12/07/2021
History of War Thailand
ประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้อ? ประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับสงครามทุกอย่าง
12/07/2021
07/09/2020
● "Battle of Borodino" อภิมหาสงครามสนามเพลาะ Part 3 : การโจมตีด้านเหนือของ ยูจีน และ ด้านใต้ของ ดาวูต์
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า นโปเลียนจะทำการแบ่งการโจมตีเป็น 3 ง่าม นั้นคือ ด้านเหนือ ตรงกลาง และ ด้านใต้ ในขณะที่รัสเซียก็มีปราการป้องกันตลอดแนวเช่นกัน ด้านใต้สุดจรดมาถึงตรงกลางจะเป็นแนวป้องกัน ของจอมพล บราติกอน ตรงกลางไปถึงบริเวณทิศเหนือจะเป็นบริเวณที่เรียกว่า Great Redoubt รับผิดชอบโดย นายพล นิโคไลย ราเวสกี้ ( Nikolay Raevsky) ดังรูปข้างล่างเพื่อใครอ่านแล้วงง
และแล้วการโจมตีก็เริ่มขึ้นใน 6 โมงเช้า ของวันที่ 7 กันยายน เสียงปืนใหญ่ฝรั่งเศสยิงกระหน่ำซัลโวใส่แนวตั้งรับรัสเซียอย่างหูดับตับไหม้ จนทหารรัสเซียบางนายกล่าวว่า "นี้เป็นการยิงที่บ้าคลั่งเหมือนปืนใหญ่ข้างกราบเรือ" หลังจากนั้นไม่นานฝรั่งเศสก็เริ่มเปิดฉากโจมตีอย่างเต็มรูปแบบโดยการโจมตีแรก จะเป็นการโจมตีของ เจ้าชาย ยูจีน ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 4 ซึ่งจะเป็นการพยายามยึดหมู่บ้าน โบโรดิโน่ ด้านเหนือของแนวรบ และ การโจมตีของ ท่านจอมพลเหล็ก ดาวูต์ ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 1 จะเข้าโจมตี แนวตั้งรับของ จอมพล บราติกอน ทั้ง 2 การโจมตีเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันดังนั้นจึงขอพูดถึงการโจมตีของ เจ้าชาย ยูจีน ก่อน
โบโรดิโน่ เป็น หมู่บ้านที่ตั้งขวางสะพานที่จะข้ามแม่น้ำ โคโลก้า ซึ่งถ้าฝรั่งเศสข้ามแม่น้ำได้สำเร็จก็จะสามารถขนาบข้างปีกขวารัสเซีย และโจมตี Great Redoubt ได้ เจ้าชายยูจีน เข้าโจมตี หมู่บ้านโบโรดิโน่อย่างหนักหน่วงด้วย กองพล เดลซอน (Delzons's division) โดยรัสเซีย มีเพียง ทหารพรานรักษาพระองค์ (Lifeguard Jägers) รักษาการณ์อยู่เพียง 3 กองพัน ทหารพรานถูกโจมตีอย่างหนักและถอยกรูดออกจาก โบโรดิโน่ อย่างรวดเร็ว คราวนี้รัสเซียได้ส่ง ทหารราบเข้ามาหนุน 1 กองพล เพื่อหมายจะยึด โบโรดิโน่ คืน การรบเป็นไปอย่าง ดุเดือดกลางสะพาน ทั้งกระสุนปืน ปลิวว่อน การเข้าตะลุมบอนด้วยดาบปลายปืน จนมีคนกล่าวว่า "อย่างกับเดินเข้าไปในนรก" แต่ไม่นานฝรั่งเศสโหมกำลังหนักกว่าเดิมและยึดหมู่บ้านคืนได้อีก!! .... ความจริง จอมพล ตอลลี่ มีคำสั่งให้ทำลายสะพานเพื่อกันฝรั่งเศสข้ามมา แต่ด้วยการสื่อสารล่าช้าหรืออะไรมิทราบทำให้สะพานยังไม่ถูกทำลาย!! ยูจีน สั่งให้ทหารของเขาข้ามแม่น้ำอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าโจมตี แนวป้องกันของรัสเซีย ยูจีนสั่งระดมปืนใหญ่ของเขา และตั้ง "Grand Battery" ยิงถล่มแนวป้องกันรัสเซียทันที กองพลของนายพลมูรองต์ (Morand's division) และกองพลฝรั่งเศสอื่นๆอีก 2 กองพล เริ่มเข้าโจมตี Great Redoubt และสามารถยึดป้อมได้..........การต่อสู้ทางเหนือยังคงดำเนินไปยังดุเดือด
มาดูการรบทางด้านใต้ซึ่งเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งในตอนแรก ดาวูต์อยากจะนำกองทัพน้อยที่ 1 ของเขาอ้อมไปด้านหลังแนวรบรัสเซีย แต่ นโปเลียนไม่อนุญาต ซึ่งเขาอนุญาตให้แค่ กองทัพน้อยที่ 5 ของ โพยโลนสกี้เป็นผู้รับหน้าที่แทน เท่ากับว่า ดาวูต์ต้องเดินเข้าหาแนวป้องกันของ จอมพล บราติกอน ตรงๆ "Grand Battery" ของฝรั่งเศสระดมยิง แนวป้องกันของ บราติกอน หนักหน่วงสุดนั้นคือใช้ปืนใหญ่ถึง 102 กระบอก!! ในขณะเดียวกันแนวป้องกันของ บราติกอน นั้นเรียกว่า ชัยภูมิเอื้อต่อการตั้งรับด้านหน้าแนวป้องกันมีป่า..และคลองคอยขวางกัน ภายหลังแนวป้องกันมี 1 กองพลทหารราบเกรนาเดีย และ 1 กองพลทหารราบ พร้อมด้วยปืนใหญ่อีก 5 กองพัน และยังมีทหารพรานบางส่วนซุ่มอยู่ตามป่า เรียกว่า กองทัพน้อยของดาวูต์กำลังเดินเข้าสู่กับดัก...ทหารของ ดาวูต์กว่า 3 กองพล เดินทัพเข้ามาอย่างเชื่องช้าในบริเวณป่า ทันใดนั้นห่ากระสุนปืนและลูกกระสุนปืนใหญ่ระดมยิงใส่ทหารฝรั่งเศสอย่างหนักหน่วงทหารฝรั่งเศสล้มตายเป็นใบไม้ร่วง นายพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย แต่ทหารราบของฝรั่งเศสยังคงรุกต่อไปโดยเฉพาะ กรมทหารราบที่ 57 "Le Terrible" ที่รุกเข้าไปอย่างห้าวหาญ พวกเขาพาทหารฝรั่งเศสส่วนใหญ่ถึงแนวป้องกันและได้ปะทะกันอย่างดุเดือด... แต่แล้วในเวลา ม้าของ จอมพลดาวูต์ถูกยิงและเขาร่วงลงสู่พื้น!!! จนทำให้ทหารบางนายคิดว่าเขาตายแล้วและทำให้เกิดความสับสนอยู่ชั่วขณะ!!! อย่างไรก็ตาม นายพล ฌอง แร๊ป (Jean Rapp) เขามาบัญชาการแทน แต่ไม่นานเขาก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีก!!! ดาวูต์ กลับมาบัญชาการแทนในเวลา 07:30 น. และสามารถเข้ายึดแนวป้องกัน บราติกอน ได้หลายชั้น แต่ บราติกอนก็ส่งกองหนุนเข้ายึดแนวป้องกันได้อีก การต่อสู้นั้นเกิดตามหลุมและสนามเพลาะที่ขุดไว้ ดาบปลายปืนถูกใช้ทิ่มแทงฝั่งตรงข้าม ปืนยิงเข้าใส่กันในระยะเผาขน.... ความสับสนอลม่านกระจายไปทั่วแนวป้องกัน ในที่สุดทหารฝรั่งเศสถูกขับออกมาจากแนวป้องกัน....
