
พอดีช่วงนี้ได้มีหลายคนพูดถึงเรื่องของคำว่า "ออทิสติกเทียม" ซึ่งทำให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยหลายคนก็ได้เกิดความสงสัยว่า จริงๆ แล้วโรคออทิสติกเทียมคืออะไร ? แตกต่างจากออทิสติก (ASD) ไหม ? และการที่เด็กปฐมวัยดูจอจะทำให้เป็นออทิสติก (ASD) ได้จริงไหม ? ในฐานะที่ผมได้จบด้านจิตวิทยาพัฒนาการ และการศึกษาพิเศษและการดูแล จึงขอมาเขียนบทความนี้ครับ
คำตอบก็คือ "โรคออทิสติกเทียม" ไม่มีอยู่จริงในทางการแพทย์ หรือทางพัฒนาการเด็ก เป็นเพียงคำพูดที่เปรียบเปรยเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าในด้านภาษาและการสื่อสาร สังคม ที่ดูคล้ายออทิสติกเท่านั้น ซึ่งตามคู่มือวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ไม่ว่าจะเป็น DSM-5 หรือ ICD-10 ก็ไม่มีโรคออทิสติกเทียม ซึ่งถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ "ออทิสติกเทียม" เป็นคำพูดภาษาชาวบ้านที่ในสังคมไทยคิดขึ้นมาเองมากกว่า ซึ่งจริงๆ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กปกติที่ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสมกับวัย ก็เลยมีพฤติกรรมคล้ายออทิสติกเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเขาคือเด็กทั่วๆ ไป ที่เมื่อปรับการเลี้ยงดูแล้วก็จะกลับมามีพัฒนาการปกติได้ เดียวเรามาทำความเข้าใจกันครับ
...........................
❤️ รู้จักกับออทิสติก (ASD)
*** ใครรู้เกณฑ์ตรงนี้แล้วสามารถอ่านข้ามไปยังหัวข้อต่อไปได้เลยครับ ***
ในปัจจุบันเราจะเรียกว่า Autism Spectrum Disorder (ASD) โดยคำว่า “ออทิสติก” หรือภาวะ “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า “Autos” ซึ่งแปลว่า “Self” หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังในโลกของตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือนมีกำแพงใส หรือกระจกเงา ที่กั้นบุคคลเหล่านี้ ออกจากสังคมรอบข้าง ออทิสติกนั้นตามเกณฑ์ปัจจุบันที่จิตแพทย์ใช้ในการวินิจฉัย จะใช้เกณฑ์จากคู่มือวินิจฉัยและสถิติเกี่ยวกับโรคทางจิตที่ชื่อว่า DSM – 5 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 5; Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, 5th Edition) ซึ่งระบุว่า ออทิสติก Autism Spectrum Disorder (ASD) มีทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่
👉 ระดับอาการเล็กน้อย (Mild Autism)
หรือภาษาคู่มือเรียกว่า "กลุ่มที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ" (Requiring support) ซึ่งอาการของคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีอาการเพียงเล็กน้อย คนกลุ่มนี้น่าสนใจ เพราะอาจมีความสามารถศักยภาพสูง สามารถเรียนหนังสือ ทำงานร่วมกับคนทั่วๆ ไปได้ จึงทำให้หลายคนมักจะมองข้ามคนกลุ่มนี้ไป เนื่องจากอาการไม่ชัดเจน ในบางครั้ง คนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่นักสหวิชาชีพอาจมองไม่ออก และไม่เชื่อว่าเป็นออทิสติกด้วยซ้ำ! แต่แท้ที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้ถึงเขาจะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความบกพร่องตามเกณฑ์ของออทิสติก ซึ่งในต่างประเทศยังมีศัพท์ที่พูดถึงบุคคลออทิสติกกลุ่มนี้ว่า เป็นกลุ่มที่มีความสามารถสูง (High-Functioning Autism) อีกด้วย
👉 ระดับอาการปานกลาง (Moderate Autism)
หรือภาษาคู่มือเรียกว่า "กลุ่มที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือมาก" (Requiring substantial support) ซึ่งอาการภาพรวมจะเห็นได้ชัดเจนและรุนแรงกว่ากลุ่มออทิสติกระดับอาการเล็กน้อย แต่ว่ายังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนโดยรวมได้ สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ แต่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่างๆ ของชีวิตและในห้องเรียน ซึ่งหากได้รับการช่วยเหลือที่ดีก็สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ โดยการให้เรียนในด้านที่เขาชอบ และช่วยโดยการบอกแนวข้อสอบหรือใช้ข้อสอบพิเศษช่วยเหลือ เป็นต้น
👉 ระดับอาการรุนแรง (Severe Autism)
หรือภาษาคู่มือเรียกว่า "กลุ่มที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด" (Requiring very substantial support) ซึ่งจะมีอาการของออทิสติกชัดเจน มีพัฒนาการล่าช้าอย่างชัดเจน อาจมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (ID) ร่วมด้วย ในทางทฤษฎีสามารถพัฒนาเต็มที่ได้แค่ช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน คนในระดับนี้ จะมีพัฒนาการล่าช้าในหลาย ๆ ด้าน และอาจมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะต้องมีผู้ดูแลประกบอยู่ด้วยตลอด มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ อย่างรุนแรงในแบบที่ควบคุมไม่ค่อยได้ และมีปัญหาด้านการสื่อสารอย่างชัดเจนในหลาย ๆ คน บางคนอาจเป็นกลุ่มที่ไม่มีภาษาพูดได้เลยด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ ในแต่ละประเภท ก็จะมีระดับของภาวะโรคที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น ในออทิสติกระดับอาการเล็กน้อย แต่ละคนก็จะมีระดับอาการของออทิสติกไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่า จะเป็นออทิสติกในระดับอาการเล็กน้อยเหมือนกันก็ตาม
............................
