16/01/2020
รีโพสต์ เทส
● โรมในมือของซุลลา และการผงาดของปอมเปย์
กองรบสามลีเจี้ยน และดวงตาปวงชนในกรุงโรมนับแสนคู่ เป็นพยานแห่งชัยชนะของซุลลาในศึกที่ประตูโคลีเน มันคือการนองเลือดรับเดือนพฤษจิกายนของปีที่82 ก่อนคริสตกาล
หัวของผู้สนับสนุนสกุลไกอา ถูกนำมาเสียบประจานที่ใจกลางกรุงโรม ผู้ที่ยังเหลือก็ถูกตั้งค่าหัว ที่ดินและทรัพย์สินของพวกเค้าก็ถูกนำไปแจกจ่ายแก่ผู้สนับสนุนฝ่ายซุลลาเช่นเดียวกับที่นำไปจัดสรรแก่เหล่าทหารหาญอย่างเท่าเทียม
ต้องขอบคุณตำแหน่ง "เผด็จการ" ที่ได้มาจากการ "เสนออย่างสุภาพ" ของตัวเค้าเอง ที่ทำให้ซุลลาสามารถกระทำการอันใดก็ได้โดยไม่ต้องกังวลการวิพากย์วิจารณ์จากสภา หนึ่งในนั้นการคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็อย่างที่พูดไว้หลายครั้งในบทความก่อนหน้า อำนาจของฝ่ายพลเรือนค่อยๆลดลง เพื่อนำไปเพิ่มให้ฝ่ายสภา แต่ก็ไม่มากจนสามารถเข้ามามีสิทธิ์ควบคุมกองรบได้เช่นที่ซุลลาทำได้
"ควบคุมประชาชน"
ซุลลาประกาศตัวอย่างชัดเจนที่จะเป็นฝ่ายตรงช้ามของราษฎรชาวโรมัน ชื่อนับร้อยถูกยกขึ้นมาเพื่อฟ้องร้องและจับมาประหารบ้างก็เนรเทศ ค่อยๆยักยอกทรัพย์สินเพื่อนำไปมอบความเปรมปรีย์แก่เหล่าชนชั้นสูงและความทะเยอทะยานของตน ตั้งแต่การสร้างวิหารทวยเทพและโรงละครทั่วทั้งอิตาลี ทั้งหมดล้วนถูกสร้างในระบบโครงสร้างระดับงานคุณภาพสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานเลี้ยงบ่อยครั้ง แต่ละครั้งล้วนใหญ่โตโอ่อ่าและดำเนินไปหลายวันถึงหลายอาทิตย์ ของเหลือก็ไม่เคยไปถึงปากของข้ารับใช้หรือขอทาน เพราะมันจะถูกโยนลงทะเลลำน้ำอย่างไม่ใยดี ความมั่งคั่งนี้ล้วนได้มาจากชัยชนะจากแดนตะวันออก
นอกจากสิ่งที่กล่าวไปในบทความก่อน กฏเกณฑ์อื่นๆที่ถูกใช้ต่อๆกันมาโดยซุลลาเป็นผู้ร่างก็อย่างเช่น การสลับเปลี่ยนตำแหน่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน หากผู้เกษียณไม่กลับมาเพื่อมอบตำแหน่งให้ผู้รับเลือกคนใหม่ภายในสามสิบวัน จะถือว่าเป็นกบฏ เช่นเดียวกัน หากมีการเคลื่อนทัพออกนอกเขตปกครอง หรือมีการระดมพลชาวนอกเขตก็จะถือว่าเป็นกบฏเช่นกัน การกระทำส่วนใหญ่ของเค้าลวนเป็นไปเพือรักษาอำนาจทางกองทัพของตนและความมั่นคงของฝ่ายโอฟติมาเตส
ความเด็จขาดและระเบียบใต้ความหวาดกลัวของซุลลาเริ่มถูกต่อต้านทันทีหลังการตายของเค้า ในปี78 ก่อนคริสตกาล
การกระทำของซุลลาอาจส่งผลดีในยุคของเค้า แต่ในยุคถัดมา เหล่าขุนศึกขุนพลล้วนใช้กลยุทธิ์เดียวกันเพื่อรักษาอำนาจและความภักดีของทหารใต้สังกัด นั่นคือการฉ้อรัฐบังหลวงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ลูกน้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ความภักดีต่อสาธารณรัฐค่อยๆเสื่อมลง