รูป : แผนที่สมรภูมิ โบโรดิโน่ จากมุมสูงครับ
แอด นโปเลียน
อ้างอิง
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Borodino
- http://www.historyofwar.org/articles/battles_borodino.html
- http://www.napolun.com/mirror/napoleonistyka.atspace.com/Borodino_battle.htm
01/08/2020
Cuirassier ทหารม้าหุ้มเกราะหนักของนโปเลียน ถือว่าเป็นหน่วยรบที่น่าเกรงขามยิ่งนัก พวกเขาคือ ทหารม้าที่ทรงพลัง (ใหญ่ทั้งม้าและคนขี่) หน้าที่ของพวกหากจะเทียบแล้วคล้ายๆกับ รถถังหนัก ในปัจจุบัน ทีเดียวนั้นคือ โจมตีจำนวนๆมาก (Massive Cavalry Charge บางทีอาจจะมากถึง 4,000 - 8,000 นาย) เพื่อทลายแนวรบข้าศึกให้แตก
อ่านบทความเต็มตามลิงค์ด้านล่าง
https://m.facebook.com/groups/1856193407777524?view=permalink&id=3306093589454158
จึงไม่แปลกใจว่าเหล่าข้าศึกของนโปเลียนจึงกลัวเหล่า คนเหล็ก ของนโปเลียนจนขี้ขึ้นสมอง บ่อยครั้งที่พวกเขาได้ลาดตระเวณเจอกองทหารม้าเล็กๆของฝรั่งเศส พวกมักจะรายงานกลับไปว่า ทหารม้าเหล่านั้นเป็นทหารม้าหุ้มเกราะ เหมือนกับที่ ทหารอเมริกาที่มักเห็นปืนใหญ่ทุกกระบอกเป็นปืน 88 มิลลิเมตร หรือ รถถังทุกคันของข้าศึก เป็น รถถัง ไทเกอร์ ก็ไม่ปาน
แอด นโปเลียน
25/05/2020
เทสๆ
12/03/2020
สวัสดีครับผมจะมาแจ้งอีกครั้งเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังจากโพสต์ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงพูดคุยหาข้อตกลงกันใหม่เกี่ยวกับอนาคตของเพจ ข้อสรุปดังนี้ครับ
เราจะย้ายไปเพจ Historia of War ที่ทางแอดมินนโปเลียนไปดีลไว้ให้และเราก็จะเริ่มลงบทความที่นั้นเลย เพราะเพจนั้นเราไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดและกลับมาทำบทความได้เลย เพราะฉะนั้นตามนี้นะครับ ส่วนเพจนี้จะยังอยู่อย่างเดิมครับไม่ลบ แต่ V.2 ผมจะทำการลบในเร็วๆนี้เพราะยังไม่ได้โพสต์อะไรลงไป ขอบคุณมากครับ
09/02/2020
เมื่อวานเมื่อ171 ปีก่อน สาธารณรัฐโรมันได้ถูกก่อตั้งขึ้นหลังการขับไล่อำนาจศาสนจักรออกจากโรม จุุดเริ่มต้นเวทีเงื่อนปมแห่งความยุ่งเหยิงครั้งใหม่
เมื่อโบนาปาร์ตหวนคืนสู่อิตาลี และการรวมชาติที่ยังไม่สมบูรณ์
รัฐอิตาลีที่ทรงอำนาจที่สุดในช่วงศตวรรษที่19 คือราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย(Sardinia) หรือ ปิดมอนต์-ซาร์ดิเนีย(Piedmont-Sardinia) ในแดนเหนือ และศาสนจักรแห่งโรมในแดนใต้ ที่หยั่งรากความเคารพศรัทธาจากชาวคาบสมุทรมาเป็นพันปี
ถูกก่อตั้งและมอบอธิปไตยโดยเหล่าชาติผู้ชนะสงครามนโปเลียนหลังการทำสนธิสัญญาเวียนนาปีคริสตศักราชที่1815 ร่วมกับรัฐอิสระน้อยใหญ่อื่นๆ
ในช่วงเวลาสงบสุขหลังสงคราม เศรษฐกิจของรัฐอิสระเหล่านี้ขับเคลื่อนโดยการเกษตรที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และส่งออกต่างประเทศ ซึ่งได้มาจากวิถีปฎิบัติโบราณตามแต่ละท้องที่ และต่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวิถีเพื่อใคร ด้วยยังคงหลงเหลือความเป็นระบบศักดินา ต่างหวงสิทธิ์ในพื้นที่เขตปกครอง ศาสนจักรก็จำกัดสิทธิการเรียนการสอน ทั้งประชากรส่วนใหญ่ที่ล้วนเกิดในแดนชนบทถูกปลูกผังให้ทำงานและภักดีต่อเจ้าของที่ดิน นั่นส่งผลให้ยากแก่การผนวกรวมกัน
กลุ่มสมาคมเพื่อปฏิรูปดินแดนและชาตินิยม ค่อยๆก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาต้นศตวรรษใหม่ปลุกปั่นประชาชนไปตามกระแสการปฏิวัติต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วซีกโลกตะวันตก ซึ่งน่าเศร้าที่ทุกครั้งไม่เคยประสบความสำเร็จและจบลงด้วยควันปืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนของศาสนจักรและกองทัพจักรวรรดิต่างชาติ เหล่าผู้ก่อการถูกจับขังไม่ก็เนรเทศ
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เริ่มขึ้น ณ ฤดูใบไม้ผลิแห่งประชาชาติได้มาถึง มันเริ่มจากฝรั่งเศสและแพร่ไปจนทั่วทั้งยุโรป พระคาร์ดินัล จิโอวานนี มาเรีย มัสตาอี แฟร์เรตตี (Giovanni Maria Mastai Ferretti) ได้รับการสถาปนาเป็นโป๊ปปิอุสที่9(Pius IX) ตั้งแต่ปี1846
และในช่วงเวลาที่สถาบันกษัตริย์ในยุโรปเริ่มสั่นคลอนครั้งใหญ่นี้เองในปี1848 พระองค์ได้ปฏิรูปกฏหมายใหม่ โดยเริ่มจากการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ให้อิสระเสรีแก่ประชาชนในการศึกษาและแนวคิด และก่อตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งอิตาลี นั่นทำให้พันธมิตรใหญ่อย่างจักรวรรดิออสเตรียเกิดความกังวล ด้วยแนวคิดเสรีนิยมถูกแพร่กระจายไปทั่วทุกนครรัฐอย่างรวดเร็ว(และออสเตรียก็โดนหนักพอสมควร)
รัฐที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปที่สุดย่อมเป็นราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย โรงเรียนของราชอาณาจักรค่อยๆพ้นจากมือของเหล่าคณะบาทหลวงและซิสเตอร์ ผ่านมือสู่รัฐและที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะจริงๆ เด็กจะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคท้องถิ่นตั้งแต่อายุ6 จนถึง12 ปี และหากมีความประสงค์จะเรียนต่อชั้นมัธยมมหาลัยขั้นสูง จะได้รับการดูแลต่อโดยมหาลัยของรัฐบาล ในอีกกรณี สามารถเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนได้หากที่นั่นทำตามกฏข้อบังคับสากล นี่เป็นประตูบานสำคัญในการทำลายอำนาจของศาสจักรที่ควบคุมมวลชนมายาวนาน เช่นเดียวกับที่นโปเลียนเคยเปิดเพื่อราษฏรอิตาลีเมื่อหลายปีก่อนความพ่ายแพ้ของเค้า
กษัตริย์ชาร์ลส์ อัลเบิร์ต(Charles Albert) ได้เริ่มแผนการรวมชาติโดยการสนับสนุนรัฐต่างๆขับไล่อำนาจของออสเตรียและความเชื่อเก่าๆ จึงค่อยๆขยายเขตอิทธิพลลงไปยังทางใต้
ขณะเดียวกันในกรุงโรมกลุ่มเสรีนิยมได้บุกเข้าศาสนจักรถอนรากถอนโคนอำนาจพระสันตปาปาและก่อตั้งรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐโรมัน(Roman Republic) ขณะนั้นประมุขฝ่ายบริหารงานภาครัฐศาสนจักรของโรมคือพระคาร์นิดัลมนตรีแห่งรัฐ สถานะเป็นประมุขแห่งรัฐบาล ร่วมกับรัฐมนตรีตำรวจ(ministro della Polizia:กระทรวงมหาดไทย ณ ปัจจุบัน)