❤️ ความบกพร่องทางพัฒนาการที่ล่าช้าของออทิสติกมี ดังนี้
👉 ด้านพฤติกรรม ( Repetitive Behavior)
จะมีพฤติกรรมที่ไม่ยืดหยุ่น มีพฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ จะยึดติดอะไรอยู่แค่บางอย่าง ฝืนใจหรือขัดใจไม่ค่อยได้ ถ้าชอบอะไรจะสนใจหมกหมุ่นอยู่แต่กับสิ่งนั้น ดูเป็นคนใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางในบางด้าน และคุยแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี รอคอยไม่เป็น วิธีคิดชอบคิดแบบหุ่นยนต์ คือ จะมองโลกเป็นแค่ขาวดำ ถูกผิด ชอบคิด เข้าใจ และทำอะไรเป็นคำสั่ง เข้าใจแต่อะไรที่ตรงๆ เป็นเส้นตรง และมองว่าทุกอย่างเป็นความจริง (Fact) มองทุกอย่างตามความเป็นจริงแบบไม่ยืดหยุ่น เป็นต้น
👉 ด้านการสื่อสารทางสังคมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
- ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและทักษะสังคม (Social Deficits)
จะมีปัญหาเรื่องทักษะสังคมทุกอย่าง เช่น ชอบอยู่คนเดียว อยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่เป็น ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งทั่ว ๆ ไป ที่คนสามารถเรียนรู้เองได้ (Common Sense) เพราะไม่เข้าใจกฎเกณฑ์และบทบาททางสังคมทั้งหมด ไม่เข้าใจมารยาท กาลเทศ ตรงไปตรงมา ไม่เข้าใจปากไม่ตรงกับใจ ซื่อ ปิดบังอะไรไม่เป็น ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคน ไม่เข้าใจความสัมพันธ์และความรู้สึกผู้อื่น ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกคนอื่น และบกพร่องเรื่องของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่เข้าใจสีหน้าอารมณ์ผู้อื่น และตัวเองมักแสดงสีหน้าอารมณ์ไม่เป็น เข้าใจอะไรที่ตรง ๆ สวมบทบาทสมมติไม่เป็น หากสอนเรื่องอะไรที่ไม่รู้จักจนรู้แล้ว แต่เมื่อเจอเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่รู้จักจะไม่สามารถคาดเดาเองได้ จะต้องสอนใหม่ในเรื่องนั้นไปเรื่อย ๆ เป็นต้น
- ด้านการสื่อสารทางสังคม (Communication and Language Problems)
สำหรับในด้านนี้ อาจมีความผิดปกติในด้านการสื่อสาร เช่น ไม่สบตา พูดได้ช้ากว่าวัย (Delayed speech) พูดตอบโต้โดยไม่รู้ความหมาย (Echolalia) พูดเป็นประโยคไม่ได้ หรือพูดได้สั้น ๆ บอกความต้องการตัวเองไม่ได้ พูดแต่ภาษาที่ตัวเองเข้าใจ พูดภาษาต่างดาว พูดคุยคนเดียวกับเพื่อนในอุดมคติ พูดแต่เรื่องที่ตัวเองสนใจ พูดไม่ชัด ตีความหมายผิดพลาด ชอบใช้ภาษาที่เป็นทางการและต้องใช้ภาษาตรง ๆ พูดเสียงโมโนโทน (Monotone) เป็นต้น
👉 ด้านอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีด้านอื่น ๆ ที่อาจเป็นปัญหาร่วมกันได้อีกในออทิสติกบางคน เช่น ด้านประสาทสัมผัส (Sensory Processing Disorder : SPD) โดยจะมีประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน ที่ไวหรือช้ากว่าคนปกติ ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ คนที่ประสาทสัมผัสช้ากว่าปกติ เช่น ไม่เจ็บปวดเมื่อได้รับบาดเจ็บเท่ากับคนปกติ รับรู้ได้ยินเสียงเบากว่าคนปกติ (ซึ่งการได้ยินต้องเป็นปกติ) หากประสาทสัมผัสไวไป ก็จะทำให้การรับรู้ไวกว่าคนปกติ เช่น เสียงเบา ๆ แต่ได้ยินเสียงดังกว่าคนปกติ ไม่ชอบให้สัมผัสแตะต้องตัว เป็นต้น รวมไปถึงอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการทรงตัว การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ จึงส่งผลให้ดู งู่มง่าม ซุ่มซ่าม อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานไม่ค่อยสัมพันธ์กันได้
...........................