คลังหลวงซึ่งเคยมากล้น ณ ตอนนี้ก็ถูกเติมเต็มแทยด้วยหนี้สิน เป็นปัญหาร้ายแรงของโรมในช่วงปี60 ก่อนคริสตกาล หลายเสียงเชื่อว่าวิกฤตหนี้ครั้งนี้เกิดจากการส่งออกทองคำและเงินจำนวนมากซึ่งทำให้เงินตึงตัวและเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เหล่าอดีตทหารผ่านศึกที่เคยติดตามซุลลา หลังปลดประจำการก็ไม่ลดละความโลภหรูหรา จัดงานเลี้ยงซื้อค้าทาสอยู่ไม่เว้นวัน พวกเค้าเหล่านี้แลที่ก่อปรปัญหามาสู่โรม และกลายสภาพเป็นขอทานเพราะไม่มีหัวคิดเชิงบริหาร
มาร์คุส ไอมิลิอุส เลปิดุส(Marcus Aemilius Lepidus) คือผู้ขึ้นมารับตำแหน่งกงสุลคนถัดมา โดยมีปอมเปอุส(ปอมเปย์) อดีตขุนศึกของซุลลา เป็นผู้สนับสนุน เลปิดุส เป็นเหมือนกับขุนนางส่วนใหญ่ในยุคนี้ คืออดีตเป็นผู้ภักดีต่อสกุลไกอา ก่อนจะหันมาสวามิภักดิ์ต่อซุลลา และหลังการตายของซุลลา เลปิดุสก็หันกลับเข้าไปหาฝ่ายพรรคเดิมคือพวกโพพูลาเรส
สิ่งแรกที่เค้าทำคือการประกาศโทษที่ซุลลาควรได้รับ โดยการไม่ยอมให้ได้จัดงานศพ รวมไปถึงการประณามกฏหมายเผด็จการอื่นๆ อย่างไรเสียเมื่อไม่มีเผด็จการ อำนาจการตัดสินใจก็ล้วนกลับไปสู่สภา ซึ่งฝ่ายพรรคโอฟติมาเตส ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้เลปิดุส ไม่สามารถแก้ไขกฏหมายใดๆได้มากนัก แต่ความพยายามของเค้าเพื่อเรียกความศรัทธาของราษฏรต่อรัฐบาลกลับคืนมาก็ไม่สูญเปล่า นั่นคือการรื้อฟื้นกฏหมายข้าว(lex frumentaria) เพื่อแจกจ่ายข้าวสาลีแก่ประชาชนเดือนละครั้ง โดยแต่ละครอบครัวจะได้ข้าวสาลีปริมาณ 5 มอดิอุส(modius 1 มอดิอุส ประมาณ 28 กรัม)
คดีอีทูเรีย
การแสดงออกอย่างชัดเจนของกงสุลผู้นี้ที่จะเป็นปฏิปักษ์กับฝายผู้สนับสนุนซุลลาผู้ล่วงลับทำให้เกิดรอยร้าวระหว่างเลปิดุส และสหายของเค้านาม ควินทุส ลูทาทิอุส คาทูลุส(Quintus Lutatius Catulus) คาทูลุส เป็นกงสุลฝ่ายหลัง ร่วมกับเลปิดุส กงสุลฝ่ายหน้า เช่นกันเค้าก็เคยอยู่ฝ่ายโพพูลาเรส ก่อนจะหันมาเข้าฝ่ายโอฟติมาเตส พวกเค้าเริ่มขัดขากันตั้งแต่แรกเมื่อเลปิดุสขัดขวางงานศพของซุลลา การหาเสียงกระจายข่าวต่อต้านเผด็จการ และที่ร้ายแรงที่สุดคือครั้งการจราจลที่อีทูเรีย(Etruria) ภูมิภาคตอนเหนือของอิตาลี เมื่อประชาชนที่นั่นทำการโจมตีกองทหารรักษาการณ์ซึ่งล้วนเป็นอดีตทหารของซุลลา ความรุนแรงนี้ส่งผลให้สภามีมติให้กงสุลทั้งสองเดินทางไปแก้สถานการณ์
เมื่อมีการเจรจา กลับกลายเป็นว่า เหล่าผู้ก่อจราจลล้วนชี้ไปหาเลปิดุสว่าเป็นผู้จุดประกายเหตุการณ์นี้ เพื่อทำลายอำนาจของเผด็จการ และทวงคืนสาธารณรัฐกลับมา
"ฉิบหาย....."