รัฐมนตรีกระทรวงตำรวจของโรม ณ ขณะนั้นคือเพลเลกริโน โรสซี(Pellegrino Rossi) นักกฏหมายชาวอิตาลี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์และรัฐกิจผู้เปลี่ยนสัญชาติเป็นฝรั่งเศส ในนามของราชวงศ์บูร์บง โรสซีได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัคราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงโรม แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อเพลิงปฏิวัติได้เกิดขึ้น ทำให้เค้าไม่สามารถกลับฝรั่งเศสได้ และยอมรับการทำงานเพื่อศาสนจักรในฐานะเจ้ากระทรวงตำรวจ
ความพยายามในการรักษาความสงบและชั่งน้ำหนักของความคิดทั้งสองฝ่ายของเค้าไม่ประสบความสำเร็จเมื่อเค้าถูกลอบสังหาร ในที่สุดผู้ภักดีต่อศาสนจักรต่างแตกหนีกระจัดกระจาย ส่วนพระสันตปาปาปิอุส จำต้องลี้ภัยไปยังเมืองกาเอตในเนเปิ้ล
ประธานาธิบดีโบนาปาร์ต
การสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิไม่ใช่อะไรที่หลุยส์ไม่เคยคิดจะทำก่อนหน้านี้ หลายครั้งที่เค้าหากินกับชื่อของนโปเลียน โบนาปาร์ต เพื่อปลุกระดมผู้คนและติดตามเค้าไปในการก่อจราจลเพื่อยึตอำนาจจากบูร์บง ความมานะสองครั้งแรกล้มเหลมอย่างน่าอับอายและเป็นที่น่าขบขัน หลังการหลบหนีจากการจองจำและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งในลอนดอน หลุยส์ไม่เคยลืมเจตนารมณ์และเชื่อเสมอว่าความภักดีต่อโบนาปาร์ตยังคงมีเสมอในใจชาวฝรั่งเศส เหลือแค่รอวัยผลิบานอย่างแข็งแกร่งเท่านั้น เหมือนที่มันยังอยู่กับเค้าดังที่ปรากฏในจดหมายว่า
"คือความโศกเศร้าเหลือคณาที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์สักครั้งในชีวิตก่อนจะสวรรคต ครั้งนึงในปารีสข้าพเจ้ายังเยาว์วัยนักนั้นคือเสี้ยวเดียวในความทรงจำเกี่ยวกับพระองค์ ทุกครั้งที่เผชิญความผิดพลาดข้าพเจ้าจะระลึกถึงองค์มหาราช ก็ดั่งราวเปลวไฟของพระองค์ได้ลุกโชนที่ภายในทรวง ผลักดันข้าพเจ้าให้ก้าวต่อไปเพื่อให้สมกับที่ได้ชื่อ 'นโปเลียน' "
โอกาสของหลุยต์ได้มาถึงเมื่อใบไม้ผลิแห่งประชาชาติได้อุบัติขึ้น เค้าได้ส่งแจ้งถึงญาติชื่อมารี ว่า
"ผมจะไปปารีส สาธารณรัฐได้ถูกก่อตั้งแล้ว และผมจะต้องเป็นนายของมัน ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมเลย"
ซึ่งก็เป็นไปตามที่เค้าคาดการณ์แม้ในช่วงต้นจะถูกต่อต้านอย่างหนักโดยนักการเมือง แต่สื่อหนังสือพิมพ์ต่างพาดหัวข่าวของพระมาโปรดและการกลับมาของโบนาปาร์ตมากขึ้นเรื่อยๆ วันวานอันรุ่งโรจน์ของจักรวรรรดิที่ครั้งนึงเคยปกครองยุโรปนั้นยังไม่ถูกลืม แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลุยต์ได้เขียนและร่างฉบับนโยบายและแนวคิดปฏิรูปเพื่อสร้างฝรั่งเศสที่ดีกว่า ถ้อยตำโน้มน้าวท่ามกลางห้วงเวลาที่ราษฏรตกทุกข์ได้ยากมาตลอดหลายปีทำให้เค้าได้รับคะแนนโหวดเป็นเอกฉันท์อย่างไม่เคยมีมาก่อน คำโฆษณาชวนเชื่อหาเสียง "หลานชายของชายผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเวทมนตร์ของเค้าจะมอบความปลอดภัยแก่เราและช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ยาก" ถูกแพร่กระจาย
จากประชากรราวเกือบสี่สิบล้านคน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและใช้สิทธิ์์เลือกตั้งราวเจ็ดล้านคน ห้าล้านห้าแสนคนเทคะแนนให้หลุยส์ ทิ้งห่างหลุยส์-เออแฌน กาแวนญัค(Louis-Eugène Cavaignac) นายทหารผู้เป็นตัวตั้งตัวตีก่อการปฏิวัติปี1848 ที่ได้คะแนนเพียงหนึ่งล้านสี่แสนคน คะแนนเสียงเขตปารีสถือว่าสูสีกันมาก แต่ในเขตอื่นๆนับได้ว่าชัดเจน มีรายงานว่ากองทหารหลายหน่วยถึงกับตะโกนโห่ร้องว่า องค์จักรพรรดิจงเจริญ!
ทวงศาสนจักรฟื้นอนุรักษ์นิยม หนุนซาร์ดินเนียกอบกู้เสรีนิยม
ในช่วงการหาเสียง มีเรื่องนึงที่เค้านำเสนออย่างมาก นั่นคือการนำพระสันตปาปากลับคืนสู่โรมกอบกู้ศาสนจักรกลับคืนมา อีกสิ่งหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสยังคงเคารพและจดจำฝังใจเสมอคือคริสต์คาทอลิก มันจึงเป็นอีกแรงกระตุ้นการสนับสนุนตัวหลุยส์ แต่ลักษณะความเป็นรัฐประมุขทางโลกของศาสนจักรก็สมควรจะหายไปและเปิดรับแนวคิดเสรีนิยมตามเสียงสมาชิกในสภาได้เสนอไว้กับนโปเลียนแลกกับการสนับสนุน
กองทัพฝรั่งเศสซึ่งบัญชาการโดยชาร์ล อูดีโน(Charles Oudinot) บุตรชายคนโตของจอมพลนีกอลา อูดีโน(Nicolas Oudinot) สามารภเอาชนะสาธารณรัฐโรมันได้สำเร็จและกลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งศาสนจักรชั่วคราว อีกด้านทางตอนเหนือหลังซาร์ดิเนียขับไล่พวกออสเตรียไปได้ไม่นาน พวกเค้าก็ยกทัพใหญ่กลับมาอีกครั้งและรุกกลับอย่างหนัก ด้วยแรงกดดันจากอีกฝ่าย กษัตริย์ชาร์ลส์จึงจำต้องยอมสละราชบัลลังก์ในปี1849
พระสันตปาปาปิอุสที่9 ได้แสดงตัวอย่างชัดเจนในการต่อต้านแนวคิดเสรีนิยมอย่างสุดโต่ง มีการส่งคำร้องขอไปถึงนานาชาติในการสร้างกองทหารประจำศาสนจักรที่ขึ้นตรงต่อพระสันตปาปาไม่ขึ้นตรงต่อชาติใดๆ และสัญญากับทางฝรั่งเศสว่าจะทำการปฏิรูป "แต่จะไม่ทำตามข้อเสนอทั้งหมด" กลายเป็นว่านโปเลียนได้เริ่มแนวทางใหม่โดยการให้การสนับสนุนชาวคาทอลิกแทนฝ่ายเสรีนิยม มอบสิทธิ์เต็มที่แค่คณะสงฆ์ในควบคุมการศึกษา รวมถึงมีเก้าอี้ในสภา จนกลายเป็นขั้วอำนาจที่ทรงพลังที่สุด สุดท้ายหลุยส์ก็ตั้งตนเป็นจักรพรรดิผ่านการเห็นชอบของการออกเสียงโดยประชาชนกว่าเกือบแปดล้านเสียง ทั้งนี้จักรพรรดินโปเลียนที่3 ยังได้ส่งคำเชิญไปยังพระสันตปาปาปิอุสให้มาทำพิธีสวมมงกุฬที่มหาวิหารน็อทร์ดาม(Notre Dame)
แต่องค์พระสันตปาปาทรงเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนโดยการให้ฝรั่งเศสยกเลิกมาตราแห่งองค์ประกอบ(Organic Articles) กฏหมายซึ่งบัญญัติโดยพระจักรพรรดินโปเลียนที่1 ว่าด้วยสิทธิ์ของรัฐในการตรวจสอบสุจริตของโบสถ์และคณะสงฆ์ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง และผ่อนปรนกฏข้อบังคับต่างๆที่ส่งผลต่อผู้นับถือคริสต์โดยตรง การเจรจานำเดินไปสองปีสุดท้ายก็จบลงที่ต่างฝ่ายต่างไม่รอมชอม การสวมมงกุฬโดยพระประมุขทางความเชื่อจึงไม่เกิดขึ้น ทั้งยังนำมาซึ่งความวุ่นวายภายในฝรั่งเศสเมื่อเหล่าคณะสงฆ์เลือกจะยึตมั่นพระประสงค์ของพระสันตปาปามากกว่ากฏหมาย