ออทิสติกในแต่ละคนนั้นเป็นลักษณะของ On Spectrum จึงทำให้ออทิสติกแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไปถึงแม้จะถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเกณฑ์ออทิสติกก็ตาม ดังนั้นออทิสติกจึงแตกต่างกันออกไปในลักษณะ 100 คน 100 แบบ จึงไม่สามารถเปรียบเทียบกันเองได้ และออทิสติกนั้นในทางการแพทย์ปัจจุบันจะยังไม่สามารถรักษาจนหายขาดได้ แต่สามารถดีขึ้นได้จนใกล้เคียงคนทั่วๆ ไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับของออทิสติกแต่ละคนอีกด้วย
...........................
❤️ อาการคล้ายสเหมือนเป็นออทิสติก (Autism like behaviors)
ทีนี้เรามาพูดถึงส่วนสำคัญของบทความนี้ เกี่ยวกับคำว่า "ออทิสิติกเทียม" กันครับ ในเด็กทั่วๆ ไปที่เป็นปกติบางคน มีพัฒนาการล่าช้าเนื่องมาจากการได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสม เช่น การดูจอไม่เหมาะสมกับวัย ทำให้มีปัญหาด้านภาษาการสื่อสารและทักษะสังคมได้ จึงทำให้มีพฤติกรรมคล้ายกับเด็กออทิสติก ซึ่งภาษาชาวบ้านจะมีคำพูดเปรียบเปรยว่า “ออทิสติกเทียม” เพราะอาการของเด็กกลุ่มนี้จะมีพัฒนาการช้าคล้ายกับเด็กออทิสติก แต่เด็กกลุ่มนี้แท้ที่จริงแล้วเกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมจึงทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นเช่น ให้เด็กดูจอก่อนอายุ 2 ปี ซึ่งตามหลักพัฒนาการแล้วเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ยังดูจอไม่ได้ จึงส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า
อย่างไรก็ตามเด็กกลุ่มนี้แท้ที่จริงแล้วคือเด็กปกติที่ผ่านการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม หากได้รับการแก้ไข เลี้ยงดู กระตุ้นพัฒนาการ ก็จะมีพัฒนาการที่แทบจะเป็นปกติในที่สุด เพราะแท้ที่จริงเขาก็คือเด็กปกติที่ถูกการเลี้ยงดูไม่เหมาะสมเท่านั้น เราจึงพอจะสรุปได้ว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นที่มีพัฒนาการที่ช้ากว่าวัยเพราะเกิดจากากรเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม จนกระทั้งมีพฤติกรรมคล้ายกับเด็กที่เป็นออทิสติกครับ และเชิญชวนทุกท่าน ให้พยายามใช้คำพูดกับเด็กกลุ่มนี้ว่า "เด็กที่มีอาการคล้ายออทิสติก" ซึ่งตรงกับในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า "Autism like behaviors" ดีกว่าที่จะใช้คำว่า "ออทิสติกเทียม" กัน เพื่อป้องกันความสับสนทางข้อมูลครับ
...........................
❤️ แล้วทำไมเคยมีนักวิชาชีพบางคนเรียกว่า "โรคออทิสติกเทียม" ?