เลปิดุสคิดในใจ นี่จะกลายเป็นชนวนสู่การทำลายตัวเค้าเองในไม่ช้า และพวกโอฟติมาเตส ก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือแน่นอน พวกสภาให้รางวัลและสรรเสริญเลปิดุสอย่างยิ่งใหญ่ แต่นั่นก็แค่ฉากหน้า พวกเค้าค่อยๆจับผิดทุกกิจกรรมที่น่าสงสัยของกงสุงฝ่ายหน้า โดยการยื้อเวลาให้ทั้งสองประจำการอยู่ที่ทางเหนือไประยะยาว
เมื่อเข้าปีถัดมา เพื่อมีการเลือกตั้งกงสุลชุดใหม่ เป็นปกติที่กงสุลปัจจุบันจะเข้ามากรุงโรมเพื่อดูแลการเลือกตั้ง เลปิดุสเลือกที่จะไม่กลับลงใต้ รัฐบาลใช้การต่อต้านคำสั่งนี้ตั้งข้อหากบฏแก่เลปิดุส และระดมพลเพื่อเตรียมทำสงครามเต็มรูปแบบ
เลปิดุสได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากแดนเหนือ เหล่าอดีตผู้สนับสนุนไกอา เริ่มค่อยๆทยอยกลับมาเข้าร่วม และหนึ่งในผู้ที่ได้รับการเรียนเชิญให้เข้าร่วมคือ ยูลีอุส ไกซาร์(ซีซาร์) ซึ่งขณะนั้นเป็นลูกเขยของสกุลคอร์เนเลีย นี่คือโอกาสล้างแค้นให้แก่ครอบครัวที่หาได้ยาก แต่ไกซาร์แม้ในวัยหนุ่มก็ยังฉลาดพอ ที่จะไม่แสดงตัวเข้าข้างฝ่ายใด
แม้กระนั้นก็ตามแสงยานุภาพของฝ่ายเลปิดุสก็เข้มแข็งพอจะสร้างความหวาดหวั่นให้กับรัฐบาล คาทูลุสผู้ซึ่งได้รับอำนาจเต็มในการบัญชาการรบ ก็แสดงถึงความไร้ศักยภาพเพียงพอ ทำให้สภาส่งหมายเทียบเชิญ ปอมเปอุส มาบัญชาการรบ
เช่นเดียวกับคาทูลุส ปอมเปอุส รับไม่ได้กับการปฏิเสธจัดงานศพซุลลาของเลปิดุส นั่นทำให้เค้าละจากพรรคโพพูลาเรส ไปเข้าร่วมกับพวกชนชั้นสูง
ด้วยความสามารถของเค้านี้เอง ที่ทำให้กบฏขั้วอำนาจเก่า ถูกทำลายย่อยยับภายในปี77 ก่อนคริสตกาล เหล่าผู้นำถูกจับประหาร ส่วนเลปิดุส หลบหนีไปยังซาร์ดิเนีย
ปราบกบฏเซโทริอุส
เมื่อหนีไปยังซาร์ดิเนีย เลปิดุสได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าการทริอาริอุส(Triarius ) เพื่อระดมพลต่อสู้ต่อ โดยการสร้างกองเรือโจมตีเส้นทางคมนาคม ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนธัญพืช ทั้งคู่ต่อสู้กับโรมได้อย่างเข้มแข็งสร้างความเสียหายแก่กองทัพโรมันที่ถูกส่งมาปราบปรามไปมาก แต่บ้างก็ว่าแท้จริงมันตรงข้าม แคว้นซาร์ดิเนียไม่เคยเข้าร่วมการกบฏของเลปิดุส อย่างไรเสีย เลปิดุสก็เสียชีวิตกระทันหันด้วยอาการป่วยที่ซาร์ดิเนียจริง ทำให้ผู้สนับสนุนของเค้าพากันหลบหนีไปยังสเปน
ในขณะนั้นสเปนในอาณัติของโรมปกครองโดยควินทุส เซโทริอุส ตาเดียว(Quintus Sertorius the one eye) อดีตขุนพลอีกคนนึงของไกอาก่อนจะหันมาสวามิภักดิ์ต่อซุลลา เค้าสนับสนุนเลปิดุสทันทีหลังการเริ่มก่อกบฏไม่นาน โดยขณะนั้นเค้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฮิสปาเนีย(สเปน) และสร้างชื่อเสียงไว้มากตั้งแต่หนุ่มจนถึงตอนนี้ในฐานะวีรบุรุษนักรบ นายทหารฝีมือระดับต้นๆของสาธารณรัฐ และหนึ่งในนายทหารเก่าแก่กลุ่มสุดท้ายจากยุคของการปฎิรูปมาริอุส
เค้าได้ก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นการท้าทายรัฐบาลโรมอย่างโจ่งแจ้ง มีบันทึกมากมายกล่าวว่าเค้าคือ ตงฉิน คนสุดท้าย ที่ตัดสินใจต่อสู้แตกหักเพื่อสาธารณรัฐ แต่บ้างก็ว่าอีกแบบ ซึ่งนั่นคงไม่ใช่สาระสำคัญ