ทางด้านซาร์ดิเนียนั้นพระโอรสของกษัตริย์ชาร์ลส์ ขึ้นเป็นกษัตริย์วิโทริโอ เอมานูเอเลที่2(Vittorio Emanuele II)
พระองค์สืบสานเจตนารมณ์พระบิดาในการรวบรวมอิตาลีเป็นปึกแผ่นต่อไปโดยมีกามิลโล เบนโซ ดิ กาวัวร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและการเกษตรเป็นเรือธงในการสานสัมพันธไมตรีกับชาติมหาอำนาจฝั่งตะวันตกอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งเคยช่วยโป๊ปปิอุสในการทวงกรุงโรมเมื่อก่อนหน้านี้
ด้วยรากฐานภายในที่มั่นคง และการเข้าร่วมสงครามไครเมีย จึงทำให้ซาร์ดิเนียได้สิทธิ์นั่งในการประชุมสนธิสัญญาสันติภาพร่วมกับชาติมหาอำนาจอื่นๆอย่างเท่าเทียม และสร้างแรงสนับสนุนจากชาติเหล่านี้ในการหนุนเสริมอิตาลีเพื่อต่อต้านการกดขี่ของออสเตรีย และ "ศาสนจักร"
นโปเลียนที่3 สนับสนุนซาร์ดิเนียอย่างเต็มที่ในการนำแนวคิดเสรีนิยมกลับเข้าไปในโรม และถอดถอนกองทัพต่างชาติทั้งหมดออกจากแผ่นดินอิตาลี คริสตศักราช1858 พระองค์และกาวัวร์ สินใจตกลงจะสร้างสมาพันธ์อิตาลีภายใต้การปกครองของกษัตริย์แห่งซาร์ดิเนีย โดยมีสมเด็จพระสันตะปาปาจะเป็นประธานกิตติมศักดิ์ นี่เองนำมาซึ่งสงครามกู้เอกราชอิตาลีครั้งที่สองเพื่อขับไล่อำนาจของออสเตรียออกไป ซึ่งกำลังรบของฝรั่งเศสเป็นหัวหอกในการต่อสู้ แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักโดยชาวคาทอลิกในประเทศข้อหาตั้งตนเป็นศัตรูถอดถอนพระสันตปาปา ถึงแม้ตัวพระจักรพรรดิจะออกมาให้การยืนยันเองว่าศาสนจักรจะไม่ถูกโค่นล้มอย่างแน่นอน ผลของสงครามครั้งนี้ส่งผลให้ออสเตรียต้องส่งมอบแผ่นดินลอมบาร์ดี(Lombardy) ให้แก่ฝรั่งเศส จากนั้นฝรั่งเศสจึงส่งมอบต่อให้ซาร์ดิเนีย พร้อมทั้งมอบสิทธิ์ในฐานะรัฐนึงในสมาพันธ์อิตาลีแก่เวนิส แต่ออสเตรียยังคงเป็นประมุขของมัน แต่บทบาทอก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อรัฐต่างๆถูกผนวกรวมเข้าสู่ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย และกองทัพฝรั่งเศสจำต้องเตรียมถอนกำลังออกจากอิตาลีเพราะแรงกดดันจากตัวซาร์ดิเนียเอง พระสันตปาปาและผู้บัญชาการกองทัพที่สนับสุนนระบบสาธารณรัฐ
ภายในการรบช่วงหนึ่งทศวรรษ ไม่ช้าอิตาลีตอนเหนือและศาสนจักรก็ตกอยู่ใต้ราชสำนักซาร์ดิเนีย และประกาศตั้งราชอาณาจักรอิตาลีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่17 มีนาคม ปีคริสตศักราชที่1861 และรวมชาติได้อย่างสมบูรณ์ในปี1870
ช่วงแรกของทศวรรษ1860 ฝรั่งเศสกำลังวุ่นอยู่กับสงครามในแมกซิโก การไม่เคลื่อนไหวใดๆในอิตาลีทำให้พระสันตปาปาเกิดความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด กระนั้นพระองค์ก็ยังจำเป็นต้องมีกองทัพฝรั่งเศสที่ยังเหลืออยู่ในโรมเพื่อปกป้องศาสนจักรจากการรุกรานของพวกคลั่งเสรีนิยมเช่นกุสซิปปี การิบัลดิ(Giuseppe Garibaldi) ซึ่งกระทำการเป็นอิสระในการก่อการรุกเข้าโรมและถูกตีแตกกระเจิงย่อยยับ ซึ่งกองกำลังหลักที่ต้านการิบัลดิ ก็คือหน่วยรบประจำศาสนจักร หรือกองรบอองทีปส์(Antibes Legion) ซึ่งเป็นกองทัพชาวฝรั่งเศส(แม้จะไม่ยอมรับก็ตาม) การกระทำของการิบัลดิสร้างปมที่ยุ่งยากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ฝรั่งเศสจำต้องแสดงตัวเป็นผู้พิทักษ์ของโรมอย่างเต็มตัวดังคำประกาศของพระจักรพรรดิว่า
"เราประกาศในนามของรัฐบาลฝรั่งเศส อิตาลีจะไม่ได้ครอบครองโรม ฝรั่งเศสจะไม่ยอมทนต่อการเหยียดหยามต่อศักดิ์ศรีความเป็นคาทอลิกของนาง"
โรมได้เสนอให้นโปเลียนยกทัพขึ้นไปทำสงครามกับซาร์ดิเนียเต็มตัว แม้ตัวกษัตริย์วิโทริโอจะประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและจะจับตัวการิบัลดิมาสำเร็จโทษอย่างแน่นอน ประชาชนชาวอิตาลีอย่างน้อยก็ในตอนเหนือประณามการเป็นนกสองหัวของนโปเลียนอย่างรุนแรง จนในที่สุดความตรึงเครียดก็ลดลงไปมากเมื่อกองทัพฝรั่งเศสในโรมถอนตัวออกไปหมดแล้วในปี1866 แต่หลายกองยังคงประจำการที่คอร์ซิกา ความแตกแยกดำเนินต่อไปและไม่มีการแก้ไขจนกระทั่งจักรวรรดิฝรั่งเศสล่มสลาย ซาร์ดิเนียปฏิเสธจะเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสในสงครามกับเยอรมันที่กำลังจะถึง และโรมก็เป็นอิสระจากฝรั่งเศสอย่างแท้จริง
แต่แม้จะผนวกดินแดนเข้ามารวมใต้ธงผืนดินเดียวกันเช่นนี้แล้ว ก็ยากจะปกครองให้อยู่ในความสงบได้ ปัญหาอาชญากรรมพุ่งสูง ถึงขั้นที่คุมขังไม่เพียงพอ(ทั้งยังสุขอนามัยไม่ได้มาตรฐาน) มีความพยายามปฎิรูปกฏหมายบ่อยครั้งในช่วงเวลานี้ แต่ตัวขัดขวางหลักส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐขั้วอำนาจเก่า ก็เป็นพวกคณะสงฆ์ หลังการขับไล่ฝรั่งเศสออกไปได้สำเร็จ คาวัวร์ก็มีความต้องการจะสถาปนาโรมขึ้นมาเป็นเมืองหลวงของอิตาลีอีกครั้งแต่ในระหว่างการวางแผนอย่างรัดกุมเค้าก็เสียชีวิตไปก่อน ส่วนกษัตริย์วิกเตอร์ ใช้การเสนอข้อค้ำประกันสิทธิของโป๊ปปิอุสที่9 ในวาติกันพร้อมเบี้ยเลี้ยงต่อปีหลายล้านลีร์ แต่จะไม่มีสิทธิทางการเมืองเช่นแต่เดิม และศักดิ์ของพระองค์จะไม่ต่างอะไรกับข้าราชบริพารของราชวงศ์
ฉะนั้นถึงแม้โรมจะได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรในปี1871 ทางวาติกันก็ไม่ได้แสดงตนเป็นมิตรนัก และมีรับสั่งถึงศาสนิกชนให้ลุกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่ ดูได้จากกฏหมายใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อลดอำนาจสงฆ์อย่างชัดเจนว่าด้วยการสมรส คู่แต่งงานจะถูกลงทะเบียนโดยรัฐและไม่มีการทำพิธีตามจารีตคาทอลิก แน่นอนว่ากฏหมายนี้ไม่ได้รับการตอบสนองโดยประชาชนในทางที่ดี
การเข้าพิธีแต่งงานคาทอลิกจะถูกเรียกว่าการสมรสนอกกฏหมาย ซึ่งแน่นอนว่าราษฏรก็ยังคงสมรสนอกกฏหมายกันต่อไป จนกระทั่งพวกลัทธิฟาสซิสต์ได้เข้ามาบริหารประเทศ กฏหมายนี้ก็ถูกลบออกอย่างเป็นทางการ(ใครแคลร์)