👉 วิชาชีพสายอื่นๆ
ต้องพูดแบบนี้ว่า นักสหวิชาชีพบางครั้งเขาก็ไม่ได้ยึดความเที่ยงตรงตามตำราเป๊ะๆ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องของเทคนิคในการสื่อสารให้เข้าใจง่าย ซึ่งหากว่าเป็นนักสหวิชาชีพที่เป็นศาสตร์ใกล้เคียงอย่างนักจิตวิทยา แต่ไม่ใช่สายพัฒนาการเด็ก เช่นเป็นนักจิตวิทยาสาขาอื่น อันนี้เป็นไปได้ว่าเขาอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนตรงนี้ได้จริงๆ เพราะเขาไม่ได้ชำนาญเฉพาะด้านพัฒนาการออทิสติก แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เขาควรจะแนะนำให้ไปพบกับผู้ชำนาญด้านพัฒนาการเด็กต่ออยู่ดีครับ
👉 วิชาชีพสายพัฒนาการเด็ก
ส่วนนักสหวิชาชีพบางคนนั้น ที่ทำงานเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก มีบางครั้งที่เขาก็ได้พูดคำว่า "โรคออทิสติกเทียม" จริงๆ แต่ก็มีจำนวนไม่เยอะครับ ที่เป็นแบบนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะว่า เขาต้องใช้เทคนิคในการสื่อสารกับผู้ปกครอง เช่น หากบอกตรงๆ ว่าลูกเป็นออทิสติก (ASD) แล้วผู้ปกครองรับไม่ได้ก็อาจเกิดกลไกลในการปกป้องตัวเอง (Defense Mechanism) เช่น การปฏิเสธ (Denial) จึงทำให้ผู้ปกครองอาจไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนา รักษาเด็กได้ บางครั้งนักสหวิชาชีพเขาก็พูดเพียงแค่ว่า เป็นออทิสติกเทียมเดียวรักษาก็ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองมีกำลังใจ
ซึ่งผมขออนุมานเอาเองว่า จากที่ผมเคยเจอทั้งเรื่องเล่าและจากชีวิตจริงที่ได้คุยกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองบางคนก็เกิดการปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ว่าลูกตัวเองเป็นออทิสติกจริงๆ จึงทำให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าไม่อยากรักษาต่อเพราะรับไม่ได้ หรือผู้ปกครองบางคนไปหาข้อมูลเกี่ยวกับออทิสติก (ASD) แล้วก็พบว่า "เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด" เขาจึงเข้าใจว่า แบบนั้นไม่ต้องรักษาก็ได้ เพราะรักษาไปก็ไม่หายอยู่ดี ซึ่งนี้คือความเข้าใจผิดของผู้ปกครอง เพราะถึงออทิสติกจะรักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาช่วยเหลือกันได้เยอะมาก จนในบางคนใกล้เคียงคนทั่วๆ ไป
👉 มุมส่วนตัวที่มองเรื่องนี้
โดยส่วนตัวผมจึงเข้าใจว่า บางครั้งก็เป็นเทคนิคการพูดของนักสหวิชาชีพ แต่โดยส่วนตัวผมไม่อยากให้ใช้วิธีนี้ เพราะบางครั้งการเลี่ยงบาลีบอกผู้ปกครองว่าลูกเป็นออทิสติกเทียม ผู้ปกครองบางคนก็เชื่อว่าโรคนี้มีจริง และเข้าใจกันผิดต่อไปเรื่อยๆ ในสังคม จนทำให้ในสังคมไทยพบว่า มีคนเข้าใจว่ามีโรคออทิสติกเทียมอยู่จริงๆ จึงส่งผลทำให้การช่วยเหลือและรักษาไม่ถูกจุดได้ โดยเฉพาะกับเด็กที่เป็นออทิสติก (ASD) ซึ่งสิ่งนี้ยังได้ส่งผลไปต่อความรู้สึก ความหวัง กำลังใจ การวางแผนของผู้ปกครองจากความเข้าใจผิดอีกด้วย
ผมจึงมองว่า บางครั้งสำหรับวิชาชีพ "ก็ไม่ต้องไปบอกความจริงทั้งหมด" เช่น ไม่ต้องบอกว่าน้องเป็นโรคอะไรตรงๆ แต่บอกเพียงแต่พฤติกรรมที่น้องบกพร่องและต้องช่วยเหลือก็พอ เช่น น้องเป็นคนเข้าใจอะไรตรงๆ น้องเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว อาจไม่จำเป็นถึงกับต้องพูดถึงสรรพนามโรคอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจโรคที่น้องเป็นผิดไปครับ อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัว ไม่ขอก้าวล่วงวิชาชีพต่างๆ ครับ
...........................
❤️ แบบนี้จอจะมีผลต่อออทิสติกหรือไม่ ?
สำหรับเด็กที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มออทิสติก Autism Spectrum Disorder (ASD) โดยธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมที่ไม่ยืดหยุ่น และเรื่องของภาษาการสื่อสารและทักษะสังคมอยู่แล้ว ซึ่งต้องรีบได้รับการรักษา กระตุ้นพัฒนาการ หากว่าเด็กกลุ่มนี้ดูจอก็อาจยิ่งทำให้ปัญหาของอาการออทิสติกรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับเด็กที่เป็นออทิสติก จอไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เป็นออทิสติก แต่จอจะยิ่งทำให้ปัญหาด้านต่างๆ ที่เด็กออทิสติกมีอยู่แล้วได้รับการพัฒนาที่ช้าลงครับ
...........................