สภาโรมันได้แต่งตั้งควินทุส ไคชีลีอุส เมเทลุส ปิอุส(Quintus Caecilius Metellus Pius) เจ้าสกุลเมเทลุส ซึ่งรักษาการณ์อยู่ในสเปนตอนใต้ตั้งแต่ปี79 เป็นผู้ว่าการรัฐฮิสปาเนียคนใหม่ และเป็นแมทัพปราบกบฏ ปิอุส ไม่เคยแสดงตัวเข้าข้างฝ่ายไหน แต่สิ่งที่ชัดเจนเสมอคือ เค้าเป็นคนรักมิตรภาพ พร้อมช่วยเหลือเพื่อนทุกคน และยินดีจะทดแทนบุญคุณใครก็ตามที่เคยช่วยเหลือเค้าไม่ว่าเล็กน้อยหรือมากมายแค่ไหนก็ตาม และสกุลเมเทลุส ยังถือเป็นตระกูลเสาหลักใหญ่ที่รักษาหน้าตาที่ประชาชนมีต่อชนชั้นสูง
เค้าตั้งแนวรบยันกับเซโทริอุสที่ทางใต้ของสเปน แต่ก็ไม่อาจรุกคืบไปได้มากด้วยศัตรูใช้กลยุทธิ์กองโจร ขณะที่ปิอุส จะถนัดการรบแบบสมรภูมิเปิด โดยใช้ทหารราบหนัก เค้าสามารถเอาชัยได้ไม่ยากในเขตพื้นราบ แต่กองทัพของกบฏก็ปฏิรูปเป็นกองรบเกราะเบาคล่องตัวตามอย่างชนพื้นเมืองไอบีเรีย กองรบลีเจี้ยนที่พยายามจะรุกเข้าเขตแดนขุนเขา น้อยนักจะรอดกลับลงมา
เมื่อสถานการณ์ตรึงกันเช่นนี้ สภาจึงคิดส่ง เดซีมุส ยูนิอุส บรูตุส(Decimus Junius Brutus) กงสุลฝ่ายหน้าไปยังสเปน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเค้าปฎิเสธ ทำให้ ปอมเปอุส ได้รับการเสนอชื่อให้นำกองหนุนไปช่วยปิอุส เค้ากระตือรือร้นอย่างมากแม้คาทูลุสและสมาชิกสภาจำนวนมากจะไม่เห็นชอบด้วยก็ตามที่จะให้อำนาจทางการทหารแก่นายทหารหนุ่มคนนี้มากเกินไป
ทันทีที่ปอเปอุสไปถึง เค้าก็เข้าร่วมกับปิอุสในการลงสูสนามรบทันที ด้วยความหุนหัน ปอมเปอุสอยากพิสูจน์ในฐานะแม่ทัพผู้เก่งกาจ พยายามออกรบแนวหน้าเพื่อแย่งชิงผลงานปิอุส ดูได้จากการศึกที่แม่น้ำซูโคร(Sucro) เมื่อปี75 ก่อนคริสตกาล กองทัพโรมันปีกขวาที่คุมโดยตัวปอมเปอุสนำทัพข้ามลำน้ำเข้าตีหักปีกซ้ายของศัตรูจะเสียกระบวน
เมื่อเห็นเช่นนั้นเซโทริอุส ก็รีบไปยังพื้นที่ปะทะ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจจนกองทัพไอบีเรียหันกลับไปดันกองทัพของปอมเปอุสจนแตกพ่าย ปอมเปอุสเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดหากทหารของเค้าไม่สละชีวิตเพื่อปกป้องแม่ัทัพของตนให้หนีออกจากสมรภูฒิได้สำเร็จ
ตัวเซโทริอุสอยากจะกำจัดปอมเปอุสเพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามในอนาคต แต่ก็โชคร้ายที่ตอนนั้นกองทัพปีกซ้ายโรมันของปิอุส ได้ยกทัพมาตีกระหนาบ ด้วยกองรบทหารราบหนักย่อมทำให้กองทัพของเซโทริอุสเสียหายหนักอย่างไม่ต้องสงสัย เค้าจึงจำต้องล่าถอยกลับไป
ปิอุสได้แสดงความไม่พอใจกับการกระทำอันบุ่มบ่ามของปอมเปอุสอย่างมาก และนับแต่ตอนนั้น ปอมเปอุสก็ไม่เคยขัดคำสั่งปิอุสและพยายามอย่างดีที่สุดที่จะหนุนเสริมกันและกัน เค้าได้แก้ตัวในศึกถัดมาที่ปราการซากูทุม(Saguntum) เมื่อเซโทริอุสนำทัพ42,500 นาย ในทีแรกปิอุสนำทัพออกมารบในสมรภูมิเปิดและพ่ายแพ้ย่อยยับด้วยกองทหารม้าไอบีเรียอันลือชื่อมาแต่ยุคสงครามพูนิก นั่นทำให้เซโทริอุส ย่ามใจและยกพลเข้าตีป้อมซากูทุม ซึ่งเป็นความผิดพลาดร้ายแรง ปราการอันแข็งแกร่งจากน้ำมือของทหารช่างมือดีที่สุดในโลก ทำให้กองทัพเสียกำลังไปกว่าครึ่ง เซโทริอุสจึงจำต้องล่าถอยขึ้นเหนือ