นี่เป็นปัญหามากต่อการจัดสัมมาโนประชากร ที่เอาจริงๆก็วุ่นวายอยู่แล้ว นี่ประชาชนยังไม่ให้ความร่วมมืออีก เหล่าคู่แต่งงานนอกกฏหมายที่มีลูก ก็จะไม่แจ้งเกิดลูก แถมยังเป็นช่วงเวลาที่มีอัตราการตายของทารกสูงมาก เราจึงไม่มีทางรู้ถึงจำนวนของเด็กๆเหล่านั้นที่แน่ชัด โดยเฉพาะในภาคใต้ที่แทบไม่สนใจรัฐบาล หรือภาคกลางที่มาตรฐานคุณภาพหน่วยการปกครองไม่ดีเท่าภาคเหนือ
การศึกษาแม้รัฐจะริเริ่มระบบการศึกษาภาคบังคับไปแล้ว แต่ก็มีไม่ถึงครึ่งที่ยอมส่งลูกเข้าเรียน ประชากรผู้ไม่รู้หนังสือมีอัตราสูงถึง80% และแทบไม่มีการกระเตื้องขึ้นจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่1 ก็เพราะขอบเขตการศึกษาภายในคาบสมุทรส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในมือของศาสนจักรหัวเก่าจำนวนมากที่ไม่ยอมเปลี่ยนรูปแบบการสอนเป็นผู้ดูแล เจ้าหน้าที่ทั้งระดับรัฐและท้องถิ่นต่างไม่สามารถประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะเรื่องอคติของความเป็นมาอีกฝ่าย
ทางฝั่งเศรษฐกิจที่กำลังรุงเรืองจากการเข้าร่วมสหภาพการค้ากับชาติมหาอำนาจอื่นๆอันมีฝรั่งเศสเป็นประมุข แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับทุกข์ยาก โดยเปลือกนอกด้วยนโยบายการค้าเสรี และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีคุณภาพดีที่ถูกส่งออกไปทั่วยุโรปด้วยเส้นทางรถไฟเป็นรายได้หลักถึง60% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ อุตสาหกรรมยังเป็นธุรกิจที่พบเห็นได้ง่ายกว่าในทางเหนือ ณ พื้นที่ ระหว่างเจนัว ตูริน และ มิลาน เขตปกครองเดิมของอาณาจักรซาร์ดิเนีย ซึ่งพวกเค้าก็พยายามเล่นลิ้นทุกวิถีทางเพื่อรีดเข้นเงินจากชาวนาภาคใต้ไม่ว่าด้วยกำลังหรือกฏหมาย เพื่อนำรายได้ส่วนนั้นเพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโลกขณะนั้น
ช่วงหลังสงครามรวมชาติครั้งสุดท้ายในศึก6 สัปดาห์กับออสเตรีย ค่าเงินบิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ ชาวใต้หลายสิบล้านคนตัดสินใจอพยพไปต่างแดนดีกว่าทนอยู่ถูกเก็บภาษีที่เกินเลย ด้วยกฏหมายต่างเอนเอียงให้ฝ่ายชาวเหนือ ล้วนมีนัยสนับสนุนเหล่านายทุนและเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ชาวบ้านชาวนาจำต้องเสียข้าวสาลีเพิ่มขึ้น ชาวใต้ถูกมองเป็นประชาชนชั้นสองเพราะเหล่าชาวเหนืออ้างว่าตนคือผู้รวมชาติได้สำเร็จ ในที่สุดยุครุ่งเรืองก็สิ้นสุดลงในช่วงปี1880 หลังจากวุ่นวายมายางนานในที่สุดรัฐบาลก็ริเริ่มการผูกติดมูลค่าเงินตามมาตรฐานทองคำ ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่เมื่อเข้าปลายยุค80 เงินทุนก็ร่อยหรอ ประชาชนออกมาประท้วงจนต้องมีการปฎิรูปธนาคารใหม่ ถึงกระนั้นสถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้นเลย
เหนือและใต้ยังคงแบ่งทางการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ ภาษา สกุลเงิน ศาสนา มาตรการทางกฎหมายโครงสร้างภาษีแตกต่างกันไปจากปลายด้านหนึ่งของประเทศไปยังอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์นี้จะไม่มีวันแก้ไขได้เสร็จในศตวรรษนี้ และแม้แต่ในศตวรรษของเรา
มิริน
[1]Italian Unification David Smith
[2]WORLD HISTORY ON FIL
NATIONALISM, STATE BUILDING & SOCIAL REFORM 1830–1914 THE AGE OF REVOLUTION
[3]Europe 1815-1918
[4]1848: REVOLUTION AND REACTION
[5]The debate on the prison system in the Kingdom of Italy as seen through the work of Parliamentary committees (1862-1866). Simona Fazio
[6]REALPOLITIK IN THE AGE OF NATIONALISM: THE INFLUENCE OF CAVOUR AND
BISMARCK’S REALPOLITIK ON THE DEVELOPMENT OF THE EUROPEAN STATE
SYSTEM FROM 1871-1914
[7]Regional Market Integration in Italy
During the Unification (1832-1882) . Anna Missiaia
[8]The Economics of Post-Unification Southern Italy
Tom Frascella
[9]PROGRESS AND TRENDS
IN ITALIAN EDUCATION a
ANTHONY A. SCARANGELLO
Assistant Professor of Education
University. of Delaware
[10]The Sardinian experience of the lowest Italian infant mortality at the turn of the twentieth century. True or false empirical evidence?
Marco Breschi, Massimo Esposito, Stanislao Mazzoni et Lucia Pozzi
[11]THE FRENCH SECOND EMPIRE An Anatomy of Political Power BY ROGER PRICE
[12]THE NAPOLEONIC LEGEND AND THE EUROPEAN POLICY OF NAPOLEON III
By ANN LISBETH KRUEGER I/ Bachelor of Arts
[13]Napoleon III. Life and Work as French President
by Franziska Herden
ภาพกองรบอองทีปส์
18/01/2020
เทสการมองเห็นอีกครั้ง
สมรภูมิแห่งปาเตย์ การล้างแค้นแห่งอาแชงกูร์
หลังการปิดล้อมแห่งออร์เลออง(Orléans) ได้จบลงในวันที่8 พฤษภาคม คริสตศักราช1429 การบุกโหมของกองทัพอังกฤษได้หยุดชะยักลง ด้วยพรจากสวรรค์ผ่านตัวแทนอย่างขุนศึกหญิง ฌาน ดาร์ก(Jeanne d'Arc) นางได้นำทัพเข้าสู่สมรภูมิและกำชัยอย่างภาคภูมิ กระนั้น ฝรั่งเศสก็ไม่ได้ให้เวลาพักผ่อนหลังความสำเร็จนี้เท่าไรนัก
ออร์เลอองเป็นนครนึงภายในแคว้นออร์เลออแน(Orléanais) ซึ่งเป็นแคว้นที่มีดินแดนครอบคลุมสองฟากลำน้ำของแม่น้ำลัวร์ โดยขณะนี้เขตแดนตอนเหนือทั้งหมดได้ถูกพวกอังกฤษยึตครอง ตลอดริมชายฝั่งฟากล้วนตกอยู่ในน้ำมือศัตรู ไม่ช้าพวกเค้าจะกลับมายึตออร์เลอองเพื่อคุมทั้งลำน้ำโดยสมบูรณ์ และพระเจ้าชาร์ลที่7 ก็ทรงทราบในพระทัย
กองทัพฝรั่งเศสใช้เวลากว่าเดือนเพื่อระดมกำลังพลให้เพรียบพร้อมต่อการตอบโต้ จากนั้นจึงค่อยเคลื่อนทัพไปรวมตัวกันที่ออร์เลออง และเริ่มต้นยุทธการลัวร์ที่ริมฝั่งใต้ ทางตะวันออกเฉียงใต้จากออร์เลออง ที่เมืองฌาร์โกล(Jargeau) มันถูกยึตก่อนการปิดล้อมที่ออร์เลอองนานอยู่หลายปี แนวป้องกันถูกเสริมสร้างอย่างแข็งแกร่ง และรักษาการโดยกำลังรบฝีมือดี700 นาย ใต้บัญชาการของวิลเลียม เดอ ลาโพล(William de la Pole) ดยุกแห่งซัฟโฟล์ค(Suffolk) อดีตรองผู้บัญชาการทัพอังกฤษในการปิดล้อมออร์เลออง