❤️ ปิดท้าย
ความจริงแล้วจากเท่าที่ผมศึกษาข้อมูลในต่างประเทศ ดูเหมือนกับว่าจะมีแค่ในประเทศไทยที่มีการนิยามคำว่า "โรคออทิสติกเทียม" เกิดขึ้น เพราะในต่างประเทศเขาก็ใช้คำพูดกับเด็กกลุ่มนี้ว่า "เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าด้านภาษา สังคม" หรือ "เด็กมีพฤติกรรมคล้ายออทิสติก" มากกว่า อย่างไรก็ดีหากพบว่าลูกมีความผิดปกติที่ดูไม่สมวัย ไม่ปกติเหมือนเด็กคนอื่น หรือหากไม่สบายใจเรื่องพัฒนาการของลูก อย่างไรก็ตามก็ควรจะรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด และคนที่จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นออทิสติกหรือไม่คือแพทย์เฉพาะทางเท่านั้นครับ
เอาจริงๆ แล้วที่อธิบายมาทั้งหมด ผมก็ไม่ได้ต้องการถึงกับอยากให้ใครมีความเป๊ะตามหลักวิชาการหรอกครับ เพียงแค่ว่าพอคนเข้าใจผิดตรงนี้แล้วเชื่อว่าโรคออทิสติกเทียมมีตัวตนจริงๆ ก็ทำให้เกิดคำถามมากมายจากความเข้าใจผิดเพิ่มเข้าไปอีก เช่น
👉 ออทิสติกเทียมกับออทิสติกแท้ต่างกันอย่างไร ?
👉 จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นแค่ออทิสติกเทียมหรือออทิสติกแท้ ?
👉 ออทิสติกเทียมไม่ต้องรักษาก็ได้แต่ออทิสติกแท้ต้องรักษาใช่ไหม ?
👉 เกณฑ์ของออทิสติกเทียมไม่ต้องกินยาแต่ออทิสติกแท้ต้องกินยาใช่ไหม ?
หรือบางคนพยายามหาข้อมูลว่าลูกเป็นแค่โรคออทิสติกเทียมใช่ไหม ? ถ้าใช่ก็คงไม่ไม่ได้เป็นออทิสติก (ASD) ตามที่แพทย์วินิจฉัย จึงอาจยิ่งทำให้เข้าใจกันผิดยิ่งขึ้น แล้วก็ช่วยเหลือเด็กออทิสติกได้ไม่ตรงจุด ผมเลยไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดในเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายสิ่งนี้มันก็จะสะท้อนส่งผลกลับไปต่อตัวเด็กและครอบครัวครับ
#ออทิสติก #เรื่องออทิสติกโดยPสุรเชษฐ์ #แอสเพอร์เกอร์ #จิตวิทยา #จอโทรศัพท์ #พัฒนาการเด็ก #เด็กปฐมวัย #เด็กพิเศษ #ทักษะสังคม #ทักษะการใช้ชีวิต #เด็กพิเศษ #เด็กเรียนรู้ช้า #เด็กปฐมวัย #จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น #สติปัญญา #ปัญญาทืบ #ปัญญาอ่อน #การศึกษา #การศึกษาพิเศษ #ครอบครัว #แม่และเด็ก #ครอบครัว #ความปลอดภัย #ผู้พิการ #เด็กดูจอ #ออทิสติกเทียม
07/05/2026
"ดื้อ" หรือ "SI" ? ... มาทำความเข้าใจสัญญาณเตือนที่ลูกบอกผ่านพฤติกรรมกันค่ะ 🔍🧠
คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมคะ? ทำไมลูกเราถึงตกใจเสียงไดร์เป่าผมเอามากๆ หรือทำไมเรียกเท่าไหร่ก็ไม่หันเหมือนไม่ได้ยิน... พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากความดื้อ แต่อาจเป็นสัญญาณของ ปัญหาการรับและประมวลผลความรู้สึก (Sensory Integration - SI) ค่ะ
สมองของเด็กแต่ละคนตอบสนองต่อ "สิ่งเร้า" ไม่เท่ากัน ครูน้ำฝนสรุปมาให้เห็นภาพชัดๆ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้ค่ะ:
🧡 กลุ่มที่ 1: ไวเกินไป (Sensitive)
กลุ่มนี้สมองจะรับสัมผัสได้ "แรง" กว่าปกติ ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว กลัว หรือรำคาญ เช่น:
-ปิดหูเมื่อได้ยินเสียงดัง
-ไม่ชอบให้ใครมาถูกตัว รำคาญป้ายเสื้อ
-เลือกกินมาก เพราะไวต่อกลิ่นหรือเนื้อสัมผัสอาหาร
-กลัวการเคลื่อนไหว เช่น ไม่กล้าเล่นชิงช้า หรือกลัวความสูง
💙 กลุ่มที่ 2: ไม่พอ/ช้า (Under-responsive)
กลุ่มนี้สมองจะรับสัมผัสได้ "เบา" กว่าปกติ ทำให้ลูกดูเฉื่อยชา หรือพยายามวิ่งเข้าหาสิ่งเร้าแรงๆ เพื่อให้รู้สึก เช่น:
-เรียกชื่อไม่หันเหมือนใจลอย
-ชอบกระแทกตัว วิ่งชน หรือกระโดดไม่ยอมหยุด (เพื่อหาแรงกด)
-ชอบกินอาหารรสจัด หรือเคี้ยวของแข็งๆ
-ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ เวลาล้มหรือชนอะไรมักจะไม่ร้อง
📌 ผลกระทบที่ตามมา: หากระบบ SI ไม่สมดุล จะส่งผลต่อสมาธิ อารมณ์แปรปรวน และการเข้าสังคมกับเพื่อนๆ ได้ค่ะ
✅ พ่อแม่ช่วยได้อย่างไร?
หัวใจสำคัญคือการ "เข้าใจ" และ "สังเกต" ค่ะ เมื่อเรารู้ว่าลูกติดขัดตรงไหน เราจะจัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมช่วยลูกได้ตรงจุด การปรึกษา นักกิจกรรมบำบัด (OT) จะช่วยให้ลูกได้รับโปรแกรม "Sensory Diet" ที่เหมาะสมกับแต่ละคนค่ะ
บ้านไหนมีอาการตรงกับข้อไหนบ้าง? หรืออยากให้ครูน้ำฝนขยายความด้านไหนเป็นพิเศษ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ 👇❤️
#ครูน้ำฝน #นักกิจกรรมบำบัด #ปัญหาSI #พัฒนาการเด็ก #กิจกรรมบำบัด #เลี้ยงลูกเชิงบวก #ครูน้ำฝนนักกิจกรรมบำบัด #แม่และเด็กอ่อน #นักกิจกรรมบำบัด #พัฒนาการเด็ก
30/04/2026
ลูกไม่ได้ซุ่มซ่าม แต่อาจเป็นโรค บกพร่องในการประสานงานของการเคลื่อนไหว (Developmental coordination disorder:DCD)
มาทำความรู้จัก “ภาวะบกพร่องทางการเคลื่อนไหว” 🏃♂️👟
เคยสังเกตไหมครับ ลูกบางคนดูเหมือนจะ "ซุ่มซ่าม" กว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เดินชนนั่นนี่บ่อยๆ ใส่ถุงเท้าเองไม่ได้ หรือลายมือโย้เย้จนอ่านยาก สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความประมาท แต่มันคือภาวะที่เรียกว่า DCD (Developmental Coordination Disorder)
🧠 DCD คืออะไร
มันคือภาวะที่ "สมอง" กับ "ร่างกาย" สื่อสารกันไม่สมบูรณ์ครับ เหมือนสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่กระตุก ทำให้การวางแผนและสั่งการกล้ามเนื้อทำได้ยากกว่าปกติ พบได้บ่อยถึง 5-6% ในเด็กวัยเรียนเลยทีเดียว
📌 เช็กสัญญาณเตือน แบบไหนเข้าข่าย DCD
✅ กล้ามเนื้อมัดเล็กมีปัญหา: ผูกเชือกรองเท้าไม่ได้, ติดกระดุมลำบาก, ใช้กรรไกรไม่คล่อง หรือเขียนหนังสือช้าและลายมือไม่เรียบร้อย
✅ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่ประสานกัน: วิ่งแล้วล้มบ่อย, กะระยะพลาดตอนเตะบอล, ปั่นจักรยานยากกว่าเด็กคนอื่น หรือเดินชนขอบประตูบ่อยๆ
✅ ใช้ชีวิตประจำวันลำบาก: ตักอาหารหกบ่อย, แต่งตัวช้า, หรือดูเหมือนเป็นคน "เงอะงะ" ในสายตาคนอื่น
⚠️ เรื่องสำคัญที่ต้องรู้
* ไม่ใช่เพราะไอคิวต่ำ: เด็กที่เป็น DCD มีสติปัญญาปกติ (บางคนฉลาดมากด้วยซ้ำ) แค่ร่างกายไม่ทำตามที่สมองสั่ง
* ไม่ใช่แค่ "เดี๋ยวก็หาย": หากไม่ได้รับการฝึกฝน ภาวะนี้อาจส่งผลต่อความมั่นใจในตนเองและความเครียดเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
🛠️ ช่วยได้อย่างไร
หากสงสัย ควรปรึกษา กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
หรือ นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) เพื่อฝึกการเคลื่อนไหว การฝึกแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุดและมีความมั่นใจมากขึ้นครับ
ร่วมแชร์ต่อเพื่อเป็นความรู้ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นนะครับ เพราะ "ความเข้าใจ" คือก้าวแรกของการช่วยเหลือที่ดีที่สุด ❤️
26/04/2026
ลายมือแย่ หรือเป็น “โรคเขียนลำบาก” (Dysgraphia) กันแน่? ✍️❌