แต่นั่นก็ไม่แก้ไขสถานการณ์ใดๆมากนัก สงครามยังยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี ทั้งเสบียงคลังและกำลังคนก็เริ่มร่อยหรอ เพราะสภาและชนชั้นสูงไม่อยากเสียเงินและทรัพย์ของตน ปอมเปอุสจึงเริ่มเขียนจดหมายขอกองหนุนไปยังโรม โดยการกล่าวถึงความภักดีและซื่อสัตย์ของปิอุส และตัวเค้าเองที่มีต่อสาธารณรัฐ
ลูซีอุส ลีซีนีอุส เลาคูลัส(Lucius Licinius Lucullus) และมาร์คัส ออเรลีอุส คอททา(Marcus Aurelius Cotta) สองกงสุลร่วมปี74 เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง ความในจดหมายถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ทำให้ราษฏรโรมันต่างสนับสนุนให้ส่งกองหนุนไป สภาจึงจำต้องยอมรับและส่งกองหนุนจำนวนสองลีเจี้ยนพร้อมเสบียงสู่สมรภูมิ
สงครามยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี72 ก่อนคริสตกาล เกิดปัญหาภายในของฝ่ายเซโทริอุส ระหว่างทัพชาวโรมันกับพันธมิตรไอบีเรีย ความขัดแย้งนี้ทำให้เซโทริอุส ถูกลอบสังหาร เหล่าทัพกบฏพากันแตกกระจาย และชัยชนะที่รอมาหลายปี ก็ได้มาถึงมือของปิอุสและปอมเปอุส
ทั้งคู่ได้กลับมาสู่โรมเยี่ยงวีรบุรุษ(?) เหล่าทหารกล้าได้รับรางวัลเป็นที่ดินทำกินสู่ครอบครัว เช่นเดียวกับเหล่าขุนศึกขุนพลอื่นๆที่มีส่วนร่วมในความวุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นตลอดทศวรรษที่80 ก่อนคริสตกาลนี้(ขณะนั้นก็เกิดกบฏกลาดิเอเตอร์อยู่พอดี) เหล่าขุนนางฝ่ายการทหารค่อยๆเพิ่มพูนอำนาจจนเหล่าสมาชิกวุฒิสภาเริ่มกังวล พร้อมกับคำพูดนึงที่ถูกกล่าวขึ้นมาในหมู่ชน
"โรมในมือสภา ไม่อาจควบคุมชาวโรมันได้อีกแล้ว"
มิริน
[1]The Role of Marius’s Military Reforms in the Decline of the Roman Republic โดย Andrew White
[2]Grain Distribution in Late Republican Rome
โดย Alessandro Cristofori
[3]AFTER 69 CE – WRITING CIVIL WAR IN FLAVIAN ROME Lauren Donovan Ginsberg, Darcy A. Krasne
[4]Rome: Transition from Republic to Empire โดย Paul A. Bishop
[5]Italian Aims in the First Civil War 87-82 BC
โดย Andrew Swidzinski
[6]The Last Generation of the Roman Republic ERICH S. GRUEN
[7]Remembering Cultural Trauma
Sulla’s Proscriptions, Roman Responses, and Christian Perspectives
Alexandra Eckert
[8]Ceasar scenarios The Sertorian War 80-72 BC
Stephen jackson
[9]Civil Wars,from Beginning to End?
DAVID ARMITAGE
[10]SULLAThe last republican Second edition
Arthur Keaveney
[11]The Senate after Sulla
J. R. Hawthorn
[12]A Dictionary of Greek and Roman Antiquities,
John Murray, London, 1875.
นักรบลููซิทาเนีย(Lusitania) ปะทะกับกองรบลีเจี้ยนโรมัน ภาพโดย Radu Oltean