ผู้นำการปิดล้อมฌาร์โกล คือ ฌาน ดาร์ก และ ฌ็องที่2(Jean 2) แห่งอาล็องซง(Alençon) ผู้บัญชาการใหญ่ร่วม ฝรั่งเศสและอังกฤษระดมยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันไปมา มีครั้งนึงที่ลูกปืนใหญ่อังกฤษพ่่งเข้าหาฌ็อง ซึ่งเค้าได้ถูกช่วยเหลือไว้โดยฌาน นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นแน่นแฟ้นมากขึ้น ไม่ช้าการโหมบุกของกำลังรบที่มากกว่าสามเท่าของฝรั่งเศสโดยมีวีรสตรีแห่งออร์เลอองเป็นผู้นำทัพ วิลเลียม เดอ ลาโพล ก็ประกาศเจรจาจองยอมแพ้ เป็นการรบสั้นๆเพียงแค่สองวัน และไม่นานก็สามารถทวงคืนลำน้ำฝั่งใต้มาโดยสมบูรณ์จึงยกทัพขึ้นเหนือ เข้าโอบล้อมเมืองโบลชงซี(Beaugency)
ขณะเดียวกันนั้น จอห์น ฟัสตอลฟ(John Fastolf) แม่ทัพอัสวินแห่งนอร์ฟอร์ค(Norfolk) พร้อมกองรบพลธนูฝีมือดีกว่าห้าพันนาย ได้ถูกส่งมาเพื่อสนับสนุนโบลชงซีจากการปิดล้อม แต่หลังจากข่าวการยอมจำนนของโบลชงซีได้มาถึงพวกเค้าก็ตัดสินใจถอนทัพกลับ
กองทัพฝรั่งเศสไม่คิดว่าจะต้องไปสนใจ แต่ ฌาน ปฏิเสธและกล่าววาทีปลุกใจ "ในนามของพระเจ้า เราต้องสู้กับพวกเค้า! มติสวรรค์หวังให้เราฆ่าพวกเค้า จอมกษัตริย์เหนือเกล้าจักได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ในวันนี้... จงควบตะบึงไป และจงรอฟังคำชี้นำ"
กองทัพฝรั่งเศสได้เริ่มจากการส่งกองทหารม้าหกสิบหรือแปดสิบนายใต้บัญชาการของลาไฮร์(La Hire) สหายของฌานกระจายออกไปสำรวจภูมิประเทศและตำแหน่งของศัตรู เดินทางไปตามถนนโรมันเก่า และได้ไปถึงหมู่บ้านที่ชื่อปาเตย์(Patay) พวกเค้าบางส่วนมุ่งต่อไปเจอเข้ากับทัพอังกฤษ จนพลธนูอังกฤษกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้นหน่วยลาดตระเวณฝรั่งเศสก็รีบควบม้ากลับไปรายงานโดยใช้เวลาราวชั่วโมงนึง ขณะที่กองทัพอังกฤษกำลังวุ่นวายกับปัญหาว่าจะทำยังไงกันต่อไปดี ระหว่างกระจายตัวไปตามภูมิประเทศที่เหมาะแก่การซุ่มโจมตี หรือรวมตัวอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง สุดท้ายพวกเค้าก็เลือกจะค่อยๆเคลื่อนทัพหลักเพื่อเดินทางกลับต่อไป ก่อนจะพากันแตกซานเซนไปตามพุ่มไม้เตรียมการปะทะหลังได้ยินเสียงกีบเท้าม้าอัสวินฝรั่งเศส
แต่นั่นช้าเกินไป กองทัพม้าฝรั่งเศสพุ่งชาร์ตอย่างรุนแรง ตามมาด้วยทหารราบพันห้าร้อยนายได้เร่งฝีเท้ามาถึงพร้อมสาดห่าธนูฝนเข้าโจมตีกองทัพอังกฤษก่อนพวกเค้าจะตั้งตัวติด
กองทัพหน้าถูกทำลายย่อยยับ สถานการณ์เกินจะควบคุม จอห์น ฟัสตอลฟ จึงไม่สามารถลงจากหลังม้าไปข้างหน้าเพื่อบัญชาการรบ กองทหารม้าอัสวินอังกฤษเบอร์กันดีต่างพากันวิ่งหนีชุลุมน ทำให้จอห์นก็จำต้องทิ้งแนวรบตามไปเช่นกัน กองทหารราบอังกฤษบุกไปข้างหน้าด้วยแนวกำแพงหอก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อกองทัพฝรั่งเศสมากนัก ไม่นานพวกเค้าก็แตกพ่าย เกือบพันแปดร้อยนายถูกสังหาร และถูกจับเป็นเชลยกว่าหกร้อยนาย หนึ่งในนั้นเป็นนายทหารชั้นสูงหลายท่าน
ศึกนี้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วในนามของศึกล้างแค้นแห่งอาแชงกูร์(Agincourt)
มิริน
[1]French Armies of the Hundred Years War
[2]Chronicles of the Reign of Charles VII by Jacques Chartier
[3]After Agincourt A selection of contemporary sources
for teaching the second half of the Hundred Years War at A-level Tim Frankland
ภาพ
ขุนศึกอัสวินสกุลแซงไทรลส์(Xaintrailles) หนึ่งในนายทัพนำบุกทะลวงร่วมกับลาไฮร์ และสหายอีกคนของฌาน ดาร์ก
โดยGraham Turner
16/01/2020
รีโพสต์ เทส
● โรมในมือของซุลลา และการผงาดของปอมเปย์
กองรบสามลีเจี้ยน และดวงตาปวงชนในกรุงโรมนับแสนคู่ เป็นพยานแห่งชัยชนะของซุลลาในศึกที่ประตูโคลีเน มันคือการนองเลือดรับเดือนพฤษจิกายนของปีที่82 ก่อนคริสตกาล
หัวของผู้สนับสนุนสกุลไกอา ถูกนำมาเสียบประจานที่ใจกลางกรุงโรม ผู้ที่ยังเหลือก็ถูกตั้งค่าหัว ที่ดินและทรัพย์สินของพวกเค้าก็ถูกนำไปแจกจ่ายแก่ผู้สนับสนุนฝ่ายซุลลาเช่นเดียวกับที่นำไปจัดสรรแก่เหล่าทหารหาญอย่างเท่าเทียม
ต้องขอบคุณตำแหน่ง "เผด็จการ" ที่ได้มาจากการ "เสนออย่างสุภาพ" ของตัวเค้าเอง ที่ทำให้ซุลลาสามารถกระทำการอันใดก็ได้โดยไม่ต้องกังวลการวิพากย์วิจารณ์จากสภา หนึ่งในนั้นการคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็อย่างที่พูดไว้หลายครั้งในบทความก่อนหน้า อำนาจของฝ่ายพลเรือนค่อยๆลดลง เพื่อนำไปเพิ่มให้ฝ่ายสภา แต่ก็ไม่มากจนสามารถเข้ามามีสิทธิ์ควบคุมกองรบได้เช่นที่ซุลลาทำได้
"ควบคุมประชาชน"
ซุลลาประกาศตัวอย่างชัดเจนที่จะเป็นฝ่ายตรงช้ามของราษฎรชาวโรมัน ชื่อนับร้อยถูกยกขึ้นมาเพื่อฟ้องร้องและจับมาประหารบ้างก็เนรเทศ ค่อยๆยักยอกทรัพย์สินเพื่อนำไปมอบความเปรมปรีย์แก่เหล่าชนชั้นสูงและความทะเยอทะยานของตน ตั้งแต่การสร้างวิหารทวยเทพและโรงละครทั่วทั้งอิตาลี ทั้งหมดล้วนถูกสร้างในระบบโครงสร้างระดับงานคุณภาพสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานเลี้ยงบ่อยครั้ง แต่ละครั้งล้วนใหญ่โตโอ่อ่าและดำเนินไปหลายวันถึงหลายอาทิตย์ ของเหลือก็ไม่เคยไปถึงปากของข้ารับใช้หรือขอทาน เพราะมันจะถูกโยนลงทะเลลำน้ำอย่างไม่ใยดี ความมั่งคั่งนี้ล้วนได้มาจากชัยชนะจากแดนตะวันออก
นอกจากสิ่งที่กล่าวไปในบทความก่อน กฏเกณฑ์อื่นๆที่ถูกใช้ต่อๆกันมาโดยซุลลาเป็นผู้ร่างก็อย่างเช่น การสลับเปลี่ยนตำแหน่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน หากผู้เกษียณไม่กลับมาเพื่อมอบตำแหน่งให้ผู้รับเลือกคนใหม่ภายในสามสิบวัน จะถือว่าเป็นกบฏ เช่นเดียวกัน หากมีการเคลื่อนทัพออกนอกเขตปกครอง หรือมีการระดมพลชาวนอกเขตก็จะถือว่าเป็นกบฏเช่นกัน การกระทำส่วนใหญ่ของเค้าลวนเป็นไปเพือรักษาอำนาจทางกองทัพของตนและความมั่นคงของฝ่ายโอฟติมาเตส
ความเด็จขาดและระเบียบใต้ความหวาดกลัวของซุลลาเริ่มถูกต่อต้านทันทีหลังการตายของเค้า ในปี78 ก่อนคริสตกาล