เคยสงสัยไหมครับ? ทำไมเด็กบางคนตั้งใจเรียนมาก แต่ทำไมการเขียนถึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาเหลือเกิน ลายมืออ่านไม่ออก สะกดผิดซ้ำๆ หรือเขียนช้าจนทำงานไม่ทันเพื่อน... นี่อาจไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือภาวะ Dysgraphia หรือ โรคเขียนลำบาก ครับ
วันนี้เรามาเช็ก 3 สัญญาณหลัก ที่ช่วยให้เราแยกแยะความบกพร่องนี้ได้ง่ายขึ้น:
1️⃣ ด้านการควบคุมกล้ามเนื้อมือ (Motor Dysgraphia):
สังเกตที่ลายมือครับ ตัวอักษรจะขนาดไม่เท่ากัน เดี๋ยวใหญ่เดี๋ยวเล็ก จับปากกาแน่นจนมือสั่น หรือบ่นปวดมือบ่อยๆ ทั้งที่เพิ่งเขียนไปได้ไม่กี่บรรทัด
2️⃣ ด้านการวางตำแหน่งและการสะกด (Spatial Dysgraphia):
เขียนตัวอักษรกลับด้าน (เช่น ถ เป็น ภ) เว้นวรรคไม่ถูก หรือจัดระเบียบหน้ากระดาษไม่ได้ เขียนตกขอบ หรือเขียนทับกันจนอ่านไม่ออก
3️⃣ ด้านความคิดและการถ่ายทอด (Dyslexic dysgraphia):
บางคนพูดเก่งมาก เล่าเรื่องได้เป็นฉากๆ แต่พอให้ "เขียน" ออกมา กลับทำไม่ได้ นึกคำไม่ออก สะกดคำที่ใช้บ่อยๆ ผิด หรือเขียนข้ามประโยคไปมา
💡 วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น:
✅ อย่าดุหรือบังคับให้คัดลายมือซ้ำๆ เพราะจะทำให้เด็กต่อต้าน
✅ ลองให้ใช้การ "อัดเสียง" หรือ "พิมพ์" แทนการเขียนในบางวิชา
✅ ปรึกษา "นักกิจกรรมบำบัด" เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและการประสานงานของตาและมือ
การเข้าใจและสนับสนุนอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เด็กๆ ไม่เสียความมั่นใจในการเรียนรู้ครับ❤️
#บกพร่องทางการเรียนรู้
#การเรียนรู้ที่แตกต่างสู่เส้นทางการเติบโต
11/04/2026
คลินิกแจ้งปิดบริการวันหยุดสงกรานต์ 2569
ระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน 2569
02/04/2026
🤍 2 เมษายน วันออทิสติกโลก 👦
2 เมษายน "วันออทิสติกโลก" (World Autism Awareness Day) 🌍💙
กรมสุขภาพจิตขอเชิญชวนทุกคนร่วมสร้างสังคมแห่งการยอมรับและเข้าใจ เพราะบุคคลออทิสติกมีความโดดเด่นและมีศักยภาพที่แตกต่างกันไปในแบบของตัวเอง 🤝🌟 การได้รับโอกาส การสนับสนุนที่เหมาะสม และความรักจากคนรอบข้าง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่า
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่โอบรับทุกความหลากหลาย เพราะ "ความแตกต่าง" ไม่ใช่ขีดจำกัด แต่คือสีสันที่ทำให้โลกนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 🎨🌈
#กรมสุขภาพจิต #วันออทิสติกโลก
26/03/2026
“ลูกพัฒนาการช้า” อย่าเพิ่งโทษตัวเอง... 🧡 งานวิจัย 30 ปีจาก ม.อ. พบคำตอบที่สำคัญในพันธุกรรม 🧬
เคยไหม? ที่เฝ้าถามตัวเองว่า "เราเลี้ยงลูกผิดตรงไหน?" 😔 เมื่อเห็นลูกมีพัฒนาการช้า แต่ความจริงทางการแพทย์อาจมีสาเหตุที่ลึกกว่านั้น 🔍
ทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยข้อมูลจากการเก็บข้อมูลต่อเนื่อง 30 ปีในกลุ่มเด็กไทยที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการช้าที่ไม่ทราบสาเหตุ 1,480 ราย พบว่า "เด็กผู้ชายในกลุ่มนี้ประมาณ 7%” ป่วยด้วยกลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ หรือ Fragile X Syndrome ซึ่งมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม 🧬👦🏻
• ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่อาจเกิดจาก "พันธุกรรม" 🧬 กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน FMR1 บนโครโมโซมเอกซ์ ทำให้สมองและระบบประสาทไม่สามารถพัฒนาได้ตามปกติ ส่งผลให้เด็กมีอาการพัฒนาการล่าช้า สติปัญญาบกพร่อง หรือบางรายจะสงสัยว่าเป็นออทิสติก 🧩 โดยโรคนี้มักถ่ายทอดได้จากทั้งคุณพ่อหรือคุณแม่ ด้วยการถ่ายทอดพันธุกรรมแบบซับซ้อน บุตรที่เป็นโรคเกือบทั้งหมดจะมาจากคุณแม่ที่เป็นภาวะแฝง👩👦
• “ภาวะแฝงเงียบ"... ที่อาจมีสัญญาณเตือนซ่อนอยู่ 🤫 โดยปกติแล้ว ผู้หญิงมีโครโมโซมเอกซ์สองแท่ง หากแท่งหนึ่งผิดปกติ อีกแท่งหนึ่งยังทำงานทดแทนได้ ทำให้คุณแม่ที่เป็น "ภาวะแฝง" ภายนอกมักจะดูแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติจนหลายคนไม่รู้ตัว แต่อาจมี "สัญญาณเตือนแฝง" เช่น ประจำเดือนหมดก่อนวัย (รังไข่เสื่อม) หรือมีความวิตกกังวลง่ายกว่าคนทั่วไป 😟
• 30 ปีแห่งความเชี่ยวชาญ 🏥 โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นศูนย์กลางการวินิจฉัยกลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะระดับประเทศ ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี เราใช้เทคนิคการตรวจทางห้องปฏิบัติการในระดับโมเลกุลที่ถูกต้อง แม่นยำ และได้มาตรฐานระดับสากล 🔬 เพื่อช่วยให้ครอบครัวทราบสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนอนาคตได้ 📅
• "รู้เร็ว... วางแผนป้องกันได้" ✅ หากทราบว่าคุณแม่เป็นภาวะแฝง แพทย์สามารถให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์และใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ ประเมินความเสี่ยงของลูกคนต่อไป ช่วยในการตัดสินใจในการวางแผนครอบครัว 👩⚕️👨👩👦
เช็กด่วน! ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์? 🚨
👶 เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า สติปัญญาบกพร่อง หรือออทิสติก โดยไม่ทราบสาเหตุ
👨👩👧👦 มีประวัติคนในเครือญาติมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือออทิสติก โดยเฉพาะผู้ชาย
👩 ผู้หญิงที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด (ซึ่งอาจสัมพันธ์กับภาวะแฝงของโรคนี้)
🤰 คุณแม่ที่มีลูกเป็นกลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ และกำลังวางแผนจะมีลูกคนต่อไป
ติดต่อ-สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 📞
• ศูนย์เวชศาสตร์จีโนม โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ : 074-451199
• ศูนย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก : 074-451941
• หน่วยตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล สาขาวิชาพยาธิวิทยา (ห้องปฏิบัติการ) : 074-455000 ต่อ 15981
#วิจัยคณะแพทย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
#ลูกพัฒนาการช้า #ออทิสติก #ตรวจยีน #โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ #วิจัย30ปื #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
17/02/2026
📣ประกาศคลินิกขอแจ้งเวลา เปิด - ปิดบริการ
เฉพาะเดือนรอมฎอนนะครับ
__________________________________
พิกัดคลินิก : ตรงข้ามปากน้ำ ซอย 17/1 ติดกับร้านPTS
Google Map 📍
https://maps.app.goo.gl/XrAjYVRaU4Yarh59A?g_st=com.google.maps.preview.copy
สอบถามข้อมูลเพิ่มได้
📝 สนใจเข้ารับการประเมินพัฒนาการ ส่งเสริม และให้คำปรึกษาพัฒนาการจองคิวนัดล่วงหน้า
🪩 ทางเพจ : N.kids คลินิกกระตุ้นพัฒนาการเด็ก จ.ปัตตานี โทร 089-3142305, 092-352-5328 หรือ Line Nas_00