การกระทำของซุลลาอาจส่งผลดีในยุคของเค้า แต่ในยุคถัดมา เหล่าขุนศึกขุนพลล้วนใช้กลยุทธิ์เดียวกันเพื่อรักษาอำนาจและความภักดีของทหารใต้สังกัด นั่นคือการฉ้อรัฐบังหลวงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ลูกน้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ความภักดีต่อสาธารณรัฐค่อยๆเสื่อมลง
คลังหลวงซึ่งเคยมากล้น ณ ตอนนี้ก็ถูกเติมเต็มแทยด้วยหนี้สิน เป็นปัญหาร้ายแรงของโรมในช่วงปี60 ก่อนคริสตกาล หลายเสียงเชื่อว่าวิกฤตหนี้ครั้งนี้เกิดจากการส่งออกทองคำและเงินจำนวนมากซึ่งทำให้เงินตึงตัวและเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เหล่าอดีตทหารผ่านศึกที่เคยติดตามซุลลา หลังปลดประจำการก็ไม่ลดละความโลภหรูหรา จัดงานเลี้ยงซื้อค้าทาสอยู่ไม่เว้นวัน พวกเค้าเหล่านี้แลที่ก่อปรปัญหามาสู่โรม และกลายสภาพเป็นขอทานเพราะไม่มีหัวคิดเชิงบริหาร
มาร์คุส ไอมิลิอุส เลปิดุส(Marcus Aemilius Lepidus) คือผู้ขึ้นมารับตำแหน่งกงสุลคนถัดมา โดยมีปอมเปอุส(ปอมเปย์) อดีตขุนศึกของซุลลา เป็นผู้สนับสนุน เลปิดุส เป็นเหมือนกับขุนนางส่วนใหญ่ในยุคนี้ คืออดีตเป็นผู้ภักดีต่อสกุลไกอา ก่อนจะหันมาสวามิภักดิ์ต่อซุลลา และหลังการตายของซุลลา เลปิดุสก็หันกลับเข้าไปหาฝ่ายพรรคเดิมคือพวกโพพูลาเรส
สิ่งแรกที่เค้าทำคือการประกาศโทษที่ซุลลาควรได้รับ โดยการไม่ยอมให้ได้จัดงานศพ รวมไปถึงการประณามกฏหมายเผด็จการอื่นๆ อย่างไรเสียเมื่อไม่มีเผด็จการ อำนาจการตัดสินใจก็ล้วนกลับไปสู่สภา ซึ่งฝ่ายพรรคโอฟติมาเตส ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้เลปิดุส ไม่สามารถแก้ไขกฏหมายใดๆได้มากนัก แต่ความพยายามของเค้าเพื่อเรียกความศรัทธาของราษฏรต่อรัฐบาลกลับคืนมาก็ไม่สูญเปล่า นั่นคือการรื้อฟื้นกฏหมายข้าว(lex frumentaria) เพื่อแจกจ่ายข้าวสาลีแก่ประชาชนเดือนละครั้ง โดยแต่ละครอบครัวจะได้ข้าวสาลีปริมาณ 5 มอดิอุส(modius 1 มอดิอุส ประมาณ 28 กรัม)
คดีอีทูเรีย
การแสดงออกอย่างชัดเจนของกงสุลผู้นี้ที่จะเป็นปฏิปักษ์กับฝายผู้สนับสนุนซุลลาผู้ล่วงลับทำให้เกิดรอยร้าวระหว่างเลปิดุส และสหายของเค้านาม ควินทุส ลูทาทิอุส คาทูลุส(Quintus Lutatius Catulus) คาทูลุส เป็นกงสุลฝ่ายหลัง ร่วมกับเลปิดุส กงสุลฝ่ายหน้า เช่นกันเค้าก็เคยอยู่ฝ่ายโพพูลาเรส ก่อนจะหันมาเข้าฝ่ายโอฟติมาเตส พวกเค้าเริ่มขัดขากันตั้งแต่แรกเมื่อเลปิดุสขัดขวางงานศพของซุลลา การหาเสียงกระจายข่าวต่อต้านเผด็จการ และที่ร้ายแรงที่สุดคือครั้งการจราจลที่อีทูเรีย(Etruria) ภูมิภาคตอนเหนือของอิตาลี เมื่อประชาชนที่นั่นทำการโจมตีกองทหารรักษาการณ์ซึ่งล้วนเป็นอดีตทหารของซุลลา ความรุนแรงนี้ส่งผลให้สภามีมติให้กงสุลทั้งสองเดินทางไปแก้สถานการณ์
เมื่อมีการเจรจา กลับกลายเป็นว่า เหล่าผู้ก่อจราจลล้วนชี้ไปหาเลปิดุสว่าเป็นผู้จุดประกายเหตุการณ์นี้ เพื่อทำลายอำนาจของเผด็จการ และทวงคืนสาธารณรัฐกลับมา
"ฉิบหาย....."
เลปิดุสคิดในใจ นี่จะกลายเป็นชนวนสู่การทำลายตัวเค้าเองในไม่ช้า และพวกโอฟติมาเตส ก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือแน่นอน พวกสภาให้รางวัลและสรรเสริญเลปิดุสอย่างยิ่งใหญ่ แต่นั่นก็แค่ฉากหน้า พวกเค้าค่อยๆจับผิดทุกกิจกรรมที่น่าสงสัยของกงสุงฝ่ายหน้า โดยการยื้อเวลาให้ทั้งสองประจำการอยู่ที่ทางเหนือไประยะยาว
เมื่อเข้าปีถัดมา เพื่อมีการเลือกตั้งกงสุลชุดใหม่ เป็นปกติที่กงสุลปัจจุบันจะเข้ามากรุงโรมเพื่อดูแลการเลือกตั้ง เลปิดุสเลือกที่จะไม่กลับลงใต้ รัฐบาลใช้การต่อต้านคำสั่งนี้ตั้งข้อหากบฏแก่เลปิดุส และระดมพลเพื่อเตรียมทำสงครามเต็มรูปแบบ
เลปิดุสได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากแดนเหนือ เหล่าอดีตผู้สนับสนุนไกอา เริ่มค่อยๆทยอยกลับมาเข้าร่วม และหนึ่งในผู้ที่ได้รับการเรียนเชิญให้เข้าร่วมคือ ยูลีอุส ไกซาร์(ซีซาร์) ซึ่งขณะนั้นเป็นลูกเขยของสกุลคอร์เนเลีย นี่คือโอกาสล้างแค้นให้แก่ครอบครัวที่หาได้ยาก แต่ไกซาร์แม้ในวัยหนุ่มก็ยังฉลาดพอ ที่จะไม่แสดงตัวเข้าข้างฝ่ายใด
แม้กระนั้นก็ตามแสงยานุภาพของฝ่ายเลปิดุสก็เข้มแข็งพอจะสร้างความหวาดหวั่นให้กับรัฐบาล คาทูลุสผู้ซึ่งได้รับอำนาจเต็มในการบัญชาการรบ ก็แสดงถึงความไร้ศักยภาพเพียงพอ ทำให้สภาส่งหมายเทียบเชิญ ปอมเปอุส มาบัญชาการรบ
เช่นเดียวกับคาทูลุส ปอมเปอุส รับไม่ได้กับการปฏิเสธจัดงานศพซุลลาของเลปิดุส นั่นทำให้เค้าละจากพรรคโพพูลาเรส ไปเข้าร่วมกับพวกชนชั้นสูง
ด้วยความสามารถของเค้านี้เอง ที่ทำให้กบฏขั้วอำนาจเก่า ถูกทำลายย่อยยับภายในปี77 ก่อนคริสตกาล เหล่าผู้นำถูกจับประหาร ส่วนเลปิดุส หลบหนีไปยังซาร์ดิเนีย
ปราบกบฏเซโทริอุส
เมื่อหนีไปยังซาร์ดิเนีย เลปิดุสได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าการทริอาริอุส(Triarius ) เพื่อระดมพลต่อสู้ต่อ โดยการสร้างกองเรือโจมตีเส้นทางคมนาคม ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนธัญพืช ทั้งคู่ต่อสู้กับโรมได้อย่างเข้มแข็งสร้างความเสียหายแก่กองทัพโรมันที่ถูกส่งมาปราบปรามไปมาก แต่บ้างก็ว่าแท้จริงมันตรงข้าม แคว้นซาร์ดิเนียไม่เคยเข้าร่วมการกบฏของเลปิดุส อย่างไรเสีย เลปิดุสก็เสียชีวิตกระทันหันด้วยอาการป่วยที่ซาร์ดิเนียจริง ทำให้ผู้สนับสนุนของเค้าพากันหลบหนีไปยังสเปน
ในขณะนั้นสเปนในอาณัติของโรมปกครองโดยควินทุส เซโทริอุส ตาเดียว(Quintus Sertorius the one eye) อดีตขุนพลอีกคนนึงของไกอาก่อนจะหันมาสวามิภักดิ์ต่อซุลลา เค้าสนับสนุนเลปิดุสทันทีหลังการเริ่มก่อกบฏไม่นาน โดยขณะนั้นเค้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฮิสปาเนีย(สเปน) และสร้างชื่อเสียงไว้มากตั้งแต่หนุ่มจนถึงตอนนี้ในฐานะวีรบุรุษนักรบ นายทหารฝีมือระดับต้นๆของสาธารณรัฐ และหนึ่งในนายทหารเก่าแก่กลุ่มสุดท้ายจากยุคของการปฎิรูปมาริอุส
เค้าได้ก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นการท้าทายรัฐบาลโรมอย่างโจ่งแจ้ง มีบันทึกมากมายกล่าวว่าเค้าคือ ตงฉิน คนสุดท้าย ที่ตัดสินใจต่อสู้แตกหักเพื่อสาธารณรัฐ แต่บ้างก็ว่าอีกแบบ ซึ่งนั่นคงไม่ใช่สาระสำคัญ
สภาโรมันได้แต่งตั้งควินทุส ไคชีลีอุส เมเทลุส ปิอุส(Quintus Caecilius Metellus Pius) เจ้าสกุลเมเทลุส ซึ่งรักษาการณ์อยู่ในสเปนตอนใต้ตั้งแต่ปี79 เป็นผู้ว่าการรัฐฮิสปาเนียคนใหม่ และเป็นแมทัพปราบกบฏ ปิอุส ไม่เคยแสดงตัวเข้าข้างฝ่ายไหน แต่สิ่งที่ชัดเจนเสมอคือ เค้าเป็นคนรักมิตรภาพ พร้อมช่วยเหลือเพื่อนทุกคน และยินดีจะทดแทนบุญคุณใครก็ตามที่เคยช่วยเหลือเค้าไม่ว่าเล็กน้อยหรือมากมายแค่ไหนก็ตาม และสกุลเมเทลุส ยังถือเป็นตระกูลเสาหลักใหญ่ที่รักษาหน้าตาที่ประชาชนมีต่อชนชั้นสูง
เค้าตั้งแนวรบยันกับเซโทริอุสที่ทางใต้ของสเปน แต่ก็ไม่อาจรุกคืบไปได้มากด้วยศัตรูใช้กลยุทธิ์กองโจร ขณะที่ปิอุส จะถนัดการรบแบบสมรภูมิเปิด โดยใช้ทหารราบหนัก เค้าสามารถเอาชัยได้ไม่ยากในเขตพื้นราบ แต่กองทัพของกบฏก็ปฏิรูปเป็นกองรบเกราะเบาคล่องตัวตามอย่างชนพื้นเมืองไอบีเรีย กองรบลีเจี้ยนที่พยายามจะรุกเข้าเขตแดนขุนเขา น้อยนักจะรอดกลับลงมา
เมื่อสถานการณ์ตรึงกันเช่นนี้ สภาจึงคิดส่ง เดซีมุส ยูนิอุส บรูตุส(Decimus Junius Brutus) กงสุลฝ่ายหน้าไปยังสเปน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเค้าปฎิเสธ ทำให้ ปอมเปอุส ได้รับการเสนอชื่อให้นำกองหนุนไปช่วยปิอุส เค้ากระตือรือร้นอย่างมากแม้คาทูลุสและสมาชิกสภาจำนวนมากจะไม่เห็นชอบด้วยก็ตามที่จะให้อำนาจทางการทหารแก่นายทหารหนุ่มคนนี้มากเกินไป
ทันทีที่ปอเปอุสไปถึง เค้าก็เข้าร่วมกับปิอุสในการลงสูสนามรบทันที ด้วยความหุนหัน ปอมเปอุสอยากพิสูจน์ในฐานะแม่ทัพผู้เก่งกาจ พยายามออกรบแนวหน้าเพื่อแย่งชิงผลงานปิอุส ดูได้จากการศึกที่แม่น้ำซูโคร(Sucro) เมื่อปี75 ก่อนคริสตกาล กองทัพโรมันปีกขวาที่คุมโดยตัวปอมเปอุสนำทัพข้ามลำน้ำเข้าตีหักปีกซ้ายของศัตรูจะเสียกระบวน
เมื่อเห็นเช่นนั้นเซโทริอุส ก็รีบไปยังพื้นที่ปะทะ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจจนกองทัพไอบีเรียหันกลับไปดันกองทัพของปอมเปอุสจนแตกพ่าย ปอมเปอุสเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดหากทหารของเค้าไม่สละชีวิตเพื่อปกป้องแม่ัทัพของตนให้หนีออกจากสมรภูฒิได้สำเร็จ
ตัวเซโทริอุสอยากจะกำจัดปอมเปอุสเพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามในอนาคต แต่ก็โชคร้ายที่ตอนนั้นกองทัพปีกซ้ายโรมันของปิอุส ได้ยกทัพมาตีกระหนาบ ด้วยกองรบทหารราบหนักย่อมทำให้กองทัพของเซโทริอุสเสียหายหนักอย่างไม่ต้องสงสัย เค้าจึงจำต้องล่าถอยกลับไป
ปิอุสได้แสดงความไม่พอใจกับการกระทำอันบุ่มบ่ามของปอมเปอุสอย่างมาก และนับแต่ตอนนั้น ปอมเปอุสก็ไม่เคยขัดคำสั่งปิอุสและพยายามอย่างดีที่สุดที่จะหนุนเสริมกันและกัน เค้าได้แก้ตัวในศึกถัดมาที่ปราการซากูทุม(Saguntum) เมื่อเซโทริอุสนำทัพ42,500 นาย ในทีแรกปิอุสนำทัพออกมารบในสมรภูมิเปิดและพ่ายแพ้ย่อยยับด้วยกองทหารม้าไอบีเรียอันลือชื่อมาแต่ยุคสงครามพูนิก นั่นทำให้เซโทริอุส ย่ามใจและยกพลเข้าตีป้อมซากูทุม ซึ่งเป็นความผิดพลาดร้ายแรง ปราการอันแข็งแกร่งจากน้ำมือของทหารช่างมือดีที่สุดในโลก ทำให้กองทัพเสียกำลังไปกว่าครึ่ง เซโทริอุสจึงจำต้องล่าถอยขึ้นเหนือ
แต่นั่นก็ไม่แก้ไขสถานการณ์ใดๆมากนัก สงครามยังยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี ทั้งเสบียงคลังและกำลังคนก็เริ่มร่อยหรอ เพราะสภาและชนชั้นสูงไม่อยากเสียเงินและทรัพย์ของตน ปอมเปอุสจึงเริ่มเขียนจดหมายขอกองหนุนไปยังโรม โดยการกล่าวถึงความภักดีและซื่อสัตย์ของปิอุส และตัวเค้าเองที่มีต่อสาธารณรัฐ
ลูซีอุส ลีซีนีอุส เลาคูลัส(Lucius Licinius Lucullus) และมาร์คัส ออเรลีอุส คอททา(Marcus Aurelius Cotta) สองกงสุลร่วมปี74 เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง ความในจดหมายถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ทำให้ราษฏรโรมันต่างสนับสนุนให้ส่งกองหนุนไป สภาจึงจำต้องยอมรับและส่งกองหนุนจำนวนสองลีเจี้ยนพร้อมเสบียงสู่สมรภูมิ
สงครามยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี72 ก่อนคริสตกาล เกิดปัญหาภายในของฝ่ายเซโทริอุส ระหว่างทัพชาวโรมันกับพันธมิตรไอบีเรีย ความขัดแย้งนี้ทำให้เซโทริอุส ถูกลอบสังหาร เหล่าทัพกบฏพากันแตกกระจาย และชัยชนะที่รอมาหลายปี ก็ได้มาถึงมือของปิอุสและปอมเปอุส
ทั้งคู่ได้กลับมาสู่โรมเยี่ยงวีรบุรุษ(?) เหล่าทหารกล้าได้รับรางวัลเป็นที่ดินทำกินสู่ครอบครัว เช่นเดียวกับเหล่าขุนศึกขุนพลอื่นๆที่มีส่วนร่วมในความวุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นตลอดทศวรรษที่80 ก่อนคริสตกาลนี้(ขณะนั้นก็เกิดกบฏกลาดิเอเตอร์อยู่พอดี) เหล่าขุนนางฝ่ายการทหารค่อยๆเพิ่มพูนอำนาจจนเหล่าสมาชิกวุฒิสภาเริ่มกังวล พร้อมกับคำพูดนึงที่ถูกกล่าวขึ้นมาในหมู่ชน
"โรมในมือสภา ไม่อาจควบคุมชาวโรมันได้อีกแล้ว"
มิริน
[1]The Role of Marius’s Military Reforms in the Decline of the Roman Republic โดย Andrew White
[2]Grain Distribution in Late Republican Rome
โดย Alessandro Cristofori
[3]AFTER 69 CE – WRITING CIVIL WAR IN FLAVIAN ROME Lauren Donovan Ginsberg, Darcy A. Krasne
[4]Rome: Transition from Republic to Empire โดย Paul A. Bishop
[5]Italian Aims in the First Civil War 87-82 BC
โดย Andrew Swidzinski
[6]The Last Generation of the Roman Republic ERICH S. GRUEN
[7]Remembering Cultural Trauma
Sulla’s Proscriptions, Roman Responses, and Christian Perspectives
Alexandra Eckert
[8]Ceasar scenarios The Sertorian War 80-72 BC
Stephen jackson
[9]Civil Wars,from Beginning to End?
DAVID ARMITAGE
[10]SULLAThe last republican Second edition
Arthur Keaveney
[11]The Senate after Sulla
J. R. Hawthorn
[12]A Dictionary of Greek and Roman Antiquities,
John Murray, London, 1875.
นักรบลููซิทาเนีย(Lusitania) ปะทะกับกองรบลีเจี้ยนโรมัน ภาพโดย Radu Oltean
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Pathum Thani
12120